วิธีจำกริยาวลี - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับย่อ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
403 คำ 144 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เรื่องเล่าจากการเดินทางแสดงให้เห็นว่า การเชื่อม phrasal verb หนึ่งคำเข้ากับแต่ละเหตุการณ์สำคัญช่วยให้จดจำสำนวนที่มีหลายความหมายได้ง่ายขึ้นอย่างไร แล้วจึงอธิบายวิธีสร้างเรื่องของตนเองด้วยเทคนิคเดียวกัน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. touched down — กริยาวลี: เข้าใจว่านี่เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่าเครื่องบินลงจอด และสังเกตได้ว่าส่วนที่เป็นกริยาต้องเปลี่ยนรูปตาม tense เช่น รูปอดีตที่ใช้ในเรื่อง จึงเรียนรู้สำนวนนี้เป็นหน่วยความหมายเดียวได้ แทนที่จะนำความหมายตรงตัวของ touch และ down มารวมกัน 2. this phrasal verb is separable. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ระบุได้ว่า phrasal verb ใดแยกส่วนได้ และเข้าใจเหตุผลที่อาจต้องวางกรรมไว้ระหว่างกริยากับคำประกอบ ความรู้นี้ช่วยให้ใช้ลำดับคำใน took me aback ได้ถูกต้อง โดยไม่ย้าย me ไปไว้หลังสำนวนทั้งหมด 3. come up with — กริยาวลี: ใช้สำนวนที่พบบ่อยนี้ได้เมื่อกล่าวถึงการคิด พัฒนา หรือสร้างแนวคิด คำตอบ แผน วิธีแก้ปัญหา หรืองานเขียน เหมาะเป็นพิเศษเมื่อเน้นว่ามีการสร้างผลลัพธ์บางอย่างขึ้นมาจริง ๆ เช่น การแต่งเรื่องจาก phrasal verbs ที่เลือกไว้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

And the mountain towered over us. โน้ต

0:00

และภูเขาก็ตั้งตระหง่านอยู่เหนือพวกเรา

ลำดับความ

การเปิดเรื่องด้วยภาพทันที: And the mountain towered over us.

การเปิดแบบนี้ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพชัดเจนก่อนที่จะอธิบายสถานที่หรือหัวข้อ การเริ่มด้วยภาพที่โดดเด่นช่วยกระตุ้นความสงสัยและดึงผู้ฟังเข้าสู่เรื่องราว And ที่ต้นประโยคเป็นตัวเลือกในการเล่าเรื่องแบบภาษาพูด ทำให้รู้สึกราวกับว่าเรื่องกำลังดำเนินอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามีประโยคก่อนหน้าหายไป

แบบฝึกหัด

เมื่อใช้ประโยคนี้เปิดเรื่อง ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. ประโยคนี้พิสูจน์ว่ามีคำบรรยายก่อนหน้าหายไป
  2. ประโยคนี้ให้คำจำกัดความอย่างเป็นทางการของคำว่า mountain
  3. ประโยคนี้ให้ภาพที่ชัดเจนก่อนเพื่อดึงผู้ฟังเข้าสู่เรื่องราว
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ให้ภาพที่ชัดเจนก่อนเพื่อดึงผู้ฟังเข้าสู่เรื่องราว

กริยาวลี

towered over: สูงตระหง่านเหนือคนหรือสิ่งอื่นมาก

ในที่นี้ tower เป็นคำกริยา Tower over หมายถึงยืนหรือสูงเด่นกว่าคนหรือสิ่งอื่นมาก จึงทำให้ภูเขาดูใหญ่โตจากมุมมองของผู้พูดที่อยู่ด้านล่าง วลีนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าภูเขาสูง แต่เน้นความแตกต่างด้านความสูง และอาจสร้างความรู้สึกตื่นตา รู้สึกว่าตนเองเล็ก หรือรู้สึกถูกกดทับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่าหน้าผาสูงเหนือหมู่บ้านมากจนทำให้หมู่บ้านดูเล็ก

  1. The cliffs towered over the tiny village.
  2. The cliffs stood beside the tiny village.
  3. The cliffs were tall near the tiny village.
ดูคำตอบ

The cliffs towered over the tiny village.

Phrasal verbs. การใช้คำ

0:02

กริยาวลี (Phrasal verbs)

การใช้คำ

Phrasal verbs: กริยา + คำอนุภาคที่รวมเป็นสำนวนเดียว

Phrasal verb ประกอบด้วยคำกริยากับคำอนุภาคสั้น ๆ ซึ่งมักเป็นคำอย่าง up, down, off หรือ out คำเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นสำนวนเดียวที่มีความหมายเฉพาะ ไม่ใช่กลุ่มคำใด ๆ ที่มีคำกริยาก็เป็น phrasal verb ตัวอย่างเช่น turn off อาจหมายถึง “ทำให้อุปกรณ์หยุดทำงาน” จึงควรเรียนทั้งชุด ไม่ใช่แปลแยกทีละคำ

แบบฝึกหัด

ข้อใดเป็น phrasal verb

  1. turn off
  2. the red bag
  3. very slowly
ดูคำตอบ

turn off

Today, we're talking about phrasal verbs.

0:08

วันนี้ เราจะมาคุยกันเรื่องกริยาวลี

They have so many uses,

0:10

มันมีการใช้งานที่หลากหลายมาก

but the problem is that one phrasal verb ลำดับความ

0:13

แต่ปัญหาคือ กริยาวลีเพียงคำเดียว

can have about six different meanings.

0:16

อาจมีความหมายที่แตกต่างกันถึงหกความหมาย

ลำดับความ

but the problem is that: วางกรอบให้เห็นอุปสรรคหลัก

คำว่า but เปลี่ยนความสนใจของผู้ฟังจากข้อดีที่กล่าวไว้ก่อนหน้า จากนั้น the problem is that + อนุประโยค จะระบุว่าข้อมูลต่อจากนั้นคือปัญหาหลัก โครงสร้างนี้ช่วยจัดระเบียบคำอธิบาย โดยกล่าวถึงข้อดีก่อน แสดงความขัดแย้ง แล้ววางกรอบให้เห็นอุปสรรคที่อาจอธิบายต่อไปอย่างชัดเจน ในที่นี้ problem ใช้ระบุประเด็น ไม่ได้หมายถึงการบ่นส่วนตัวเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมกรอบห้าคำจากบทเรียนที่แสดงความขัดแย้งก่อน แล้วจึงนำเข้าสู่อุปสรรคหลัก: The app is easy to use, ____ it needs an internet connection.

ดูคำตอบ

but the problem is that

How do you remember all of that?

0:19

คุณจะจำทั้งหมดนั้นได้อย่างไร?

I've got a technique that will help you. วลี

0:22

ฉันมีเทคนิคที่จะช่วยคุณได้

วลี

I've got a technique: การเสนอวิธีที่เป็นประโยชน์

ในประโยคนี้ I've got a technique หมายถึง “ฉันมีวิธีหนึ่ง” have got ใช้บอกการมีอยู่หรือการครอบครองในปัจจุบัน ไม่ได้บอกว่าผู้พูดเพิ่งได้เทคนิคนั้นมา การบอกก่อนว่ามีเทคนิคช่วยเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับคำอธิบายต่อไป รูปแบบ I've got a ... ใช้แนะนำไอเดีย เครื่องมือ แผน หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ผู้พูดมีอยู่ได้

แบบฝึกหัด

ในประโยค I've got a technique that may help คำว่า I've got หมายความว่าอะไร

  1. ตอนนี้ฉันมีเทคนิคหนึ่งอย่าง
  2. ฉันเพิ่งได้เทคนิคหนึ่งมา
  3. ฉันต้องให้ใครสักคนมอบเทคนิคให้
ดูคำตอบ

ตอนนี้ฉันมีเทคนิคหนึ่งอย่าง

Tell a story using the phrasal verbs.

0:25

เล่าเรื่องราวโดยใช้กริยาวลี

One phrasal verb for each key event. ไวยากรณ์

0:27

กริยาวลีหนึ่งคำสำหรับเหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์

ไวยากรณ์

One phrasal verb for each key event: การจับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

One X for each Y หมายความว่า Y แต่ละรายการจับคู่กับ X หนึ่งรายการ ในที่นี้ เหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์มีกริยาวลีของตัวเองหนึ่งคำ for each แสดงความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งที่เกิดซ้ำ ไม่ได้บอกจุดประสงค์แบบกว้าง ๆ ตัวอย่างนี้เป็นวลีอธิบายแบบสั้นที่ละคำกริยาไว้ รูปประโยคเต็มคือ There is one phrasal verb for each key event. รูปแบบสั้นนี้พบได้บ่อยในรายการ แผน และคำอธิบายแบบพูด

แบบฝึกหัด

One map for each team หมายความว่าอะไร

  1. แต่ละทีมได้รับแผนที่หนึ่งแผ่น
  2. ทุกทีมใช้แผนที่หนึ่งแผ่นร่วมกัน
  3. มีเพียงทีมเดียวที่ได้รับแผนที่
ดูคำตอบ

แต่ละทีมได้รับแผนที่หนึ่งแผ่น

We're going to listen to a story

0:31

เรากำลังจะไปฟังเรื่องราว

that has four phrasal verbs.

0:33

ที่มีกริยาวลีสี่คำ

As you listen, see if you can hear them. น้ำเสียง/เจตนา

0:35

ขณะที่คุณฟัง ลองดูว่าคุณจะได้ยินคำเหล่านั้นหรือไม่

น้ำเสียง/เจตนา

As you listen, see if you can hear them: ภารกิจฟังแบบมีคำชี้แนะ

As you listen หมายถึง “ในระหว่างที่คุณกำลังฟัง” ดังนั้นการฟังกับการทำภารกิจจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน see if you can hear them หมายถึง “ลองดูว่าคุณได้ยินสิ่งเหล่านั้นหรือไม่” ในที่นี้ see if คือการตรวจดูผล ไม่ใช่การใช้สายตามอง ทั้งประโยคเป็นการมอบหมายภารกิจการฟังอย่างนุ่มนวล แทนการออกคำสั่งตรง ๆ คำว่า them หมายถึงกริยาวลีสี่คำที่กล่าวถึงก่อนหน้า โดยทั่วไป เมื่อใช้รูปแบบนี้ เป้าหมายที่ให้ค้นหาต้องชัดเจนจากบริบท

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งของครูด้วยสำนวนชี้แนะจากบทเรียน: As you watch, ____ spot the hidden star.

ดูคำตอบ

see if you can

Let's go. น้ำเสียง/เจตนา

0:38

ไปกันเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Let's go: สัญญาณเริ่มกิจกรรม

ในที่นี้ Let's go หมายถึง “เริ่มกันเลย” ผู้พูดอธิบายหรือเตรียมการเสร็จแล้ว และใช้วลีสั้น ๆ นี้เพื่อพาทุกคนเข้าสู่กิจกรรมถัดไป โดยไม่มีใครต้องย้ายสถานที่ คำเดียวกันนี้อาจหมายถึง “ไปกันเถอะ” ในบริบทที่กำลังออกเดินทางหรือจากไป ให้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปเพื่อแยกว่าผู้พูดกำลังเริ่มกิจกรรมหรือกำลังจะไปที่อื่น

แบบฝึกหัด

โค้ชเพิ่งอธิบายการอบอุ่นร่างกายเสร็จแล้วพูดว่า “Let's go!” โค้ชกำลังทำอะไร?

  1. กำลังพูดถึงการเดินทางที่เกิดขึ้นไปแล้ว
  2. กำลังขอให้ทุกคนเดินทางไปยังสถานที่อื่น
  3. กำลังเริ่มการอบอุ่นร่างกาย
ดูคำตอบ

กำลังเริ่มการอบอุ่นร่างกาย

The plane touched down at midday. กริยาวลี

0:39

เครื่องบินลงจอดตอนเที่ยงวัน

กริยาวลี

touched down: อากาศยานลงจอดแล้ว

กริยาวลี touched down หมายถึงอากาศยานหรือยานอวกาศลงจอด ในที่นี้ touched เป็นรูปอดีต ดังนั้นประโยคจึงบอกว่าเครื่องบินลงจอดตอนเที่ยง ในความหมายนี้ ให้เข้าใจ touch down เป็นวลีเดียวที่บอกเหตุการณ์ลงจอดทั้งหมด ไม่ได้เน้นว่าเครื่องบินแตะพื้นอย่างนุ่มนวล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียนที่แปลว่า “ลงจอด”: The rescue helicopter ____ safely in the field.

ดูคำตอบ

touched down

As soon as we left the plane, ไวยากรณ์

0:41

ทันทีที่เราลงจากเครื่องบิน

the heat hit us. สำนวน

0:42

ความร้อนก็ปะทะเข้ากับเรา

ไวยากรณ์

As soon as: เหตุการณ์หนึ่งเกิดตามอีกเหตุการณ์ทันที

As soon as ใช้นำอนุประโยคบอกเวลา หมายความว่าเมื่อเหตุการณ์ A เกิดขึ้น เหตุการณ์ B ก็เกิดทันทีหรือแทบจะทันที: As soon as + เหตุการณ์ A, เหตุการณ์ B ในประโยคนี้ การลงจากเครื่องบินคือเหตุการณ์ A และการรู้สึกถึงความร้อนคือเหตุการณ์ B ให้ใช้ as soon as เป็นวลีเดียว เพราะเป็นคำเชื่อมบอกเวลา ไม่ใช่โครงสร้างเปรียบเทียบ as ... as

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมบอกเวลาสามคำที่แสดงว่าทุกคนเงียบทันทีหลังจากกระดิ่งดัง: ____ the bell rang, everyone became quiet.

ดูคำตอบ

As soon as

สำนวน

the heat hit us: hit เชิงเปรียบเทียบสำหรับความรู้สึกที่ฉับพลันและรุนแรง

ใน the heat hit us คำว่า hit ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ความร้อนถูกบรรยายราวกับพุ่งมากระแทกพวกเขาในทันที ประโยคนี้จึงหมายถึงพวกเขารู้สึกร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลันและรุนแรง ไม่ได้มีใครตีพวกเขาจริง ๆ โครงสร้าง something + hit + someone ทำให้ประสบการณ์ดูเหมือนแรงกระทบที่เกิดขึ้นทันที ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ hit เพื่อบอกว่าความรู้สึกรุนแรงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ใช่การกระแทกทางกาย?

  1. Ben hit the ball with a bat.
  2. The falling branch hit the roof.
  3. The cold air hit me when I opened the door.
ดูคำตอบ

The cold air hit me when I opened the door.

We pushed through the airport กริยาวลี

0:44

เราเบียดเสียดผ่านสนามบิน

and we were sweating and exhausted.

0:46

และพวกเราก็เหงื่อออกและเหนื่อยล้า

กริยาวลี

pushed through: ผ่านพื้นที่ที่ยากลำบากด้วยความพยายาม

ในที่นี้ pushed through หมายถึงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ที่แออัดหรือผ่านยากด้วยความพยายาม สนามบินถูกบรรยายว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้เคลื่อนที่ลำบาก ดังนั้น pushed จึงเพิ่มความหมายเรื่องความยากที่การพูดเพียง went through ไม่ได้แสดงออกมา สำนวนนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการผลักคนหรือสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ push through + ฝูงชน สถานที่ หรือสิ่งกีดขวาง โดยเน้นการพยายามผ่านจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งแม้มีแรงต้าน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงเดินหน้าต่อแม้มีความแออัด: The station was packed, so we had to ____ the crowd to reach our platform.

ดูคำตอบ

push through

And then my friend wandered off กริยาวลี

0:49

แล้วเพื่อนของฉันก็เดินหลงไป

and I looked everywhere for him. วลี

0:51

และฉันก็มองหาเขาทุกที่

กริยาวลี

wandered off: เดินแยกออกไปโดยไม่มีแผนชัดเจน

ในที่นี้ wandered off หมายถึงเดินออกจากตำแหน่งเดิมหรือกลุ่มไปแบบเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมายชัดเจน wander ให้ความรู้สึกว่าเคลื่อนไปโดยไม่มีทิศทางแน่นอน ส่วน off เน้นการแยกออกจากที่ที่ควรอยู่ วลีนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าเพื่อนจากไป แต่ยังสื่อว่าเขาเดินออกไปโดยไม่ได้บอกหรือวางแผนให้ชัด จึงทำให้ผู้พูดต้องตามหาเขา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าเด็กเดินแยกออกไปแบบเรื่อย ๆ โดยไม่มีแผนชัดเจน

  1. The child left while the adults were talking.
  2. The child set off while the adults were talking.
  3. The child wandered off while the adults were talking.
ดูคำตอบ

The child wandered off while the adults were talking.

but I couldn't find him.

0:54

แต่ฉันหาเขาไม่พบ

วลี

looked everywhere for: ค้นหาในทุกสถานที่ที่เป็นไปได้

Looked everywhere for เป็นรูปอดีตของโครงสร้าง look everywhere for + คนหรือสิ่งของ โดยวลีหลัก look for หมายถึงพยายามหา for ใช้นำหน้าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการค้นหา และ everywhere ขยายขอบเขตไปยังทุกสถานที่ที่เป็นไปได้ ในที่นี้ look ไม่ได้หมายถึงเพียงการหันสายตาไปมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผู้พูดลงมือตามหาในหลายสถานที่ และ him คือคนที่กำลังถูกตามหา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้: We ____ the missing library book, but we could not find it.

ดูคำตอบ

looked everywhere for

I decided to get some fresh air. วลี

0:55

ฉันจึงตัดสินใจไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย

วลี

get some fresh air: ออกไปสูดอากาศและพักสักครู่

Get some fresh air หมายถึงออกไปข้างนอกหรือไปยังที่ที่มีอากาศสะอาดกว่าเพื่อสูดอากาศ ในวลีนี้ get หมายถึง “มีโอกาสได้สัมผัสหรือเพลิดเพลิน” ไม่ได้หมายถึง “ซื้อ” หรือ “ได้รับของ” วลีนี้มักสื่อถึงการพักสั้น ๆ จากสถานที่ที่อับ คนแน่น หรือทำให้เครียด จึงอาจมีความหมายว่าต้องการเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำให้รู้สึกดีขึ้นด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในชีวิตประจำวันที่หมายถึงการออกไปสูดอากาศที่สะอาดกว่า: The room feels stuffy, so I'm going outside to ____.

ดูคำตอบ

get some fresh air

What happened next? took me aback. ลำดับความ

0:58

เกิดอะไรขึ้นต่อไปน่ะหรือ? ทำเอาฉันผงะไปเลย

ลำดับความ

What happened next?: คำถามเชื่อมไปยังเหตุการณ์ถัดไป

ในเรื่องเล่า What happened next? จะย้ายความสนใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเล่าไปยังเหตุการณ์ถัดไป จึงช่วยให้เรื่องดำเนินตามลำดับเวลา ผู้เล่าอาจถามคำถามนี้แล้วตอบเองต่อทันที ในการใช้แบบนี้ คำถามทำหน้าที่เชื่อมเรื่องและสร้างความคาดหวังชั่วครู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นการขอให้ผู้ฟังบอกข้อมูลที่ขาดหายไป

แบบฝึกหัด

ผู้เล่าถาม “What happened next?” แล้วเล่าเรื่องต่อทันที คำถามนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. นำเข้าสู่เหตุการณ์ถัดไปและสร้างความคาดหวัง
  2. จบเรื่องและปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม
  3. พาเรื่องย้อนกลับไปยังภูมิหลังตอนเริ่มต้น
ดูคำตอบ

นำเข้าสู่เหตุการณ์ถัดไปและสร้างความคาดหวัง

Right in front of the airport, วลี

1:01

ตรงหน้าสนามบินพอดี

there was a huge mountain ไวยากรณ์

1:02

มีภูเขาขนาดมหึมาลูกหนึ่ง

วลี

right in front of: อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ทางขวา

right in front of หมายถึง “อยู่ตรงหน้าบางสิ่งพอดี” ในวลีนี้ right เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้เน้น ทำให้ตำแหน่งดูแน่นอนและอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน right ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “อยู่ทางขวา” วลีนี้บอกความสัมพันธ์ด้านหน้า–ด้านหลัง ดังนั้นจากมุมมองของผู้พูด ภูเขาจึงอยู่ตรงหน้าสนามบินพอดี

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ารถบัสจอดตรงหน้าโรงเรียนพอดี ไม่ใช่อยู่ทางขวาของโรงเรียน?

  1. The bus stopped behind the school.
  2. The bus stopped to the right of the school.
  3. The bus stopped right in front of the school.
ดูคำตอบ

The bus stopped right in front of the school.

and it towered over us.

1:05

และมันก็ตั้งตระหง่านอยู่เหนือพวกเรา

ไวยากรณ์

there was a huge mountain: แนะนำสิ่งใหม่เข้าสู่ฉาก

There was + กลุ่มคำนามเอกพจน์ ใช้แนะนำคนหรือสิ่งของเป็นข้อมูลใหม่ในฉากอดีต ในที่นี้ there was a huge mountain นำภูเขาเข้ามาในเรื่องก่อน แล้ว it จึงใช้กล่าวถึงภูเขาลูกนั้นอีกครั้งได้ there ตรงนี้เป็นส่วนที่นำหน้าโครงสร้างบอกการมีอยู่ ไม่ใช่คำที่ชี้ไปยังสถานที่เฉพาะ ตำแหน่งของภูเขามาจากวลีก่อนหน้า Right in front of the airport

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับแนะนำสุนัขจิ้งจอกเป็นครั้งแรกในเรื่องที่เล่าถึงอดีต?

  1. The fox was there beside the tree.
  2. There were a fox beside the tree.
  3. There was a fox beside the tree.
ดูคำตอบ

There was a fox beside the tree.

And there was my friend stood just gazing. ไวยากรณ์

1:07

และเพื่อนของฉันก็ยืนจ้องมองอยู่ที่นั่น

ไวยากรณ์

there was my friend stood just gazing: ฉากที่พบใครบางคนอย่างกะทันหันในภาษาพูด

there was my friend ทำให้เพื่อนปรากฏขึ้นในฉากอย่างกะทันหัน ให้ความรู้สึกว่า “แล้วฉันก็พบเขาอยู่ตรงนั้น” ในประโยคนี้ stood just gazing บรรยายสภาพของเขาตอนที่ถูกพบ คือกำลังยืนนิ่งและจ้องมองอยู่ stood ไม่ใช่เหตุการณ์แยกที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น โครงสร้าง there was + คน + คำบรรยายรูป past participle เช่น there was my friend stood... พบได้ในการเล่าเรื่องแบบภาษาพูดของอังกฤษที่ไม่เป็นทางการและมีลักษณะเฉพาะถิ่น ในภาษาอังกฤษมาตรฐานที่ใช้ได้กว้างกว่า ให้พูดว่า There was my friend, just standing and gazing หรือ I found my friend standing there, just gazing

แบบฝึกหัด

ในเรื่องนี้ “there was my friend stood just gazing” แสดงภาพแบบใด

  1. เพื่อนลุกขึ้นยืนก่อน แล้วจึงเริ่มการกระทำหลักอีกอย่างหนึ่ง
  2. เพื่อนเคลื่อนผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะที่ผู้พูดมองอยู่
  3. เพื่อนปรากฏขึ้นในฉากอย่างกะทันหัน โดยกำลังยืนและจ้องมองอยู่แล้ว
ดูคำตอบ

เพื่อนปรากฏขึ้นในฉากอย่างกะทันหัน โดยกำลังยืนและจ้องมองอยู่แล้ว

So, did you hear the phrasal verbs?

1:11

เอาล่ะ คุณได้ยินกริยาวลีบ้างไหม?

Let's go through them one by one. โน้ต

1:13

เรามาดูไปทีละคำกันเถอะ

กริยาวลี

go through: ตรวจดูหรืออธิบายแต่ละข้อตามลำดับ

ในประโยคนี้ go through หมายถึงตรวจดู อธิบาย หรือทบทวนสิ่งหลายอย่างอย่างเป็นลำดับ them หมายถึงหัวข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ และ one by one ย้ำว่าจะจัดการทีละข้ออย่างเป็นขั้นตอน นี่เป็นความหมายของ go through ที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล ไม่ใช่การเคลื่อนผ่านสถานที่ มักใช้กับรายการ กฎ ขั้นตอน คำถาม และเอกสารในชั้นเรียน การประชุม และการวางแผน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ go through ในความหมายว่าไล่ตรวจแต่ละข้อตามลำดับ

  1. Let's go through the park on our way home.
  2. Let's go through the checklist one item at a time.
  3. Let's go through the tunnel one car at a time.
ดูคำตอบ

Let's go through the checklist one item at a time.

วลี

one by one: ทีละคนหรือทีละสิ่งตามลำดับ

ให้เข้าใจ one by one เป็นวลีเดียวที่หมายถึง “แยกทีละคนหรือทีละสิ่งตามลำดับ” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวแสดงว่าผู้พูดจะดูแต่ละข้อตามลำดับ ไม่ได้จัดการทุกข้อพร้อมกัน ใช้เมื่อคนหรือสิ่งของถูกจัดการ ตรวจสอบ เรียก หรือเคลื่อนย้ายทีละคนหรือทีละสิ่งต่อเนื่องกัน

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “แยกทีละอย่างตามลำดับ” ลงในประโยค: The teacher checked the cards ____.

ดูคำตอบ

one by one

First, the plane touched down.

1:16

อันดับแรก เครื่องบินลงจอด

It landed.

1:18

มันแตะพื้น

Notice that the verb is in the past simple. การใช้คำ

1:20

สังเกตว่าคำกริยาอยู่ในรูปอดีตกาล (past simple)

It changes its form.

1:22

มันเปลี่ยนรูปไป

การใช้คำ

the past simple: ความหมายและการเปลี่ยนรูปคำกริยา

the past simple คือกาลที่ใช้ในที่นี้เพื่อบอกการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดและจบลงแล้วในอดีต คำว่า past simple พบได้บ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติช ส่วน simple past เป็นอีกชื่อหนึ่งของกาลเดียวกัน ใน phrasal verb ส่วนที่เป็นคำกริยายังคงเปลี่ยนตามกาล แต่ส่วน particle ไม่เปลี่ยน ตัวอย่างเช่น touch down จะเปลี่ยนเป็น touched down ใน past simple

แบบฝึกหัด

เติมรูป past simple ของ touch down ลงในประโยค: Yesterday, the plane ____ safely.

ดูคำตอบ

touched down

What happened next?

1:24

เกิดอะไรขึ้นต่อไป?

We went into the airport.

1:25

เราเข้าไปในสนามบิน

Was it crowded or was it empty?

1:27

คนแน่น หรือว่าโล่ง?

It was crowded.

1:30

คนแน่นมาก

So, we couldn't walk through the airport like this.

1:31

ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเดินผ่านสนามบินไปได้ง่ายๆ แบบนี้

No, no, no.

1:36

ไม่ ไม่ ไม่

We had to push through the airport. ไวยากรณ์

1:37

เราต้องเบียดเสียดผ่านสนามบินไป

ไวยากรณ์

had to: ความจำเป็นในอดีต

had to เป็นรูปอดีตของ have to ใช้บอกว่าสถานการณ์ กฎ หรือความจำเป็นในอดีตทำให้ต้องทำบางอย่าง ไม่ใช่สิ่งที่เลือกทำได้อย่างอิสระ ในที่นี้ had ไม่ได้เป็นกริยาแสดงการครอบครองที่ใช้เดี่ยว ๆ โครงสร้างคือ had to + กริยารูปพื้นฐาน ไม่ว่าประธานจะเป็นใครก็ใช้ had to เหมือนเดิม และ push ยังคงเป็นรูปพื้นฐานแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี push through

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ have to: Because the road was closed, we ____ take another route.

ดูคำตอบ

had to

And then, did my friend stay with me

1:41

แล้วเพื่อนของฉันอยู่กับฉัน

or did he leave?

1:45

หรือเขาไปที่อื่น?

He left.

1:46

เขาไปที่อื่น

He wandered off.

1:47

เขาเดินหลงไป

We often use this phrasal verb

1:49

เรามักจะใช้กริยาวลีนี้

in the context of parents and children. วลี

1:51

ในบริบทของพ่อแม่และลูก

วลี

in the context of: กำหนดกรอบของหัวข้อ

in the context of + คำนามหรือนามวลี หมายถึง “เมื่อพิจารณาหัวข้อ สถานการณ์ หรือภูมิหลังนี้” ใช้กำหนดกรอบว่าควรเข้าใจข้อความในแง่ใด ในประโยคนี้ parents and children ระบุประเภทของความสัมพันธ์หรือสถานการณ์ที่มักใช้กริยาวลีนี้ context ไม่ใช่สถานที่จริง และวลีนี้ไม่ได้แปลว่า “เฉพาะในสถานการณ์นั้นเท่านั้น”

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนเพื่อกำหนดกรอบของหัวข้อ: ____ online safety, this rule is important.

ดูคำตอบ

In the context of

The child is supposed to stay with their parent, ไวยากรณ์

1:54

เด็กควรจะอยู่กับพ่อแม่

ไวยากรณ์

is supposed to: สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามกฎหรือความคาดหวัง

ในประโยคนี้ is supposed to หมายความว่า ตามกฎหรือความคาดหวังตามปกติ เด็กควรอยู่กับผู้ปกครอง เป็นการบอกว่าสิ่งใดควรเกิดขึ้น ไม่ใช่การคาดเดาว่าเด็กน่าจะอยู่ที่ไหน โครงสร้างคือ be supposed to + กริยารูปพื้นฐาน โดย be จะเปลี่ยนตามประธานและกาล เช่น is supposed to stay, are supposed to wait, was supposed to call การกระทำที่คาดหวังไว้อาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ได้

แบบฝึกหัด

มัคคุเทศก์กำลังอธิบายสิ่งที่ผู้เข้าชมควรทำตามกฎของพิพิธภัณฑ์ ประโยคใดแสดงความคาดหวังนี้ได้ดีที่สุด

  1. Visitors are supposed to leave their large bags at the desk.
  2. Visitors want to leave their large bags at the desk.
  3. Visitors might leave their large bags at the desk.
ดูคำตอบ

Visitors are supposed to leave their large bags at the desk.

but they decide

1:57

แต่พวกเขากลับตัดสินใจว่า

"No, no. I want to go and do something different."

1:59

"ไม่ ไม่ ฉันอยากไปทำอย่างอื่นที่ต่างออกไป"

What happened after that?

2:02

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?

Something surprised me.

2:04

มีบางอย่างทำให้ฉันประหลาดใจ

Something shocked me.

2:06

มีบางอย่างทำให้ฉันตกใจ

It took me aback. กริยาวลี

2:07

มันทำเอาฉันผงะ

กริยาวลี

took me aback: ทำให้ฉันประหลาดใจอย่างกะทันหัน

Took me aback เป็นรูปอดีตของ take someone aback หมายถึง บางสิ่งทำให้ใครคนหนึ่งประหลาดใจอย่างกะทันหันและตั้งตัวไม่ทันชั่วขณะ ในที่นี้ me คือคนที่รู้สึกประหลาดใจ ให้จำ take someone aback เป็นสำนวนเดียว คำที่หมายถึงคนจะอยู่ระหว่าง take กับ aback เช่น took me aback, took her aback, took everyone aback ส่วน aback ในที่นี้ไม่ได้บอกการเคลื่อนที่ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าคำถามที่ไม่คาดคิดทำให้ผู้พูดประหลาดใจอย่างกะทันหัน

  1. The unexpected question took me aback.
  2. The unexpected question took aback me.
  3. The unexpected question took me back.
ดูคำตอบ

The unexpected question took me aback.

But, hm, hang on. น้ำเสียง/เจตนา

2:09

แต่ อืม เดี๋ยวก่อนนะ

น้ำเสียง/เจตนา

hang on: หยุดชั่วครู่ก่อนเสนอข้อสังเกตหรือการแก้ไขใหม่

ในประโยคนี้ hang on หมายถึง “เดี๋ยวก่อน” ผู้พูดหยุดความคิดของตัวเองชั่วคราว เพราะเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างและกำลังจะเสริมหรือแก้ไขประเด็นหนึ่ง hang on ในที่นี้เป็นคำช่วยจัดลำดับบทสนทนา ไม่ใช่คำสั่งตามตัวอักษรให้เกาะสิ่งใดไว้ หลัง But, hang on มักจะตามด้วยข้อโต้แย้ง สิ่งที่เพิ่งสังเกตเห็น หรือการแก้ไข

แบบฝึกหัด

ใน “But hang on—I think we have missed something,” คำว่า hang on ทำหน้าที่อะไร

  1. บอกให้ใครสักคนจับสิ่งของไว้แน่น ๆ
  2. ประกาศว่าการสนทนาจบแล้ว
  3. หยุดการสนทนาก่อนเสนอความคิดใหม่หรือแก้ไขข้อมูล
ดูคำตอบ

หยุดการสนทนาก่อนเสนอความคิดใหม่หรือแก้ไขข้อมูล

This phrasal verb has a different structure การใช้คำ

2:10

กริยาวลีคำนี้มีโครงสร้างที่แตกต่าง

to the others.

2:13

ไปจากคำอื่นๆ

การใช้คำ

different structure to the others: รูปแบบการเปรียบเทียบในภาษาอังกฤษแบบบริติช

ใน a different structure to the others คำว่า different เปรียบเทียบโครงสร้างของกริยาวลีนี้กับโครงสร้างของกริยาวลีอื่นในกลุ่ม คำว่า to the others ใช้บอกสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ โดย to ไม่ได้แสดงการเคลื่อนที่หรือทิศทาง Different to พบได้ทั่วไปในภาษาอังกฤษแบบบริติช ในที่นี้ the others หมายถึงกริยาวลีอื่นที่กำลังพูดถึง ในภาษาอังกฤษหลายรูปแบบมากกว่าเดิม สามารถสื่อการเปรียบเทียบเดียวกันด้วย a different structure from the others

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้อ่านจากภูมิภาคที่ใช้ภาษาอังกฤษต่างกัน

  1. The new design is different than the old one.
  2. The new design is different from the old one.
  3. The new design is different to the old one.
ดูคำตอบ

The new design is different from the old one.

What do you notice about the object?

2:14

คุณสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับกรรมของประโยคไหม?

It's between the verb and the preposition.

2:18

มันอยู่ระหว่างคำกริยาและคำบุพบท

Because this phrasal verb is separable. ไวยากรณ์

2:20

เพราะกริยาวลีนี้สามารถแยกจากกันได้

ไวยากรณ์

this phrasal verb is separable: ตำแหน่งของกรรม

กรรมในคำอธิบายนี้คือ me ใน took me aback โดย me อยู่ระหว่าง took กับ aback ประโยค this phrasal verb is separable หมายความว่า กรรมสามารถคั่นระหว่างคำกริยากับคำอนุภาคได้ ในที่นี้ การเรียก aback ว่าคำอนุภาคหรือส่วนที่ทำหน้าที่แบบคำวิเศษณ์จะแม่นยำกว่าการเรียกว่าคำบุพบท สำหรับกริยาวลีสกรรมที่แยกได้ กรรมที่เป็นคำนามมักวางไว้ตรงกลางหรือหลังคำอนุภาคก็ได้ แต่กรรมที่เป็นคำสรรพนามสั้น ๆ โดยทั่วไปต้องอยู่ตรงกลาง เช่น turn it off ไม่ใช่ turn off it การแยกได้หรือไม่เป็นคุณสมบัติของกริยาวลีแต่ละคำ จึงอย่าคิดว่ากริยาวลีทุกคำใช้ลำดับคำนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ take ... aback และคำสรรพนาม me: The sudden question ____.

ดูคำตอบ

took me aback

Finally, the mountain.

2:24

สุดท้าย เรื่องของภูเขา

It towered over us.

2:25

มันตั้งตระหง่านเหนือพวกเรา

It was huge.

2:28

มันใหญ่โตมาก

It made us feel small. ไวยากรณ์

2:29

มันทำให้เรารู้สึกตัวเล็กไปเลย

ไวยากรณ์

made us feel small: make + กรรม + feel + คำคุณศัพท์

โครงสร้าง make + กรรม + feel + คำคุณศัพท์ หมายถึงบางสิ่งทำให้คนรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน made us feel small คำว่า made เป็นรูปอดีตของ make ส่วน us หมายถึงคนที่ได้รับผล feel ยังคงเป็นรูปพื้นฐานโดยไม่มี to และ small บอกความรู้สึกที่เกิดขึ้น small ในที่นี้เป็นความรู้สึกจากการเปรียบเทียบ สิ่งที่ใหญ่มากทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าตัวเองเล็กมากหรือไม่สำคัญ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของพวกเขาเล็กลงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ make + us + feel: The quiet room ____ calm.

ดูคำตอบ

made us feel

So, the mountain towered over us.

2:32

ดังนั้น ภูเขาก็เลยตั้งตระหง่านอยู่เหนือเรา

Over to you. น้ำเสียง/เจตนา

2:34

ตาคุณแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

Over to you: ส่งต่อคิวให้อีกฝ่าย

สำนวนตายตัว Over to you ใช้ส่งต่อช่วงพูด ความรับผิดชอบ หรือการกระทำถัดไปให้ผู้ฟัง ในที่นี้ผู้พูดอธิบายเสร็จแล้วและชวนผู้ชมให้ทำกิจกรรม สำนวนนี้ใช้เปลี่ยนช่วงโดยมีความหมายว่า “ส่วนของฉันจบแล้ว ตอนนี้เป็นตาของคุณ” คำว่า over ในสำนวนนี้ไม่ได้บอกตำแหน่งว่าอยู่เหนือใคร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนมาตรฐานสำหรับส่งต่อช่วงพูดจากบทเรียน: I've finished my update. ____, Lena.

ดูคำตอบ

Over to you

Choose four phrasal verbs that you want to learn.

2:35

เลือกกริยาวลีสี่คำที่คุณอยากเรียนรู้มา

And take one.

2:38

แล้วหยิบมาหนึ่งคำ

Write your opening line. ลำดับความ

2:40

เขียนประโยคเปิดเรื่องของคุณ

ลำดับความ

opening line: ประโยคที่เริ่มต้นผลงาน

opening line คือประโยคแรกหรือคำพูดเปิดของเรื่องราว บทความ สุนทรพจน์ บทละคร หรือผลงานอื่น ๆ ส่วนนี้ทำให้เนื้อหาเริ่มเดินหน้า และอาจบอกฉาก น้ำเสียง หัวข้อ หรือตั้งคำถามที่ทำให้ผู้ฟังอยากติดตามต่อ ใน Write your opening line คำว่า opening ขยายคำว่า line โดย line ในที่นี้หมายถึงประโยคหรือบทพูด และคำสั่งนี้ให้สร้างส่วนเริ่มต้นก่อนเติมเนื้อหาถัดไป

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายหน้าที่ของ opening line ได้ถูกต้อง?

  1. opening line คือประโยคสุดท้ายที่ปิดผลงาน
  2. opening line คือชื่อเรื่องที่พิมพ์อยู่เหนือผลงาน
  3. opening line คือประโยคหรือคำพูดแรกที่เริ่มต้นผลงาน
ดูคำตอบ

opening line คือประโยคหรือคำพูดแรกที่เริ่มต้นผลงาน

Make it exciting.

2:41

ทำให้มันน่าตื่นเต้น

And then, everything else follows. สำนวน

2:42

แล้วหลังจากนั้น ทุกอย่างก็จะตามมาเอง

สำนวน

“everything else follows”: ส่วนที่เหลือพัฒนาต่อจากก้าวแรก

ในที่นี้ everything else follows หมายถึง เมื่อวางก้าวแรกที่สำคัญไว้แล้ว ส่วนที่เหลือจะค่อย ๆ พัฒนาต่อไปตามลำดับอย่างเป็นเหตุเป็นผล follows จึงหมายถึง “ตามมาเป็นลำดับ” หรือ “เกิดขึ้นจากก้าวนั้น” ไม่ใช่ “เดินตามหลังใคร” สำนวนนี้บอกว่า เมื่อมีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน การเลือกขั้นต่อไปก็จะง่ายขึ้น เป็นการสื่อว่ากระบวนการจะราบรื่น แต่ไม่ได้รับประกันว่าสิ่งที่เหลือจะเสร็จได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

แบบฝึกหัด

“Choose the main idea first, and everything else follows” หมายความว่าอะไร?

  1. เมื่อเลือกแนวคิดหลักแล้ว ส่วนที่เหลือก็สามารถพัฒนาต่อจากแนวคิดนั้นได้
  2. เมื่อเลือกแนวคิดหลักแล้ว ส่วนที่เหลือจะหายไป
  3. ทุกคนต้องเดินตามหลังผู้ที่มีแนวคิดหลักจริง ๆ
ดูคำตอบ

เมื่อเลือกแนวคิดหลักแล้ว ส่วนที่เหลือก็สามารถพัฒนาต่อจากแนวคิดนั้นได้

One phrasal verb for each key event.

2:45

กริยาวลีหนึ่งคำสำหรับเหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์

And please, please share

2:49

และได้โปรด กรุณาแบ่งปัน

what you come up with in the comments. กริยาวลี

2:51

สิ่งที่คุณคิดออกในช่องความคิดเห็นด้วยนะ

กริยาวลี

“come up with”: คิดและสร้างไอเดียหรือผลงานขึ้นมา

come up with หมายถึง คิดและสร้างไอเดีย แผน คำตอบ ชื่อ หรือผลงานอื่นขึ้นมา ในตัวอย่าง what you come up with หมายถึงสิ่งที่ผู้ชมคิดหรือสร้างขึ้นแล้วนำมาแชร์ รูปแบบทั่วไปคือ come up with + สิ่งหนึ่ง ต้องคงคำว่า with ไว้ในวลี ความหมายนี้เกี่ยวกับการสร้างไอเดียหรือผลงาน ไม่ใช่การเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน

แบบฝึกหัด

ใช้วลีที่เน้นไว้ให้มีความหมายว่า “คิดวิธีแก้ปัญหาขึ้นมา”: We need to ____ a solution before Friday.

ดูคำตอบ

come up with

We really want to see.

2:53

พวกเราอยากเห็นจริงๆ

Happy storytelling. วลี

2:55

ขอให้สนุกกับการเล่าเรื่องนะ

วลี

Happy storytelling: คำอวยพรปิดท้ายที่เป็นกันเอง

Happy storytelling เป็นคำอวยพรสั้น ๆ ที่เป็นกันเอง หมายถึง “ขอให้สนุกกับการเล่าเรื่อง” คำว่า Happy ในที่นี้ไม่ได้บอกว่า storytelling เป็นสิ่งที่มีความสุข แต่บอกว่าผู้พูดหวังให้อีกฝ่ายรู้สึกสนุกขณะทำกิจกรรมนั้น รูปแบบ Happy + ชื่อกิจกรรม สามารถใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำปิดท้ายแบบสบาย ๆ ได้ เช่น Happy reading หรือ Happy writing รูป -ing ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นชื่อกิจกรรม

แบบฝึกหัด

เติมคำอวยพรภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ Happy + กิจกรรม เพื่อนของคุณกำลังเปิดหนังสือเล่มใหม่: “____!”

ดูคำตอบ

Happy reading