ฉันเสพติดกัญชาหรือเปล่า?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Lazy Owl

ความยากในการเรียน
783 คำ 173 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวติดตามการใช้กัญชาตั้งแต่ความอยากลอง ความมั่นใจ และความรู้สึกผ่อนคลายในช่วงแรก ไปจนถึงอารมณ์ที่ไม่มั่นคง ปัญหาที่ถูกละเลย สมาธิที่แย่ลง และการพึ่งพา ก่อนจบด้วยคำถามว่านิสัยนี้กลายเป็นการเสพติดแล้วหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. might have been — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่ารูป modal perfect ใช้แสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างไร ในตอนเปิดเรื่อง รูปนี้บอกว่าผู้เล่ากำลังปะติดปะต่อความทรงจำที่เลือนราง ไม่ได้ยืนยันจำนวนครั้งที่สูบว่าเป็นข้อเท็จจริง จึงสร้างมุมมองแบบทบทวนตนเองที่เชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด 2. the very fabric of my daily life. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: มองเห็นอุปมาเกี่ยวกับผืนผ้าที่สื่อว่าบางสิ่งถูกถักทอเข้าเป็นโครงสร้างของชีวิตประจำวัน ผู้เรียนสามารถนำภาพนี้ไปใช้อธิบายนิสัย ความสัมพันธ์ หรือสถาบันที่ไม่ใช่เพียงส่วนประกอบอีกต่อไป แต่มีอิทธิพลต่อกิจวัตร ความคาดหวัง และประสบการณ์ทั่วไป 3. Am I addicted? — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เห็นว่าคำถามปิดท้ายสั้น ๆ สามารถรวบเรื่องทั้งหมดให้เหลือประเด็นเดียวที่ยังไม่มีคำตอบได้อย่างไร ในบริบทนี้ คำถามทำให้ความสุข การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง การหลบเลี่ยงปัญหา และการสูญเสียการควบคุมก่อนหน้า ถูกตีความใหม่ว่าอาจเป็นสัญญาณของการเสพติด ไม่ใช่เหตุการณ์ที่แยกจากกัน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

It might have been my 13th hit when the phone rang. โน้ต

0:01

น่าจะเป็นการดูดครั้งที่ 13 ของฉันตอนที่โทรศัพท์ดังขึ้น

ไวยากรณ์

might have been: การมองอดีตอย่างไม่แน่ใจ

ในที่นี้ might have been แสดงว่าผู้พูดไม่แน่ใจเกี่ยวกับสภาวะในอดีต อาจเป็นการสูบครั้งที่ 13 จริง แต่ผู้พูดจำหรือยืนยันไม่ได้ โครงสร้างคือ might have + กริยาช่อง 3 เมื่อใช้กับ be จะเป็น might have been รูปสมบูรณ์ have been ชี้ย้อนกลับไปยังอดีต ส่วน might be โดยทั่วไปพูดถึงความเป็นไปได้ในปัจจุบันหรืออนาคต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย might และรูปสมบูรณ์ของ be เพื่อแสดงการคาดเดาอดีตอย่างไม่แน่ใจ: The lights were off, so everyone ____ asleep.

ดูคำตอบ

might have been

การใช้คำ

my 13th hit: การสูดหนึ่งครั้งในบริบทการสูบกัญชา

ในบริบทการสูบกัญชานี้ hit เป็นคำนามนับได้แบบไม่เป็นทางการ หมายถึงการสูดควันหรือไอเข้าไปหนึ่งครั้ง ดังนั้น my 13th hit จึงหมายถึงการสูดครั้งที่ 13 ของผู้พูด ไม่ใช่การถูกตีทางกายภาพ A hit ไม่ใช่ปริมาณยาที่วัดอย่างแม่นยำ ความหมายมาจากคำแวดล้อม เช่น joint, weed, smoking หรือวลี take a hit จึงควรใช้คำเหล่านี้เป็นเบาะแสขณะอ่านหรือฟัง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'After one hit from the joint, he started coughing,' คำว่า hit หมายถึงอะไร?

  1. เพลงที่ประสบความสำเร็จหนึ่งเพลง
  2. การสูดควันหนึ่งครั้ง
  3. การถูกตีทางกายภาพหนึ่งครั้ง
ดูคำตอบ

การสูดควันหนึ่งครั้ง

It was my childhood friend on the other side.

0:04

มันคือเพื่อนสมัยเด็กของฉันที่อยู่ปลายสาย

She asked if we could talk, ไวยากรณ์

0:06

เธอถามว่าเราคุยกันหน่อยได้ไหม

just for a minute. น้ำเสียง/เจตนา

0:08

แค่แป๊บเดียว

ไวยากรณ์

asked if we could talk: ลำดับคำในคำถามตอบรับหรือปฏิเสธแบบอ้อม

ใน asked if we could talk คำว่า asked ใช้ถ่ายทอดคำถาม และ if ใช้นำเนื้อหาของคำถามที่ตอบ yes หรือ no ได้ ประโยคนี้หมายถึงเธอต้องการรู้ว่าสามารถคุยกันได้หรือไม่ หลัง asked if ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ ประธาน + กริยาช่วยหรือกริยา จึงต้องเป็น we could talk ไม่ใช่ could we talk ส่วนลำดับคำแบบคำถามใช้ในคำถามตรง Could we talk?

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถ่ายทอดคำถามที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่หลัง asked if ได้ถูกต้อง?

  1. Leo asked was I ready if.
  2. Leo asked if I was ready.
  3. Leo asked if was I ready.
ดูคำตอบ

Leo asked if I was ready.

น้ำเสียง/เจตนา

just for a minute: การทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้น

ในคำขอนี้ just for a minute ทำให้การสนทนาดูสั้นและไม่เป็นภาระมาก หน้าที่หลักคือทำให้ผู้ฟังสบายใจว่าผู้พูดจะไม่ใช้เวลาของเขามากนัก minute ในที่นี้มักเป็นการบอกเวลาโดยประมาณ ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะใช้เวลาหกสิบวินาทีพอดี รูปแบบ just for + ช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วยทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้นด้วยการทำให้การรบกวนดูเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ใน "Can I talk to you just for a minute?" วลี just for a minute ทำหน้าที่หลักอย่างไร?

  1. แสดงว่าผู้พูดไม่ต้องการคุย
  2. ทำให้คำขอดูสั้นและไม่เป็นภาระมาก
  3. สัญญาว่าการสนทนาจะใช้เวลาหกสิบวินาทีพอดี
ดูคำตอบ

ทำให้คำขอดูสั้นและไม่เป็นภาระมาก

I wanted to say yes,

0:09

ฉันอยากจะตอบตกลง

but I hesitated.

0:11

แต่ฉันก็ลังเล

I tried to piece my brain cells together, สำนวน

0:13

ฉันพยายามรวบรวมเซลล์สมองเข้าด้วยกัน

but it was impossible.

0:15

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้

สำนวน

piece my brain cells together: อุปมาแบบขำ ๆ ที่หมายถึงการรวบรวมความคิด

โครงสร้างทั่วไป piece something together หมายถึงการนำชิ้นส่วนหรือเบาะแสที่แยกกันมาประกอบเป็นภาพรวม ในประโยคนี้ ผู้พูดพูดติดตลกโดยนึกว่าเซลล์สมองของตนเป็นชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายและต้องนำกลับมาต่อกัน วลีนี้หมายถึงการพยายามเรียกสมาธิกลับมาและจัดระเบียบความคิด ไม่ใช่การซ่อมสมองจริง ๆ ส่วนท้ายของประโยคบอกว่าความพยายามนั้นไม่สำเร็จ

แบบฝึกหัด

piece my brain cells together ในตัวอย่างหมายถึงอะไร

  1. ซ่อมแซมเนื้อเยื่อสมองที่เสียหายจริง ๆ
  2. พยายามจัดระเบียบความคิดและเรียกสมาธิกลับมา
  3. จัดเรียงเซลล์สมองเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ

พยายามจัดระเบียบความคิดและเรียกสมาธิกลับมา

I was too baked, การใช้คำ

0:18

ฉันเมาเนื้อหนักเกินไป

การใช้คำ

too baked: สแลงไม่เป็นทางการที่หมายถึงเมากัญชามาก

ในบริบทเกี่ยวกับกัญชานี้ baked เป็นคำสแลงที่ไม่เป็นทางการมาก หมายถึงได้รับผลจากกัญชาอย่างรุนแรง เช่น เมามาก สมองมึนงง หรือตอบสนองช้า คำนี้ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์หลัง was ไม่ได้หมายถึงอาหารถูกอบในเตา ใน too baked คำว่า too บอกว่าระดับนั้นมากเกินไปสำหรับสถานการณ์ คือเมากัญชาจนคิดให้ชัดเจนหรือทำสิ่งต่าง ๆ ตามปกติได้ยาก

แบบฝึกหัด

ในบริบทสบาย ๆ เกี่ยวกับกัญชา "She was too baked to drive" หมายถึงอะไร

  1. กัญชาส่งผลต่อเธอรุนแรงเกินกว่าจะขับรถได้อย่างปลอดภัย
  2. เธอใช้เวลาอบอาหารนานเกินไปจนขับรถไม่ได้
  3. อากาศร้อนทำให้การขับรถไม่ปลอดภัย
ดูคำตอบ

กัญชาส่งผลต่อเธอรุนแรงเกินกว่าจะขับรถได้อย่างปลอดภัย

and I wanted to go back to the laughter and the fun.

0:19

และฉันอยากกลับไปหาเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน

So, I hum and I haw and I grunt. สำนวน

0:22

ดังนั้น ฉันจึงได้แต่อ้ำอึ้งและส่งเสียงคราง

สำนวน

hum and I haw: การแยกสำนวน hum and haw เป็นกริยาคู่ขนาน

hum and haw เป็นสำนวนที่หมายถึงการลังเล พูดอย่างคลุมเครือ หรือถ่วงเวลาไม่ยอมให้คำตอบที่ชัดเจน ประโยคนี้เติม I ไว้หน้ากริยาแต่ละคำเป็น I hum and I haw เพื่อสร้างโครงสร้างคู่ขนานที่มีจังหวะ แต่ความหมายของสำนวนยังคงเดิม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เสียงสองแบบตามความหมายตรง กริยาทั้งสองคำรวมกันแสดงถึงการถ่วงเวลาอย่างกระอักกระอ่วนและการไม่อยากแสดงจุดยืนให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

hum and haw หมายถึงอะไรในบริบทนี้?

  1. ผู้พูดร้องเพลงเบา ๆ
  2. ผู้พูดลังเลแทนที่จะให้คำตอบที่ชัดเจน
  3. ผู้พูดตอบตกลงทันที
ดูคำตอบ

ผู้พูดลังเลแทนที่จะให้คำตอบที่ชัดเจน

I didn't say yes, น้ำเสียง/เจตนา

0:26

ฉันไม่ได้ตอบตกลง

and I didn't say no.

0:27

และฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธ

น้ำเสียง/เจตนา

I didn't say yes ... I didn't say no: การหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

คำปฏิเสธสองส่วนที่สมดุลกันนี้ตัดคำตอบที่ชัดเจนทั้งสองทางออกไป กล่าวคือ ผู้พูดไม่ได้ยอมรับและไม่ได้ปฏิเสธ การพูด I didn't say ซ้ำทำให้ทั้งสองส่วนขนานกันและเน้นชัดว่าไม่ได้ให้คำมั่นหรือแสดงจุดยืน ประโยคนี้มีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่า I didn't answer ผู้พูดอาจพูดบางอย่างไปแล้ว แต่หลีกเลี่ยงการเลือกจุดยืนว่าใช่หรือไม่

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้อธิบายการกระทำใดในการสนทนา?

  1. ผู้พูดหลีกเลี่ยงการให้คำมั่นที่ชัดเจน
  2. ผู้พูดยอมรับคำขออย่างชัดเจน
  3. ผู้พูดปฏิเสธคำขออย่างชัดเจน
ดูคำตอบ

ผู้พูดหลีกเลี่ยงการให้คำมั่นที่ชัดเจน

After a few seconds of silence,

0:30

หลังจากเงียบไปไม่กี่วินาที

she hung up. กริยาวลี

0:32

เธอก็วางสายไป

กริยาวลี

hung up: วางสายโทรศัพท์

ในที่นี้ hung up หมายถึงวางสายและจบการสนทนาทางโทรศัพท์ hung เป็นรูปอดีตของ hang และ hang up เป็นกริยาวลีที่ต้องเข้าใจความหมายรวมทั้งวลี ไม่ใช่ความหมายทางกายภาพของ hang ที่แปลว่า “แขวน” เมื่อไม่มีกรรม She hung up ก็เป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ และยังพูดว่า She hung up the phone ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ hang up: After saying goodbye, Nina ____.

ดูคำตอบ

hung up

It was the last time I talked to her. ลำดับความ

0:35

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้คุยกับเธอ

ลำดับความ

the last time I talked to her: ระบุเหตุการณ์สุดท้าย

ในประโยค It was the last time I talked to her. อนุประโยค the last time I talked to her ระบุว่าการสนทนาครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ กล่าวคือ หลังจากนั้นไม่มีการพูดคุยกับเธออีก วลีนี้จัดระเบียบเรื่องเล่าโดยเปลี่ยนเหตุการณ์ธรรมดาในอดีตให้เป็นจุดสิ้นสุด ผู้ฟังจึงมองช่วงเวลานั้นใหม่ในฐานะเหตุการณ์ที่มีความเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพียงการสนทนาที่เกิดขึ้นใกล้ปัจจุบันที่สุด

แบบฝึกหัด

ใน It was the last time I talked to her. วลี the last time บอกข้อมูลอะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. การสนทนาครั้งนั้นยาวนานกว่าการสนทนาครั้งอื่นทั้งหมด
  2. หลังจากนั้นไม่มีการพูดคุยกับเธออีก
  3. นั่นเป็นเพียงการสนทนาที่ใกล้ปัจจุบันที่สุด และคาดว่าจะมีการสนทนาอีก
ดูคำตอบ

หลังจากนั้นไม่มีการพูดคุยกับเธออีก

She disappears from my life forever. ลำดับความ

0:37

เธอหายไปจากชีวิตฉันตลอดกาล

ลำดับความ

She disappears: ปัจจุบันกาลในการเล่าเรื่อง

ใน She disappears มีการใช้ simple present เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต รูปแบบนี้เรียกว่า narrative present หรือ historical present โดยนำช่วงเวลาสำคัญมาไว้เบื้องหน้าและทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าในขณะที่เรื่องดำเนินต่อไป เส้นเวลาจริงไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นปัจจุบันของผู้พูด ในการย้อนเล่าเรื่องในอดีต บริบทรอบข้างทำให้รู้ว่า disappears เป็นการเลือกใช้ภาษาเพื่อให้เรื่องราวมีชีวิตชีวา ไม่ใช่การบอกว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

แบบฝึกหัด

ในเรื่องที่กรอบเวลาในอดีตชัดเจนอยู่แล้ว She disappears ทำหน้าที่อะไรในที่นี้?

  1. บอกว่าเธอมักหายตัวไปเป็นประจำจนเป็นนิสัย
  2. นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตเป็นจุดพลิกผันที่รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า
  3. พิสูจน์ว่าเธอกำลังหายตัวไปในขณะที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่
ดูคำตอบ

นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตเป็นจุดพลิกผันที่รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า

As much as I tried, ไวยากรณ์

0:41

ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน

I never met her again.

0:42

ฉันก็ไม่เคยได้พบเธออีกเลย

ไวยากรณ์

As much as I tried: อนุประโยคแสดงการยอมรับข้อขัดแย้ง

ในที่นี้ As much as I tried หมายถึง แม้ว่าฉันจะพยายามอย่างมาก หรือ ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักเพียงใด โดยนำหน้าความสัมพันธ์แบบยอมรับข้อขัดแย้ง กล่าวคือ ความพยายามทำให้คาดหวังผลอย่างหนึ่ง แต่ I never met her again กลับให้ผลตรงกันข้าม โครงสร้างคือ As much as + ประธาน + กริยา แล้วตามด้วยผลที่ความรู้สึกอันแรงกล้าหรือความพยายามไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในการใช้นี้ much บอกระดับ แต่อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่แสดงการยอมรับข้อขัดแย้ง ไม่ใช่เปรียบเทียบปริมาณ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as much as เพื่อแสดงการยอมรับข้อขัดแย้งเหมือนในตัวอย่าง?

  1. The parcel weighed as much as ten kilograms.
  2. I don't have as much free time as you.
  3. As much as I wanted to help, I couldn't stay.
ดูคำตอบ

As much as I wanted to help, I couldn't stay.

I keep wondering if it was me talking or weed talking that night. สำนวน

0:44

ฉันยังคงสงสัยว่าคืนนั้นเป็นฉันที่พูด หรือเป็นกัญชาที่พูด

สำนวน

me talking or weed talking: กล่าวถึงอิทธิพลเหมือนเป็นผู้พูด

ใน “me talking or weed talking” ผู้พูดกล่าวถึง weed ราวกับว่ามันพูดผ่านตัวเขาได้ เขาไม่ได้เปรียบเทียบเสียงสองเสียงที่ได้ยินจริง แต่กำลังถามว่าคำพูดเหล่านั้นมาจากวิจารณญาณของตนเองหรือจากอิทธิพลของยา รูปแบบ “Is that me talking, or X talking?” สามารถกล่าวถึงอารมณ์ อคติ สารบางชนิด หรือแรงกระตุ้นว่าเป็นพลังที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของคนคนหนึ่ง ในที่นี้แสดงถึงความสงสัยเรื่องการควบคุมตนเองและความรับผิดชอบ

แบบฝึกหัด

“Was that me talking, or was it my fear talking?” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ความกลัวของฉันอาจมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ฉันพูด
  2. ฉันได้ยินความกลัวของตัวเองพูดด้วยเสียงอีกเสียงหนึ่งจริง ๆ
  3. ฉันกำลังขอให้คนชื่อ Fear พูด
ดูคำตอบ

ความกลัวของฉันอาจมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ฉันพูด

And would that make any difference at all? วลี

0:49

แล้วมันจะสร้างความแตกต่างอะไรไหม?

วลี

make any difference at all: คำถามที่เน้นว่ามีผลหรือไม่

“Make a difference” หมายถึง “ส่งผลต่อผลลัพธ์หรือสถานการณ์” ในประโยคคำถาม “any difference” ใช้ถามว่ามีผลใด ๆ หรือไม่ และ “at all” ที่ท้ายประโยคช่วยเน้นความหมายว่า “แม้เพียงเล็กน้อยที่สุด” ถ้อยคำนี้มักสื่อความสงสัยว่าคำตอบอาจเป็นไม่ “At all” ไม่ได้เปลี่ยนคำถามพื้นฐาน แต่ทำให้น้ำเสียงสงสัยเด่นชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีห้าคำที่ตรงกับวลีที่เน้นไว้ในบทเรียนนี้: Would one more day ____?

ดูคำตอบ

make any difference at all

When I lit my first joint, การใช้คำ

0:53

ตอนที่ฉันจุดกัญชามวนแรก

การใช้คำ

lit my first joint: รูปอดีตของ light และความหมายของ joint ในบริบทกัญชา

ในอนุประโยคนี้ lit เป็นรูปอดีตแบบไม่ปกติของ light และทำหน้าที่เป็นคำกริยาที่หมายถึงจุดไฟ ส่วน my first joint เป็นกรรมของคำกริยานี้ ในบริบทเกี่ยวกับกัญชา joint หมายถึงกัญชาที่มวนเป็นบุหรี่ ดังนั้น lit my first joint จึงหมายถึงผู้พูดจุดกัญชามวนแรกของตนเอง ในที่นี้ lit ไม่ได้หมายถึงสว่าง น่าตื่นเต้น หรือยอดเยี่ยม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูปอดีตแบบไม่ปกติของ light และคำนามไม่เป็นทางการที่หมายถึงกัญชามวน: At the party, he ____ and then put it out.

ดูคำตอบ

lit a joint

it was all for the thrill of it. วลี

0:54

มันเป็นความตื่นเต้นล้วนๆ

วลี

all for the thrill of it: ความตื่นเต้นในฐานะแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว

ในที่นี้ all for หมายถึงมีสิ่งหนึ่งเป็นแรงจูงใจทั้งหมด ส่วน for the thrill of it หมายถึงทำเพื่อความตื่นเต้นที่เกิดจากกิจกรรมนั้นเอง เมื่อรวมกัน วลีนี้บอกว่าความตื่นเต้นเป็นเหตุผลของผู้พูด ไม่ใช่เงิน ความจำเป็น หรือผลลัพธ์ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างอื่น it ตัวสุดท้ายย้อนกลับไปหมายถึงการกระทำหรือประสบการณ์ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ไม่ใช่วัตถุชิ้นหนึ่ง ให้เข้าใจ the thrill of it เป็นหน่วยความหมายเดียวว่า “ความตื่นเต้นจากการทำสิ่งนั้น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีที่หมายถึง “ทั้งหมดก็เพื่อความตื่นเต้นจากกิจกรรมนั้นเอง”: They entered the race with no interest in the prize; it was ____.

ดูคำตอบ

all for the thrill of it

To unwind, ลำดับความ

0:56

เพื่อผ่อนคลาย

to explore,

0:57

เพื่อสำรวจ

and to discover new realms of sensory experience. วลี

0:58

และเพื่อค้นพบดินแดนใหม่ของประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส

ลำดับความ

To unwind, to explore, and to discover: วลีบอกจุดประสงค์แบบขนาน

To unwind, to explore, and to discover เป็นชุดวลี to-infinitive สามวลีที่วางขนานกัน แต่ละวลีบอกจุดประสงค์หรือแรงจูงใจหนึ่งอย่าง และการกล่าว to ซ้ำทำให้แนวคิดทั้งสามมีน้ำหนักเท่ากันพร้อมสร้างจังหวะที่ตั้งใจไว้ ในที่นี้ ชุดวลีดังกล่าวสานต่อความคิดก่อนหน้า ไม่ได้เป็นประโยคสมบูรณ์ที่แยกอยู่ลำพัง รูปแบบนี้ช่วยจัดระเบียบเหตุผลหรือเป้าหมายหลายข้อให้ชัดเจน โดยแต่ละข้อควรอยู่ในระดับไวยากรณ์เดียวกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างขนานที่ชัดเจนแบบเดียวกันเพื่อบอกจุดประสงค์สามข้อ

  1. We came listening, to learn, and sharing ideas.
  2. We came to listen, to learn, and to share ideas.
  3. We came to listen, learning, and to share ideas.
ดูคำตอบ

We came to listen, to learn, and to share ideas.

วลี

new realms of sensory experience: อุปลักษณ์ที่ใช้ภาษายกระดับ

ใน new realms of sensory experience คำว่า realms หมายถึงขอบเขตหรือพื้นที่เชิงนามธรรมของประสบการณ์ ไม่ใช่ประเทศหรือดินแดนทางกายภาพ วลีนี้กล่าวถึงความรู้สึกหรือการรับรู้ในรูปแบบที่ยังไม่คุ้นเคย คำว่า discover และ realms ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นดูเหมือนดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ ถ้อยคำเชิงวรรณศิลป์ที่ยกระดับนี้ทำให้ประสบการณ์ฟังดูน่าผจญภัยและสำคัญ จึงอาจเผยให้เห็นด้วยว่าผู้พูดกำลังทำให้ประสบการณ์นั้นดูดีเกินจริงหรือใช้เพื่ออธิบายความชอบธรรมของตน

แบบฝึกหัด

new realms of sensory experience สร้างผลทางการสื่อความหมายอย่างไรในประโยคนี้

  1. ให้การวัดประสาทสัมผัสอย่างแม่นยำตามหลักวิทยาศาสตร์
  2. ระบุประเทศที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น
  3. นำเสนอความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยให้เหมือนเป็นดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ
ดูคำตอบ

นำเสนอความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยให้เหมือนเป็นดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจ

But I didn't run head first with a blindfold into it. สำนวน

1:01

แต่ฉันไม่ได้หลับตาพุ่งชนมันแบบไม่คิด

สำนวน

run head first with a blindfold into it: ภาพเปรียบของการกระทำอย่างบุ่มบ่าม

ผู้พูดนำภาพอันตรายสองภาพมารวมกัน คือการพุ่งเข้าไปโดยเอาหัวนำและการทำเช่นนั้นทั้งที่ปิดตา ในที่นี้ทั้งสองอย่างเป็นภาพเปรียบ หมายถึงการรีบเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หนึ่งโดยไม่มีความรู้หรือการเตรียมตัวเพียงพอ และไม่ได้ใส่ใจความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพราะประโยคใช้ didn't ผู้พูดจึงกำลังปฏิเสธคำบรรยายนั้น โดยยืนยันว่าตนไม่ได้เข้าไปเผชิญสถานการณ์แบบไม่รู้อะไรหรืออย่างบุ่มบ่าม นี่ไม่ใช่การเล่าว่าวิ่งจริง ๆ และ it หมายถึงสถานการณ์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการสื่ออะไรด้วยภาพเปรียบเชิงปฏิเสธในประโยคนี้

  1. ผู้พูดเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นโดยไม่ได้เตรียมตัวและไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง
  2. ผู้พูดปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น
  3. ผู้พูดบอกว่าตนไม่ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นอย่างบุ่มบ่ามหรือแบบไม่รู้อะไรเลย
ดูคำตอบ

ผู้พูดบอกว่าตนไม่ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นอย่างบุ่มบ่ามหรือแบบไม่รู้อะไรเลย

I was calculated. การใช้คำ

1:05

ฉันคำนวณมาแล้ว

การใช้คำ

I was calculated: ความหมายที่ต้องการสื่อและการใช้ที่เป็นธรรมชาติ

ในบริบทนี้ calculated ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ที่ผู้พูดต้องการใช้ในความหมายว่า “จงใจและวางแผนไว้แล้ว” ผู้พูดกำลังบอกว่าได้พิจารณาการกระทำและความเสี่ยงก่อนลงมือ ไม่ได้ทำไปตามอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้หมายความว่ามีใครนำตนไปคำนวณทางคณิตศาสตร์ โดยทั่วไป calculated มักขยายการกระทำ การตัดสินใจ ความเสี่ยง การตอบสนอง หรือแนวทาง มากกว่าขยายคนโดยตรง I was calculated เข้าใจได้จากบริบทนี้ แต่อาจฟังดูไร้ความเป็นบุคคลอย่างผิดธรรมชาติหรือดูคล้ายโครงสร้างกริยารูปถูกกระทำ I was careful and deliberate ชัดเจนและเป็นกลางกว่า ส่วน My approach was calculated ยังคงเน้นความหมายเรื่องการวางแผนอย่างมีสติได้มากกว่า

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ I was calculated ในบริบทนี้มากที่สุด

  1. ฉันลงมืออย่างจงใจหลังจากพิจารณาความเสี่ยงแล้ว
  2. มีคนใช้คณิตศาสตร์เพื่อหาค่าของฉัน
  3. ฉันลงมือโดยไม่มีแผนและไม่เข้าใจสถานการณ์เลย
ดูคำตอบ

ฉันลงมืออย่างจงใจหลังจากพิจารณาความเสี่ยงแล้ว

I did my homework and read everything I could find about the substance I take in. โน้ต

1:06

ฉันทำการบ้านและอ่านทุกอย่างที่หาได้เกี่ยวกับสารที่ฉันจะรับเข้าไป

สำนวน

did my homework: ศึกษาข้อมูลล่วงหน้าอย่างรอบคอบ

ในที่นี้ did my homework หมายถึง “ศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นอย่างรอบคอบล่วงหน้า” ไม่ใช่ “ทำการบ้านที่โรงเรียน” ข้อความต่อมา read everything I could find แสดงให้เห็นว่าการศึกษาค้นคว้านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง รูปแบบที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ do one's homework ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ แสดงความคิดเห็น หรือลงมือทำ ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้สำนวนดังกล่าวเพื่อแสดงว่าตนเลือกโดยมีข้อมูลและผ่านการไตร่ตรองแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “You should do your homework before choosing a college.” คำว่า do your homework น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. ให้คนอื่นเลือกแทนคุณ
  2. ทำการบ้านที่โรงเรียนให้เสร็จก่อนตัดสินใจ
  3. ศึกษาตัวเลือกอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
ดูคำตอบ

ศึกษาตัวเลือกอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

การใช้คำ

the substance I take in: การกล่าวถึงสารที่รับเข้าสู่ร่างกายอย่างเป็นกลาง

ในประโยคนี้ จากบริบทก่อนหน้า the substance หมายถึงกัญชา คำว่า substance เป็นคำนามที่มีความหมายกว้างและเป็นกลาง ส่วน I take in เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ที่ขยาย substance โดยละสรรพนามสัมพัทธ์ that ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมไว้: the substance (that) I take in ในที่นี้ take in หมายถึง “ทำให้เข้าสู่ร่างกาย” หรือ “รับเข้าสู่ร่างกาย” ไม่ใช่ “เข้าใจ” การเลือกใช้ substance แทน marijuana หรือ drug ทำให้คำบรรยายเป็นนามธรรมมากขึ้นและลดการติดป้ายโดยตรง จึงทำให้ผู้พูดมีน้ำเสียงคล้ายภาษาทางคลินิกหรือเว้นระยะห่าง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The doctor asked me to list every substance I take in.” คำว่า substance I take in น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. สารทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกายของฉัน
  2. สิ่งของทุกชิ้นที่ฉันนำเข้าไปในห้อง
  3. ข้อมูลทุกอย่างที่ฉันเข้าใจ
ดูคำตอบ

สารทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกายของฉัน

I knew what I was doing.

1:11

ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร

And with that,

1:13

และด้วยเหตุนั้น

I embarked on the ride. สำนวน

1:14

ฉันจึงเริ่มต้นการเดินทาง

สำนวน

embarked on the ride: เริ่มต้นประสบการณ์เหมือนออกเดินทาง

ในประโยคนี้ embarked on หมายถึง “เริ่มต้น” หรือ “ออกเดินทางเข้าสู่สิ่งหนึ่ง” ส่วน the ride ไม่ได้หมายถึงการโดยสารหรือเครื่องเล่นจริง ๆ แต่เปรียบประสบการณ์ทั้งหมดเป็นการเดินทางที่เริ่มเคลื่อนไปแล้ว อุปมานี้ทำให้จุดเริ่มต้นดูสำคัญ และสื่อเป็นนัยถึงความตื่นเต้น การเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และการควบคุมที่น้อยกว่าที่ผู้พูดคาดไว้ โดยทั่วไป embark on ใช้บรรยายการเริ่มประสบการณ์สำคัญเหมือนกับการออกเดินทางได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ "I embarked on the ride" มีความหมายหลักว่าอะไร

  1. ฉันยุติประสบการณ์นั้นทันที
  2. ฉันเริ่มต้นประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทาง
  3. ฉันขึ้นยานพาหนะจริงเพื่อเดินทางระยะสั้น
ดูคำตอบ

ฉันเริ่มต้นประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทาง

I never thought life could unfold this way, สำนวน

1:16

ฉันไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะคลี่คลายออกมาแบบนี้

not even in my wildest expectations. สำนวน

1:19

แม้แต่ในความคาดหวังที่บ้าบิ่นที่สุดของฉันก็ตาม

สำนวน

life could unfold this way: ชีวิตที่ค่อย ๆ ดำเนินไปตามเวลา

ในที่นี้ unfold เป็นอุปมา เช่นเดียวกับสิ่งที่พับไว้ค่อย ๆ กางออก life unfolds หมายถึงเหตุการณ์ในชีวิตค่อย ๆ พัฒนาไปตามเวลา และทิศทางหรือผลลัพธ์ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น life could unfold this way จึงหมายถึงชีวิตของผู้พูดอาจดำเนินไปตามเส้นทางเฉพาะแบบนี้ ถ้อยคำนี้เน้นกระบวนการที่ค่อย ๆ ปรากฏ ไม่ได้เน้นเพียงการเปลี่ยนแปลงฉับพลันหรือผลลัพธ์สุดท้าย could แสดงว่าเส้นทางนี้เป็นความเป็นไปได้ที่ผู้พูดไม่เคยจินตนาการ ส่วน this way ชี้ถึงเส้นทางชีวิตที่กำลังประสบอยู่จริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาจากบทเรียนที่หมายถึง “ค่อย ๆ พัฒนาไป”: No one knew how the negotiations would ____.

ดูคำตอบ

unfold

สำนวน

not even in my wildest expectations: ความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด

not even ทำให้ความหมายเชิงปฏิเสธรุนแรงถึงขีดสุด กล่าวคือ ผลลัพธ์นี้อยู่นอกเหนือแม้กระทั่งความคาดหมายที่กล้าและไกลที่สุดของผู้พูด ในที่นี้ wildest หมายถึง “กล้าที่สุด” หรือ “สุดขั้วที่สุด” ไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์หรือธรรมชาติป่าตามความหมายตรงตัว วลีนี้ใช้การกล่าวเกินจริงเพื่อสื่อว่า “ฉันไม่เคยจินตนาการเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้” เป็นการแสดงความประหลาดใจอย่างมาก ไม่ใช่การรายงานรายการความคาดหมายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

not even in my wildest expectations ในประโยคต้นฉบับหมายความว่าอย่างไร?

  1. ผู้พูดไม่สนใจว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
  2. ผู้พูดคาดไว้อย่างแม่นยำว่าจะได้ผลลัพธ์นี้
  3. ผู้พูดไม่เคยจินตนาการถึงผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อน
ดูคำตอบ

ผู้พูดไม่เคยจินตนาการถึงผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อน

Things appeared in more colors,

1:22

สิ่งต่างๆ ปรากฏในสีสันที่มากขึ้น

sound burst forth with more vibrancy. สำนวน

1:24

เสียงระเบิดออกมาด้วยความมีชีวิตชีวามากขึ้น

สำนวน

sound burst forth with more vibrancy: ภาพบรรยายทางประสาทสัมผัสที่มีชีวิตชีวา

burst forth นำเสนอเสียงราวกับว่ามันพุ่งออกมาอย่างฉับพลันและทรงพลัง นี่เป็นการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งใดระเบิดจริง ๆ with more vibrancy หมายความว่าเสียงฟังดูมีชีวิตชีวา เต็มอิ่ม หรือสดใสกว่าเดิม ถ้อยคำนี้เปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ให้เป็นภาพทางประสาทสัมผัสที่น่าตื่นตา ไม่ได้หมายเพียงว่าเสียงดังขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีกริยาเชิงวรรณกรรมสองคำจากบทเรียน และคำนามที่หมายถึงพลังอันสดใส: After the quiet opening, the music ____ with more ____.

ดูคำตอบ

burst forth · vibrancy

Everything got better.

1:27

ทุกอย่างดีขึ้นไปหมด

be it food or sex, ไวยากรณ์

1:29

ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเซ็กส์

ไวยากรณ์

be it food or sex: โครงสร้างทางการ be it A or B

Be it A or B เป็นโครงสร้างตายตัวที่เป็นทางการ หมายถึง whether it is A or B หรือไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ในประโยคนี้ food และ sex เป็นทางเลือกสองอย่าง และข้อความรอบข้างถูกนำเสนอว่าใช้ได้กับทั้งสองอย่าง ลำดับคำ be it เป็นรูป subjunctive ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่คำสั่ง โครงสร้างนี้ยังขยายเป็นสามทางเลือกหรือมากกว่านั้นได้: be it A, B, or C.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างทางการ be it A or B: The rule applies in every setting, ____ public or private.

ดูคำตอบ

be it

you just couldn't believe it.

1:30

คุณแทบไม่เชื่อเลยล่ะ

How can something listed as drugs bring in so much positivity? การใช้คำ

1:33

สิ่งที่ถูกระบุว่าเป็นยาเสพติดจะนำความคิดบวกมาให้มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?

การใช้คำ

listed as drugs: การใช้ listed as เพื่อระบุหมวดหมู่

Listed as หมายถึงถูกบันทึกหรือนำเสนอภายใต้สถานะหรือหมวดหมู่หนึ่ง มักพบในรายชื่อ ฐานข้อมูล กฎ หรือระบบทางการ ใน something listed as drugs คำว่า listed เป็นคำกริยาช่องสามในอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำที่ย่อแล้ว โดยรูปเต็มคือ something [that is] listed as drugs วลีที่ขึ้นต้นด้วย as ระบุหมวดหมู่ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเขียนบางอย่างลงในรายชื่อ คำถามนี้นำการจัดประเภทจากภายนอกว่าเป็น drugs มาเปรียบต่างกับความรู้สึก positivity ของผู้พูด ความขัดแย้งนี้อธิบายข้อสงสัยของผู้พูด แต่ความรู้สึกเชิงบวกเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าการจัดประเภททางกฎหมายหรือการแพทย์นั้นผิด

แบบฝึกหัด

ตามทะเบียนทางการ ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติที่สุดว่าสารหนึ่งชนิดอยู่ในหมวดหมู่ยาควบคุม?

  1. The substance is listed as a controlled drug.
  2. The substance is written like a controlled drug.
  3. The substance is listed among the report's positive effects.
ดูคำตอบ

The substance is listed as a controlled drug.

And if something makes us feel better and quiets our pain, ลำดับความ

1:37

และถ้ามีบางสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นและระงับความเจ็บปวดของเราได้

why shouldn't we do it?

1:40

ทำไมเราถึงไม่ควรทำมันล่ะ?

ลำดับความ

if ... why shouldn't we do it? ในฐานะการหาเหตุผลเข้าข้างตนเองด้วยคำถามเชิงวาทศิลป์

อนุประโยค if เสนอเงื่อนไขที่ดูเป็นประโยชน์ก่อน นั่นคือบางอย่างทำให้เรารู้สึกดีขึ้นและบรรเทาความเจ็บปวด จากนั้นคำถาม why shouldn't we do it? ก็ทำให้ประโยชน์ข้อนั้นดูราวกับว่าเพียงพอแล้วที่จะสนับสนุนการกระทำดังกล่าว นี่เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่การขอข้อมูลอย่างเป็นกลาง แนวคิดถูกจัดเป็นการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง โดยผู้พูดมุ่งเน้นเฉพาะความโล่งใจในทันทีและไม่กล่าวถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น จึงทำให้การกระทำนั้นดูสมเหตุสมผลอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

รูปแบบ if-clause + why shouldn't we...? ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ขอคำอธิบายข้อเท็จจริงว่าอะไรทำให้เกิดความเจ็บปวด
  2. ให้หลักฐานอย่างครบถ้วนว่าการกระทำนั้นปลอดภัย
  3. เปลี่ยนประโยชน์หนึ่งข้อที่กล่าวไว้ให้เป็นเหตุผลเชิงวาทศิลป์ในการลงมือทำ พร้อมกับไม่กล่าวถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ดูคำตอบ

เปลี่ยนประโยชน์หนึ่งข้อที่กล่าวไว้ให้เป็นเหตุผลเชิงวาทศิลป์ในการลงมือทำ พร้อมกับไม่กล่าวถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

How can we get addicted to having good things? ไวยากรณ์

1:42

เราจะเสพติดการมีสิ่งดีๆ ได้อย่างไร?

ไวยากรณ์

get addicted to having: to + คำกริยารูป -ing

Get addicted to หมายถึงการเริ่มพึ่งพาบางสิ่งหรือไม่สามารถหยุดทำสิ่งนั้นได้ ใน get addicted to having good things คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำนามหรือกริยารูป -ing โดยใช้ having ไม่ใช่ have ในที่นี้ having good things ยังเผยให้เห็นวิธีวางกรอบความคิดด้วย เพราะทำให้การเสพติดฟังดูเหมือนเป็นเพียงการเพลิดเพลินกับสิ่งดี ๆ อย่างไม่มีพิษภัย จึงช่วยให้ผู้พูดลดทอนความเสี่ยงลง

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน check ให้เป็นรูปที่ถูกต้อง: People can get addicted to ____ their phones every few minutes.

ดูคำตอบ

checking

I used to be someone who would freak out when speaking up, โน้ต

1:46

ฉันเคยเป็นคนที่ตื่นตระหนกเวลาต้องพูดแสดงความคิดเห็น

ไวยากรณ์

I used to be: สภาวะในอดีตที่เปลี่ยนไปแล้ว

used to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกสภาวะในอดีตที่ตอนนี้ไม่เป็นจริงแล้ว หรือพฤติกรรมที่เคยเกิดซ้ำแต่ปัจจุบันไม่ใช่นิสัยแล้ว ในที่นี้ I used to be บอกว่าเมื่อก่อนผู้พูดเป็นคนแบบไหน และสื่อถึงความแตกต่างกับตัวตนในปัจจุบัน หลัง used to ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐาน ดังนั้น be จึงคงรูปเดิม โครงสร้างนี้บอกสภาวะในอดีต ไม่ใช่ used ในรูปถูกกระทำที่หมายถึงถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ used to และรูปที่ถูกต้องของ be: I ____ afraid of flying, but now I travel often.

ดูคำตอบ

used to be

กริยาวลี

would freak out: ปฏิกิริยารุนแรงที่เกิดซ้ำในอดีต

freak out เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงรู้สึกกังวล กลัว ไม่สบายใจอย่างมาก หรือไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ เมื่อใช้กับ when speaking up ในที่นี้จึงหมายถึงการประหม่าหรือตื่นตระหนกอย่างมากเมื่อต้องแสดงความคิดเห็น would อยู่ในกรอบเวลาอดีตที่ used to สร้างไว้ และบอกว่านี่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดซ้ำเป็นประจำ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้พูดแสดงความคิดเห็นก็จะตื่นตระหนก ในที่นี้ would ไม่ได้แสดงความเต็มใจ

แบบฝึกหัด

ในประโยค Before every presentation, she would freak out, คำว่า would freak out หมายถึงอะไร?

  1. เธอตัดสินใจจากไปอย่างใจเย็นก่อนการนำเสนอครั้งหนึ่ง
  2. เธอเต็มใจทำให้การนำเสนอน่าตื่นเต้นมากขึ้น
  3. เธอรู้สึกกังวลอย่างมากทุกครั้งก่อนนำเสนอ
ดูคำตอบ

เธอรู้สึกกังวลอย่างมากทุกครั้งก่อนนำเสนอ

กริยาวลี

when speaking up: แสดงความคิดเห็นแทนที่จะนิ่งเงียบ

ในที่นี้ speak up หมายถึงการพูดสิ่งที่ตนคิด บอกสิ่งที่ต้องการ หรือแสดงความกังวลแทนที่จะนิ่งเงียบ ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มระดับเสียงเป็นหลัก when speaking up เป็นอนุประโยคบอกเวลาที่ลดรูป ประธานที่ละไว้คือคนเดียวกับคนที่รู้สึกตื่นตระหนก จึงหมายถึง “เมื่อคนนั้นกล้าพูดขึ้นมา”

แบบฝึกหัด

spoke up ในที่นี้หมายความว่าอะไร? “During the meeting, Maya finally spoke up about the safety risk.”

  1. เธอเพียงพูดให้ดังขึ้นเพื่อให้คนอื่นได้ยิน
  2. เธอแสดงความกังวลแทนที่จะนิ่งเงียบ
  3. เธอจบการประชุมโดยไม่แสดงความคิดเห็น
ดูคำตอบ

เธอแสดงความกังวลแทนที่จะนิ่งเงียบ

but then bits and pieces of anxiety were stripped away, โน้ต

1:49

แต่แล้วเศษเสี้ยวของความวิตกกังวลก็ถูกปอกเปลือกออกไป

วลี

bits and pieces of anxiety: วาดภาพความวิตกกังวลเป็นชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย

bits and pieces หมายถึงส่วนเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายหรือไม่ครบถ้วน เมื่อนำมาใช้กับคำนามนามธรรม anxiety จะเป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยวาดภาพว่าความวิตกกังวลประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนแยกกัน เมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้น “were stripped away” ภาพนี้จึงสื่อว่าความวิตกกังวลลดลงทีละส่วน ไม่ได้หายไปทั้งหมดในทันที

แบบฝึกหัด

bits and pieces ในที่นี้หมายความว่าอะไร? “After waking up, Leo remembered only bits and pieces of his dream.”

  1. เขาจำความฝันทั้งหมดได้อย่างละเอียดแม่นยำ
  2. เขาจำได้เพียงบางส่วนที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่ความฝันทั้งหมด
  3. เขานับสิ่งของที่ปรากฏอยู่ในความฝัน
ดูคำตอบ

เขาจำได้เพียงบางส่วนที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่ความฝันทั้งหมด

กริยาวลี

were stripped away: อุปมาในรูปถูกกระทำที่สื่อถึงการค่อย ๆ ขจัดออก

were stripped away เป็นรูปถูกกระทำของ strip away รูปนี้เน้นว่า bits and pieces of anxiety กำลังหายไป โดยไม่เน้นว่าคนหรือสิ่งใดเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง strip away ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยมองความวิตกกังวลเป็นเหมือนชั้นที่หุ้มอยู่และถูกเอาออกทีละน้อย วลีนี้จึงหมายถึงความวิตกกังวลที่ลดลง ไม่ใช่การลอกพื้นผิวจริงออก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำที่ถูกต้องของ strip away: As the facts became clear, several layers of doubt ____.

ดูคำตอบ

were stripped away

and in its place arrived confidence. ไวยากรณ์

1:53

และความมั่นใจก็เข้ามาแทนที่

ไวยากรณ์

in its place arrived confidence: การกลับลำดับโดยนำวลีบอกสถานที่ขึ้นต้น

in its place หมายถึงตำแหน่งที่ความวิตกกังวลเคยอยู่ และยังสื่อว่ามีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ การวางวลีนี้ไว้ต้นประโยคทำให้ผู้ฟังเห็นตำแหน่งที่ว่างก่อน แล้วจึงรู้ว่าอะไรเข้ามาเติมเต็ม จากนั้นกริยาจะอยู่หน้าประธานที่เป็นคำนาม โดยใช้ arrived confidence แทน confidence arrived การกลับลำดับแบบบอกสถานที่นี้ทำให้ประโยคมีจังหวะชัดเจนและเป็นเชิงวรรณศิลป์มากขึ้น ราวกับความมั่นใจเดินเข้ามาแทนที่ความวิตกกังวล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การกลับลำดับโดยนำสถานที่ขึ้นต้นเหมือน in its place arrived confidence?

  1. At the edge of the field stood an old windmill.
  2. Did an old windmill stand at the edge of the field?
  3. An old windmill stood at the edge of the field.
ดูคำตอบ

At the edge of the field stood an old windmill.

Words would pour out from my lips as if they were always meant to be spoken. โน้ต

1:56

คำพูดพรั่งพรูออกจากริมฝีปากของฉันราวกับว่ามันเกิดมาเพื่อถูกพูดออกมา

สำนวน

Words would pour out from my lips: คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างลื่นไหล

ในอุปลักษณ์นี้ words ถูกมองเหมือนของเหลวที่ไหลออกจากภาชนะ Words would pour out from my lips หมายถึงผู้พูดสามารถพูดได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ได้มีการเทสิ่งใดออกมาจริง ๆ ในการเล่าเรื่องแบบนี้ would นำเสนอการพูดอย่างลื่นไหลว่าเป็นประสบการณ์ที่เกิดซ้ำหรือเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์ที่บรรยาย ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคต ส่วน from my lips ช่วยเน้นภาพว่าคำพูดไหลออกมาจากปากของผู้พูดโดยตรง

แบบฝึกหัด

ส่วนที่เน้นในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้พูดเทของเหลวออกจากปากจริง ๆ
  2. คำพูดของผู้พูดพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วและลื่นไหล
  3. ผู้พูดพูดได้อย่างยากลำบากแม้เพียงไม่กี่คำ
ดูคำตอบ

คำพูดของผู้พูดพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วและลื่นไหล

ไวยากรณ์

as if they were always meant to be spoken: ความรู้สึกราวกับถูกกำหนดไว้แล้ว

as if ใช้นำเสนอความรู้สึกหรือการเปรียบเทียบในจินตนาการ กล่าวคือ คำเหล่านั้นให้ความรู้สึกราวกับว่าเกิดมาเพื่อถูกเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ยืนยันว่ามีใครวางแผนหรือกำหนดชะตาให้ต้องพูดคำเหล่านั้นจริง ๆ were meant to be spoken เป็นรูปถูกกระทำ โดย words ถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ตั้งใจหรือถูกกำหนดให้พูดออกมา เพราะ they เป็นพหูพจน์ were ตรงนี้จึงเป็นการใช้ให้สอดคล้องกับประธานพหูพจน์ตามปกติ รูปนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ were แบบไม่เป็นจริงที่ใช้กับประธานเอกพจน์อย่างใน as if I were

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as if ... were meant to ... เพื่อสื่อความรู้สึกเชิงอัตวิสัย แทนที่จะบอกข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

  1. The author's notes confirmed that the letters were to be released years later.
  2. The old letters read as if they were meant to be found years later.
  3. The old letters were difficult to read after so many years.
ดูคำตอบ

The old letters read as if they were meant to be found years later.

Man, how I loved conversations. ไวยากรณ์

2:01

ให้ตายสิ ฉันรักการสนทนามากแค่ไหน

ไวยากรณ์

How I loved ...! ในโครงสร้างอุทาน

ใน how I loved conversations คำว่า how หมายถึง “มากเพียงใด” ทำให้อนุประโยคนี้เป็นคำอุทานที่เน้นความรู้สึกอันแรงกล้าของผู้พูด ไม่ได้เป็นการถามคำถาม รูปแบบคือ how + ประธาน + คำกริยา และยังคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า โดย I อยู่หน้า loved เมื่อเทียบกับ I loved conversations รูปนี้ให้อารมณ์ชัดเจนและมีน้ำเสียงหวนรำลึกมากกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ how เป็นคำอุทานเพื่อแสดงระดับความรู้สึกที่รุนแรง?

  1. I wondered how I missed this place.
  2. How I missed this place!
  3. How did I miss this place?
ดูคำตอบ

How I missed this place!

Making friends was so much easier, ไวยากรณ์

2:04

การผูกมิตรกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก

ไวยากรณ์

Making friends ในฐานะวลี gerund ที่เป็นประธาน

Making friends เป็นวลี gerund รูป -ing ทำให้กิจกรรมนี้ทำหน้าที่เหมือนคำนาม และทั้งวลีเป็นประธานของ was ความหมายคือ “กิจกรรมการผูกมิตร” ไม่ใช่กริยารูปกำลังกระทำ เพราะกิจกรรมหนึ่งอย่างนี้เป็นประธาน การสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยาจึงใช้รูปเอกพจน์ตามมาตรฐาน: Making friends was ... แม้ friends จะเป็นพหูพจน์ วลี gerund ที่ใช้เรียกกิจกรรมมักใช้กับกริยาเอกพจน์

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน make new friends ให้เป็นวลี gerund เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ takes courage in a new city.

ดูคำตอบ

Making new friends

and mingling became the sport I excel at. โน้ต

2:06

และการเข้าสังคมกลายเป็นกีฬาที่ฉันถนัด

สำนวน

mingling became the sport I excel at: เปรียบการเข้าสังคมเป็น “กีฬา” ที่ถนัด

mingling หมายถึงการเดินพูดคุยกับผู้คนหลาย ๆ คนในงานสังคม ผู้พูดเรียกกิจกรรมนี้ว่า sport ไม่ใช่เพราะเป็นกีฬาจริง ๆ แต่เพราะมองว่าเป็นกิจกรรมที่ฝึกฝนจนชำนาญได้ การบอกว่ามันกลายเป็น the sport I excel at แสดงถึงความมั่นใจและมีอารมณ์ขันเล็กน้อย การเข้าสังคมถูกนำเสนอว่าเป็นจุดแข็งใหม่ จึงเน้นให้เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะหรือความสบายใจของผู้พูดเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้มีความหมายหลักว่าอะไร?

  1. ผู้พูดเปลี่ยนงานสังคมให้เป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
  2. ผู้พูดเริ่มฝึกกีฬาจริง ๆ
  3. ผู้พูดเก่งเรื่องการเข้าสังคมมากขึ้น
ดูคำตอบ

ผู้พูดเก่งเรื่องการเข้าสังคมมากขึ้น

วลี

Excel at: คง at ไว้ในอนุประโยคขยาย

excel at หมายถึงเก่งเป็นพิเศษในกิจกรรม ทักษะ หรือวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยตามด้วยคำนามหรือรูป -ing เช่น excel at chess และ excel at explaining ideas ในประโยคนี้ I excel at เป็นอนุประโยคขยาย sport โครงสร้างที่สมบูรณ์กว่าคือ the sport that I excel at คำเชื่อม that ถูกละไว้ แต่ at ยังคงอยู่ท้ายประโยค เพราะ sport เป็นกรรมที่เข้าใจได้ของ at

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนเป้าหมาย: Even under pressure, Priya seems to ____ explaining complex plans clearly.

ดูคำตอบ

excel at

The introvert in me was floored. โน้ต

2:09

คนเก็บตัวในตัวฉันถูกทำให้พ่ายแพ้ราบคาบ

วลี

The introvert in me: ด้านที่เก็บตัวในบุคลิกของคุณ

รูปแบบ the X in me นำเสนอลักษณะ บทบาท หรือแนวโน้มบางอย่างว่าเป็นด้านหนึ่งของบุคลิกของผู้พูด ในที่นี้ The introvert in me หมายถึงด้านที่ชอบเก็บตัวของผู้พูด ไม่ได้หมายความว่ามีอีกคนหนึ่งอยู่ในร่างกายจริง ๆ รูปแบบนี้ใช้เมื่อด้านหนึ่งของตัวคุณมีปฏิกิริยาแบบใดแบบหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อด้านอื่นอาจมีปฏิกิริยาต่างออกไป X มักเป็นคำนามที่เรียกประเภทบุคคลซึ่งเข้าใจได้ชัดเจน เช่น the optimist, the perfectionist หรือ the child

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The optimist in me still expects a good outcome,' คำว่า 'The optimist in me' หมายถึงอะไร

  1. คนที่อาศัยอยู่กับผู้พูด
  2. คนมองโลกในแง่ดีอีกคนที่อยู่ภายในร่างกายของผู้พูดจริง ๆ
  3. ด้านที่มองโลกในแง่ดีของบุคลิกผู้พูด
ดูคำตอบ

ด้านที่มองโลกในแง่ดีของบุคลิกผู้พูด

สำนวน

was floored: ตกตะลึงอย่างมาก

ในสำนวน be floored คำว่า floored หมายถึงตกใจหรือตกตะลึงอย่างมาก ความประหลาดใจอาจเกิดจากเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็ได้ โดยดูจากบริบท ในที่นี้ was สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ The introvert in me และแสดงว่าปฏิกิริยาเกิดขึ้นในอดีต ไม่มีใครล้มหรือถูกกระแทกลงบนพื้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยค 'I was floored by the final price.' น่าจะหมายความว่าอะไรที่สุด

  1. ฉันนอนลงบนพื้นเพราะเหนื่อย
  2. ฉันตกตะลึงกับราคาสุดท้ายอย่างมาก
  3. ฉันปูพื้นหลังจากเห็นราคา
ดูคำตอบ

ฉันตกตะลึงกับราคาสุดท้ายอย่างมาก

This transformation was something else. สำนวน

2:11

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันช่างแปลกใหม่จริงๆ

สำนวน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลย

ในประโยคนี้ something else เป็นสำนวนที่ใช้ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นโดดเด่น น่าประทับใจ หรือมีพลังอย่างมาก ไม่ได้หมายถึงสิ่งของอีกชิ้นหนึ่ง ความรู้สึกที่แน่ชัดต้องดูจากบริบทและน้ำเสียง ในที่นี้ฟังดูเหมือนการชื่นชมอย่างมากว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ในสถานการณ์อื่น สำนวนเดียวกันอาจสื่อว่าสิ่งนั้นแปลกหรือรับมือได้ยากก็ได้

แบบฝึกหัด

ในบทวิจารณ์เชิงบวก 'The final design was something else' มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด

  1. แบบสุดท้ายเป็นสิ่งของจริงอีกชิ้นหนึ่ง
  2. แบบสุดท้ายประทับใจอย่างยิ่ง
  3. แบบสุดท้ายเหมือนแบบเก่าทุกประการ
ดูคำตอบ

แบบสุดท้ายประทับใจอย่างยิ่ง

And when I said life got better, น้ำเสียง/เจตนา

2:14

และตอนที่ฉันบอกว่าชีวิตดีขึ้น

I meant it.

2:16

ฉันพูดจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

I meant it: ฉันพูดจริง

when I said life got better ใช้กล่าวถึงสิ่งที่ผู้พูดเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้อีกครั้ง ส่วน I meant it ใช้ยืนยันว่าผู้พูดเชื่อในคำพูดนั้นจริง ๆ ไม่ได้พูดเกินจริงหรือพูดไปตามมารยาท ในที่นี้ it หมายถึงข้อความทั้งหมดที่ว่า ชีวิตดีขึ้น ส่วน meant it แสดงความจริงใจต่อคำพูดที่พูดไปแล้ว ไม่ได้หมายถึงความตั้งใจจะลงมือทำบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'I promised to call tonight, and I meant it' I meant it ทำหน้าที่อะไร

  1. บอกว่าผู้พูดมีแผนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
  2. เปลี่ยนคำสัญญาให้เป็นคำถาม
  3. ยืนยันว่าคำสัญญาก่อนหน้านั้นเป็นความจริงใจ
ดูคำตอบ

ยืนยันว่าคำสัญญาก่อนหน้านั้นเป็นความจริงใจ

I was killing it at work. สำนวน

2:18

ฉันทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในที่ทำงาน

สำนวน

was killing it at work: ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากในที่ทำงาน

kill it เป็นสำนวนไม่เป็นทางการ หมายถึง “ทำได้ยอดเยี่ยมมาก” หรือ “ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ” ในประโยคนี้ it เป็นส่วนที่ตายตัวของสำนวน ไม่ได้หมายถึงการฆ่าหรือทำลายสิ่งใด was killing it ใช้รูป past progressive เพื่อแสดงว่าผลงานที่ยอดเยี่ยมนั้นดำเนินต่อเนื่องอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต ส่วน at work ระบุว่าผู้พูดทำได้ดีมากในด้านการงาน

แบบฝึกหัด

“Maya is killing it in her new role” หมายความว่าอย่างไร?

  1. Maya ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากในบทบาทใหม่ของเธอ
  2. Maya กำลังทำลายบางอย่างในที่ทำงาน
  3. Maya กำลังพยายามออกจากบทบาทใหม่ของเธอ
ดูคำตอบ

Maya ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากในบทบาทใหม่ของเธอ

My brain kept pouring out great stuff. สำนวน

2:20

สมองของฉันหลั่งไหลสิ่งดีๆ ออกมาไม่หยุด

สำนวน

kept pouring out great stuff: ไอเดียดี ๆ หลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

pour out ตามความหมายตรงตัวใช้บรรยายสิ่งที่ไหลออกจากภาชนะ แต่ในที่นี้เป็นอุปมา โดยวาดภาพว่าสมองเป็นแหล่งที่สร้างไอเดียดี ๆ หรือผลงานสร้างสรรค์จำนวนมาก ส่วน great stuff เป็นคำเรียกผลงานเหล่านั้นแบบสบาย ๆ และไม่เจาะจง keep + -ing แสดงว่าการกระทำนั้นดำเนินต่อไปหรือเกิดซ้ำ ๆ ดังนั้น kept pouring out จึงเน้นว่าผลงานดี ๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเทสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้ keep รูปอดีตตามด้วย pour out รูป -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: During the brainstorming session, her mind ____ useful ideas.

ดูคำตอบ

kept pouring out

Ideas came in waves. สำนวน

2:22

ไอเดียพรั่งพรูเข้ามาเป็นระลอกคลื่น

สำนวน

Ideas came in waves: ไอเดียผุดขึ้นมาเป็นระลอก

ใน Ideas came in waves. คำว่า came in waves เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงไอเดียผุดขึ้นมาเป็นช่วง ๆ หรือเป็นกลุ่มต่อเนื่องกัน ไม่ได้มาในอัตราคงที่หรือมาพร้อมกันทั้งหมด อาจมีช่วงหยุดสั้น ๆ คั่นระหว่างแต่ละระลอก โครงสร้าง X comes/came in waves ใช้บรรยายความเจ็บปวด อารมณ์ ข้อความ หรือผู้มาเยือนที่เข้ามาหรือเกิดขึ้นซ้ำเป็นระลอกแยกกันได้ ในที่นี้ waves ไม่ได้หมายถึงคลื่นทะเลจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After the product launch, support calls came in waves.” คำว่า “came in waves” หมายความว่าอย่างไร

  1. สายเหล่านั้นเข้ามาหลายระลอก โดยมีช่วงที่เงียบลงคั่นอยู่
  2. สายเหล่านั้นเดินทางข้ามมหาสมุทร
  3. สายทั้งหมดเข้ามาในเวลาเดียวกันพอดี
ดูคำตอบ

สายเหล่านั้นเข้ามาหลายระลอก โดยมีช่วงที่เงียบลงคั่นอยู่

Creativity felt effortless.

2:24

ความคิดสร้างสรรค์รู้สึกเหมือนไม่ต้องพยายาม

So, I kept smoking. ไวยากรณ์

2:27

ดังนั้น ฉันจึงดูดต่อไป

ไวยากรณ์

kept smoking: ใช้ keep + -ing เพื่อบอกการกระทำที่ดำเนินต่อไป

ใน I kept smoking. คำว่า kept เป็นรูปอดีตของ keep และตามด้วย smoking ซึ่งเป็นรูป -ing โครงสร้าง keep + -ing หมายถึงทำสิ่งหนึ่งต่อไปหรือทำซ้ำ ๆ ดังนั้นผู้พูดจึงยังสูบบุหรี่ต่อไปแทนที่จะหยุด kept ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “เก็บไว้” หรือ “เป็นเจ้าของ” ในการเล่าเรื่อง โครงสร้างนี้ทำให้การสูบบุหรี่ดูเป็นพฤติกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำ ไม่ใช่การกระทำเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

ใช้ play ในรูปอดีตของ keep + -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Even after the rain started, the children ____ in the park.

ดูคำตอบ

kept playing

I smoked in good times, ลำดับความ

2:30

ฉันดูดในช่วงเวลาที่ดี

and I smoked in bad times.

2:32

และฉันก็ดูดในช่วงเวลาที่แย่

ลำดับความ

in good times ... in bad times: การวางคู่ขนานเพื่อครอบคลุมทุกสถานการณ์

in good times และ in bad times กล่าวถึงสถานการณ์ตรงข้ามกันในตำแหน่งทางไวยากรณ์ที่เหมือนกัน การกล่าว I smoked ซ้ำทำให้สองส่วนมีโครงสร้างขนานที่ชัดเจนและช่วยให้สังเกตความต่างได้ง่าย เมื่อนำสองขั้วนี้มาคู่กัน ขอบเขตของข้อความจะกว้างขึ้น คือผู้พูดสูบบุหรี่ไม่ว่าชีวิตจะเป็นไปด้วยดีหรือแย่ ประเด็นจึงไม่ใช่ช่วงเวลาเฉพาะสองช่วง แต่เป็นนิสัยที่ดำเนินต่อไปในทุกสถานการณ์

แบบฝึกหัด

การเปรียบต่างแบบขนานในประโยคนี้เน้นอะไร? Maya stood by me in good times, and she stood by me in bad times.

  1. เธอสนับสนุนฉันในทุกสถานการณ์
  2. เธอกำลังเปรียบเทียบช่วงเวลาสองช่วงที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  3. เธอสนับสนุนฉันเฉพาะตอนที่ชีวิตดำเนินไปด้วยดี
ดูคำตอบ

เธอสนับสนุนฉันในทุกสถานการณ์

On sleepless nights and in anxious hours,

2:34

ในค่ำคืนที่นอนไม่หลับและในชั่วโมงที่วิตกกังวล

smoking helped.

2:37

การสูบช่วยได้

All I needed was a cozy spot to kick back, โน้ต

2:39

สิ่งที่ฉันต้องการคือมุมสบายๆ ไว้เอนหลัง

ไวยากรณ์

All I needed was: สิ่งที่ต้องการทั้งหมดหรือเงื่อนไขขั้นต่ำ

All I needed was + นามวลี หมายถึง “สิ่งที่ฉันต้องการทั้งหมดคือ...” หรือถ้าพูดให้เป็นธรรมชาติก็คือ “ฉันต้องการเพียง...” All I needed ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นประธาน โดย all ไม่ได้ขยายคำนามหลัง was แยกต่างหาก โครงนี้มุ่งความสนใจไปที่เงื่อนไขที่มีน้อยแต่เพียงพอ ส่วนหลัง was ไม่จำเป็นต้องมีเพียงรายการเดียว แต่สามารถแจกแจงทุกสิ่งที่ต้องการได้ เช่น All I needed was time and a quiet room.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย All we needed was เพื่อแสดงว่าแผนที่ชัดเจนคือสิ่งที่ต้องการทั้งหมด: ____ a clear plan.

ดูคำตอบ

All we needed was

กริยาวลี

to kick back: ผ่อนคลายแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ kick back หมายถึง “ผ่อนคลายและพักผ่อน” มักให้ความรู้สึกว่านั่งหรือนอนอย่างสบายและไม่ทำอะไรที่เหนื่อยยาก ไม่ได้หมายถึงการ “เตะไปข้างหลัง” ตามตัวอักษร to kick back ซึ่งเป็นรูป infinitive อธิบายว่า cozy spot มีไว้ทำอะไร นั่นคือเป็นที่ที่ผู้พูดสามารถพักผ่อนได้ โครงสร้าง a place/spot to + คำกริยา ใช้บอกว่าสถานที่นั้นมีไว้ทำอะไร

แบบฝึกหัด

kick back ในประโยค “After the long hike, we sat by the lake and kicked back.” หมายความว่าอะไร?

  1. เราจ่ายเงินให้ใครบางคนอย่างผิดกฎหมาย
  2. เราผ่อนคลาย
  3. เราเตะสิ่งของบางอย่างไปข้างหลัง
ดูคำตอบ

เราผ่อนคลาย

a good song,

2:41

เพลงเพราะๆ สักเพลง

and a good puff to declutter my mind and chase anxiety away. โน้ต

2:42

และการสูบดีๆ สักปื้ดเพื่อขจัดความยุ่งเหยิงในหัวและขับไล่ความวิตกกังวลไป

การใช้คำ

good puff: การสูบเข้าไปหนึ่งครั้งอย่างเต็มอิ่ม

ในบริบทของการสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า a puff หมายถึงการสูดควันหรือไอเข้าไปหนึ่งครั้ง ในที่นี้ a good puff หมายถึงการสูบเข้าไปอย่างเต็มอิ่มหรือน่าพอใจในมุมมองของผู้พูด ส่วนสิ่งที่สูบเข้าไปคืออะไรต้องดูจากบริบท Good ไม่ได้หมายความว่าการสูบครั้งนั้นดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย หรือดีในทางศีลธรรม นอกบริบทนี้ puff ยังอาจหมายถึงลมหรือกลุ่มเล็ก ๆ ของอากาศ ควัน หรือไอได้ ดังนั้นคำรอบข้างจึงเป็นตัวกำหนดความหมาย

แบบฝึกหัด

ในบริบทที่ชัดเจนว่าเป็นการสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า a good puff หมายถึงอะไร?

  1. สิ่งของที่นุ่มและฟู
  2. การสูดควันหรือไอเข้าไปอย่างเต็มอิ่มหนึ่งครั้ง
  3. การฝึกหายใจที่ดีต่อสุขภาพ
ดูคำตอบ

การสูดควันหรือไอเข้าไปอย่างเต็มอิ่มหนึ่งครั้ง

สำนวน

declutter my mind: ลดความคิดรก ๆ และจัดระเบียบความคิด

โดยทั่วไป declutter หมายถึงการนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากพื้นที่จริง เพื่อให้ใช้พื้นที่นั้นได้สะดวกขึ้น ในที่นี้ my mind ถูกเปรียบเหมือนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งของ declutter my mind จึงหมายถึงการลดความคิดที่รบกวนสมาธิและจัดระเบียบความคิดที่เหลือ เพื่อให้คิดได้ชัดเจนขึ้น เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่การทำความสะอาดสมองจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเปรียบเทียบที่สร้างจาก declutter และ my mind: Writing tomorrow's tasks down helps me ____ before bed.

ดูคำตอบ

declutter my mind

สำนวน

chase anxiety away: ทำให้ความกังวลจางลง

ในโครงสร้าง chase + กรรม + away คำว่า chase แสดงการทำให้กรรมจากไป ส่วน away แสดงผลว่าบางสิ่งถอยห่างหรือหายไป เนื่องจาก anxiety ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ chase anxiety away จึงเปรียบความกังวลเหมือนเป็นสิ่งที่ขับไล่ได้ ในที่นี้หมายถึงการบรรเทาหรือทำให้ความกังวลจางลงชั่วคราว ไม่ใช่การไล่ตามสิ่งใดจริง ๆ และไม่ได้รับประกันว่าจะหายอย่างถาวร

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง chase ... away โดยให้ anxiety เป็นกรรมเพื่อเติมประโยค: A calming routine can ____ for a while.

ดูคำตอบ

chase anxiety away

Life was easier with it.

2:47

ชีวิตง่ายขึ้นเมื่อมีมัน

A few months down the road, วลี

2:50

ไม่กี่เดือนต่อมา

วลี

A few months down the road: จุดเวลาในภายหลัง

ในประโยคนี้ A few months down the road หมายถึง “ไม่กี่เดือนต่อมา” วลีนี้เลื่อนเวลาในเรื่องไปข้างหน้าจากช่วงเวลาที่กำลังกล่าวถึงอยู่ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปตามถนน วลีนี้ชี้ถึงจุดเวลาคร่าว ๆ ที่ช้ากว่าเดิมไม่กี่เดือน ไม่ใช่ช่วงเวลาที่กินเวลาหลายเดือน ในการเล่าเรื่องอดีต จุดอ้างอิงก็อาจอยู่ในอดีตได้ ดังนั้น down the road จึงไม่ได้หมายถึงอนาคตที่นับจากวันนี้เสมอไป

แบบฝึกหัด

วลีบอกเวลาในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? We can review the plan again a few months down the road.

  1. เราสามารถกลับมาทบทวนแผนนี้อีกครั้งในอีกไม่กี่เดือน
  2. เราทบทวนแผนนี้ไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน
  3. เราต้องทบทวนแผนนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน
ดูคำตอบ

เราสามารถกลับมาทบทวนแผนนี้อีกครั้งในอีกไม่กี่เดือน

it seemed to me that I smoked more,

2:52

ดูเหมือนว่าฉันจะดูดมากขึ้น

not from greed, ลำดับความ

2:55

ไม่ใช่เพราะความโลภ

but out of necessity.

2:56

แต่เพราะความจำเป็น

ลำดับความ

not from greed, but out of necessity: แก้ไขคำอธิบายเรื่องแรงจูงใจ

โครงสร้าง not from A, but out of B เริ่มจากปฏิเสธแรงจูงใจอย่างหนึ่ง แล้วเสนออีกแรงจูงใจหนึ่งเป็นคำอธิบายที่ผู้พูดมองว่าเป็นเหตุผลจริง ในที่นี้ greed ถูกปฏิเสธและแทนที่ด้วย necessity น้ำหนักของข้อมูลหลักอยู่หลัง but ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เพียงเรียงสาเหตุสองอย่าง แต่ยังแก้ไขการตีความที่อาจเกิดขึ้น และอาจทำให้ข้อความฟังเหมือนผู้พูดกำลังให้เหตุผลเพื่อปกป้องพฤติกรรมของตน Out of necessity หมายถึง “เพราะมีความจำเป็น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง not from ... but out of ...: He stayed silent ____ indifference, ____ respect for her privacy.

ดูคำตอบ

not from · but out of

Too many problems on my plate at the same time, สำนวน

2:58

มีปัญหามากมายกองอยู่ตรงหน้าในเวลาเดียวกัน

สำนวน

problems on my plate: ปัญหาที่ฉันต้องรับผิดชอบ

On my plate เปรียบงาน ความรับผิดชอบ หรือปัญหาเป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งกำลังแบกรับและต้องจัดการ ในประโยคนี้ problems on my plate หมายถึงปัญหาที่ผู้พูดต้องรับผิดชอบอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่อาหารบนจานจริง ๆ คำแสดงความเป็นเจ้าของบอกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ จึงเปลี่ยนได้เป็น on my/your/her plate ส่วน Too many ... at the same time เน้นว่าความรับผิดชอบกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนภาระมากเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย have a lot on one's plate และเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของให้ตรงกับผู้พูด: I can't lead another project; I already ____.

ดูคำตอบ

have a lot on my plate

and quick solutions are hard to come by. สำนวน

3:01

และทางแก้ปัญหาแบบรวดเร็วก็หายากเหลือเกิน

สำนวน

are hard to come by: หาหรือได้มาได้ยาก

Be hard to come by หมายถึงหา ได้รับ หรือพบเจอได้ยาก โดยทั่วไปเป็นเพราะสิ่งนั้นมีอยู่น้อย ในที่นี้ quick solutions are hard to come by หมายความว่าวิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วไม่ได้หาได้ง่าย ๆ สิ่งที่ขาดแคลนจะเป็นประธานของประโยค เช่น Quick solutions are hard to come by ในโครงสร้างนี้ come by ไม่ได้หมายถึงผ่านมาหรือมาเยี่ยม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be hard to come by: In this remote area, reliable internet ____.

ดูคำตอบ

is hard to come by

So, I smoked.

3:03

ดังนั้น ฉันจึงสูบมัน

It didn't solve my problems,

3:05

มันไม่ได้แก้ปัญหาให้ฉัน

but it certainly calmed my nerves and made me feel like the solutions were just a bit down the road. โน้ต

3:07

แต่มันทำให้ประสาทฉันสงบลงและทำให้รู้สึกเหมือนทางแก้ปัญหาอยู่ข้างหน้านี้เอง

วลี

calmed my nerves: คลายความกังวล

Calm someone's nerves หมายถึงทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกวิตก กังวล หรือกลัวน้อยลง ในประโยคนี้ calmed my nerves บอกว่าบางสิ่งช่วยลดความกังวลของผู้พูด โดย nerves หมายถึงความรู้สึกประหม่า ไม่ใช่เส้นใยประสาทในร่างกาย นี่เป็นการใช้คำร่วมกันที่เป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษ ในภาษาพูดทั่วไป calm my nerves มักเป็นธรรมชาติกว่า calm my nervousness

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของสำนวนเป้าหมาย: The quiet music ____ before the interview.

ดูคำตอบ

calmed my nerves

สำนวน

just a bit down the road: อนาคตอันใกล้

Down the road อาจมีความหมายตามตัวอักษรว่าต่อไปตามถนนจริง แต่ในที่นี้เป็นอุปมาเรื่องเวลา หมายถึงช่วงใดช่วงหนึ่งในอนาคต ส่วน just a bit ทำให้อนาคตนั้นดูเหมือนอยู่ค่อนข้างใกล้ ทางแก้ไม่ได้อยู่บนถนนจริง ๆ ผู้พูดจินตนาการว่าการเดินหน้าไปตามเวลาเหมือนการเคลื่อนที่ไปตามถนน และแสดงความหวังว่าจะพบคำตอบในไม่ช้าโดยไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “A reliable fix may be just a bit down the road,” วลี just a bit down the road หมายถึงอะไร?

  1. วิธีแก้ที่เชื่อถือได้อาจพร้อมใช้ในอนาคตอันใกล้
  2. วิธีแก้ที่เชื่อถือได้วางอยู่บนถนนใกล้ ๆ
  3. วิธีแก้ที่เชื่อถือได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ดูคำตอบ

วิธีแก้ที่เชื่อถือได้อาจพร้อมใช้ในอนาคตอันใกล้

I might have been wrong.

3:12

ฉันอาจจะคิดผิด

Weed started to become the very fabric of my daily life. สำนวน

3:15

กัญชาเริ่มกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวันของฉัน

สำนวน

the very fabric of my daily life: อุปมาถึงโครงสร้างพื้นฐาน

ในวลี the very fabric of my daily life คำว่า fabric ใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยมองชีวิตประจำวันเหมือนสิ่งที่ถักทอขึ้น และกัญชาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานนั้น very เน้นคำว่า fabric ให้หนักแน่นขึ้น ผู้พูดหมายความว่ากัญชาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้เป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่ได้ฝังลึกอยู่ในกิจวัตรประจำวันแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ the very fabric of my daily life หมายความว่าอย่างไร

  1. มันได้กลายเป็นส่วนพื้นฐานที่ผสานอย่างลึกซึ้งกับชีวิตประจำวัน
  2. มันเป็นผ้าชิ้นหนึ่งที่ใช้ทุกวัน
  3. มันเป็นสิ่งที่ใช้เฉพาะในโอกาสที่หาได้ยาก
ดูคำตอบ

มันได้กลายเป็นส่วนพื้นฐานที่ผสานอย่างลึกซึ้งกับชีวิตประจำวัน

Without it, ไวยากรณ์

3:19

หากไม่มีมัน

food doesn't taste as good,

3:20

อาหารก็รสชาติไม่อร่อยเท่าเดิม

and conversations just seem to drag on forever. กริยาวลี

3:22

และบทสนทนาก็ดูเหมือนจะยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด

ไวยากรณ์

Without it, food doesn't taste as ...: การกำหนดเงื่อนไขของการไม่มีบางสิ่ง

Without it เป็นวลีบุพบทที่วางไว้ต้นประโยคเพื่อกำหนดเงื่อนไขของการไม่มีบางสิ่ง ซึ่งหมายถึง “ถ้ามันไม่อยู่” ในที่นี้ it หมายถึงกัญชา ส่วนอนุประโยคหลักบอกผลที่เกิดจากการไม่มีสิ่งนั้น ใน doesn't taste as good สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบเข้าใจได้จากบริบท คือเมื่อไม่มีกัญชา อาหารจะไม่อร่อยเท่าตอนที่มี โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ Without + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing แล้วตามด้วยอนุประโยคที่บอกผล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ without อย่างถูกต้องเพื่อบอกเงื่อนไขของการไม่มีบางสิ่ง แล้วตามด้วยผลลัพธ์

  1. Unless enough sleep, I can't focus.
  2. Without I sleep enough, I can't focus.
  3. Without enough sleep, I can't focus.
ดูคำตอบ

Without enough sleep, I can't focus.

กริยาวลี

seem to drag on forever: รู้สึกว่าบางสิ่งยาวนานเกินไป

ในประโยคนี้ drag on หมายถึงสิ่งหนึ่งดำเนินต่อไปนานกว่าที่รู้สึกว่าสมเหตุสมผลหรือน่าพอใจ โดยเฉพาะเหตุการณ์อย่างบทสนทนา ไม่ได้หมายถึงการลากสิ่งของจริง ๆ Seem to แสดงว่านี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวของผู้พูด ส่วน forever เป็นการพูดเกินจริง บทสนทนาไม่ได้ดำเนินไปตลอดกาลจริง ๆ แต่ให้ความรู้สึกว่ายาวนานและน่าเบื่อมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายเพื่อแสดงว่าการบรรยายให้ความรู้สึกว่ายาวนานเกินไป: The final lecture ____.

ดูคำตอบ

seemed to drag on forever

Sometimes I come down, กริยาวลี

3:26

บางครั้งพอฉันสร่าง

กริยาวลี

come down: ความเคลิบเคลิ้มจากยาเริ่มจางลง

ในที่นี้ come down หมายถึงการที่ความเคลิบเคลิ้มจากยาเริ่มจางลง และผู้ใช้ค่อย ๆ กลับไปสู่ภาวะที่ปกติและรู้สึกตัวชัดเจนขึ้น ผู้ที่ประสบการเปลี่ยนแปลงเป็นประธานของประโยค จึงพูดว่า I come down บริบทเรื่องยาก่อนหน้านี้ทำให้เลือกความหมายเชิงสำนวนนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนตัวลงด้านล่าง ช่วงที่ฤทธิ์ยาลดลงอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ตามมา แต่ come down เองเน้นการออกจากภาวะเคลิบเคลิ้มเป็นหลัก

แบบฝึกหัด

ในเรื่องเล่าเกี่ยวกับผลของกัญชา 'I started to come down' หมายความว่าอะไร?

  1. ฉันพยายามทำให้อีกคนหงุดหงิดน้อยลง
  2. ฉันเริ่มเดินลงบันได
  3. ความเคลิบเคลิ้มจากยาของฉันกำลังเริ่มจางลง
ดูคำตอบ

ความเคลิบเคลิ้มจากยาของฉันกำลังเริ่มจางลง

and all I saw was a bunch of empty laughter that doesn't mean anything. สำนวน

3:28

สิ่งที่ฉันเห็นก็มีเพียงแค่เสียงหัวเราะที่ว่างเปล่าและไม่มีความหมายอะไรเลย

สำนวน

a bunch of empty laughter: เสียงหัวเราะที่ไร้ความรู้สึกหรือความหมายที่แท้จริง

ใน a bunch of empty laughter คำว่า empty ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นจริง แต่ไม่มีความรู้สึก ความพึงพอใจ หรือความหมายที่จริงใจ ไม่ได้หมายความว่าสถานที่หรือภาชนะว่างเปล่าทางกายภาพ A bunch of เป็นสำนวนบอกปริมาณแบบไม่เป็นทางการ การมอง laughter เหมือนเป็นสิ่งของกองหนึ่งทำให้ปฏิกิริยานั้นดูเหมือนกันไปหมดและไม่น่าให้ความสำคัญ ในประโยคนี้ ผู้พูดมองว่าความสุขที่เห็นภายนอกนั้นว่างเปล่า ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

แบบฝึกหัด

a bunch of empty laughter ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. คนกลุ่มใหญ่หัวเราะด้วยความยินดีอย่างจริงใจ
  2. ผู้คนกำลังหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นดูไม่จริงใจและไร้ความหมาย
  3. ห้องว่างเปล่า จึงไม่มีใครได้ยินเสียงหัวเราะ
ดูคำตอบ

ผู้คนกำลังหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นดูไม่จริงใจและไร้ความหมาย

I started to lose my ability to concentrate. วลี

3:32

ฉันเริ่มสูญเสียความสามารถในการมีสมาธิ

วลี

lose one's ability to concentrate: ability + infinitive ที่มี to

Lose one's ability to do something หมายถึงคนคนหนึ่งไม่สามารถทำบางสิ่งได้อีกต่อไป หรือมีความสามารถในการทำสิ่งนั้นลดลง ในประโยคนี้ สิ่งที่กำลังสูญเสียไปคือ my ability to concentrate ส่วน started to lose แสดงว่าความเสื่อมถอยเพิ่งเริ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าความสามารถหายไปทั้งหมดแล้วเสมอไป หลัง ability ใช้ infinitive ที่มี to เพื่อระบุการกระทำ: ability to concentrate และต้องเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของให้ตรงกับบุคคล เช่น my ability, her ability หรือ their ability

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป infinitive ที่มี to ของ lose one's ability to concentrate และเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของให้ตรงกับ she: After several sleepless nights, she began ____.

ดูคำตอบ

to lose her ability to concentrate

Work got affected in bits and pieces. วลี

3:35

งานเริ่มได้รับผลกระทบทีละเล็กทีละน้อย

วลี

in bits and pieces: เป็นส่วน ๆ ที่แยกขาดจากกัน

in bits and pieces ทำหน้าที่เป็นวลีวิเศษณ์ในประโยคนี้ โดยบอกว่าผลกระทบต่องานเกิดขึ้นเป็นส่วน ๆ หรือในช่วงเวลาที่แยกจากกัน ไม่ได้เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในครั้งเดียว วลีนี้อาจสื่อว่าผลกระทบค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ในบริบทนี้ แต่ใจความหลักคือความกระจัดกระจาย กล่าวคือกระบวนการไม่สม่ำเสมอหรือไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ช้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ in bits and pieces เพื่อแสดงว่างานทำในหลายช่วงเวลาที่แยกจากกันและมีการหยุดคั่น?

  1. I assembled the shelf piece by piece in the numbered order.
  2. I improved my pronunciation bit by bit through daily practice.
  3. I drafted the report in bits and pieces whenever I had a few free minutes.
ดูคำตอบ

I drafted the report in bits and pieces whenever I had a few free minutes.

Ideas would still arrive in dozens,

3:38

ไอเดียยังคงผุดขึ้นมาเป็นสิบๆ

but I would just leave them there.

3:40

แต่ฉันก็แค่ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น

Too much fog in my brain, สำนวน

3:42

มีหมอกในสมองของฉันมากเกินไป

สำนวน

Too much fog in my brain: ใช้หมอกเปรียบเทียบกับความคิดที่ไม่ชัดเจน

fog in my brain เป็นคำเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับหมอกจริงที่ทำให้มองเห็นได้ยาก หมอกในที่นี้ทำให้สร้างหรือติดตามความคิดได้ยาก ผู้พูดจึงรู้สึกว่าคิดช้า ไม่มีสมาธิ หรือคิดไม่ชัดเจน Too much fog in my brain เป็นส่วนของประโยคแบบภาษาพูดที่ไม่มีคำกริยาปรากฏชัด ในบริบท วลีนี้ใช้บอกสภาพของผู้พูดอย่างสั้น ๆ ว่าความคิดของผู้พูดพร่ามัวเกินไป

แบบฝึกหัด

ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า Too much fog in my brain?

  1. ความคิดของฉันพร่ามัวและจัดระเบียบได้ยาก
  2. ฉันคิดได้รวดเร็วและชัดเจนกว่าปกติมาก
  3. อากาศรอบตัวฉันมีหมอก
ดูคำตอบ

ความคิดของฉันพร่ามัวและจัดระเบียบได้ยาก

and I kept making excuses and pumping the brakes. โน้ต

3:44

และฉันก็คอยแต่หาข้ออ้างและเหยียบเบรก

วลี

kept making excuses: ให้เหตุผลซ้ำ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมือทำ

keep + -ing ใช้บอกว่าการกระทำหนึ่งดำเนินต่อไปหรือเกิดซ้ำ ๆ ในรูปอดีต kept making excuses หมายถึงผู้พูดให้เหตุผลซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อไม่ลงมือทำหรือไม่จัดการกับปัญหา make excuses เป็นคำที่ใช้คู่กันแบบตายตัว ไม่ได้หมายถึงการสร้างข้อแก้ตัวขึ้นมาในทางกายภาพ แต่โดยทั่วไปสื่อว่าเหตุผลเหล่านั้นถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือการลงมือทำ เมื่อใช้กับ I ในที่นี้จึงมีน้ำเสียงตำหนิตัวเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ keep + -ing และคำที่ใช้คู่กัน make excuses: Even after three reminders, he ____ for missing the deadline.

ดูคำตอบ

kept making excuses

สำนวน

pumping the brakes: ชะลอหรือยับยั้งความคืบหน้า

pump the brakes ตามความหมายตรงตัวคือการเหยียบและผ่อนเบรกของรถซ้ำ ๆ ที่นี่เป็นอุปมาเกี่ยวกับการขับรถ โดย pumping the brakes หมายถึงการชะลอ ถ่วงเวลา หรือยับยั้งความคืบหน้า แทนที่จะปล่อยให้เดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ ในโครงสร้างคู่ขนาน kept making excuses and pumping the brakes คำว่า pumping เป็นรูป -ing อีกคำหนึ่งที่อยู่ภายใต้ kept ผู้พูดกำลังยอมรับว่าตนคอยขัดขวางความคืบหน้า ไม่ได้เล่าถึงการขับรถจริง

แบบฝึกหัด

ทีมหนึ่งกำลังจะลงนามในสัญญาทั้งที่ยังไม่มีใครตรวจทาน ประโยคใดขอให้ทุกคนชะลอและพิจารณาใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Let's sign the contract now and review it later.
  2. Let's pump the brakes and review the contract first.
  3. Let's cancel the contract and end the negotiations.
ดูคำตอบ

Let's pump the brakes and review the contract first.

And there were no solutions down the road.

3:48

และมันก็ไม่มีทางแก้ปัญหาอยู่ข้างหน้าเลย

I didn't solve any of them,

3:50

ฉันแก้ปัญหาไม่ได้สักอย่าง

and I shouldn't be so surprised.

3:52

และฉันก็ไม่ควรจะแปลกใจขนาดนั้น

All I did was sweep them aside with weed, โน้ต

3:55

สิ่งที่ฉันทำก็แค่กวาดพวกมันไปไว้ข้างๆ ด้วยกัญชา

ไวยากรณ์

All I did was + กริยารูปพื้นฐาน: การกระทำเพียงอย่างเดียวที่ทำ

All I did was ... หมายถึง “สิ่งเดียวที่ฉันทำคือ...” โครงสร้างนี้ทำให้การกระทำของผู้พูดดูจำกัด มักใช้เพื่อยอมรับว่าสิ่งที่ทำยังไม่เพียงพอ หรือเพื่อชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในโครงสร้างนี้ did แสดงอดีตอยู่แล้ว ดังนั้นกริยาหลัง was จึงมักใช้รูปพื้นฐาน: All I did was sweep ไม่ใช่ swept หรือ sweeping

แบบฝึกหัด

ใช้กริยารูปพื้นฐานในวงเล็บเติมประโยคให้สมบูรณ์: All Nina did was ____ the broken link. (report)

ดูคำตอบ

report

สำนวน

sweep them aside with weed: ใช้กัญชาหลีกหนีปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา

sweep something aside อาจหมายถึงการปัดสิ่งของไปไว้ด้านข้างตามความหมายตรงตัว แต่ในที่นี้ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงผู้พูดผลักปัญหาออกจากความสนใจแทนที่จะจัดการกับมัน ส่วน them หมายถึงปัญหาที่กำลังพูดถึง with weed ระบุว่ากัญชาคือวิธีที่ใช้หลีกหนีปัญหา ภาพเปรียบเทียบนี้สื่อถึงการหนีเพียงชั่วคราว ปัญหาถูกผลักให้พ้นสายตา แต่ไม่ได้รับการแก้ไข

แบบฝึกหัด

“The manager swept the concerns aside” หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้จัดการเลื่อนการพูดคุยด้วยเหตุผลที่เป็นกลางและใช้ได้จริง
  2. ผู้จัดการเพิกเฉยต่อข้อกังวลแทนที่จะจัดการกับมัน
  3. ผู้จัดการใช้ไม้กวาดทำความสะอาดข้อกังวลจริง ๆ
ดูคำตอบ

ผู้จัดการเพิกเฉยต่อข้อกังวลแทนที่จะจัดการกับมัน

and they poured into an ugly avalanche. สำนวน

3:57

แล้วพวกมันก็ถล่มลงมาเป็นหิมะถล่มที่น่าเกลียด

สำนวน

poured into an ugly avalanche: การสะสมจนควบคุมไม่ได้

วลีนี้สร้างภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนถึงความยุ่งยากที่ค่อย ๆ รวมตัวกัน แล้วกลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่รับมือไม่ไหว poured ให้ภาพของสิ่งที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนกองใหญ่ขึ้น ส่วน avalanche สื่อถึงความรวดเร็ว พลัง และการสูญเสียการควบคุม ugly ในที่นี้หมายถึงผลลัพธ์ที่เลวร้าย วุ่นวาย และเจ็บปวด ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ที่ไม่สวย ถ้อยคำทั้งหมดเป็นภาพเปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่สำนวนอังกฤษตายตัว

แบบฝึกหัด

poured into an ugly avalanche ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. กำแพงหิมะจริง ๆ เข้าไปในอาคาร
  2. ความยุ่งยากหลายอย่างสะสมจนรับมือไม่ไหว
  3. ปัญหาเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว
ดูคำตอบ

ความยุ่งยากหลายอย่างสะสมจนรับมือไม่ไหว

It didn't help that my emotions went out of control. ลำดับความ

4:00

อารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ของฉันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ลำดับความ

It didn't help that ...: เพิ่มปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง

It didn't help that ... ใช้เพิ่มข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ซึ่งยากอยู่แล้วแย่ลง โครงสร้างนี้ตั้งต้นว่ามีปัญหาอยู่ก่อน แล้วเสนอข้อมูลในอนุประโยค that เป็นปัจจัยลบเพิ่มเติม โดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งปฏิเสธที่จะช่วย แต่เป็นโครงสร้างสำหรับจัดลำดับข้อมูล โดย it ชี้ไปข้างหน้าไปยังอนุประโยค that ซึ่งบรรจุเหตุผลหรือสถานการณ์ใหม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่ถูกต้องสำหรับเพิ่มปัจจัยที่ทำให้แย่ลงอีกอย่างหนึ่ง: The roads were already icy. ____ the streetlights had stopped working.

ดูคำตอบ

It didn't help that

One minute I would laugh like an idiot, ลำดับความ

4:03

นาทีหนึ่งฉันอาจจะหัวเราะเหมือนคนบ้า

and the next I'd be down in the dumps. สำนวน

4:05

และนาทีต่อมาฉันก็ดิ่งลงเหว

ลำดับความ

One minute ... and the next ...: การเปลี่ยนระหว่างสองสภาวะอย่างรวดเร็ว

One minute ... and the next ... วางสองสถานการณ์ที่ตัดกันไว้ตามลำดับ และเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวแสดงการเปลี่ยนจากการหัวเราะไปเป็นความรู้สึกหดหู่ ในโครงสร้างนี้ one minute ไม่ได้หมายถึงเวลาหกสิบวินาทีตามตัวอักษร แต่หมายถึง “ชั่วขณะหนึ่ง” ส่วน the next หมายถึง “ชั่วขณะถัดมา” แต่ละวลีจะนำอนุประโยคของตนเอง จึงใช้โครงสร้างนี้เพื่อเรียบเรียงการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของอารมณ์ พฤติกรรม สภาพอากาศ หรือสถานการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง One minute ... and the next ... ที่ถูกต้อง: ____ the room was quiet, and ____ it was full of shouting.

ดูคำตอบ

One minute · the next

สำนวน

be down in the dumps: รู้สึกเศร้าหรือท้อแท้

Be down in the dumps เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงรู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือหดหู่ คำว่า the dumps ไม่ได้หมายถึงกองขยะหรือสถานที่ทิ้งขยะจริง ๆ จึงต้องเข้าใจวลีนี้เป็นสำนวนทั้งชุด ในประโยคนี้ I'd be down in the dumps บรรยายสภาพอารมณ์ที่หดหู่ของผู้พูด และตัดกับการหัวเราะในอนุประโยคก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคภาษาอังกฤษ “Maya has been down in the dumps since her team lost” หมายความว่าอย่างไร?

  1. มายารู้สึกกระตือรือร้นและร่าเริงเรื่อยมา
  2. มายารู้สึกเศร้าและท้อแท้เรื่อยมา
  3. มายานำขยะออกไปทิ้งเรื่อยมา
ดูคำตอบ

มายารู้สึกเศร้าและท้อแท้เรื่อยมา

I mean, to be fair, น้ำเสียง/เจตนา

4:08

ฉันหมายถึง เอาจริงๆ นะ

น้ำเสียง/เจตนา

to be fair: เพิ่มข้อพิจารณาเพื่อสร้างสมดุล

To be fair เป็นเครื่องหมายทางวาทกรรมที่ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงหรือมุมมองเพื่อให้การประเมินฟังดูสมดุลขึ้น โดยทั่วไปหมายถึง “ถ้าพิจารณาอีกด้านด้วย” ไม่ได้กำลังพูดถึงความยุติธรรมในทางกฎหมาย ในที่นี้ วลีนี้ช่วยลดความแข็งของการเข้าสู่คำแก้ตัว ผู้พูดนำเสนอข้อความถัดไปว่าเป็นเหตุผลที่สมควรนำมาพิจารณาและน่าจะช่วยลดคำวิจารณ์ วลีนี้แสดงว่าผู้พูดพยายามดูเป็นธรรม แต่ไม่ได้รับประกันว่าคำแก้ตัวนั้นน่าเชื่อจริง

แบบฝึกหัด

วลีใดเหมาะที่สุดสำหรับเพิ่มข้อเท็จจริงที่ทำให้คำวิจารณ์สมดุลขึ้น? ____, the restaurant was short-staffed that night.

  1. To be honest
  2. Fair enough
  3. To be fair
ดูคำตอบ

To be fair

it's not like I can't stop. น้ำเสียง/เจตนา

4:10

ไม่ใช่ว่าฉันจะเลิกไม่ได้

น้ำเสียง/เจตนา

It's not like I can't stop: ปฏิเสธข้อสันนิษฐานโดยนัย

It's not like + อนุประโยค เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการเพื่อปฏิเสธหรือลดความสำคัญของความคิดที่อีกฝ่ายอาจกำลังสันนิษฐาน ในที่นี้ อนุประโยคที่ถูกปฏิเสธคือ I can't stop ดังนั้น not ชั้นนอกจึงทำให้ความหมายผิวเผินเป็น “ฉันหยุดได้” นี่ไม่ใช่การกล่าว I can stop แบบเป็นกลาง โครงสร้างนี้ฟังดูตั้งรับและอาจใช้เพื่อลดทอนความกังวล แทนที่จะพิสูจน์ว่าผู้พูดหยุดได้จริง

แบบฝึกหัด

ใน “It's not like I can't stop” ผู้พูดอ้างอะไรตามความหมายผิวเผิน?

  1. ผู้พูดขอให้อีกคนหยุด
  2. ผู้พูดบอกว่าไม่มีทางหยุดได้
  3. ผู้พูดปฏิเสธความคิดที่ว่าตนไม่สามารถหยุดได้
ดูคำตอบ

ผู้พูดปฏิเสธความคิดที่ว่าตนไม่สามารถหยุดได้

I can.

4:12

ฉันเลิกได้

But if I pull the plug now, สำนวน

4:13

แต่ถ้าฉันตัดใจเลิกตอนนี้

สำนวน

pull the plug: ยุติสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่โดยสิ้นเชิง

ในที่นี้ pull the plug เป็นสำนวนที่หมายถึง “หยุดกิจกรรมหรือแผนที่กำลังดำเนินอยู่โดยสิ้นเชิง” ไม่ได้หมายถึงการดึงปลั๊กไฟออกจริง ๆ ส่วน now เน้นว่าการตัดสินใจตามสมมตินั้นจะเกิดขึ้นทันที เมื่อต้องการระบุว่ายุติอะไร ให้ใช้ pull the plug on + คำนาม เช่น pull the plug on the project ในคำบรรยายนี้ ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่ถูกยุติได้จากบริบท จึงใช้สำนวนนี้โดยไม่กล่าวถึงกรรมโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ยุติโครงการโดยสิ้นเชิง” ลงในประโยค: After three failed trials, the company decided to ____ on the project.

ดูคำตอบ

pull the plug

things would be too much to handle. วลี

4:16

ก็จะมีเรื่องให้ต้องรับมือมากเกินไป

วลี

too much to handle: เกินความสามารถที่จะรับมือ

Too much to handle หมายถึงปริมาณทั้งหมด ความยาก หรือแรงกดดันทางอารมณ์มากเกินความสามารถของคนคนหนึ่งที่จะจัดการได้ ในที่นี้ handle เป็นคำกริยาที่หมายถึง “จัดการหรือรับมือ” ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงส่วนสำหรับใช้มือจับ รูปแบบที่พบบ่อยคือ be + too much to handle โดย too much บอกว่าภาระโดยรวมมากเกินไป และ to handle ระบุว่าภาระนั้นเกินความสามารถด้านใด

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนนี้ตามรูปเดิมเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: With three urgent deadlines today, the workload is ____.

ดูคำตอบ

too much to handle

And what if without it, ไวยากรณ์

4:18

แล้วถ้าหากไม่มีมันล่ะ

would I be back to who I used to be?

4:20

ฉันจะกลับไปเป็นคนเดิมที่เคยเป็นหรือเปล่า?

ไวยากรณ์

what if without it: การยกความเป็นไปได้ที่น่ากังวลขึ้นมา

ในที่นี้ what if ใช้เปิดประเด็นถึงความเป็นไปได้ที่น่ากังวล ส่วน without it หมายถึง “ถ้าสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงไม่มีอยู่อีกหรือใช้ไม่ได้อีกต่อไป” ผู้พูดไม่ได้ขอการคาดการณ์อย่างเป็นกลาง แต่กำลังจินตนาการถึงการสูญเสียสิ่งที่ตนพึ่งพาและกลัวว่าจะกลับไปเป็นตัวเองในอดีต สำนวนนี้เป็นส่วนประโยคภาษาพูด What if without it... แล้วเริ่มคำถามใหม่ด้วย would I be...? ให้เข้าใจว่าเป็นการถามตัวเองขณะกำลังเรียบเรียงความคิด ไม่ใช่แบบแผนไวยากรณ์มาตรฐานที่ควรคัดลอก โครงสร้างที่สมบูรณ์และนำไปใช้ได้คือ What if + ประธาน + คำกริยา...?

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ what if และ without อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อแสดงความกังวลว่าจะสูญเสียสิ่งสนับสนุน?

  1. How long have I had this support?
  2. What if I can't manage without this support?
  3. Without this support, I always feel completely confident.
ดูคำตอบ

What if I can't manage without this support?

A certified hermit? การใช้คำ

4:22

ฤาษีแบบเต็มตัวงั้นเหรอ?

การใช้คำ

A certified hermit?: ป้ายเรียกที่ขบขันและพูดเกินจริง

hermit หมายถึงคนที่แยกตัวไปอยู่ห่างจากผู้อื่น และในภาษากันเองอาจหมายถึงคนที่หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ที่นี่ certified ไม่ได้หมายถึงมีใบรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ใช้เน้นป้ายเรียกนี้ในความหมายประมาณว่า “เต็มขั้น” หรือ “ตัวจริง” วลีนามนี้อยู่เดี่ยว ๆ เป็นคำถามที่ผู้พูดถามตัวเอง ใกล้เคียงกับ Would I be a total hermit? โดยผสมอารมณ์ล้อตัวเองกับความกังวลว่าจะโดดเดี่ยวมาก

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ certified ใน A certified hermit? หมายถึงอะไร?

  1. ได้รับการจ้างชั่วคราวให้อยู่คนเดียว
  2. อย่างเต็มขั้นหรืออย่างไม่ต้องสงสัย โดยเป็นการพูดเกินจริงแบบขบขัน
  3. ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงาน
ดูคำตอบ

อย่างเต็มขั้นหรืออย่างไม่ต้องสงสัย โดยเป็นการพูดเกินจริงแบบขบขัน

It would be okay to be alone,

4:24

การอยู่คนเดียวมันก็คงจะโอเคแหละ

I guess. น้ำเสียง/เจตนา

4:26

ฉันเดาว่างั้นนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I guess ท้ายประโยค: ลดความหนักแน่นของการตัดสิน

I guess ที่อยู่ท้ายประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการพยายามเดาข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง แต่ลดระดับความแน่ใจของ It would be okay ทำให้ใจความใกล้กับ “ก็น่าจะไม่เป็นไร แม้จะยังไม่แน่ใจเต็มที่” เมื่อวางหลังข้อความหลัก จึงฟังเหมือนเป็นข้อสงวนที่เติมเข้ามาภายหลัง ในที่นี้สามารถสื่อถึงการยอมรับอย่างลังเลหรือการปลอบใจตัวเองได้ กล่าวคือ ผู้พูดกำลังพยายามยอมรับการอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้ฟังดูเชื่อมั่นอย่างเต็มที่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I guess ท้ายประโยคเพื่อสื่อถึงการยอมรับอย่างลังเล ไม่ใช่การเดาตามความหมายตรงตัว

  1. We can cancel the trip, I guess, if no one wants to go.
  2. I think the meeting starts at nine.
  3. I guessed the answer by looking at the clues.
ดูคำตอบ

We can cancel the trip, I guess, if no one wants to go.

But again,

4:28

แต่ก็นั่นแหละ

being alone and smoking is still a lot more fun.

4:29

การอยู่คนเดียวแล้วดูดกัญชามันก็ยังสนุกกว่ามากอยู่ดี

But am I all about fun? วลี

4:33

แต่ฉันสนใจแค่ความสนุกงั้นเหรอ?

วลี

Am I all about fun?: โครงสร้าง be all about

โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ be all about + คำนามหรือรูป -ing โดยบอกว่าแนวคิดที่ตามมาเป็นจุดสนใจ แรงจูงใจ หรือลักษณะสำคัญของบุคคล กิจกรรม หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในที่นี้กำลังตั้งคำถามว่า fun เป็นสิ่งที่ผู้พูดให้ความสำคัญเป็นหลักหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าผู้พูดรู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ fun หรือไม่ ประโยคบอกเล่าคือ I am all about fun. เมื่อเปลี่ยนเป็นคำถามแบบตอบ yes-no จะย้าย am ไปไว้หน้า I เป็น Am I all about fun? คำว่า all ทำให้ข้อความมีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้นคำถามจึงถามว่า fun เป็นจุดสนใจทั้งหมดของผู้พูดจริงหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนลงในประโยคเพื่อบอกว่าการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของทีม: This team is ____ helping others.

ดูคำตอบ

all about

A fabricated type of fun? การใช้คำ

4:35

ความสนุกแบบที่ถูกสร้างขึ้นมา?

การใช้คำ

A fabricated type of fun?: ตั้งคำถามว่าความสนุกนั้นจริงแท้หรือไม่

ในที่นี้ fabricated หมายถึงถูกแต่งขึ้นหรือสร้างขึ้นอย่างจงใจ พร้อมนัยตัดสินว่าความสนุกนั้นไม่จริงแท้ ไม่ใช่ความหมายเป็นกลางที่บอกเพียงว่าสิ่งหนึ่งถูกทำขึ้นมา วลีนามนี้อยู่ลำพังในรูปคำถามที่แสดงความสงสัย โดยมีความหมายประมาณว่า นี่เป็นเพียงความสนุกชนิดที่ถูกแต่งขึ้นมาหรือไม่ ผู้พูดกำลังให้นิยามใหม่แก่ประสบการณ์นี้และตั้งข้อสงสัยต่อความจริงแท้ของมัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fabricated ในความหมายว่าแต่งขึ้นและจึงเชื่อถือไม่ได้?

  1. The factory ordered manufactured steel frames.
  2. The workshop delivered fabricated steel frames.
  3. The investigation uncovered fabricated evidence.
ดูคำตอบ

The investigation uncovered fabricated evidence.

I mean,

4:38

ฉันหมายความว่า

I know the good and I know the bad. ลำดับความ

4:39

ฉันรู้ทั้งข้อดีและข้อเสีย

I know what helped,

4:41

ฉันรู้ว่าอะไรช่วยได้

and I know what harmed.

4:43

และฉันรู้ว่าอะไรเป็นอันตราย

ลำดับความ

the good ... the bad / what helped ... what harmed: โครงสร้างขนานที่สมดุล

โครงสร้าง I know... ที่ซ้ำกันสร้างคู่ตรงข้ามที่สมดุลสองคู่ ได้แก่ the good / the bad และ what helped / what harmed การคงโครงสร้างเดิมไว้ทำให้ด้านบวกและด้านลบมีน้ำหนักเท่ากัน ลำดับข้อมูลเคลื่อนจากการประเมินประสบการณ์โดยรวมไปสู่ผลกระทบที่เป็นรูปธรรม โครงสร้างขนานนี้ย่อประสบการณ์ที่ซับซ้อนให้เป็นบทสรุปที่กระชับและตั้งใจ ไม่ใช่รายการที่กระจัดกระจาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดซ้ำโครงสร้างเดิมเพื่อให้น้ำหนักเท่ากันแก่ผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกัน?

  1. I know the schedule changed, so I called the team.
  2. I know what we gained, and I know what we lost.
  3. I know that the meeting ended after lunch.
ดูคำตอบ

I know what we gained, and I know what we lost.

But if I'm not sure about who I am, ลำดับความ

4:45

แต่ถ้าฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองเป็นใคร

what do I know?

4:48

แล้วฉันจะไปรู้อะไรได้?

ลำดับความ

if I'm not sure ... what do I know?: การใช้เงื่อนไขนำไปสู่คำถามเชิงวาทศิลป์

อนุประโยค if เริ่มจากตั้งความไม่แน่ใจเรื่องหนึ่งที่เฉพาะเจาะจง คือผู้พูดไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใคร จากนั้นคำถามหลักก็ขยายความไม่แน่ใจนี้ออกไปว่า ถ้าความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองยังไม่มั่นคง ความรู้อื่นทั้งหมดก็อาจดูไม่น่าเชื่อถือไปด้วย what do I know? ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ได้ขอให้ใครแจกแจงข้อเท็จจริง แต่สื่อว่าผู้พูดอาจไม่สามารถมั่นใจในสิ่งใดได้เลย รูปแบบ “เงื่อนไข+คำถาม” นี้แสดงให้เห็นว่าความสงสัยเรื่องหนึ่งสามารถสั่นคลอนความมั่นใจในวงกว้างได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เงื่อนไขตามด้วยคำถามเชิงวาทศิลป์ เพื่อแสดงว่าความไม่แน่ใจเรื่องหนึ่งทำให้ความมั่นใจในวงกว้างลดลง?

  1. If I cannot trust my own memory, please tell me where I put my keys.
  2. If I cannot trust my own memory, what can I be certain of?
  3. If I cannot trust my own memory, I will write the appointment down.
ดูคำตอบ

If I cannot trust my own memory, what can I be certain of?

What do I even know about anything? น้ำเสียง/เจตนา

4:51

ฉันจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องไหนได้ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What do I even know about anything?: even ช่วยเน้นความไม่มั่นใจในตัวเอง

ในคำถามนี้ even อยู่หน้าคำกริยาหลัก know เพื่อเน้นจุดสำคัญ ผู้พูดไม่ได้แค่ถามว่าตัวเองรู้มากแค่ไหน แต่ even สื่อว่าตอนนี้แม้แต่ความเป็นไปได้ที่จะรู้อะไรสักอย่างก็ดูน่าสงสัยหรือน่าประหลาดใจ คำถามนี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ และ anything ทำให้ขอบเขตของความสงสัยกว้างมาก จึงถ่ายทอดความไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรงว่า ณ จุดนี้ผู้พูดยังอ้างได้จริงหรือว่าตัวเองรู้อะไรสักอย่าง ในคำถามลักษณะเดียวกัน even มักเน้นความเป็นไปได้พื้นฐานที่ผู้พูดเริ่มสงสัย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ even เพื่อตั้งคำถามว่าความเป็นไปได้พื้นฐานอย่างหนึ่งเป็นจริงหรือไม่?

  1. I even understand the first step.
  2. Do I even understand the first step?
  3. Even numbers are easy to recognize.
ดูคำตอบ

Do I even understand the first step?

Am I addicted? ลำดับความ

4:54

นี่ฉันเสพติดหรือเปล่า?

ลำดับความ

Am I addicted? ในฐานะคำถามปิดท้ายเพื่อประเมินตนเอง

Am I addicted? เป็นคำถามที่ตามหลักไวยากรณ์ตอบได้ว่าใช่หรือไม่ แต่ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นการประเมินตัวเองในตอนจบ ผู้พูดรวบรวมเหตุผลที่ใช้เข้าข้างตัวเองก่อนหน้านี้และสัญญาณของการสูญเสียการควบคุมให้กลายเป็นคำถามหลักเพียงข้อเดียว แทนที่จะถามผู้อื่นเพื่อขอข้อมูลตามข้อเท็จจริงเท่านั้น ความสั้นของคำถามช่วยจัดระเบียบตอนจบ โดยระบุปัญหา ชี้กลับไปยังหลักฐานที่นำเสนอแล้ว และปล่อยให้ข้อวินิจฉัยยังไม่มีคำตอบ ดังนั้นคำถามสั้น ๆ ในตอนท้ายจึงสามารถรวบการไตร่ตรองที่ยาวกว่าให้เหลือเป็นคำถามเดียวที่ต้องการให้ผู้ฟังคิดต่อ

แบบฝึกหัด

การใช้แบบใดทำให้ Am I addicted? เป็นคำถามปิดท้ายสั้น ๆ ที่รวบรวมสัญญาณก่อนหน้าให้กลายเป็นการประเมินตัวเองได้ดีที่สุด

  1. หลังจากอธิบายนิสัยที่กำลังเข้าครอบงำชีวิต ผู้พูดปิดท้ายด้วย “Am I addicted?”
  2. ก่อนกล่าวถึงพฤติกรรมใด ๆ ผู้พูดใช้ “Am I addicted?” เพียงเพื่อถามความหมายในพจนานุกรม
  3. หลังจากแสดงว่านิสัยนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ ผู้พูดใช้ “Am I addicted?” เป็นคำพูดฉลองอย่างร่าเริง
ดูคำตอบ

หลังจากอธิบายนิสัยที่กำลังเข้าครอบงำชีวิต ผู้พูดปิดท้ายด้วย “Am I addicted?”

Hey everyone.

4:59

สวัสดีทุกคน

Thank you for watching this video.

5:00

ขอบคุณที่รับชมวิดีโอนี้

If you enjoy our content,

5:02

หากคุณชอบเนื้อหาของเรา

consider subscribing to my channel for more.

5:04

ฝากพิจารณากดติดตามช่องของฉันเพื่อรับชมเพิ่มเติมด้วยนะ

Also, join our Discord community where we post exclusive content.

5:06

และก็ มาร่วมพูดคุยในชุมชน Discord ของเราที่เราลงเนื้อหาสุดพิเศษไว้

And if you'd like to support the channel and help us create even better content,

5:11

และหากคุณต้องการสนับสนุนช่องและช่วยให้เราสร้างเนื้อหาที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

please consider becoming a patron on our Patreon page.

5:15

โปรดพิจารณามาเป็นผู้สนับสนุนบนหน้า Patreon ของเรา

Your support means the world to us and helps us keep the channel going.

5:19

การสนับสนุนของคุณมีความหมายกับเรามากและช่วยให้เราทำช่องนี้ต่อไปได้

Thanks again,

5:23

ขอบคุณอีกครั้ง

and see you in the next video.

5:24

แล้วพบกันใหม่ในวิดีโอหน้านะ