ทำไมร่างกายของคุณถึงน่าทึ่งมาก!: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
553 คำ 190 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: การสำรวจร่างกายด้วยตัวเลขกล่าวถึงเซลล์ ประสาทสัมผัส หัวใจ แบคทีเรีย กระดูก DNA และหลอดเลือด ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. made up of — กริยาวลี: เข้าใจรูปแบบถูกกระทำที่บอกส่วนประกอบ เปรียบเทียบกับ make up และอธิบายส่วนต่าง ๆ โดยไม่สลับความสัมพันธ์กับองค์รวม 2. 7,500 times smaller than — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: อ่านการเปรียบเทียบแบบมีตัวคูณ หาเกณฑ์อ้างอิง และแยกตัวคูณออกจากผลต่างหรือร้อยละ 3. burning question — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าเป็นคำถามเร่งด่วนหรือสำคัญ ไม่ใช่ความร้อนจริง และใช้เปิดคำถามหลักในการสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Your body is made up of many atoms, กริยาวลี

0:00

ร่างกายของคุณประกอบขึ้นจากอะตอมจำนวนมหาศาล

กริยาวลี

be made up of: การอธิบายส่วนประกอบ

be made up of หมายถึง “ประกอบด้วย” ในประโยคนี้ สิ่งที่เป็นองค์รวมคือ your body อยู่หน้า is made up of และส่วนประกอบคือ many atoms อยู่หลัง of โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ “องค์รวม + be + made up of + ส่วนประกอบ” ต้องเปลี่ยน be ให้ตรงกับประธานและกาล เช่น is made up of, are made up of หรือ was made up of คำว่า made ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “แต่งเรื่องขึ้น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be made up of: The committee ____ representatives from five schools.

ดูคำตอบ

is made up of

around 7 octillion to be exact. วลี

0:02

ถ้าจะให้เจาะจงก็คือประมาณ 7 × 10²⁷ อะตอม

วลี

to be exact: การเพิ่มข้อมูลที่แม่นยำ

to be exact เป็นคำแทรกที่หมายถึง “กล่าวตัวเลขหรือถ้อยคำให้แม่นยำ” โดยเป็นความเห็นต่อข้อความทั้งประโยค ไม่ใช่วลี infinitive ที่บอกจุดประสงค์ รูปแบบที่พบบ่อยคือเริ่มด้วยข้อความทั่วไปหรือค่าประมาณ แล้วตามด้วยรายละเอียดที่แม่นยำกว่า เช่น nearly an hour—58 minutes, to be exact ใน around 7 octillion to be exact คำว่า around แสดงการประมาณ แต่ to be exact อ้างความแม่นยำ จึงเกิดความขัดแย้งแบบจงใจให้ฟังสบาย ๆ หรือขบขัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “กล่าวตัวเลขที่แม่นยำ”: The museum has 312 paintings, ____.

ดูคำตอบ

to be exact

These make up the 37 trillion cells in your body, กริยาวลี

0:05

อะตอมเหล่านี้ประกอบกันเป็นเซลล์ 37 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายของคุณ

กริยาวลี

make up: ส่วนประกอบต่าง ๆ ก่อตัวเป็นองค์รวม

ในที่นี้ make up หมายถึง “ประกอบเป็น” หรือ “ก่อตัวเป็น” ประธานบอกส่วนประกอบที่เล็กกว่า ส่วนกรรมบอกองค์รวมที่ใหญ่กว่า โดยมีรูปแบบ A makes up B ในประโยคนี้ “These” หมายถึงอะตอม และองค์รวมคือเซลล์ หากต้องการกล่าวถึงองค์รวมก่อน ให้ใช้รูปประโยคแบบถูกกระทำ B is made up of A ความสัมพันธ์ของส่วนประกอบยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมุมมองทางไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

เติมทั้งสองประโยคด้วยรูปกระทำและรูปถูกกระทำที่ถูกต้องของ make up: Twelve singers ____ the choir. The choir ____ twelve singers.

ดูคำตอบ

make up · is made up of

which are actually much younger than you think. ไวยากรณ์

0:08

ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอายุน้อยกว่าที่คุณคิดมาก

ไวยากรณ์

much younger than you think: แก้ไขความคาดหมายเดิม

ใน much younger คำว่า much ช่วยเน้นคำขั้นกว่า younger ว่าความแตกต่างนั้นมาก ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย โดย much มักขยายคำขั้นกว่า เช่น easier, older หรือ more complex than you think เปรียบเทียบข้อเท็จจริงกับสิ่งที่ผู้ฟังคาดไว้ ไม่ใช่กับอายุหรือตัวเลขที่ระบุชัด รูปแบบเต็ม much + คำขั้นกว่า + than you think ใช้บอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าความจริงต่างจากที่ใครบางคนคาดไว้อย่างมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย much และรูปขั้นกว่าของ easy: This puzzle is ____ than you think.

ดูคำตอบ

much easier

The cells that line your stomach regenerate every 5 days, การใช้คำ

0:11

เซลล์ที่บุผนังกระเพาะอาหารจะสร้างตัวเองขึ้นใหม่ทุก 5 วัน

การใช้คำ

line your stomach: ปกคลุมพื้นผิวด้านในของกระเพาะ

ในที่นี้ line เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม หมายถึง “ปกคลุมหรือก่อตัวเป็นชั้นบนพื้นผิวด้านในของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” The cells เป็นประธาน ส่วน your stomach เป็นกรรมที่เซลล์เหล่านั้นปกคลุมผิวด้านใน รูปแบบนี้นำไปใช้ต่อได้เป็น X lines Y โดย X คือวัสดุ เนื้อเยื่อ หรือชั้นที่อยู่ด้านในของ Y ไม่ได้หมายความว่าเซลล์วาดเส้นหรือยืนเรียงแถว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The cells that line your stomach regenerate every 5 days,” คำว่า line your stomach หมายถึงอะไร

  1. ปกคลุมหรือก่อตัวเป็นชั้นบนพื้นผิวด้านในของกระเพาะ
  2. ยืนเรียงแถวข้างกระเพาะ
  3. วาดเส้นที่มองเห็นได้บนกระเพาะ
ดูคำตอบ

ปกคลุมหรือก่อตัวเป็นชั้นบนพื้นผิวด้านในของกระเพาะ

which makes sense as stomach acid can dissolve metal. วลี

0:13

ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะกรดในกระเพาะอาหารละลายโลหะได้

วลี

makes sense: ตัดสินว่าบางสิ่งสมเหตุสมผล

ในประโยคนี้ makes sense หมายถึง “มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล” หรือ “เป็นเหตุเป็นผล” โดยย้อนกลับไปกล่าวถึงการสร้างเซลล์ใหม่อย่างรวดเร็วและประเมินว่าข้อเท็จจริงนั้นเข้าใจได้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย as ให้เหตุผลสนับสนุนว่า กรดในกระเพาะสามารถละลายโลหะได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ It/That makes sense because/as + เหตุผล ในที่นี้ sense เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงประสาทสัมผัสทางกาย เช่น การมองเห็นหรือการได้ยิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “สมเหตุสมผล”: Given the storm warning, it ____ to stay indoors.

ดูคำตอบ

makes sense

Your skin's outer layer,

0:16

ผิวหนังชั้นนอกสุดของคุณ

known as the epidermis, ไวยากรณ์

0:17

ที่เรียกว่าหนังกำพร้า

is shed every 2 to 4 weeks,

0:19

จะผลัดออกทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์

ไวยากรณ์

known as the epidermis: อนุประโยคขยายคำนามแบบย่อ

วลี known as the epidermis บอกชื่อของผิวหนังชั้นนอก วลีนี้เป็นรูปย่อของอนุประโยคขยายคำนาม which is known as the epidermis วลีนี้อยู่ระหว่างเครื่องหมายจุลภาคและเป็นเพียงข้อมูลเสริม ดังนั้น known จึงไม่ใช่คำกริยาหลัก โครงสร้างหลักของประโยคคือ Your skin's outer layer ... is shed

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้เพิ่มชื่อของสิ่งนั้นให้ครบประโยค: The red planet, ____ Mars, has two small moons.

ดูคำตอบ

known as

meaning after 1 year you'll shed roughly 0.7 kg of dead skin, ลำดับความ

0:21

หมายความว่าใน 1 ปี คุณจะผลัดผิวหนังที่ตายแล้วออกราว 0.7 กก.

ลำดับความ

meaning: ใช้บอกผลลัพธ์

meaning ที่อยู่หลังเครื่องหมายจุลภาคสามารถใช้บอกผลลัพธ์หรือข้อสรุปที่ตามมาจากข้อความทั้งหมดข้างหน้า ในที่นี้ รอบเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์นำไปสู่ค่าประมาณ 0.7 กิโลกรัมในหนึ่งปี อนุประโยค -ing นี้ทำหน้าที่เหมือน which means that โดยบอกข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงแสดงว่าข้อเท็จจริงนั้นนำไปสู่อะไร meaning ในที่นี้ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “ความหมาย”

แบบฝึกหัด

ในประโยค The battery lasts all day, meaning I can leave the charger at home, คำว่า meaning ใช้บอกอะไร?

  1. เวลาที่ผลิตแบตเตอรี่
  2. ชื่อของแบตเตอรี่
  3. ผลลัพธ์ที่สรุปจากระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์ที่สรุปจากระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่

and only some cells have been with you your entire life.

0:26

และมีเพียงเซลล์บางชนิดเท่านั้นที่อยู่กับคุณมาตลอดชีวิต

Those of the inner lens of the eye,

0:29

ได้แก่เซลล์ด้านในของเลนส์ตา

and muscle cells of the heart,

0:31

เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

and the neurons of the cerebral cortex in your brain,

0:32

และเซลล์ประสาทในเปลือกสมองใหญ่

which is largely responsible for your memory. วลี

0:35

ซึ่งเป็นส่วนที่รับผิดชอบเรื่องความทรงจำของคุณเป็นหลัก

วลี

largely responsible for: ระบุสาเหตุหรือหน้าที่หลัก

ในประโยคนี้ which อ้างกลับไปที่ cerebral cortex และ largely responsible for หมายถึง “เป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังสิ่งหนึ่ง” หรือ “ทำหน้าที่ส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดสิ่งนั้น” largely หมายถึง “ในระดับมาก” จึงไม่ได้บอกว่าเปลือกสมองเป็นเพียงส่วนเดียวที่เกี่ยวข้อง โครงสร้าง be responsible for + คำนามหรือรูป -ing ใช้บอกได้ทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบและสาเหตุหรือหน้าที่สำคัญ ในที่นี้กล่าวถึงบทบาทของเปลือกสมองต่อความจำ ไม่ใช่การกล่าวโทษหรือความรับผิดชอบทางศีลธรรม

แบบฝึกหัด

ใน “Better insulation is largely responsible for the drop in energy use.” largely responsible for หมายถึงอะไร

  1. เป็นสาเหตุหลักที่มีส่วนต่อผลลัพธ์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุเดียว
  2. มีความเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยและโดยบังเอิญ
  3. กำลังถูกกล่าวโทษว่าได้ฝ่าฝืนกฎ
ดูคำตอบ

เป็นสาเหตุหลักที่มีส่วนต่อผลลัพธ์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุเดียว

And while the brain may seem small, ไวยากรณ์

0:38

และถึงแม้สมองจะดูเล็ก

all those wrinkles are for a good reason.

0:40

แต่รอยพับย่นทั้งหมดนั้นมีไว้ด้วยเหตุผลสำคัญ

ไวยากรณ์

While ... may seem ...: เกริ่นความขัดแย้งเชิงยอมรับ

ในประโยคนี้ while ไม่ได้หมายถึง “ในช่วงเวลาที่” แต่ใช้แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนจะให้ข้อมูลที่ต่างออกไป กล่าวคือ สมองอาจทำให้รู้สึกว่ามีขนาดเล็ก แต่ประโยคหลักเสนอประเด็นที่ท้าทายข้อสรุปซึ่งคนอาจได้จากรูปลักษณ์นั้น รูปแบบ While + ประธาน + may seem + คำคุณศัพท์, ประโยคหลัก ช่วยให้ผู้พูดยอมรับความรู้สึกอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงบอกประเด็นที่ตรงข้ามหรือสำคัญกว่า may seem ทำให้ข้อความแรกไม่ใช่การยืนยันเด็ดขาด และเน้นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ดูเหมือน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ while และ may seem เพื่อบอกรูปลักษณ์ก่อนตามด้วยข้อมูลที่แตกต่าง: “____, the box can hold a surprising amount.”

ดูคำตอบ

While it may seem small

Spread it all out and the brain would be about the size of a pillowcase, โน้ต

0:42

หากคลี่สมองออกทั้งหมด มันจะมีขนาดพอ ๆ กับปลอกหมอน

ไวยากรณ์

Spread it all out and...: ประโยคคำสั่ง + and + ผลลัพธ์

ในโครงสร้างนี้ ประโยคคำสั่งตามด้วย and และอนุประโยคที่บอกผลลัพธ์ ในที่นี้ Spread it all out ตั้งเงื่อนไขสมมุติ ส่วน the brain would be... บอกผลลัพธ์ว่า หากคลี่พื้นผิวสมองที่มีรอยพับออกทั้งหมด สมองจะมีขนาดใหญ่ประมาณนั้น ประโยคคำสั่งนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งจริงในบริบทนี้ แต่เป็นวิธีสั้น ๆ ในการสื่อว่า “ถ้าทำ X แล้ว Y จะเกิดขึ้น” ดังนั้น and จึงเชื่อมเงื่อนไขไปสู่ผลลัพธ์ ไม่ได้เพียงเชื่อมการกระทำสองอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่ทำให้การกระทำแรกเป็นเงื่อนไขของผลลัพธ์: Turn the key ____ the engine will start.

ดูคำตอบ

and

วลี

about the size of: การเปรียบเทียบขนาดโดยประมาณ

about the size of หมายถึง “มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับโดยประมาณ” ในประโยคนี้มีการเปรียบเทียบพื้นผิวสมองที่คลี่ออกกับปลอกหมอน เพื่อให้เห็นภาพขนาดได้ง่าย แทนที่จะให้ค่าการวัดที่แม่นยำ ในที่นี้ about หมายถึง “ประมาณ” ไม่ใช่ “เกี่ยวกับ” โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ be + about the size of + สิ่งของที่คุ้นเคย

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายเติมการเปรียบเทียบขนาดโดยประมาณให้สมบูรณ์: The parcel is ____ a shoebox.

ดูคำตอบ

about the size of

which is great for the trillion nerves powering your memory.

0:46

ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับรองรับเส้นประสาทหนึ่งล้านล้านเส้นที่ขับเคลื่อนความทรงจำของคุณ

In fact,

0:49

ที่จริงแล้ว

studies have shown that after viewing 2,500 images for only 3 seconds, โน้ต

0:50

งานวิจัยพบว่า หลังจากดูภาพ 2,500 ภาพ ภาพละเพียง 3 วินาที

participants could recall if they had seen one of the images with 92% accuracy. ไวยากรณ์

0:54

ผู้เข้าร่วมสามารถจำได้ว่าเคยเห็นภาพใดภาพหนึ่งหรือไม่ด้วยความแม่นยำ 92%

วลี

Studies have shown that: การนำเสนอหลักฐานจากงานวิจัย

Studies have shown that ใช้นำหน้าอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่อเสนอข้อค้นพบที่มีงานวิจัยก่อนหน้ารองรับ ในประโยคนี้ อนุประโยคหลัง that บอกผลการวิจัย ส่วนวลีนี้บอกผู้ฟังว่าหลักฐานของข้อกล่าวอ้างมาจากงานวิจัย Present perfect ใน have shown ย้อนกล่าวถึงงานวิจัยที่เสร็จแล้ว แต่เสนอว่าข้อสรุปยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยกำลังแสดงสิ่งใดอยู่ในตอนนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนทางการสำหรับนำเสนอหลักฐานและใช้ประธานกับกริยาให้สอดคล้องกันได้ถูกต้อง

  1. Studies have shown that regular sleep improves attention.
  2. Studies has shown that regular sleep improves attention.
  3. A study have shown that regular sleep improves attention.
ดูคำตอบ

Studies have shown that regular sleep improves attention.

ไวยากรณ์

After viewing: โครงสร้าง after + -ing

ในที่นี้ after ทำหน้าที่เป็นคำบุพบทและตามด้วย gerund หรือรูป -ing คือ viewing โครงสร้างย่อ after + -ing หมายถึง “หลังจากที่ใครบางคนทำสิ่งหนึ่ง” และบอกว่าการดูเกิดขึ้นก่อนการกระทำในประโยคหลัก เนื่องจาก after viewing ไม่ได้ระบุประธาน ผู้ที่ทำการดูจึงปกติเข้าใจว่าเป็นประธานของประโยคหลัก คือ participants การที่ทั้งสองการกระทำมีประธานเดียวกันทำให้โครงสร้างย่อนี้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย after และรูป -ing ของ check คนคนเดียวกันทำทั้งสองการกระทำ: “____ the figures, Lena submitted the report.”

ดูคำตอบ

After checking

ไวยากรณ์

if they had seen: คำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ซ้อนอยู่เกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้า

เมื่ออยู่หลัง recall คำว่า if จะนำคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ซ้อนอยู่ในประโยค กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมสามารถจำได้ว่าตนเคยเห็นภาพนั้นหรือไม่ recall รับ if-clause ทั้งหมดเป็นเนื้อหาของสิ่งที่จำ ดังนั้น if ตรงนี้จึงไม่ได้แสดงเงื่อนไข had seen เป็น past perfect ซึ่งวางเหตุการณ์การเห็นไว้ก่อนการนึกจำในภายหลัง ทำให้ลำดับของเหตุการณ์ในอดีตทั้งสองชัดเจน

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Lena couldn't remember if she had packed her passport. การตีความใดตรงที่สุด?

  1. การเก็บหนังสือเดินทางใส่กระเป๋าเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เธอจำได้
  2. เธอนึกออกก็ต่อเมื่อเก็บหนังสือเดินทางใส่กระเป๋าแล้วเท่านั้น
  3. เธอจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านั้นได้เก็บหนังสือเดินทางใส่กระเป๋าแล้วหรือยัง
ดูคำตอบ

เธอจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านั้นได้เก็บหนังสือเดินทางใส่กระเป๋าแล้วหรือยัง

Don't believe your eyes? ลำดับความ

0:59

ไม่เชื่อสายตาตัวเองเหรอ

Maybe it's because you spend 10% of the day blinking, ไวยากรณ์

1:00

อาจเป็นเพราะคุณใช้เวลา 10% ของวันไปกับการกะพริบตา

but they can actually distinguish between 2.3 to 7.5 million colors.

1:03

แต่ที่จริงดวงตาของคุณแยกแยะสีได้ตั้งแต่ 2.3 ถึง 7.5 ล้านสี

ลำดับความ

Don't believe your eyes? ในฐานะตัวดึงดูดเชิงวาทศิลป์และการเปลี่ยนหัวข้อ

Don't believe your eyes? ไม่ใช่คำแนะนำจริงจังให้ไม่ไว้ใจการมองเห็น แต่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์แบบละคำ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับ You don't believe your eyes? คำถามนี้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าผู้ชมอาจไม่เชื่อข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจซึ่งเพิ่งกล่าวไป และดึงผู้ชมเข้าสู่ประเด็นถัดไป การย้ำแนวคิดเรื่อง eyes ทำหน้าที่เป็นสะพานทางภาษา Believe your eyes หมายถึงการยอมรับหลักฐานที่น่าประหลาดใจ ส่วนประโยคถัดไปเปลี่ยนไปพูดถึงสิ่งที่ดวงตาทำในทางกายภาพ ได้แก่ การกะพริบตาและการแยกแยะสี ดังนั้นคำถามนี้จึงเป็นทั้งตัวดึงดูดความสนใจและการเปลี่ยนหัวข้ออย่างลื่นไหล

แบบฝึกหัด

ในวิดีโอวิทยาศาสตร์ ผู้บรรยายพูดว่า: A hummingbird can flap its wings dozens of times each second. Don't believe your eyes? High-speed footage reveals every movement. คำถามเชิงวาทศิลป์นี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. คาดการณ์ความไม่เชื่อและเชื่อมจากข้อกล่าวอ้างที่น่าประหลาดใจไปสู่หลักฐานทางภาพ
  2. บอกผู้ชมว่าอย่าเชื่อสิ่งที่ตนเห็นไม่ว่าในกรณีใด
  3. เปลี่ยนหัวข้อโดยไม่เชื่อมโยงแนวคิดทั้งสอง
ดูคำตอบ

คาดการณ์ความไม่เชื่อและเชื่อมจากข้อกล่าวอ้างที่น่าประหลาดใจไปสู่หลักฐานทางภาพ

ไวยากรณ์

spend + เวลา + -ing: spend 10% of the day blinking

ใน spend 10% of the day blinking วลี 10% of the day คือปริมาณเวลาที่ใช้ และ blinking คือกิจกรรมที่ทำในช่วงเวลานั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ spend + ระยะเวลา + กริยา-ing ประธานสามารถใช้เวลาหลายนาที หลายชั่วโมง เวลาส่วนหนึ่งของวัน หรือทั้งวันทำกิจกรรมหนึ่งได้ โดย spend ในที่นี้หมายถึงการใช้เวลา ไม่ใช่การใช้เงิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ read เพื่อแสดงว่า Maya ใช้เวลาอย่างไร: Maya spends thirty minutes ____ before bed.

ดูคำตอบ

reading

Your nose is able to discriminate between 1 trillion different smells. การใช้คำ

1:08

จมูกของคุณแยกแยะกลิ่นต่าง ๆ ได้ถึง 1 ล้านล้านกลิ่น

การใช้คำ

discriminate between: ความหมายเป็นกลางของการตรวจจับความแตกต่าง

ในประโยคนี้ discriminate between หมายถึงการตรวจจับหรือรับรู้ความแตกต่างระหว่างกลิ่นจำนวนมาก เป็นการอธิบายความสามารถด้านประสาทสัมผัสของจมูกและมีความหมายเป็นกลางในเชิงเทคนิค รูปแบบ discriminate between + ตัวเลือก ระบุว่าสิ่งใดกำลังถูกแยกแยะ ในที่นี้สามารถใช้ between ได้แม้จะมีตัวเลือกที่แตกต่างกันมากกว่าสองอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “ตรวจจับความแตกต่าง”: The sensor can ____ safe and unsafe samples.

ดูคำตอบ

discriminate between

Meanwhile,

1:12

ขณะเดียวกัน

your fingers can feel a ridge as small as 13 nm in size.

1:12

นิ้วของคุณสัมผัสสันนูนที่เล็กเพียง 13 นาโนเมตรได้

That's 7,500 times smaller than the diameter of a human hair. ไวยากรณ์

1:17

ซึ่งเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ถึง 7,500 เท่า

ไวยากรณ์

7,500 times smaller than: การเปรียบเทียบด้วยตัวคูณ

โครงสร้าง number + times + comparative adjective + than ใช้บอกว่าความแตกต่างมีขนาดมากเพียงใด แล้วจึงระบุสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ในที่นี้ 7,500 times ขยาย smaller than และเกณฑ์เปรียบเทียบคือเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ความหมายด้านขนาดที่ตั้งใจสื่อในประโยคนี้คือ สิ่งที่วัดมีขนาดประมาณ 1/7,500 ของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ในการอธิบายวิทยาศาสตร์ทั่วไป times smaller than มักหมายถึงการนำค่ามาตรฐานมาหารด้วยตัวคูณนั้น แม้ว่าภาษาคณิตศาสตร์ที่เป็นทางการกว่าจะระบุเศษส่วนโดยตรงก็ตาม

แบบฝึกหัด

อนุภาคหนึ่งถูกอธิบายว่าเล็กกว่าเม็ดทราย 200 เท่า ตามความเข้าใจทั่วไปในชีวิตประจำวัน ข้อใดตรงกับคำอธิบายนี้

  1. อนุภาคมีขนาดประมาณหนึ่งในสองร้อยของเม็ดทราย
  2. เม็ดทรายมีขนาดประมาณหนึ่งในสองร้อยของอนุภาค
  3. อนุภาคเล็กกว่าเม็ดทราย 200 หน่วยวัด
ดูคำตอบ

อนุภาคมีขนาดประมาณหนึ่งในสองร้อยของเม็ดทราย

And while you may not think much of your pinky finger, สำนวน

1:21

และแม้คุณอาจไม่ได้เห็นว่านิ้วก้อยสำคัญเท่าไร

without it you'd lose 50% of your hand's strength. ไวยากรณ์

1:24

แต่ถ้าไม่มีมัน คุณจะสูญเสียกำลังมือไป 50%

สำนวน

not think much of: แสดงความเห็นว่าไม่ค่อยดี

Not think much of someone or something หมายถึงมีความคิดเห็นในทางที่ไม่ค่อยดีต่อบุคคลหรือสิ่งหนึ่ง หรือมองว่าสิ่งนั้นไม่สำคัญหรือไม่น่าประทับใจ ในที่นี้แสดงว่าคนอาจประเมินคุณค่าของนิ้วก้อยต่ำเกินไป ไม่ได้หมายความว่าพวกเขานึกถึงนิ้วก้อยไม่บ่อย รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ subject + do/does not think much of + noun or pronoun โดย much บอกระดับของความชื่นชมหรือการให้คุณค่า ส่วน of นำหน้าบุคคลหรือสิ่งที่ถูกประเมิน

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “มีความคิดเห็นในทางที่ไม่ค่อยดีต่อ”: I don't ____ this proposal.

ดูคำตอบ

think much of

ไวยากรณ์

without it you'd lose: เงื่อนไขสมมุติและผลลัพธ์

without it ทำหน้าที่เหมือนเงื่อนไขที่ใช้ if โดยหมายถึง “ถ้าคุณไม่มีนิ้วก้อย” ส่วน you'd lose บอกผลลัพธ์ที่สมมุติขึ้น ในที่นี้ you'd หมายถึง you would ไม่ใช่ you had โครงสร้าง without + คำนามหรือคำสรรพนาม + ผลลัพธ์ที่ใช้ would เป็นวิธีสั้น ๆ ในการสมมุติว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีบางสิ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ without + คำนามเป็นเงื่อนไขสมมุติ และบอกผลลัพธ์ด้วย would?

  1. You'd get lost, so you left the map at home.
  2. Without a map, you'd get lost in this unfamiliar city.
  3. Without a map, you got lost in this unfamiliar city.
ดูคำตอบ

Without a map, you'd get lost in this unfamiliar city.

Sure, ลำดับความ

1:27

แน่นอนว่า

the index and middle finger are essential to help pinch and grab with the thumb,

1:28

นิ้วชี้และนิ้วกลางจำเป็นต่อการช่วยนิ้วโป้งหนีบและหยิบจับสิ่งของ

but it's your ring and pinky finger that give your hand power.

1:31

แต่นิ้วนางกับนิ้วก้อยต่างหากที่ช่วยให้มือของคุณมีพลัง

ลำดับความ

Sure, ... but ...: ยอมรับประเด็นหนึ่งก่อนแล้วเปลี่ยนจุดเน้น

Sure, นำเสนอประเด็นที่ผู้พูดยอมรับก่อน นั่นคือนิ้วชี้และนิ้วกลางมีความสำคัญ ในที่นี้ไม่ได้ใช้เป็นคำตอบเดี่ยว ๆ ที่แปลว่า “แน่นอน” จากนั้น but บอกประเด็นหลักของผู้พูดว่านิ้วนางและนิ้วก้อยเป็นส่วนที่สร้างกำลังให้มือ รูปแบบ Sure, X, but Y จัดลำดับเหตุผลโดยยอมรับ X ก่อน แล้วจึงนำความสนใจไปยัง Y ที่สำคัญกว่า โดยไม่ได้ปฏิเสธ X

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยอมรับประเด็นหนึ่งก่อน แล้วจึงเปลี่ยนความสนใจไปยังประเด็นหลักของผู้พูด?

  1. Sure, the bus is cheap, but the train is much faster.
  2. The train is faster because the bus is cheap.
  3. The bus is cheap, and the train leaves at noon.
ดูคำตอบ

Sure, the bus is cheap, but the train is much faster.

Now,

1:35

ทีนี้

clasp one hand into the other.

1:35

ลองใช้มือข้างหนึ่งกุมมืออีกข้างไว้

That's roughly the size of your heart.

1:37

นั่นคือขนาดโดยประมาณของหัวใจคุณ

It beats 100,000 times per day,

1:39

หัวใจเต้นวันละ 100,000 ครั้ง

pumping 5.5 L with each pulse, ไวยากรณ์

1:42

สูบฉีดเลือด 5.5 ลิตรในแต่ละจังหวะ

which is close to 3 million L of blood every year.

1:44

รวมเป็นเลือดเกือบ 3 ล้านลิตรต่อปี

ไวยากรณ์

pumping ... with each pulse: การเสริมข้อมูลด้วย -ing

“pumping 5.5 L with each pulse” เป็นวลี present participle ที่ใช้เสริมข้อมูล ประธานที่เข้าใจได้ของวลีนี้คือ “it” หรือหัวใจจากประโยคหลัก วลีนี้บอกว่าหัวใจทำอะไรพร้อมกับที่มันเต้น และบอกปริมาณที่สูบในแต่ละครั้ง วลีนี้ไม่ใช่ประโยค progressive แยกต่างหากที่ละ “is” ไว้ หลังประโยคที่สมบูรณ์แล้ว สามารถใช้เครื่องหมายจุลภาค + -ing เพื่อเพิ่มการกระทำ ผลลัพธ์ หรือคำอธิบายที่เกี่ยวกับประธานเดียวกันอย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ talk เพื่อเพิ่มการกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกัน: The children walked home, ____ about the game.

ดูคำตอบ

talking

If you live to 75, วลี

1:48

หากคุณมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 75 ปี

it would fill 90 Olympic-sized swimming pools.

1:49

ปริมาณนั้นจะเติมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกได้ถึง 90 สระ

วลี

live to + อายุ: มีชีวิตอยู่จนถึงอายุนั้น

ใน “live to 75” คำว่า to นำหน้าอายุที่ไปถึงเป็นจุดหมาย หมายถึงมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 75 ปี ในที่นี้ live เป็นคำกริยา และ to บอกอายุที่ไปถึง ไม่ได้ใช้สร้าง infinitive รูปแบบ live to + อายุ ใช้บอกหรือสมมุติอายุที่บุคคลมีชีวิตอยู่จนถึง บริบทจะบอกว่าเป็นช่วงชีวิตที่สิ้นสุดแล้ว เหตุการณ์สำคัญตามอายุ หรือการสมมุติว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคต ในประโยคนี้ อนุประโยค if สมมุติอายุ 75 ปีไว้สำหรับการคำนวณ

แบบฝึกหัด

ใช้ live to + age ในรูปอดีต: Despite serious illness as a child, Maya ____ 88.

ดูคำตอบ

lived to

When it's all said and done, สำนวน

1:52

เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง

human decomposition begins around 4 minutes after death.

1:53

ร่างกายมนุษย์จะเริ่มย่อยสลายประมาณ 4 นาทีหลังเสียชีวิต

สำนวน

การใช้ “When it's all said and done” เพื่อเกริ่นข้อสรุปสุดท้าย

“When it's all said and done” โดยทั่วไปหมายถึง “หลังจากพิจารณาทุกอย่างแล้ว” หรือ “ท้ายที่สุดแล้ว” วลีนี้ใช้เกริ่นสิ่งที่ตามมาให้เป็นข้อสรุปสุดท้าย ไม่ได้หมายถึงการนับทุกสิ่งที่ผู้คนพูดและทำตามตัวอักษร ในที่นี้ ความหมายปกติของสำนวนซ้อนทับกับแนวคิดตามตัวอักษรว่าชีวิตมนุษย์ได้ “สิ้นสุดลง” ผู้บรรยายใช้ความหมายสองชั้นนี้เพื่อเปลี่ยนจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตไปสู่การย่อยสลายหลังความตาย จึงเกิดเป็นอารมณ์ขันแบบมืดมน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “When it's all said and done, the safest plan is to stay home,” วลีเปิดประโยคหมายความว่าอย่างไร

  1. ก่อนที่จะมีการหารือเรื่องการตัดสินใจใด ๆ
  2. หลังจากทุกคนหยุดพูด
  3. หลังจากพิจารณาทุกอย่างแล้ว
ดูคำตอบ

หลังจากพิจารณาทุกอย่างแล้ว

This process is known as self-digestion,

1:56

กระบวนการนี้เรียกว่าการย่อยตัวเอง

in which your enzymes and bacteria eat you away. โน้ต

1:59

ซึ่งเอนไซม์และแบคทีเรียในตัวคุณจะค่อย ๆ กัดกินร่างกาย

ไวยากรณ์

การใช้ “in which” สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการ

“In which” เป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยคำบุพบทและคำสรรพนามเชื่อมความ “Which” ย้อนกลับไปอ้างถึง “self-digestion” ส่วน “in” แสดงว่าการทำงานของเอนไซม์และแบคทีเรียเกิดขึ้นภายในกระบวนการนั้น โครงสร้างนี้เชื่อมสิ่งที่กล่าวชื่อไว้แล้วเข้ากับคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นภายในสิ่งนั้น จึงช่วยหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ โดยเปลี่ยนจาก “self-digestion, and in this process ...” เป็น “self-digestion, in which ...” โครงสร้างนี้มีประโยชน์เป็นพิเศษในคำนิยามและคำอธิบายที่เป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่แสดงว่าการจัดบัญชีมีอยู่ภายในระบบ: “The school uses a system ____ every student has a separate account.”

  1. which
  2. by which
  3. in which
ดูคำตอบ

in which

กริยาวลี

eat you away: ค่อย ๆ กัดกร่อน

ในประโยคนี้ eat you away หมายถึง “ค่อย ๆ ย่อยสลายและทำให้ร่างกายของคุณหมดไป” Eat away เป็นกริยาวลี โดย eat บอกถึงการกระทำที่สร้างความเสียหาย ส่วน away เพิ่มความหมายว่ากระบวนการนี้ดำเนินต่อไปทีละน้อย กรรมสามารถวางไว้ระหว่างสองส่วนได้: eat + you + away ในที่นี้ away ไม่ได้หมายถึง “อยู่ไกล” และวลีนี้ก็ไม่ได้บรรยายการกัดอย่างรวดเร็วเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึง “ค่อย ๆ กัดกร่อน”: Over many years, rust ____ the metal ____.

ดูคำตอบ

ate · away

In fact,

2:01

ที่จริงแล้ว

3 to 5 lb of your body is made up of bacteria.

2:02

แบคทีเรียคิดเป็นน้ำหนัก 3 ถึง 5 ปอนด์ในร่างกายของคุณ

In an unclean mouth alone,

2:05

แค่ในช่องปากที่ไม่สะอาด

100 million to 1 billion bacteria can grow on each tooth.

2:07

แบคทีเรีย 100 ล้านถึง 1 พันล้านตัวสามารถเติบโตบนฟันแต่ละซี่ได้

With 32 teeth each,

2:11

เมื่อแต่ละคนมีฟัน 32 ซี่

some of us have more bacteria in our mouth than there are people in the world. ไวยากรณ์

2:13

บางคนจึงมีแบคทีเรียในปากมากกว่าจำนวนประชากรทั้งโลก

ไวยากรณ์

more ... than there are ...: การเปรียบเทียบจำนวน

ประโยคนี้เปรียบเทียบสองจำนวน ได้แก่ จำนวนแบคทีเรียในปากของคนบางคนกับจำนวนผู้คนในโลก More ขยาย bacteria ส่วน than นำจำนวนที่สองเข้ามาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ There are เป็นอนุประโยคบอกการมีอยู่ หมายความว่ามีผู้คนอยู่ โดย there ในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ more X than there are Y ซึ่ง X และ Y เป็นสิ่งที่นับได้ในรูปพหูพจน์ และเปรียบเทียบสองกลุ่มตามจำนวน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคบอกการมีอยู่หลัง than เพื่อเปรียบเทียบจำนวนหนังสือกับจำนวนนักเรียน

  1. The library has more books because there are students.
  2. The library has more books than there are students.
  3. There are students with more books in the library.
ดูคำตอบ

The library has more books than there are students.

And if that leaves you weak in the knees, สำนวน

2:17

และถ้าเรื่องนี้ทำให้คุณเข่าอ่อน

don't worry.

2:19

ก็ไม่ต้องกังวล

Your bones are incredibly strong.

2:19

กระดูกของคุณแข็งแรงอย่างเหลือเชื่อ

สำนวน

weak in the knees ในฐานะปฏิกิริยาเชิงเปรียบเทียบ

ใน weak in the knees คำว่า weak บรรยายความรู้สึกว่าขาอาจพยุงตัวไม่อยู่เพราะความกลัว ความตกใจ ความรู้สึกดึงดูดใจ หรืออารมณ์รุนแรงอื่น ๆ โดยทั่วไปเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าหัวเข่าบาดเจ็บ ในที่นี้ สำนวนดังกล่าวแสดงปฏิกิริยาต่อข้อเท็จจริงที่ชวนไม่สบายใจและสร้างการเปลี่ยนเรื่องอย่างขบขัน คำว่า knees ทำให้นึกถึงกระดูก ประโยคถัดไปจึงเปลี่ยนจากอาการขาอ่อนเพราะอารมณ์ไปสู่ความแข็งแรงจริง ๆ ของกระดูก

แบบฝึกหัด

weak in the knees น่าจะหมายถึงอะไรในประโยคนี้มากที่สุด: “The sudden roar left Ben weak in the knees.”

  1. กระดูกหัวเข่าของเขาอ่อนแอลงอย่างถาวร
  2. เขารู้สึกขาอ่อนเพราะตกใจกับเสียงคำราม
  3. เขารู้สึกดึงดูดใจใครบางคนในเชิงโรแมนติก
ดูคำตอบ

เขารู้สึกขาอ่อนเพราะตกใจกับเสียงคำราม

When testing compression strength for a rate of 1 second,

2:21

ในการทดสอบความทนทานต่อแรงกดเป็นเวลา 1 วินาที

an 83 kg person with US shoe size 11 could have 16,000 people stand on their bone at once. ไวยากรณ์

2:24

กระดูกของคนหนัก 83 กก. ที่สวมรองเท้าไซซ์ 11 ของสหรัฐฯ สามารถรับคน 16,000 คนให้ยืนอยู่บนนั้นพร้อมกันได้

ไวยากรณ์

have 16,000 people stand: have + บุคคล + กริยารูปพื้นฐาน

have + person + base verb เป็นโครงสร้างก่อเหตุ โดยประธานจัดให้ ทำให้ หรือสมมติให้บุคคลนั้นเป็นผู้ทำกริยา ใน have 16,000 people stand คำว่า people คือผู้กระทำ และ stand ยังคงเป็นรูปพื้นฐานโดยไม่มี to ในที่นี้ could have แสดงความสามารถในสถานการณ์สมมติ ไม่ได้แปลว่า “ครอบครอง” ประโยคนี้จินตนาการว่ามีคน 16,000 คนยืนบนกระดูก เพื่อให้เห็นภาพความทนแรงอัดได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้คำว่า the players และ move เพื่อเติมโครงสร้างก่อเหตุ have + person + base verb ให้สมบูรณ์: The coach will have ____ the cones before practice.

ดูคำตอบ

the players move

That is, of course,

2:31

แน่นอนว่า

if there was enough room.

2:32

ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ

And from the bones of our ancestors,

2:33

และจากกระดูกของบรรพบุรุษเรา

we can extract DNA to learn about them.

2:35

เราสามารถสกัด DNA เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาได้

But if we were to take all of your DNA from your entire body and uncoil it, ไวยากรณ์

2:37

แต่หากนำ DNA ทั้งหมดจากทั่วร่างกายของคุณออกมาแล้วคลายเกลียว

it would stretch about 10 billion mi,

2:41

มันจะยาวประมาณ 10 พันล้านไมล์

ไวยากรณ์

if we were to ... it would stretch: กรอบสมมติแบบเป็นทางการ

were to ใน “if we were to” ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต แต่ทำให้การนำดีเอ็นเอทั้งหมดออกมาแล้วคลายเกลียวเป็นการกระทำที่สมมติขึ้นและไม่ได้คาดว่าจะทำจริง อนุประโยคผลลัพธ์ “it would stretch” บอกผลที่จะเกิดภายในสถานการณ์สมมตินั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน, ประธาน + would + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งเหมาะกับการทดลองทางความคิดและการคาดการณ์อย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคสมมติแบบเป็นทางการให้สมบูรณ์: If scientists ____ uncoil all the DNA in one body, it ____ reach an astonishing distance.

ดูคำตอบ

were to · would

which is from here to Pluto and back. วลี

2:43

ซึ่งเท่ากับระยะทางจากที่นี่ไปดาวพลูโตแล้วกลับมา

วลี

from here to Pluto and back: เส้นทางไป-กลับ

“From here to Pluto and back” บอกเส้นทางทั้งหมด คือเริ่มจากที่นี่ ไปถึงดาวพลูโต แล้วกลับมายังจุดเริ่มต้น and back คือส่วนที่เปลี่ยนเส้นทางขาเดียว from A to B ให้เป็นการเดินทางไป-กลับ รูปแบบ from A to B and back สามารถนำไปใช้บอกระยะทาง การเดินทาง หรือเวลาที่ใช้สำหรับทั้งสองทิศทางได้ ในประโยคนี้ รูปแบบดังกล่าวช่วยให้จินตนาการถึงความยาวมหาศาลได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบไป-กลับ from A to B and back ให้สมบูรณ์: The shuttle travels from the hotel ____ the airport ____ every hour.

ดูคำตอบ

to · and back

And if you took all of your veins,

2:47

และถ้าคุณนำหลอดเลือดดำทั้งหมดของตัวเองออกมา

capillaries, and arteries and laid them end-to-end, วลี

2:49

แล้วนำหลอดเลือดฝอยกับหลอดเลือดแดงมาต่อกันจากปลายถึงปลาย

you'd die.

2:52

คุณก็จะตาย

วลี

laid them end-to-end: วางให้ปลายชนปลาย

ใน laid them end-to-end คำว่า laid เป็นรูปอดีตของกริยาสกรรม lay ส่วน them หมายถึงหลอดเลือด และ end-to-end บอกวิธีจัดวาง คือให้ปลายของหลอดเลือดแต่ละเส้นแตะกับปลายของเส้นถัดไปจนเป็นแถวยาวหนึ่งแถว โครงสร้าง lay + กรรม + end-to-end ใช้ได้เมื่อนำสิ่งของยาวหลายชิ้นมาวางเป็นแถวต่อเนื่อง เพื่อให้มองเห็นหรือวัดความยาวรวมได้

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่มีเครื่องหมายยัติภังค์และหมายถึงการเรียงเป็นแถวต่อเนื่องโดยแต่ละปลายแตะกับปลายถัดไป: The students laid the rulers ____ to measure the hallway.

ดูคำตอบ

end-to-end

So, don't do that.

2:53

เพราะฉะนั้น อย่าทำแบบนั้น

Got a burning question you want answered? โน้ต

2:54

มีคำถามคาใจที่อยากได้คำตอบไหม

สำนวน

burning question: คำถามสำคัญที่อยากรู้คำตอบอย่างมาก

burning ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ burning question คือคำถามสำคัญที่ใครบางคนอยากได้คำตอบอย่างมาก โดยมักเป็นเพราะรู้สึกว่าเร่งด่วน น่าตื่นเต้น หรือยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ใน Got a burning question you want answered? สำนวนนี้เชิญชวนให้ผู้ชมส่งคำถามที่ตนอยากถามมากที่สุด ไม่ได้หมายถึงความร้อนหรือการบาดเจ็บ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสองคำที่หมายถึงคำถามสำคัญเป็นพิเศษซึ่งคุณอยากได้คำตอบอย่างมาก: Before the interview ends, I have one ____: why did you resign?

ดูคำตอบ

burning question

ไวยากรณ์

question you want answered: want + กรรม + past participle

ใน question you want answered ส่วน you want answered เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ละคำสรรพนามไว้และใช้ขยาย question โดยมีความหมายเต็มว่า question that you want answered คำสรรพนามสัมพันธ์ that หรือ which ที่ถูกละจะอยู่ในตำแหน่งกรรมของโครงสร้างที่ใช้ want ดังนั้น question จึงเป็นสิ่งที่รับการกระทำ answered ด้วย โครงสร้าง want + กรรม + past participle ใช้บอกผลลัพธ์ที่ต้องการโดยไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดผลนั้น ในที่นี้ผู้พูดต้องการให้ใครสักคนตอบคำถาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังอยากเป็นคนตอบเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย past participle ของ answer เพื่อให้หมายความว่าต้องการให้ใครสักคนตอบ: There is one question I want ____ before the meeting ends.

ดูคำตอบ

answered

Ask it in the comments or on Facebook and Twitter.

2:56

ถามมาได้ในคอมเมนต์ หรือทาง Facebook และ Twitter

And if you want the inside scoop on upcoming episode ideas and behind the scenes, สำนวน

2:58

และถ้าอยากรู้ข้อมูลวงในเกี่ยวกับไอเดียตอนต่อไปและเบื้องหลังการทำงาน

สำนวน

inside scoop: ข้อมูลวงในหรือข้อมูลล่วงหน้า

Inside scoop เป็นสำนวนไม่เป็นทางการ หมายถึงข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลวงใน หรือข้อมูลล่วงหน้าที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ ในประโยคนี้หมายถึงรายละเอียดที่ยังไม่เปิดเผยเกี่ยวกับไอเดียสำหรับตอนในอนาคตและเนื้อหาเบื้องหลัง scoop ในที่นี้ใช้ความหมายในแวดวงข่าวว่า “ข่าวพิเศษ” หรือ “ข้อมูลใหม่ที่สำคัญ” ไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษรว่าอุปกรณ์คล้ายช้อนหรือการตักสิ่งของ ส่วน inside เน้นว่าข้อมูลมาจากภายในกลุ่มหรือทีมผลิต

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานพูดว่า “I heard the inside scoop about the unannounced project.” เขาหมายความว่าอย่างไร

  1. ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลล่วงหน้าที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
  2. อุปกรณ์ในครัวที่เก็บไว้ภายในอาคาร
  3. กำหนดการอย่างเป็นทางการที่ทุกคนดูได้แล้ว
ดูคำตอบ

ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลล่วงหน้าที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้

สำนวน

behind the scenes: งานและกิจกรรมที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

behind the scenes หมายถึงในส่วนของการผลิตหรือการดำเนินงานที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น โดยปกติเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ จึงไม่จำเป็นต้องมีฉากเวทีจริง ๆ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวหมายถึงรายละเอียดภายในเกี่ยวกับการวางแผนและสร้างตอนต่อ ๆ ไป โดยทั่วไป วลีนี้ย้ายจุดสนใจจากผลงานที่เผยแพร่สู่การทำงานหรือกิจกรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงานนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสามคำจากบทเรียนสำหรับกิจกรรมที่คนทั่วไปมักไม่เห็นเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The documentary shows what happens ____.

ดูคำตอบ

behind the scenes

check out our personal Instagram and Twitter handles. โน้ต

3:02

เข้าไปดูบัญชี Instagram และ Twitter ส่วนตัวของพวกเราได้

กริยาวลี

check out: คำชวนแบบสบาย ๆ ให้ไปดูหรือสำรวจ

Check out เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงไปดู ไปเยี่ยมชม หรือสำรวจบางสิ่งเพราะสิ่งนั้นอาจน่าสนใจสำหรับคุณ ในประโยคนี้ เป็นคำชวนอย่างเป็นกันเองให้เข้าไปดูบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้สร้าง กรรมสามารถตามหลังวลีได้ เช่น check out our accounts แต่ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางระหว่างคำกริยากับคำอนุภาค เช่น check them out

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลีสองคำจากบทเรียนเพื่อสร้างคำแนะนำแบบเป็นกันเอง: If you enjoy local art, ____ the new gallery downtown.

ดูคำตอบ

check out

การใช้คำ

Instagram and Twitter handles: ชื่อผู้ใช้บนโซเชียลมีเดีย

ในประโยคนี้ handles หมายถึงชื่อผู้ใช้หรือตัวระบุบัญชีที่คนใช้บน Instagram และ Twitter โดย handle มักปรากฏคู่กับ @ และช่วยให้ผู้อื่นค้นหาหรือเมนชันบัญชีนั้นได้ คำนี้ไม่ได้หมายถึงที่จับของสิ่งของ และไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อจริงของเจ้าของบัญชี ชื่อแพลตฟอร์มที่อยู่หน้า handles ทำให้รู้ว่าคำนี้ใช้ในความหมายเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “My Instagram handle is @MayaDraws.” @MayaDraws หมายถึงอะไร?

  1. ชื่อผู้ใช้ที่ใช้ค้นหาหรือเมนชันบัญชีนั้น
  2. อุปกรณ์ที่ใช้เปิด Instagram
  3. ชื่อตามกฎหมายของบุคคลนั้น
ดูคำตอบ

ชื่อผู้ใช้ที่ใช้ค้นหาหรือเมนชันบัญชีนั้น

And subscribe for more weekly science videos.

3:05

แล้วกดติดตามเพื่อชมวิดีโอวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ทุกสัปดาห์