ก๊อก ก๊อก! ใครอยู่ตรงนั้น? + อย่าตามคนแปลกหน้าไปนะ|S1-2|ทีมกู้ภัยซูเปอร์พิงฟอง: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Pinkfong Super Rescue Team - Kids Songs & Cartoons

ความยากในการเรียน
500 คำ 123 คำ/นาที

คำแนะนำวิดีโอ: เรื่องราวการช่วยเหลือสองตอนสอนเด็ก ๆ ว่าไม่ควรเปิดประตูให้ผู้มาเยือนที่ไม่รู้จัก ไม่ควรตามคนแปลกหน้าหรือรถที่ไม่คุ้นเคย และควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เมื่อรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. Don't open the door to strangers. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้ว่าประโยคคำสั่งปฏิเสธใช้บอกข้อควรปฏิบัติด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา คุณจะเข้าใจว่านี่คือการกำหนดขอบเขตอย่างหนักแน่น ไม่ใช่เพียงคำแนะนำทั่วไป และนำรูปประโยคเดียวกันไปใช้ห้ามผู้อื่นทำสิ่งที่เป็นอันตรายได้ 2. Count on me. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่านี่คือคำรับรองตามธรรมชาติที่บอกให้อีกฝ่ายไว้วางใจหรือพึ่งพาผู้พูดได้ ไม่ได้หมายถึงการนับตัวเลข คุณจะฟังออกเมื่อพบในฉากช่วยเหลือหรือปลอบใจ และใช้เพื่อเสนอความช่วยเหลือที่เชื่อถือได้อย่างมั่นใจ 3. told them not to follow — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้โครงสร้าง tell someone not to do something สำหรับถ่ายทอดคำเตือน กฎ หรือคำสั่ง คุณจะระบุได้ว่าใครเป็นผู้ได้รับคำสั่งและถูกห้ามไม่ให้ทำสิ่งใด แล้วประยุกต์โครงสร้างนี้เพื่อเล่าคำเตือนด้านความปลอดภัยข้ออื่น ๆ ได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Pinkfong.

0:00

พิงฟอง

Super Rescue Team.

0:03

ทีมกู้ภัยซุปเปอร์

To the rescue. วลี

0:04

ออกไปช่วยเหลือ

วลี

To the rescue: คำประกาศว่ามาช่วยแล้ว

To the rescue! เป็นคำอุทานตายตัวที่ใช้เมื่อมีคนมาถึงหรือรีบเข้ามาช่วย ในประโยคนี้ rescue หมายถึงเป้าหมายในการช่วยเหลือหรือช่วยชีวิตใครบางคน ไม่ใช่ชื่อสถานที่ วลีนี้ทำหน้าที่เป็นคำประกาศอย่างกระตือรือร้น ผู้พูดแสดงว่าตนเองหรือผู้ช่วยอีกคนพร้อมจะแก้ปัญหาแล้ว

แบบฝึกหัด

คุณมาถึงทันเวลาพอดีเพื่อช่วยซ่อมของเล่นที่พัง เติมคำในประโยคประกาศอย่างร่าเริงนี้: To the ____!

ดูคำตอบ

rescue

Pinkfong Super Rescue Team.

0:08

ทีมกู้ภัยซุปเปอร์พิงฟอง

Knock, knock. น้ำเสียง/เจตนา

0:13

ก๊อก ก๊อก

Who's there?

0:14

ใครอยู่ตรงนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

Knock, knock. Who's there?: บทโต้ตอบที่ประตู

Knock, knock แทนเสียงเคาะประตูสองครั้ง ส่วน Who's there? เป็นคำตอบของคนที่อยู่ข้างในเมื่อมองไม่เห็นผู้มาเยือน คำว่า who ใช้ถามว่าคนคนนั้นคือใคร หรือถามตัวตนของผู้มาเยือน ดังนั้นคำถามนี้จึงหมายถึง ใครอยู่ข้างนอกประตู ไม่ได้ถามถึงสถานที่ บทโต้ตอบนี้ยังเป็นคำขึ้นต้นที่คุ้นเคยของมุก knock-knock แต่ในประโยคนี้เป็นการโต้ตอบกันที่ประตู

แบบฝึกหัด

มีคนเคาะประตูที่ปิดอยู่ และคุณมองไม่เห็นผู้มาเยือน Who's there? ใช้ถามอะไร?

  1. ถามว่าผู้มาเยือนคือใคร
  2. ถามว่าประตูอยู่ที่ไหน
  3. ถามว่าผู้มาเยือนกำลังจะไปที่ไหน
ดูคำตอบ

ถามว่าผู้มาเยือนคือใคร

Hey kids.

0:21

ว่าไงเด็กๆ

Mommy will be cleaning the attic. ไวยากรณ์

0:23

แม่จะไปทำความสะอาดห้องใต้หลังคานะ

ไวยากรณ์

will be cleaning: รูปอนาคตกำลังกระทำ

will be cleaning ใช้โครงสร้าง will be + คำกริยา-ing ซึ่งเป็นรูปอนาคตกำลังกระทำ แสดงว่าการทำความสะอาดจะกำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต ในประโยคนี้ Mommy เป็นผู้ทำความสะอาด และรูปนี้ยังสื่อว่าเธอจะติดธุระนี้อยู่พักหนึ่ง รูป -ing หลัง be แสดงการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่ประโยคกรรมวาจก ถ้าเป็นอนาคตแบบกรรมวาจกจะใช้ will be cleaned โดยประธานเป็นสิ่งที่ถูกทำความสะอาด

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอนาคตกำลังกระทำของ read เพื่อแสดงว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลาที่ระบุในอนาคต: At eight tomorrow night, Mia ____ her new book.

ดูคำตอบ

will be reading

Don't open the door to strangers. น้ำเสียง/เจตนา

0:25

อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้าล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

Don't open the door to strangers: ประโยคคำสั่งปฏิเสธ

Don't + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นประโยคคำสั่งปฏิเสธ ใช้บอกโดยตรงว่าอย่าทำบางสิ่ง ในที่นี้ประโยคนี้เป็นกฎเพื่อความปลอดภัย ในวลี open the door to someone คำว่า to นำหน้าคนที่เราเปิดประตูให้ ดังนั้น to strangers จึงหมายถึงเปิดประตูให้คนที่เราไม่รู้จัก ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปหาคนเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

ใช้ Don't + คำกริยารูปพื้นฐาน share เติมกฎเพื่อความปลอดภัยนี้ให้สมบูรณ์: ____ your home address online.

ดูคำตอบ

Don't share

Okay.

0:27

ตกลงค่ะ

Oh, someone's here.

0:42

โอ้ มีคนมา

Knock, knock, knock.

0:45

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

Who's there?

0:47

ใครอยู่ตรงนั้น

Knock, knock, knock, knock, knock.

0:50

ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก

The pizza's here. วลี

0:52

พิซซ่ามาส่งแล้ว

วลี

pizza's here: การประกาศว่าบางสิ่งมาถึงแล้ว

ใน The pizza's here คำว่า 's เป็นรูปย่อของ is จึงเท่ากับ The pizza is here ในที่นี้ here หมายถึงอาหารที่สั่งมาถึงแล้ว ไม่ได้เพียงบอกว่าพิซซ่าอยู่ใกล้ ๆ X's here เป็นวิธีพูดสั้น ๆ แบบเป็นกันเองเพื่อประกาศว่าคน รถ อาหารที่สั่ง หรือสิ่งอื่นที่กำลังรอมาถึงแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมรูปย่อของ is ให้ประโยคประกาศสมบูรณ์: The package____ here.

ดูคำตอบ

's

Don't you like pizza? น้ำเสียง/เจตนา

0:54

พวกเธอไม่ชอบพิซซ่าเหรอ

น้ำเสียง/เจตนา

Don't you like...?: การคาดหวังคำตอบ yes และแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้น

Don't you like...? เป็นคำถามเชิงปฏิเสธ โดยปกติจะแสดงว่าผู้พูดคาดว่าคำตอบจะเป็น yes และกำลังขอให้ผู้ฟังยืนยันสิ่งที่คาดไว้นั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้เพียงถามว่าผู้ฟังชอบอะไร แต่ยกความคาดหมายว่าผู้ฟังน่าจะชอบพิซซ่าขึ้นมาเพื่อผลักดันให้ตอบ yes ในสถานการณ์อื่น โครงสร้างเดียวกันอาจแสดงความแปลกใจแทนการกดดันได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดไปแล้วว่า "No thanks—I don't want pizza." การใช้ "Don't you like pizza?" เป็นวิธีถามความชอบอย่างเป็นกลางหรือไม่

  1. ไม่ใช่ เพราะอาจฟังเหมือนคาดว่าเพื่อนต้องชอบพิซซ่าหรือควรเปลี่ยนใจ
  2. ใช่ เป็นคำถามที่เป็นกลางอย่างสมบูรณ์และไม่มีความคาดหมายใด ๆ
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ เพราะอาจฟังเหมือนคาดว่าเพื่อนต้องชอบพิซซ่าหรือควรเปลี่ยนใจ

Please open the door.

0:56

ช่วยเปิดประตูหน่อย

Don't open the door.

0:59

อย่าเปิดประตูนะ

No, no, no, no, no.

1:00

ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่

We should not open it. ไวยากรณ์

1:03

เราไม่ควรเปิดนะ

ไวยากรณ์

should not open: บอกว่าการกระทำนั้นไม่ควรทำ

should not + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าผู้พูดมองว่าการกระทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ปลอดภัย หรือไม่ควรทำ ในที่นี้ should not open หมายความว่าการเปิดมันเป็นทางเลือกที่ไม่ดี หลัง should not ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน open นี่เป็นการประเมินหรือคำแนะนำ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าการกระทำนั้นจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต should not มักย่อเป็น shouldn't

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้านความปลอดภัยด้วย should not + คำกริยารูปพื้นฐาน: You ____ your password with anyone.

ดูคำตอบ

should not share

It's a pizza delivery driver. การใช้คำ

1:08

เขาเป็นคนส่งพิซซ่านี่

การใช้คำ

pizza delivery driver: วางคำนามหลักที่เป็นอาชีพไว้ท้ายสุด

ใน pizza delivery driver คำว่า driver เป็นคำนามหลักที่บอกอาชีพของบุคคลนั้น delivery บอกประเภทของงาน และ pizza บอกว่าส่งอะไร ทั้งวลีหมายถึงคนที่ทำงานส่งพิซซ่า ภาษาอังกฤษมักวางคำนามที่ทำหน้าที่ขยายไว้หน้าคำนามหลัก ลำดับคือ pizza + delivery + driver โดยคำหลักที่บอกอาชีพอยู่ท้ายสุด ในที่นี้ driver หมายถึงพนักงานส่งของ ไม่ใช่เพียงคนที่บังเอิญกำลังขับรถอยู่

แบบฝึกหัด

เรียง pizza, delivery และ driver ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติเพื่อเติมประโยค: The person at the door is a ____.

ดูคำตอบ

pizza delivery driver

I'm hungry now.

1:10

ตอนนี้ฉันหิวแล้ว

It's open.

1:17

ประตูเปิดแล้ว

No, no, no, no, no.

1:20

ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่

He lied to us. วลี

1:22

เขาหลอกพวกเรา

วลี

lied to us: รูปแบบ lie to someone

ใช้ lie to someone เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับข้อมูลเท็จ ใน lied to us คำว่า to นำหน้า us ซึ่งหมายถึงคนที่ถูกหลอก หากต้องการเพิ่มหัวข้อที่โกหก ให้ใช้ lie to someone about something lied เป็นรูปอดีตของ lie เมื่อ lie หมายถึงการพูดสิ่งที่ไม่จริง จึงแสดงว่าการหลอกเกิดขึ้นในอดีต

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ lie และคำบุพบทที่ถูกต้องเติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya told the truth later, but earlier she ____ me about the broken window.

ดูคำตอบ

lied to

He's a thief.

1:24

เขาเป็นขโมย

Let's go and hide. วลี

1:27

ไปซ่อนตัวกันเถอะ

วลี

go and hide: go and + คำกริยารูปพื้นฐาน

ใน go and hide คำว่า go แสดงการเคลื่อนออกจากตำแหน่งปัจจุบัน ส่วน hide บอกการกระทำที่จะทำต่อไป คำกริยาสองคำนี้รวมเป็นแผนเดียวที่ต่อเนื่องกัน คือไปที่ใดที่หนึ่งแล้วซ่อนตัว ไม่ใช่สองการกระทำที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ในภาษาอังกฤษแบบสนทนา go and + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติในการบอกหรือชวนให้ใครไปทำบางอย่าง เช่น go and check และ go and ask หลัง and ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐานอย่าง hide ไม่ใช่ hiding

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วย go and + ask: We cannot find the book. Let's ____ the librarian.

ดูคำตอบ

go and ask

Ha, ha, ha, ha, ha.

1:29

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

There's a lot to steal. ไวยากรณ์

1:31

มีของให้ขโมยเยอะแยะเลย

ไวยากรณ์

โครงสร้าง There's a lot to + กริยารูปพื้นฐาน

รูปแบบ There's a lot to + กริยารูปพื้นฐาน บอกว่ามีหลายสิ่งหรือหลายงานที่ทำได้ ต้องทำ หรือรอให้ทำอยู่ ในประโยคนี้ a lot แทนสิ่งของจำนวนมาก และ to steal บอกว่าสามารถทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้นได้ ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย to ขยาย a lot ไม่ได้บอกจุดหมาย บริบทจะเป็นตัวบอกว่าหมายถึง “ทำได้” “ต้องทำ” หรือ “ควรค่าแก่การทำ”

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ There's a lot to + กริยารูปพื้นฐาน และกริยา learn: This workshop covers many new ideas. ____.

ดูคำตอบ

There's a lot to learn

I'll take everything.

1:33

ฉันจะเอาไปให้หมด

Help.

1:42

ช่วยด้วย

There's a thief.

1:46

มีขโมย

A thief?

1:48

ขโมยเหรอ

Roger, let's get moving. โน้ต

1:49

รับทราบ ไปกันเถอะ

การใช้คำ

Roger ในความหมายว่ารับทราบทางวิทยุ

Roger ในที่นี้เป็นคำตอบสั้น ๆ แบบการสื่อสารทางวิทยุ หมายถึง “ฉันได้รับข้อความแล้ว” ในบทสนทนาเกี่ยวกับภารกิจ คำนี้มักสื่อด้วยว่า “ฉันเข้าใจแล้ว” และในประโยคนี้ไม่ใช่ชื่อคน Roger ยืนยันว่าได้รับข้อความแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึง “ใช่” การอนุญาต หรือคำสัญญาว่าจะทำตามโดยตัวมันเอง ส่วน let's get moving แสดงแยกต่างหากว่าผู้พูดพร้อมลงมือแล้ว

แบบฝึกหัด

ระหว่างการสื่อสารทางวิทยุ หัวหน้าพูดว่า 'Return to base now.' คำตอบใดยืนยันได้ชัดที่สุดว่าได้รับข้อความแล้ว?

  1. Who is Roger?
  2. Please repeat the message.
  3. Roger.
ดูคำตอบ

Roger.

วลี

Let's get moving: หยุดรอแล้วลงมือทันที

Let's เป็นรูปย่อของ let us ดังนั้นคำชวนหรือคำเร่งนี้จึงรวมผู้พูดด้วย get moving หมายถึง “เริ่มเคลื่อนไหวหรือเริ่มลงมือทำ” โดย get แสดงการเปลี่ยนจากการอยู่นิ่งหรือรอคอยไปสู่การลงมือทำ ในประโยคนี้ Let's get moving เป็นคำพูดที่กระชับและกระตือรือร้น หมายความว่าถึงเวลาเลิกรอและลงมือทันทีแล้ว อาจหมายถึงการออกเดินทางจริง ๆ หรือหมายถึงการเริ่มทำงานก็ได้ เมื่อเทียบกับ Let's go สำนวนนี้เน้นการเปลี่ยนจากการรอเป็นการลงมือทำมากกว่า

แบบฝึกหัด

กลุ่มของคุณพร้อมแล้วและไม่ควรรอต่อไป ประโยคใดบอกให้ทุกคนรวมถึงคุณลงมือทันที

  1. Let's wait a little longer.
  2. Let's take a break.
  3. Let's get moving.
ดูคำตอบ

Let's get moving.

I can't find my child anywhere. ไวยากรณ์

1:54

ฉันหาลูกของฉันไม่เจอเลย

ไวยากรณ์

can't find ... anywhere: หาไม่เจอไม่ว่าที่ไหน

ใน can't find ... anywhere คำว่า can't ให้ความหมายปฏิเสธ และ anywhere ขยายขอบเขตของความปฏิเสธไปยังทุกสถานที่ที่เป็นไปได้ หมายความว่าการค้นหาไม่สำเร็จในที่ใดเลย anywhere ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “สถานที่ใดสถานที่หนึ่งแบบสุ่ม” เมื่ออยู่ในขอบเขตของกริยาปฏิเสธ จะหมายถึง “ไม่ว่าในที่ใดก็ตามก็ไม่”

แบบฝึกหัด

เติมคำบอกสถานที่ที่ทำให้ความปฏิเสธครอบคลุมทุกสถานที่ที่เป็นไปได้: We searched every room, but we couldn't find the puppy ____.

ดูคำตอบ

anywhere

Don't worry. น้ำเสียง/เจตนา

1:57

ไม่ต้องกังวลไป

น้ำเสียง/เจตนา

Don't worry: คำพูดปลอบให้สบายใจ

Don't worry เป็นคำพูดที่ใช้กันทั่วไปเพื่อทำให้อีกฝ่ายสบายใจ ในประโยคนี้ ผู้พูดต้องการให้คนที่กำลังกังวลรู้สึกสงบลง ไม่ได้ตำหนิหรือสั่งว่าห้ามรู้สึกกังวล

แบบฝึกหัด

เพื่อนหากระเป๋าเป้ไม่เจอและดูเป็นกังวล คำตอบใดใช้ Don't worry เพื่อปลอบใจและเสนอความช่วยเหลือ?

  1. Don't worry. Your problem is silly.
  2. Don't worry. I'll help you look for it.
  3. Don't worry. I don't want to listen.
ดูคำตอบ

Don't worry. I'll help you look for it.

Officer Pinkfong.

2:02

เจ้าหน้าที่พิงฟอง

I will find your child.

2:04

ฉันจะหาลูกของคุณเอง

Count on me. สำนวน

2:06

ไว้ใจฉันได้เลย

สำนวน

Count on me: คำมั่นว่าจะช่วยอย่างไว้ใจได้

Count on me เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง คุณพึ่งฉันหรือไว้ใจให้ฉันช่วยได้ ใน count on คำว่า count ไม่ได้หมายถึงการนับเลข เมื่อพูดประโยคนี้ ผู้พูดกำลังให้คำมั่นอย่างมั่นใจว่าจะรับผิดชอบหรือจะอยู่ช่วยเมื่อจำเป็น

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมทีมขอให้คุณตรวจว่าคืนนี้ล็อกประตูทุกบานแล้ว คุณต้องการให้คำมั่นอย่างมั่นใจ ควรพูดว่าอะไร?

  1. Count me in.
  2. Count to ten.
  3. Count on me.
ดูคำตอบ

Count on me.

Oh, oh, oh, oh, oh.

2:08

โอ้ โอ้ โอ้ โอ้ โอ้

I found the child.

2:10

ฉันพบเด็กแล้ว

Let's rescue the child.

2:12

ไปช่วยเด็กกันเถอะ

Mommy.

2:17

คุณแม่

Oh, there you are. น้ำเสียง/เจตนา

2:19

โอ้ ลูกอยู่นี่เอง

น้ำเสียง/เจตนา

there you are: คำพูดเมื่อพบหรือเห็นใครสักคน

ในประโยคนี้ there you are เป็นคำพูดตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อผู้พูดมองเห็นหรือพบใครสักคนในที่สุด มีความหมายใกล้กับ “เจอแล้ว” หรือ “ที่แท้อยู่ตรงนี้เอง” ไม่ได้เป็นเพียงการบอกตำแหน่งของอีกฝ่ายแบบกลาง ๆ เท่านั้น วลีนี้เน้นช่วงเวลาที่พบอีกฝ่าย และน้ำเสียงอาจสื่อถึงความโล่งใจ ความอบอุ่น ความประหลาดใจ หรือความไม่พอใจเล็กน้อยได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อคุณพบเพื่อนที่ตามหาอยู่ในที่สุด

  1. Here you are. This is the book you asked for.
  2. There you are! I've been looking for you.
  3. You are there. Please stay in that spot.
ดูคำตอบ

There you are! I've been looking for you.

Huh?

2:22

หืม?

I'll be back. วลี

2:22

ฉันจะกลับมาอีก

วลี

be back: กลับมายังสถานที่เดิม

Be back หมายถึงกลับมายังสถานที่ที่จากไปและมาอยู่ที่นั่นอีกครั้ง ใน I'll be back ผู้พูดกำลังจะจากไปชั่วครู่และสัญญาว่าจะกลับมาในภายหลัง ในที่นี้ back หมายถึง “กลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้ง” ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงส่วนหลังของร่างกาย หลัง will ต้องมีคำกริยา be อยู่ด้วย จึงพูดว่า I'll be back ไม่ใช่ I'll back วลีนี้เป็นทางเลือกที่ใช้บ่อยในบทสนทนาแทน I will return

แบบฝึกหัด

ใช้ be back เติมคำสัญญานี้ให้สมบูรณ์: I need to get my jacket. I'll ____ in five minutes.

ดูคำตอบ

be back

Oh.

2:29

โอ้

It's no, no, no use running away. ไวยากรณ์

2:29

เปล่า เปล่า เปล่าประโยชน์ที่จะหนี

ไวยากรณ์

no, no, no use running away: It's no use + คำกริยา-ing

โครงสร้าง It's no use + คำกริยา-ing หมายความว่าการกระทำนั้นไม่ช่วยและไม่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ ในประโยคนี้ running away คือการกระทำที่จะไม่ได้ผล การพูด no ซ้ำเพิ่มน้ำเสียงเน้นที่รุนแรงและดูเป็นละคร แต่ไม่ได้เปลี่ยนไวยากรณ์ หลัง use ต้องใช้รูป -ing อย่าง running ไม่ใช่รูปพื้นฐาน run

แบบฝึกหัด

รถบัสออกไปแล้ว เติมรูปที่ถูกต้องของ run ในโครงสร้างนี้: It's no use ____ after it.

ดูคำตอบ

running

Super Rescue Team, we're on the move. สำนวน

2:33

ทีมกู้ภัยซุปเปอร์ เรามาแล้ว

สำนวน

on the move: กำลังเคลื่อนที่หรือลงมือทำแล้ว

On the move เป็นวลีตายตัวที่หมายถึงกำลังเคลื่อนที่อยู่แล้วหรือกำลังลงมือทำอย่างแข็งขัน ในประโยคนี้หมายถึงทีมได้เริ่มภารกิจแล้ว ไม่ได้หยุดนิ่งหรือรออยู่ วลีนี้บรรยายสภาวะที่กำลังเคลื่อนไหวหรือทำงานต่อเนื่อง ไม่ได้หมายถึงตามตัวอักษรว่าอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า move

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายของประโยคนี้: The firefighters are on the move.

  1. พวกเขาเริ่มเคลื่อนที่หรือลงมือทำแล้ว
  2. พวกเขากำลังรอและยังไม่ได้เริ่ม
  3. พวกเขาขยับมือข้างหนึ่งชั่วครู่
ดูคำตอบ

พวกเขาเริ่มเคลื่อนที่หรือลงมือทำแล้ว

It's no, no, no use running away.

2:38

เปล่า เปล่า เปล่าประโยชน์ที่จะหนี

You are under arrest. วัฒนธรรม

2:42

คุณถูกจับแล้ว

วัฒนธรรม

under arrest: อยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ

Under arrest เป็นสำนวนตายตัวในบริบทของตำรวจและกฎหมาย หมายถึง “ถูกจับกุมอย่างเป็นทางการและอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ” ในที่นี้ under หมายถึง “อยู่ในสภาวะหนึ่ง” ไม่ได้หมายถึงอยู่ข้างใต้สิ่งใด เมื่อตำรวจพูดว่า You are under arrest. นั่นคือการประกาศอย่างเป็นทางการว่าบุคคลนั้นกำลังถูกจับกุม มีความหมายชัดเจนและรุนแรงกว่าการบอกให้หยุดหรือรอเฉย ๆ

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับตำรวจ ประโยค You are under arrest หมายความว่าอย่างไร

  1. คุณกำลังยืนอยู่ใต้สิ่งที่เรียกว่า arrest
  2. ตำรวจเพียงขอให้คุณรออยู่ใกล้ ๆ
  3. ตำรวจกำลังจับกุมคุณอย่างเป็นทางการและควบคุมตัวคุณ
ดูคำตอบ

ตำรวจกำลังจับกุมคุณอย่างเป็นทางการและควบคุมตัวคุณ

We caught the thief, so don't worry.

2:55

เราจับขโมยได้แล้ว ไม่ต้องกังวลนะครับ

Thank you so much.

2:58

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

Children, you must never open the door to strangers. ไวยากรณ์

3:00

เด็กๆ จำไว้ว่าอย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด

ไวยากรณ์

must never open: ข้อห้ามเด็ดขาด

Must never + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงข้อห้ามที่หนักแน่นและเด็ดขาด หมายถึงไม่อนุญาตให้ทำการกระทำนั้นไม่ว่าเมื่อใด Never อยู่หลัง must และกริยาถัดไปใช้รูปพื้นฐาน เช่น must never open ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังให้กฎความปลอดภัยที่จริงจัง ไม่ใช่เพียงให้คำแนะนำ น้ำเสียงมีความหมายว่า “ห้ามทำสิ่งนี้ไม่ว่าในกรณีใด”

แบบฝึกหัด

เติมกฎความปลอดภัยที่เป็นข้อห้ามเด็ดขาดด้วย must never และกริยารูปพื้นฐาน open: Children, you ____ the door to strangers.

ดูคำตอบ

must never open

When you have a visitor, ไวยากรณ์

3:04

เมื่อมีคนมาหา

do not open the door yourself.

3:06

อย่าเปิดประตูเอง

ไวยากรณ์

When ..., do not ...: บอกสถานการณ์ก่อนแล้วจึงบอกกฎ

ในประโยคนี้ When you have a visitor ใช้กำหนดสถานการณ์ที่กฎนี้มีผลก่อน ในคำแนะนำทั่วไปนี้ When หมายถึง “เมื่อ” หรือ “ทุกครั้งที่” ไม่ได้ใช้เพื่อสร้างคำถาม อนุประโยคหลัก do not open the door yourself เป็นส่วนที่บอกกฎ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ When + present simple, do not + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ yourself หมายถึงอย่าจัดการเปิดประตูตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่มารับช่วงหรือช่วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ When เพื่อกำหนดสถานการณ์ทั่วไปก่อน แล้วจึงบอกข้อห้ามได้อย่างถูกต้อง

  1. When the fire alarm will ring, do not use the elevator.
  2. When the fire alarm rings, do not use the elevator.
  3. Do not when the fire alarm rings use the elevator.
ดูคำตอบ

When the fire alarm rings, do not use the elevator.

You must call an adult at home. วลี

3:08

ต้องเรียกผู้ใหญ่ในบ้าน

วลี

call an adult at home: เรียกผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ให้มาช่วย

ในคำสั่งด้านความปลอดภัยนี้ call หมายถึง “เรียกหรือไปตามมา” ไม่จำเป็นต้องหมายถึง “โทรศัพท์หา” เด็กควรเรียกผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านให้มาจัดการกับผู้มาเยือนที่หน้าประตู คำว่า at home ชี้ถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านและพร้อมช่วย หากไม่มีสถานการณ์นี้ call an adult อาจมีความหมายกำกวม จึงต้องดูบริบทว่า call หมายถึงการเรียกคนที่อยู่ใกล้ ๆ หรือการติดต่อทางโทรศัพท์

แบบฝึกหัด

มีผู้มาเยือนอยู่หน้าประตู และมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้อยู่ในบ้าน คำสั่งใดหมายถึงให้เรียกผู้ใหญ่คนนั้นมาช่วย

  1. Open the door and handle it alone.
  2. Call an adult at home.
  3. Phone an adult who is away from home.
ดูคำตอบ

Call an adult at home.

Okay.

3:11

ตกลงค่ะ

From now on, ลำดับความ

3:12

จากนี้ไป

ลำดับความ

From now on: การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มตอนนี้และดำเนินต่อไป

From now on กำหนดกรอบเวลาใหม่ โดยสิ่งที่ตามหลังจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้และดำเนินต่อไปในอนาคต เมื่อวางไว้ต้นข้อความ วลีนี้จะแบ่งวิธีเดิมออกจากกฎ นิสัย หรือการตัดสินใจแบบใหม่ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเกริ่นคำสัญญาที่จะทำต่อไป ไม่ได้หมายถึงการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะตอนนี้เท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่านิสัยใหม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้และจะทำต่อไปในอนาคต

  1. Mia missed the bus last week. From then on, she checked her schoolbag every evening.
  2. Right now, I am checking my schoolbag.
  3. From now on, I'll check my schoolbag every evening.
ดูคำตอบ

From now on, I'll check my schoolbag every evening.

I'll never open the door to strangers. ไวยากรณ์

3:14

ฉันจะไม่เปิดประตูให้คนแปลกหน้าอีกแล้ว

ไวยากรณ์

I'll never open: คำสัญญาที่หนักแน่นเกี่ยวกับอนาคต

I'll เป็นรูปย่อของ I will โครงสร้าง I'll never + กริยารูปพื้นฐาน ใช้ให้คำสัญญาที่หนักแน่นมากว่า ผู้พูดจะไม่ทำสิ่งนั้นไม่ว่าเวลาใดในอนาคต ใน I'll never open คำว่า never อยู่หลัง will และ open ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐาน ในบริบทนี้ ผู้พูดได้เรียนรู้บทเรียนและตัดสินใจว่าจะไม่ทำเช่นเดิมอีก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้คำสัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ทำสิ่งนั้นเลยในอนาคต

  1. I'll never open the gate to strangers.
  2. I might not open the gate later.
  3. I didn't open the gate yesterday.
ดูคำตอบ

I'll never open the gate to strangers.

Stay smart. วลี

3:17

ใช้ความฉลาด

Stay safe.

3:18

ปลอดภัยไว้ก่อน

วลี

Stay smart. Stay safe.: โครงสร้าง Stay + คำคุณศัพท์

Stay + คำคุณศัพท์ หมายถึง “คงอยู่ในสภาพนั้นต่อไป” ในที่นี้ smart และ safe เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาพที่ควรรักษาไว้ ส่วน stay ไม่ได้หมายถึง “อยู่ในสถานที่หนึ่ง” ในคำขวัญด้านความปลอดภัย stay smart หมายถึง “มีสติและตัดสินใจอย่างรอบคอบ” ไม่ใช่การบอกระดับสติปัญญา การใช้ Stay ... ซ้ำทำให้คำเตือนสั้น เป็นจังหวะ และหนักแน่น

แบบฝึกหัด

ใช้คำคุณศัพท์ calm เติมคำเตือนแบบ Stay + คำคุณศัพท์ให้สมบูรณ์: “____ and listen carefully.”

ดูคำตอบ

Stay calm

Super Rescue Team.

3:19

ทีมกู้ภัยซุปเปอร์

Don't follow strangers. น้ำเสียง/เจตนา

3:25

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

น้ำเสียง/เจตนา

Don't follow strangers.: คำสั่งห้ามเพื่อความปลอดภัยแบบตรงไปตรงมา

Don't + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นคำสั่งปฏิเสธแบบตรงไปตรงมา ใช้บอกใครบางคนว่าอย่าทำสิ่งหนึ่ง หลัง don't คำว่า follow ยังคงเป็นคำกริยารูปพื้นฐาน ในคำเตือนด้านความปลอดภัยนี้ follow strangers หมายถึงเดินตามคนที่ไม่รู้จักหรือไปยังที่ที่คนเหล่านั้นพาไป ส่วน strangers หมายถึงคนที่เราไม่รู้จัก

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยา follow เติมคำสั่งห้ามเพื่อความปลอดภัยให้สมบูรณ์: “____ strangers.”

ดูคำตอบ

Don't follow

We went to see fireworks yesterday.

3:32

เมื่อวานเราไปดูพลุกันมา

It was so cool.

3:35

มันเจ๋งมากเลย

But

3:37

แต่

uh

3:39

เอ้อ

Vroom Vroom disappeared,

3:40

วรูมวรูมหายไป

and I found her following a strange car. ไวยากรณ์

3:42

แล้วฉันก็เจอเธอตามรถแปลกหน้าไป

ไวยากรณ์

found her following ...: find + คน + คำกริยา -ing

ใน found her following a strange car ใช้โครงสร้าง find + คน + คำกริยา -ing โดย her ระบุคนที่ถูกพบ และ following บอกว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนั้น ใช้โครงสร้างนี้เมื่อคุณเห็น ได้ยิน หรือพบด้วยวิธีอื่นว่าคนหนึ่งกำลังทำบางอย่างอยู่ found เป็นรูปอดีตของ find จึงแสดงว่าการพบนั้นเกิดขึ้นในอดีต ส่วน following ไม่ใช่คำกริยาหลักในรูปอดีตของประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ find + คนหรือสิ่งของ + -ing ได้ถูกต้องเพื่อบรรยายการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว?

  1. We found hiding the puppy under the bed.
  2. We found the puppy hiding under the bed.
  3. We found the puppy hide under the bed.
ดูคำตอบ

We found the puppy hiding under the bed.

What?

3:45

อะไรนะ?

That's a big no no. สำนวน

3:46

นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยนะ

สำนวน

a big no no: คำนาม a big no-no

ในประโยคนี้ a big no no หมายถึงการกระทำที่ผิดมากหรือไม่ได้รับอนุญาต no-no ทำหน้าที่เป็นคำนามนับได้ และ big เน้นว่าพฤติกรรมนั้นยอมรับไม่ได้อย่างมาก ไม่ได้เป็นเพียงการพูดคำตอบว่า no ซ้ำสองครั้ง ในงานเขียนมาตรฐานที่ผ่านการเรียบเรียง คำนามนี้มักเขียนโดยมีเครื่องหมายยัติภังค์เป็น no-no แม้คำบรรยายจะเขียนว่า no no

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยนามวลีไม่เป็นทางการที่หมายถึงสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง: Sharing your password is ____.

ดูคำตอบ

a big no-no

But Mr. Car said he'd show me something fun. น้ำเสียง/เจตนา

3:48

แต่คุณรถบอกว่าเขาจะให้ดูอะไรสนุกๆ นี่นา

น้ำเสียง/เจตนา

show me something fun ในฐานะคำสัญญาที่ใช้ล่อใจ

Show someone something หมายถึงทำให้อีกคนได้เห็นหรือได้สัมผัสสิ่งนั้น ในที่นี้ he'd show me something fun เป็นการเล่าคำสัญญาว่า คุณรถจะให้โอกาสได้เห็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น คำพูดฟังดูเป็นมิตร แต่คนแปลกหน้าใช้คำสัญญานั้นทำให้เด็กอยากเข้าใกล้หรือตามไป วลีที่ฟังดูดีอาจใช้เป็นเหยื่อล่อได้ จึงต้องดูว่าใครเป็นคนพูด ขอให้ทำอะไร และสถานการณ์ปลอดภัยหรือไม่

แบบฝึกหัด

ในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยจากคนแปลกหน้า คำสัญญา I'll show you something fun อาจทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นหลักฐานว่าผู้พูดเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้
  2. หมายความว่าเด็กได้เห็นสิ่งสนุก ๆ นั้นแล้ว
  3. อาจเป็นการล่อเด็กด้วยคำสัญญาที่น่าตื่นเต้น
ดูคำตอบ

อาจเป็นการล่อเด็กด้วยคำสัญญาที่น่าตื่นเต้น

But you shouldn't just go follow anyone. น้ำเสียง/เจตนา

3:52

แต่เธอไม่ควรตามใครไปสุ่มสี่สุ่มห้านะ

น้ำเสียง/เจตนา

shouldn't just go follow anyone: คำเตือนไม่ให้ทำอะไรโดยไม่คิด

Shouldn't just + คำกริยา หมายถึงไม่ควรทำสิ่งใดแบบง่าย ๆ หรือโดยไม่คิดให้ดีก่อน ในที่นี้ just เพิ่มความหมายว่าลงมือทำอย่างง่ายดายเกินไป ไม่ได้แปลว่า only Go follow เป็นโครงสร้างแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ go + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงไปและติดตาม ส่วน anyone อยู่ในขอบเขตของคำปฏิเสธ ประโยคนี้จึงเตือนว่าอย่าตามใครไปโดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเขาเป็นใคร

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนให้สมบูรณ์ด้วย shouldn't just + trust: You ____ anyone who messages you online.

ดูคำตอบ

shouldn't just trust

Okay?

3:56

เข้าใจไหม

Yeah.

3:57

ค่ะ

Both of you remember.

3:58

จำไว้ให้ดีทั้งคู่เลยนะ

Okay.

4:00

ตกลงค่ะ

Now, I'm off to patrol the town. โน้ต

4:02

เอาล่ะ ฉันจะออกไปลาดตระเวนในเมืองแล้ว

วลี

I'm off to: ออกเดินทางตอนนี้เพื่อไปที่ใดที่หนึ่งหรือไปทำบางอย่าง

“I'm off to ...” เป็นสำนวนธรรมชาติที่ใช้บอกว่ากำลังจะออกเดินทางตอนนี้เพื่อไปสถานที่หนึ่งหรือไปทำบางอย่าง ในประโยคนี้ to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน patrol โดย off ในที่นี้หมายถึง “ออกไป” หรือ “ออกเดินทาง” ไม่ได้หมายถึง “ปิดอยู่”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่ใช้บอกว่ากำลังจะออกเดินทางตอนนี้: ____ meet my coach.

ดูคำตอบ

I'm off to

การใช้คำ

patrol the town: ตรวจพื้นที่ในฐานะหน้าที่

การ patrol พื้นที่หมายถึงการเดินตรวจพื้นที่นั้นในฐานะส่วนหนึ่งของหน้าที่ เพื่อตรวจหาอันตรายหรือปัญหาและช่วยรักษาความปลอดภัย ใน patrol the town คำว่า the town ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกตรวจจะอยู่หลังคำกริยา patrol ทันที โดยเป็นกรรมตรง จึงไม่ต้องมีคำบุพบท

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพื้นที่เป็นประจำเพื่อให้พื้นที่ปลอดภัย?

  1. Security guards patrol the mall at night.
  2. Security guards leave the mall at night.
  3. Security guards visit the mall at night.
ดูคำตอบ

Security guards patrol the mall at night.

Huh?

4:06

หืม?

I want to go.

4:06

ฉันอยากไปด้วย

Me, too.

4:08

ฉันก็เหมือนกัน

Okay.

4:10

ตกลง

Let's go.

4:10

ไปกันเถอะ

Yeah, let's go.

4:11

เย้ ไปกันเลย

Hello, hello, cutie. การใช้คำ

4:25

สวัสดี สวัสดี จอมน่ารัก

การใช้คำ

cutie: คำเรียกด้วยความเอ็นดูแบบไม่เป็นทางการ

cutie เป็นคำนามไม่เป็นทางการ ใช้เป็นคำเรียกด้วยความเอ็นดูสำหรับคนที่มองว่าน่ารัก มักใช้กับเด็ก คนรัก หรือสัตว์เลี้ยง ใน “Hello, hello, cutie,” คำนี้ทำหน้าที่เป็นคำเรียกโดยตรง คือผู้พูดเรียกอีกฝ่ายว่า cutie ไม่ได้เพียงบอกว่าอีกฝ่ายน่ารัก คำเรียกนี้สื่อถึงความสนิทสนม เมื่อคนแปลกหน้าใช้กับเด็ก ถ้อยคำที่ฟังดูอบอุ่นอาจสร้างความรู้สึกคุ้นเคยอย่างรวดเร็วและล้ำเส้นส่วนตัวได้ แต่ไม่ได้แปลว่าคนแปลกหน้าคนนั้นไว้ใจได้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับการเรียกใครสักคนว่า cutie?

  1. ผู้ปกครองเรียกลูกเล็กว่า cutie อย่างอบอุ่นก่อนนอน
  2. คนแปลกหน้าเรียกเด็กว่า cutie พร้อมบอกให้เด็กตามตนไป
  3. ผู้พิพากษาเรียกทนายว่า cutie ระหว่างการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ

ผู้ปกครองเรียกลูกเล็กว่า cutie อย่างอบอุ่นก่อนนอน

Do you remember me? น้ำเสียง/เจตนา

4:28

จำฉันได้ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

Do you remember me?: คำถามที่สร้างความรู้สึกคุ้นเคย

“Do you remember me?” ตามตัวอักษรคือถามว่าผู้ฟังจำผู้พูดจากการพบกันก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ และยังชวนให้คิดว่าทั้งสองคนอาจเคยพบกันมาก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ในฉากนี้ คนแปลกหน้าใช้ความนัยนั้นเพื่อทำให้เด็กรู้สึกว่าผู้พูดอาจเป็นคนคุ้นเคยและลดความระวังตัว คำถามนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานยืนยันตัวตนหรือความน่าไว้วางใจ

แบบฝึกหัด

เมื่อคนแปลกหน้าถามเด็กว่า “Do you remember me?” คำถามนี้อาจมีผลทางสังคมอย่างไร?

  1. เพียงขอให้ผู้ฟังนึกถึงชื่อของผู้พูด
  2. อาจสร้างความรู้สึกคุ้นเคย แต่ไม่ได้พิสูจน์ตัวตนของผู้พูด
  3. พิสูจน์ว่าผู้พูดและผู้ฟังเคยพบกันมาก่อน
ดูคำตอบ

อาจสร้างความรู้สึกคุ้นเคย แต่ไม่ได้พิสูจน์ตัวตนของผู้พูด

I'm your new neighbor. น้ำเสียง/เจตนา

4:31

ฉันเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ของเธอไง

น้ำเสียง/เจตนา

new neighbor ในฐานะคำกล่าวอ้างตัวตนเพื่อสร้างความไว้วางใจ

ในประโยคนี้ new neighbor คือสถานะที่ผู้พูดอ้างว่าตนเป็น นั่นคือคนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ การพูดว่า I'm your... เป็นการนำสถานะนี้มาใช้เป็นเหตุผลให้ผู้พูดดูคุ้นเคยและน่าไว้วางใจ คำเรียกสถานะอย่าง neighbor อาจส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ฟัง แต่ก็ยังเป็นเพียงคำกล่าวอ้างจนกว่าจะมีการตรวจสอบตัวตน คำนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ปลอดภัย

แบบฝึกหัด

คนที่คุณไม่รู้จักพูดว่า I'm your new neighbor. ควรเข้าใจ new neighbor ในที่นี้อย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

  1. เป็นคำกล่าวอ้างตัวตนที่อาจฟังดูคุ้นเคย แต่ยังต้องตรวจสอบ
  2. หมายความว่าคนนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย
  3. พิสูจน์ว่าคนนั้นเป็นเพื่อนของครอบครัวที่ไว้ใจได้
ดูคำตอบ

เป็นคำกล่าวอ้างตัวตนที่อาจฟังดูคุ้นเคย แต่ยังต้องตรวจสอบ

Let's go for a ride. วลี

4:35

ไปนั่งรถเล่นกันเถอะ

วลี

go for a ride: คำชวนแบบกันเองให้ออกไปนั่งรถเล่น

Go for a ride เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงการนั่งหรือขี่พาหนะออกไปเที่ยวรอบ ๆ มักทำเพื่อความสนุก ไม่ใช่เพียงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ส่วนจะเป็นพาหนะชนิดใดต้องดูจากบริบท Let's + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอให้ทำบางสิ่งด้วยกัน ดังนั้น Let's go for a ride. จึงเป็นคำชวนแบบกันเอง ในฉากนี้ ผู้พูดกำลังชวนเด็กให้ขึ้นรถของตนแล้วไปที่อื่นด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ใช้คำทั้งสี่คำคือ go, for, a และ ride อย่างละหนึ่งครั้งเพื่อเติมคำชวนแบบกันเองให้สมบูรณ์: The weather is nice. Let's ____.

ดูคำตอบ

go for a ride

Who are you? น้ำเสียง/เจตนา

4:42

คุณเป็นใครคะ

น้ำเสียง/เจตนา

Who are you?: การถามตัวตนโดยตรง

Who are you? เป็นคำถามตรง ๆ ที่ขอให้อีกฝ่ายบอกว่าเขาเป็นใคร ในประโยคนี้ คำถามสั้น ๆ แสดงความระวังตัวและวางขอบเขตที่ชัดเจนกับคนที่ไม่รู้จัก คำตอบของอีกฝ่ายอาจไม่จริง ดังนั้นคำถามนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบตัวตน ไม่ใช่การยืนยันตัวตนจนเสร็จสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามให้คนที่ไม่รู้จักบอกตัวตนของตนเองโดยตรง

  1. Who are you?
  2. How are you?
  3. Where are you?
ดูคำตอบ

Who are you?

Your neighbor.

4:42

เพื่อนบ้านของเธอไง

I'll give you a ride. วลี

4:44

ฉันจะพาไปนั่งรถเล่น

วลี

give you a ride: เสนอขับรถไปส่ง

Give someone a ride เป็นรูปแบบตายตัวที่หมายถึงขับรถพาใครสักคนไปยังสถานที่หนึ่ง ใน give you a ride คำว่า you คือผู้โดยสาร ดังนั้นโครงสร้างคือ give + คน + a ride ในที่นี้ give ไม่ได้หมายถึงการยื่นสิ่งของให้ สามารถเติมจุดหมายได้ เช่น give you a ride home หรือ give you a ride to school

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ขับรถไปส่ง Maya ที่โรงเรียน”: Her dad can ____ to school.

ดูคำตอบ

give Maya a ride

Come on, follow me. น้ำเสียง/เจตนา

4:46

มาสิ ตามฉันมา

น้ำเสียง/เจตนา

Come on: เร่งหรือชักชวนให้อีกฝ่ายลงมือทำ

ในประโยคนี้ Come on ใช้เร่งหรือชักชวนให้อีกฝ่ายลงมือทำ สิ่งที่ต้องทำระบุด้วย follow me ดังนั้นผู้พูดกำลังกระตุ้นให้ผู้ฟังเริ่มเดินตามตนไป Come on มักเป็นคำพูดที่ใช้กระตุ้นให้ลงมือทำ ไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งตามตัวอักษรให้เข้ามาใกล้ น้ำเสียงและสถานการณ์อาจทำให้คำนี้เป็นได้ทั้งการให้กำลังใจอย่างเป็นมิตร การเร่งอย่างไม่อดทน หรือการชักจูงแบบกดดัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Come on, follow me." คำว่า Come on ทำหน้าที่อะไร

  1. เร่งให้ผู้ฟังเริ่มเดินตามผู้พูด
  2. บอกให้ผู้ฟังไปทางขวา
  3. ถามว่าผู้ฟังมาจากที่ไหน
ดูคำตอบ

เร่งให้ผู้ฟังเริ่มเดินตามผู้พูด

Stop.

4:51

หยุดนะ

Don't follow the stranger.

4:52

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No, no, no, stranger, no.

4:56

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

No, no, no, don't follow.

4:59

ไม่ ไม่ ไม่ อย่าตามไป

No, no, no, stranger, no.

5:02

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

Stop, stop, stop.

5:05

หยุด หยุด หยุด

Don't follow the stranger.

5:07

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No.

5:09

ไม่

Hello, hello, cutie.

5:24

สวัสดี สวัสดี จอมน่ารัก

Do you remember me?

5:27

จำฉันได้ไหม

I'm your new neighbor.

5:31

ฉันเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ของเธอไง

Let's go for a ride.

5:34

ไปนั่งรถเล่นกันเถอะ

Who are you?

5:41

คุณเป็นใครคะ

Your neighbor.

5:41

เพื่อนบ้านของเธอไง

I'll give you a ride.

5:43

ฉันจะพาไปนั่งรถเล่น

Come on, follow me.

5:45

มาสิ ตามฉันมา

Stop.

5:51

หยุดนะ

Don't follow the stranger.

5:51

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No, no, no, stranger, no.

5:55

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

No, no, no, don't follow.

5:58

ไม่ ไม่ ไม่ อย่าตามไป

No, no, no, stranger, no.

6:01

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

Stop, stop, stop.

6:04

หยุด หยุด หยุด

Don't follow the stranger.

6:06

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No, no, no, stranger, no.

6:08

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

No, no, no, don't follow.

6:11

ไม่ ไม่ ไม่ อย่าตามไป

No, no, no, stranger, no.

6:14

ไม่ ไม่ ไม่ คนแปลกหน้า ไม่

Stop, stop, stop.

6:17

หยุด หยุด หยุด

Don't follow the stranger.

6:19

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No.

6:21

ไม่

Say no to strangers. วลี

6:27

ปฏิเสธคนแปลกหน้า

วลี

Say no to strangers: ใช้ say no to เพื่อแสดงการปฏิเสธ

Say no to + บุคคลหรือสิ่งหนึ่ง หมายถึงปฏิเสธบุคคล คำขอ คำชวน หรือการกระทำนั้น คำว่า to ใช้นำหน้าสิ่งที่ถูกปฏิเสธ ในคำเตือนเรื่องความปลอดภัยนี้ Say no to strangers หมายถึงการปฏิเสธคำขอหรือคำชวนจากคนแปลกหน้า จุดสำคัญคือการตั้งขอบเขต ไม่ใช่แค่พูดคำว่า no ออกมาดัง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้านความปลอดภัยด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึงปฏิเสธ: If a request feels unsafe, ____ it.

ดูคำตอบ

say no to

Everybody,

6:29

ทุกคน

don't follow the stranger.

6:30

อย่าตามคนแปลกหน้าไป

No.

6:33

ไม่

We helped our friends today.

6:38

วันนี้พวกเราได้ช่วยเพื่อนๆ ด้วย

Yeah, and told them not to follow strange cars. ไวยากรณ์

6:40

ใช่ และบอกพวกเขาว่าอย่าตามรถแปลกหน้าไป

ไวยากรณ์

told them not to follow: บอกใครบางคนว่าอย่าทำบางอย่าง

ใน told them not to follow คำว่า told เป็นรูปอดีตของ tell โครงสร้างคือ tell + คน + not to + กริยารูปพื้นฐาน โดย them คือคนที่ได้รับคำบอก และ not to follow คือการกระทำที่ถูกบอกให้หลีกเลี่ยง not วางไว้หน้า to-infinitive จึงเป็นการปฏิเสธการกระทำที่อยู่ในคำบอก ไม่ได้เริ่มประโยคปฏิเสธใหม่ และไม่ได้หมายความว่าไม่มีการบอกเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ not to และกริยา run: The coach told Maya ____ on the wet floor.

ดูคำตอบ

not to run

น้ำเสียง/เจตนา

Right?: ขอการยืนยัน

Right? ใช้ย้อนกลับไปยังข้อความที่เพิ่งพูด แล้วขอให้อีกฝ่ายยืนยันหรือเห็นด้วย ทำหน้าที่เหมือน Is that correct? แบบสั้น ๆ เมื่อข้อความก่อนหน้ามีข้อมูลที่ต้องการครบแล้ว สามารถใช้คำนี้เดี่ยว ๆ ได้ หรือวางท้ายประโยคบอกเล่าก็ได้: We meet at three, right? ในที่นี้ right หมายถึง “ถูกต้อง” ไม่ใช่ทิศที่ตรงข้ามกับ left

แบบฝึกหัด

ใน "The meeting starts at nine, right?" ผู้พูดใช้ right เพื่อทำอะไร

  1. ตรวจสอบว่าเก้าโมงเป็นเวลาเริ่มที่ถูกต้อง
  2. อ้างว่าตนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าร่วม
  3. ถามว่าห้องประชุมอยู่ทางขวาหรือไม่
ดูคำตอบ

ตรวจสอบว่าเก้าโมงเป็นเวลาเริ่มที่ถูกต้อง

Yes.

6:46

ใช่

Great job. น้ำเสียง/เจตนา

6:46

ทำได้ดีมาก

น้ำเสียง/เจตนา

Great job: ชมว่าทำผลงานได้ดี

Great job เป็นคำอุทานสั้น ๆ ที่หมายถึง “คุณทำได้ดีมาก” ในที่นี้ job หมายถึงงานที่ทำหรือวิธีที่คนคนหนึ่งทำสิ่งนั้น ไม่ได้หมายถึงอาชีพที่ได้รับค่าจ้าง มักพูดทันทีหลังจากที่อีกฝ่ายทำบางอย่างเสร็จ ประสบความสำเร็จ พัฒนาขึ้น หรือพยายามอย่างดี ผู้พูดกำลังให้กำลังใจและแสดงความชื่นชมโดยตรง

แบบฝึกหัด

เมื่อพูด “Great job!” ทันทีหลังจากมีคนต่อภาพยาก ๆ เสร็จ โดยทั่วไปหมายความว่าอย่างไร

  1. คุณมีอาชีพที่ยอดเยี่ยมในบริษัทแห่งหนึ่ง
  2. คุณต่อภาพนั้นได้ดีมาก
  3. คุณต้องเริ่มทำงานเดี๋ยวนี้
ดูคำตอบ

คุณต่อภาพนั้นได้ดีมาก

Thanks for your help. น้ำเสียง/เจตนา

6:47

ขอบใจที่ช่วยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Thanks for your help: บอกเหตุผลของการขอบคุณ

Thanks for your help ใช้โครงสร้าง Thanks for + เหตุผล วลีนาม your help บอกผู้ฟังอย่างชัดเจนว่าผู้พูดขอบคุณเรื่องอะไร ส่วน for ใช้นำหน้าเหตุผลของการขอบคุณ หลัง for ใช้คำนามหรือวลีนาม เช่น Thanks for the gift หรือใช้รูป -ing เมื่อกล่าวถึงการกระทำ เช่น Thanks for coming ไม่ใช้คำกริยารูปพื้นฐานต่อจาก for โดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทเพียงคำเดียวที่ใช้นำหน้าเหตุผลของการขอบคุณ: Thanks ____ helping me carry these boxes.

ดูคำตอบ

for

Never follow someone you don't know. ไวยากรณ์

6:51

ห้ามตามคนที่ไม่รู้จักไปเด็ดขาด

ไวยากรณ์

someone you don't know: การละคำสรรพนามเชื่อมที่ทำหน้าที่เป็นกรรม

someone you don't know หมายถึง “คนที่คุณไม่รู้จัก” ส่วน you don't know วางไว้หลัง someone เพื่อบอกว่าหมายถึงคนไหน ไม่ใช่อีกประโยคหนึ่งที่แยกออกมา รูปที่เต็มกว่าคือ someone that you don't know หรือ someone whom you don't know เนื่องจากคำสรรพนามเชื่อมทำหน้าที่เป็นกรรมของ know ภาษาอังกฤษจึงมักละคำนี้ได้เป็น someone you don't know

แบบฝึกหัด

วลีใดมีความหมายถูกต้องว่า “คนที่ฉันสามารถไว้วางใจได้”

  1. someone I can trust them
  2. someone can I trust
  3. someone I can trust
ดูคำตอบ

someone I can trust

Remember that.

6:54

จำไว้ด้วยล่ะ

Of course.

6:55

แน่นอนค่ะ

Absolutely.

6:56

แน่นอนที่สุด

Good kids.

6:57

เด็กดี

Ready.

7:02

พร้อม

Roger.

7:04

โรเจอร์

Forrest.

7:05

ฟอร์เรสต์

Cloudia.

7:07

คลอเดีย

Pinkfong Super Rescue Team.

7:11

ทีมกู้ภัยซุปเปอร์พิงฟอง

Are you ready? น้ำเสียง/เจตนา

7:18

พร้อมหรือยัง

Yes, I'm ready.

7:20

ใช่ ฉันพร้อมแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

Are you ready? ... I'm ready: การถามและตอบเรื่องความพร้อม

Are you ready? ใช้ถามว่าอีกฝ่ายพร้อมเริ่มหรือไม่ ส่วน Yes, I'm ready. ใช้ยืนยันว่าผู้พูดพร้อมเริ่ม ready บอกสภาวะ ดังนั้นทั้งสองประโยคจึงใช้ be โดยใช้ are กับ you และ am กับ I ในที่นี้ ready ไม่ได้หมายความว่าทำทุกอย่างเสร็จแล้ว แต่หมายถึง “พร้อมสำหรับการกระทำขั้นต่อไป”

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบคำถามและคำตอบจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ โดยใช้รูปย่อในช่องที่สอง: ____? Yes, ____.

ดูคำตอบ

Are you ready · I'm ready

Roger.

7:22

โรเจอร์

Click the subscribe button.

7:25

คลิกปุ่มติดตามด้วยนะ

Complete.

7:27

เสร็จสมบูรณ์