หากพลังพิเศษมีจริง: ความเป็นอมตะ - จอย หลิน (Joy Lin): บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
636 คำ 169 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: การทดลองทางความคิดนี้ตั้งคำถามว่าความเป็นอมตะน่าปรารถนาจริงหรือไม่ โดยสำรวจว่าชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุดอาจบิดเบือนการรับรู้เวลา ทำให้ความจำรับภาระเกินขีดจำกัด เปลี่ยนความสัมพันธ์และความแตกต่างจากวิวัฒนาการ ตลอดจนทำให้คนยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่ร่างกายเสียหายรุนแรง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. To a 10-year-old boy, และ To his 40-year-old mother, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ว่า To + บุคคลที่วางต้นประโยคใช้กำหนดมุมมองของใคร วิธีนี้ช่วยให้คุณเปรียบเทียบได้ว่าหนึ่งปีเดียวกันคิดเป็นสัดส่วนชีวิตที่ต่างกันมากสำหรับคนสองคน และจึงอาจให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน 2. how will you remember what happened if you were alive a thousand years ago? — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าคำถามเชิงวาทศิลป์แบบมีเงื่อนไขขยายปัญหาใกล้ตัวอย่างการลืมวัยเด็กไปสู่สถานการณ์สุดขั้วได้อย่างไร คุณสามารถใช้กลวิธีนี้ทำให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เข้าใจได้โดยสัญชาตญาณและหนักแน่นขึ้นเป็นลำดับ 3. doesn't guarantee what condition you'll be alive in. — วลีสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เข้าใจการใช้ guarantee ตามด้วยอนุประโยค what เพื่อกล่าวถึงสภาพที่ไม่แน่นอน รูปแบบนี้ช่วยแยกระหว่างการรับประกันว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้น กับการรับประกันว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในสภาพหรือสถานการณ์แบบใด

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Immortality.

0:14

ความเป็นอมตะ

In movies, kings are always searching for the secret to immortality. วลี

0:16

ในภาพยนตร์ กษัตริย์มักจะค้นหาความลับสู่ความเป็นอมตะอยู่เสมอ

วลี

the secret to immortality: โครงสร้าง the secret to + คำนามหรือรูป -ing

วลี the secret to + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงกุญแจหรือวิธีที่ทำให้ผลลัพธ์หนึ่งเกิดขึ้นได้ ในที่นี้ the secret to immortality หมายถึงกุญแจสู่การเป็นอมตะ ไม่ใช่เพียงข้อมูลลับที่เกี่ยวกับความเป็นอมตะ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบทที่ใช้บอกผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงตามด้วยคำนามได้ เช่น the secret to success หรือรูป -ing เช่น the secret to staying healthy

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้: Regular practice is ____ improving your pronunciation.

ดูคำตอบ

the secret to

But is immortality really a good thing? ลำดับความ

0:21

แต่ความเป็นอมตะเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือ?

ลำดับความ

But is X really a good thing?: การตั้งคำถามต่อข้อสันนิษฐาน

การเริ่มด้วย But เปลี่ยนทิศทางการอภิปรายออกจากแนวคิดคุ้นเคยที่ว่าผู้คนต้องการความเป็นอมตะ คำถามนี้ไม่ได้เพียงขอข้อมูล แต่ชวนให้ผู้ฟังทบทวนแนวคิดนั้นอีกครั้ง รูปแบบ But is X really a good thing? ใช้ตั้งคำถามต่อข้อสันนิษฐานว่า X มีประโยชน์ คำว่า really เพิ่มน้ำเสียงสงสัยและปูทางไปสู่เหตุผลว่า X อาจมีข้อเสียอย่างไร

แบบฝึกหัด

But is immortality really a good thing? มีหน้าที่หลักอย่างไรในการเรียบเรียงประเด็น

  1. ถามความหมายตามพจนานุกรมของ immortality
  2. ยืนยันว่าทุกคนเห็นตรงกันว่าความเป็นอมตะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา
  3. ตั้งคำถามต่อข้อสันนิษฐานว่าความเป็นอมตะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา และเกริ่นถึงข้อเสียที่อาจมี
ดูคำตอบ

ตั้งคำถามต่อข้อสันนิษฐานว่าความเป็นอมตะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา และเกริ่นถึงข้อเสียที่อาจมี

To a 10-year-old boy, ไวยากรณ์

0:24

สำหรับเด็กชายอายุ 10 ขวบ

1 year is the same as 10% of his life.

0:25

1 ปีมีค่าเท่ากับ 10% ของชีวิตเขา

To his 40-year-old mother,

0:28

สำหรับแม่วัย 40 ปีของเขา

1 year is merely 2.5% of her life.

0:30

1 ปีเป็นเพียง 2.5% ของชีวิตเธอ

ไวยากรณ์

To a 10-year-old boy ... To his 40-year-old mother: การบอกมุมมอง

To + บุคคล ที่ต้นประโยคหมายถึง “จากมุมมองของคนนั้น” หรือ “ตามประสบการณ์ของคนนั้น” โครงสร้างนี้บอกว่าคำตัดสินหรือประสบการณ์ในส่วนที่เหลือของประโยคเป็นของใคร การใช้โครงสร้างนี้ซ้ำทำให้เห็นสองมุมมองเทียบกัน ในที่นี้ to ไม่ได้หมายถึงการให้สิ่งของหรือการเคลื่อนที่ไปหาใคร แต่ใช้ระบุว่าข้อความนั้นเป็นจริงหรือมีความหมายสำหรับใคร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ To + บุคคล อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกมุมมองของคนนั้น

  1. Give Nina, the small room feels cozy.
  2. To Nina, the small room feels cozy.
  3. At Nina, the small room feels cozy.
ดูคำตอบ

To Nina, the small room feels cozy.

The same year,

0:32

ในปีเดียวกัน

365 days can feel differently to different people. การใช้คำ

0:33

365 วันให้ความรู้สึกแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน

การใช้คำ

can feel differently to different people: feel ในความหมายของประสบการณ์และการเลือกคำคุณศัพท์

ในที่นี้ feel อธิบายว่าคนเรามีประสบการณ์ต่อช่วงเวลาหนึ่งอย่างไร ไม่ได้หมายถึงการใช้มือสัมผัสสิ่งใด ประธานคือ the year และ to different people ระบุผู้ที่ได้รับประสบการณ์นั้น เมื่อ feel หมายถึง “ดูเหมือน” หรือ “ให้ความรู้สึก” คำนี้ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อมและโดยปกติตามด้วยคำคุณศัพท์ ดังนั้นในภาษาอังกฤษมาตรฐานที่เรียบเรียงอย่างรอบคอบ ความหมายที่ต้องการควรเขียนว่า The same year can feel different to different people ไม่ใช่ feel differently to different people

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติที่สุดว่าความล่าช้าเดียวกันนั้นให้ความรู้สึกแตกต่างกันสำหรับแต่ละคน

  1. The same delay can feel differently to different people.
  2. Different people may feel differently about the delay.
  3. The same delay can feel different to different people.
ดูคำตอบ

The same delay can feel different to different people.

If we live until we're 82,

0:38

ถ้าเราอยู่จนถึงอายุ 82 ปี

that's about 30,000 days.

0:39

นั่นก็คือประมาณ 30,000 วัน

If this boy lives for 30,000 years, ไวยากรณ์

0:42

ถ้าเด็กคนนี้มีชีวิตอยู่เป็นเวลา 30,000 ปี

a year to him could feel like a day.

0:44

หนึ่งปีสำหรับเขาก็อาจจะรู้สึกเหมือนหนึ่งวัน

ไวยากรณ์

If ... lives ..., ... could feel ...: ผลที่อาจเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไข

อนุประโยค if ตั้งเงื่อนไขสมมติว่าเด็กชายมีชีวิตอยู่ 30,000 ปี จากนั้นประโยคหลักบอกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานการณ์สมมตินั้น ตรงนี้ could หมายถึง “อาจ” ไม่ได้บอกเวลาอดีต รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ If + เงื่อนไข, ... could + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกผลที่เป็นไปได้แต่ไม่แน่นอน Feel like อธิบายความรู้สึกส่วนตัวว่า หนึ่งปีอาจดูสั้นเหมือนหนึ่งวัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค if เพื่อตั้งเงื่อนไข และใช้ could เพื่อบอกผลที่เป็นไปได้อย่างถูกต้อง?

  1. If the power goes out tonight, the house could get cold.
  2. If the power could go out tonight, the house gets cold yesterday.
  3. If the power goes out tonight, the house could got cold.
ดูคำตอบ

If the power goes out tonight, the house could get cold.

And if this boy's emotions sustain through the potential boredom of living for millions of years,

0:47

และถ้าอารมณ์ของเด็กคนนี้อยู่รอดผ่านความน่าเบื่อที่อาจเกิดขึ้นจากการมีชีวิตอยู่หลายล้านปี

he might become extremely lonely and sad,

0:51

เขาอาจจะกลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวและเศร้าหมองอย่างมาก

knowing he has and always will outlive everyone he has ever loved. โน้ต

0:55

เมื่อรู้ว่าเขาได้อยู่และจะอยู่รอดกว่าทุกคนที่เขาเคยรัก

ไวยากรณ์

has and always will outlive: ความหมายที่ย่อจากอดีตถึงอนาคต

Has and always will outlive ย่อความคิดสองส่วนเข้าด้วยกัน คือ he has outlived ... และ he always will outlive ... หลัง has ต้องเข้าใจว่ามี outlived ที่ถูกละไว้ ส่วนหลัง will จะใช้รูปที่พูดออกมาว่า outlive ตรงนี้ has เป็นกริยาช่วยของ present perfect ไม่ใช่กริยาที่หมายถึง “ครอบครอง” การย่อนี้เชื่อมประสบการณ์จนถึงปัจจุบันเข้ากับอนาคต และเน้นว่าเขาเคยมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่รักมาแล้ว และคาดว่าจะเกิดเช่นนี้ต่อไป

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ he has and always will outlive หมายความว่าอย่างไร?

  1. เขามีชีวิตยืนยาวกว่าทุกคนที่เคยรักมาแล้ว และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต
  2. เขาเคยมีชีวิตยืนยาวกว่าคนอื่น แต่เรื่องนี้จะหยุดลงในอนาคต
  3. เขาครอบครองทุกคนที่เขารักและวางแผนจะจากพวกเขาไป
ดูคำตอบ

เขามีชีวิตยืนยาวกว่าทุกคนที่เคยรักมาแล้ว และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต

การใช้คำ

outlive everyone he has ever loved: มีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่รัก

outlive หมายถึง “มีชีวิตอยู่นานกว่าคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เป็นกริยาที่ต้องมีกรรม ดังนั้น everyone จึงเป็นกรรมตรงของคำนี้ คำนำหน้า out- ในที่นี้หมายถึง “เหนือกว่า” ไม่ใช่ “ข้างนอก” ใน everyone he has ever loved ส่วน he has ever loved ขยาย everyone ส่วน ever ทำให้ความหมายครอบคลุมตลอดทั้งชีวิตของเขา วลีนี้จึงสื่อว่าทุกคนที่เขารักจะเสียชีวิตก่อนเขา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความอย่างชัดเจนว่านกแก้วมีชีวิตอยู่นานกว่าเจ้าของ?

  1. The parrot outlived its owner.
  2. The parrot lived outside its owner’s house.
  3. The parrot survived a storm with its owner.
ดูคำตอบ

The parrot outlived its owner.

But what if everyone were immortal? ไวยากรณ์

1:00

แต่ถ้าทุกคนเป็นอมตะล่ะ?

ไวยากรณ์

What if everyone were immortal?: การเสนอสมมติฐานที่ไม่เป็นจริง

โครงสร้าง What if + ประธาน + were + ส่วนเติมเต็ม? ใช้ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงและคิดถึงผลที่อาจเกิดขึ้น were ในที่นี้เป็นรูปแสดงภาวะไม่จริง หรือ past subjunctive ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์เกิดขึ้นในอดีต But เป็นสัญญาณว่ากำลังเปลี่ยนไปสู่ความเป็นไปได้ที่ต่างออกไป แทนที่จะพูดถึงสถานการณ์เดิมต่อ ผู้พูดชวนให้คิดการทดลองทางความคิดใหม่ที่ทุกคนเป็นอมตะ

แบบฝึกหัด

ในภาษาอังกฤษที่รอบคอบ จงเติมการทดลองทางความคิดที่ไม่เป็นจริงอย่างชัดเจนนี้ให้สมบูรณ์: What if everyone ____ able to breathe underwater?

ดูคำตอบ

were

Well, first off, ลำดับความ

1:03

เอาล่ะ อย่างแรกเลย

ลำดับความ

Well, first off: การเกริ่นประเด็นแรก

Well ช่วยให้ผู้พูดมีจังหวะเริ่มตอบอย่างเป็นธรรมชาติและเรียบเรียงสิ่งที่จะพูดต่อไป ส่วน first off ใช้เกริ่นเหตุผลหรือประเด็นแรกในการไล่เรียงด้วยคำพูด เมื่อใช้รวมกัน Well, first off จะเป็นสัญญาณในการสนทนาที่บอกผู้ฟังว่าประเด็นแรกกำลังจะตามมา ในที่นี้ off เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว first off ไม่ได้หมายถึงการจากไปหรือการปิดสิ่งใด

แบบฝึกหัด

ในการพูดคุยแบบสบาย ๆ ประโยคใดใช้เกริ่นเหตุผลแรกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Well, for the first time, we need to check the weather.
  2. Well, first off, we need to check the weather.
  3. Well, at first, we need to check the weather.
ดูคำตอบ

Well, first off, we need to check the weather.

Earth is only so big. การใช้คำ

1:04

โลกมีขนาดแค่นี้เอง

การใช้คำ

only so big: การบอกขีดจำกัดสูงสุดของขนาด

Only so + คำคุณศัพท์ บอกว่าคุณสมบัติหนึ่งอาจไปถึงระดับหนึ่งได้ แต่มีขีดจำกัดสูงสุด ดังนั้น Earth is only so big จึงหมายความว่าขนาดของโลกและพื้นที่ที่โลกมีให้มีจำกัด แม้ว่าโลกจะดูใหญ่ก็ตาม โครงสร้างบอกข้อจำกัดแบบเดียวกันใช้กับจำนวนและระยะได้ เช่น only so much, only so many, only so far และ only so long

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย only so big เพื่อสื่อว่าขนาดมีขีดจำกัด: Our car is ____, so all these boxes will not fit.

ดูคำตอบ

only so big

So, where would we all live?

1:05

แล้วเราทุกคนจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ?

No, excuse me.

1:07

ไม่ครับ ขอทางหน่อย

No, that's my face.

1:09

ไม่ นั่นหน้าฉันนะ

Stop it.

1:11

หยุดเถอะ

Pardon me.

1:12

ขอโทษครับ

Tight in here. การใช้คำ

1:13

ในนี้แน่นจัง

การใช้คำ

Tight in here: มีพื้นที่ไม่พอ

ในประโยคนี้ tight ใช้บอกลักษณะของพื้นที่ หมายถึงคนที่อยู่ข้างในแทบไม่มีที่ให้ขยับ ประโยคที่เต็มกว่าคือ It’s tight in here แต่ในการพูดมักละ It’s เมื่อต้องการแสดงความเห็นสั้น ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ตรงหน้า tight ในที่นี้ไม่ได้ใช้บอกว่าเสื้อผ้าคับ จับไว้แน่น หรือรู้สึกกังวล คำว่า in here ช่วยให้ชัดเจนว่าหมายถึงพื้นที่ข้างในที่คับแคบ

แบบฝึกหัด

คนสามคนเบียดกันเข้าไปในลิฟต์ขนาดเล็ก คนหนึ่งพูดว่า “Tight in here.” คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. แทบไม่มีที่ให้ขยับตัว
  2. ทุกคนรู้สึกกังวลเกี่ยวกับลิฟต์
  3. ประตูลิฟต์ถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา
ดูคำตอบ

แทบไม่มีที่ให้ขยับตัว

Do you remember what you did last year?

1:14

คุณจำได้ไหมว่าปีที่แล้วคุณทำอะไร?

What about when you were five? วลี

1:16

แล้วตอนที่คุณอายุห้าขวบล่ะ?

วลี

What about when ...?: การถามต่อเกี่ยวกับอีกช่วงเวลาหนึ่ง

What about ...? ใช้รับช่วงหัวข้อที่กำลังคุยกันอยู่แล้วถามถึงกรณีอื่นที่เกี่ยวข้อง ในประโยคนี้ when you were five เปลี่ยนช่วงเวลา ส่วนคำถามก่อนหน้าช่วยเติมเนื้อหาที่ไม่ได้พูดซ้ำ ผู้พูดไม่ได้ถามว่าคำว่า about หมายถึงอะไร คำถามต่อสั้น ๆ นี้นำคำถามเดิมไปถามเกี่ยวกับช่วงที่อีกฝ่ายอายุห้าขวบ ในบริบทนี้จึงอาจสื่อว่า “คุณจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นตอนอายุห้าขวบ”

แบบฝึกหัด

เติมคำถามต่อให้สมบูรณ์โดยใช้ What about ...?: You told me what happened in high school. ____ you were in college?

ดูคำตอบ

What about when

How much of your past have you forgotten? ไวยากรณ์

1:18

คุณลืมอดีตของตัวเองไปมากแค่ไหนแล้ว?

ไวยากรณ์

How much of your past ...?: how much of + สิ่งที่มองเป็นภาพรวม

How much of + สิ่งที่มองเป็นภาพรวม ใช้ถามว่ามีปริมาณหรือส่วนใดของสิ่งนั้นเกี่ยวข้องอยู่ ในที่นี้ your past ถูกมองเป็นภาพรวมหนึ่ง และคำถามถามว่าประสบการณ์ในอดีตเหล่านั้นถูกลืมไปมากแค่ไหน past ในที่นี้เป็นคำนาม หมายถึงประสบการณ์และเหตุการณ์ในช่วงก่อนหน้าของชีวิต ส่วน of แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับภาพรวม และจำเป็นต้องมีในโครงสร้างนี้

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเพื่อถามว่าอีกฝ่ายอ่านหนังสือเล่มนี้ไปมากแค่ไหน: How ____ this book have you read?

ดูคำตอบ

much of

If you're having trouble remembering what you did when you were five, วลี

1:20

ถ้าคุณจำสิ่งที่ทำตอนอายุห้าขวบได้ยาก

วลี

having trouble remembering: have trouble + กริยารูป -ing

Have trouble doing something หมายถึงการทำสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องยาก ในที่นี้ having trouble remembering หมายถึงการนึกว่าตัวเองทำอะไรตอนอายุห้าขวบเป็นเรื่องยาก ในโครงสร้างนี้ trouble ต้องตามด้วยกริยารูป -ing จึงใช้ have trouble remembering ไม่ใช่ have trouble to remember ส่วนรูปต่อเนื่อง you're having แสดงว่าความยากนั้นเป็นสถานการณ์ปัจจุบันของบุคคลนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ remember: I'm having trouble ____ this password.

ดูคำตอบ

remembering

how will you remember what happened if you were alive a thousand years ago? ลำดับความ

1:22

คุณจะจำสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วได้อย่างไร?

ลำดับความ

how will you remember ...? ในการขยายเหตุผลด้วยคำถามเชิงวาทศิลป์

ในประโยคนี้ “how will you remember ...?” เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้กำลังขอวิธีช่วยจำ แต่คาดหวังคำตอบว่าเรื่องนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะจำได้ ประโยคเริ่มจากปัญหาที่คุ้นเคยและเล็กกว่า คือการจำเรื่องตอนอายุห้าขวบได้ยาก แล้วใช้ if ให้ลองนึกถึงช่วงเวลาที่ยาวนานกว่ามาก คำถามจึงพาเหตุผลจากกรณีที่ง่ายกว่าไปสู่กรณีที่ยากกว่า และทำให้ข้อสรุปดูชัดเจน

แบบฝึกหัด

“how will you remember ...?” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ใช้ความยากในการจำเรื่องตอนอายุห้าขวบเพื่อชี้ว่าการจำเรื่องเมื่อหนึ่งพันปีก่อนแทบเป็นไปไม่ได้
  2. อ้างว่าคนเราจำเหตุการณ์ทุกอย่างในวัยเด็กตอนต้นได้
  3. ถามหาวิธีที่ใช้ได้จริงในการเก็บรักษาความทรงจำหนึ่งพันปี
ดูคำตอบ

ใช้ความยากในการจำเรื่องตอนอายุห้าขวบเพื่อชี้ว่าการจำเรื่องเมื่อหนึ่งพันปีก่อนแทบเป็นไปไม่ได้

A million years ago.

1:25

หรือหนึ่งล้านปีที่แล้ว

We don't remember every single detail of our past because our brains have a limited capacity วลี

1:27

เราจำทุกรายละเอียดในอดีตไม่ได้เพราะสมองของเรามีความจุจำกัด

วลี

every single detail: every ที่ใช้เน้น + คำนามเอกพจน์

“Every single detail” หมายถึงรายละเอียดทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น single ทำหน้าที่เน้น every ไม่ได้หมายถึงรายละเอียดเพียงอย่างเดียว โครงสร้างคือ every single + คำนามนับได้เอกพจน์ เช่น every single detail, every single page ในประโยคปฏิเสธ“We don't remember every single detail”ความหมายคือเราไม่ได้จำรายละเอียดได้ทั้งหมด ไม่ได้แปลว่าเราจำรายละเอียดไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเน้นความหมายสองคำจากบทเรียนนี้: To make sure no page was missed, Lena checked ____ page of the report.

ดูคำตอบ

every single

วลี

have a limited capacity: มีขีดจำกัดในการบรรจุหรือรองรับ

have a limited capacity หมายถึงสิ่งหนึ่งมีขีดจำกัดว่าสามารถบรรจุ จัดเก็บ ประมวลผล หรือทำได้มากเพียงใด ในที่นี้ capacity หมายถึงความสามารถของสมองในการเก็บและจัดการความทรงจำ ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพของสมอง สำนวนเดียวกันนี้ใช้กับห้อง แบตเตอรี่ เครื่องจักร หรือระบบได้ เมื่อเน้นปริมาณสูงสุดที่สิ่งนั้นสามารถบรรจุ จัดเก็บ หรือรองรับได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของสำนวนเป้าหมาย: Because this small drive can store only a little data, it ____.

ดูคำตอบ

has a limited capacity

and we replace useless memories like middle school locker combinations with relevant information. วลี

1:31

และเราแทนที่ความทรงจำที่ไร้ประโยชน์อย่างรหัสล็อกเกอร์ตอน ม.ต้น ด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

วลี

replace X with Y: นำ Y มาแทนที่ X

รูปแบบ replace X with Y หมายถึงนำ X ออกหรือเลิกใช้ X แล้วนำ Y มาแทนที่ X โดย X จะอยู่ต่อจาก replace โดยตรง และ with ใช้เชื่อมไปยังสิ่งใหม่คือ Y ในประโยคนี้ useless memories like middle school locker combinations คือ X ส่วน relevant information คือ Y วลีที่ขึ้นต้นด้วย with ไม่ได้หมายความว่าความทรงจำมาพร้อมกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในรูปแบบ replace X with Y: Replace the dirty filter ____ a clean one.

ดูคำตอบ

with

If this immortal boy finds a companion to fall in love with once every hundred years, วลี

1:37

ถ้าเด็กชายอมตะคนนี้หาคู่รักได้ทุกๆ หนึ่งร้อยปี

วลี

fall in love with: เริ่มมีความรักเชิงโรแมนติก

Fall in love with someone หมายถึงเริ่มมีความรักเชิงโรแมนติกต่อคนนั้น ในที่นี้ fall หมายถึง “เข้าสู่สภาวะใหม่” ไม่ใช่ล้มลงจริง ๆ และ with ใช้บอกคนที่เป็นเป้าหมายของความรัก ใน a companion to fall in love with คำว่า companion เป็นกรรมของ with ที่เข้าใจได้จากความหมาย ภาษาอังกฤษสามารถวาง with ไว้ท้ายวลี infinitive นี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ: a companion [to fall in love with]

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวด้วยหนึ่งคำ: Maya fell in love ____ Jordan during college.

ดูคำตอบ

with

วลี

once every hundred years: หนึ่งครั้งในทุก ๆ ร้อยปี

Once every + ช่วงเวลา หมายถึงบางสิ่งเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในแต่ละช่วงเวลาที่วนซ้ำ ดังนั้น once every hundred years จึงหมายถึงหนึ่งครั้งในแต่ละช่วงหนึ่งร้อยปี โดย once ในที่นี้หมายถึง “หนึ่งครั้ง” ไม่ใช่ “ครั้งหนึ่งในอดีต” เปลี่ยนช่วงเวลาเพื่อเปลี่ยนความถี่ได้ เช่น once every two weeks, once every six months หรือ once every decade เมื่อมีตัวเลขมากกว่าหนึ่ง หน่วยเวลามักใช้รูปพหูพจน์

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง once every + ช่วงเวลา เพื่อสื่อว่า “หนึ่งครั้งในแต่ละช่วงสองปี”: The safety inspection happens ____.

ดูคำตอบ

once every two years

he would have 10,000 girlfriends in a million years.

1:41

เขาจะมีแฟน 10,000 คนในหนึ่งล้านปี

And how many of those 10,000 girls' names will he be able to remember?

1:45

แล้วเขาจะจำชื่อสาวๆ 10,000 คนนั้นได้กี่คน?

This changes what a meaningful relationship means, ไวยากรณ์

1:50

สิ่งนี้เปลี่ยนความหมายของความสัมพันธ์ที่มีความหมายไปเลย

doesn't it? น้ำเสียง/เจตนา

1:52

ว่าไหมล่ะ?

ไวยากรณ์

what a meaningful relationship means ที่เป็นกรรมของ changes

อนุประโยค what a meaningful relationship means ทำหน้าที่เป็นกรรมของ changes โดยบอกเนื้อหาที่ถูกเปลี่ยน ซึ่งมีความหมายโดยประมาณว่า “ความหมายของความสัมพันธ์ที่มีความหมาย” ในที่นี้ what ไม่ได้ใช้ขึ้นต้นคำถามโดยตรง อนุประโยค what ที่ฝังอยู่ในประโยคใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what + ประธาน + กริยา ดังนั้นจึงใช้ what a meaningful relationship means ไม่ใช่ what does a meaningful relationship mean

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค what เป็นกรรมของ changed ได้ถูกต้อง

  1. The trip changed what friendship meaning to him.
  2. The trip changed what did friendship mean to him.
  3. The trip changed what friendship meant to him.
ดูคำตอบ

The trip changed what friendship meant to him.

น้ำเสียง/เจตนา

คำถามพ่วง doesn't it? ที่ชวนให้เห็นด้วย

doesn't it? เป็นคำถามพ่วงที่เติมหลังประโยคบอกเล่าเชิงบวก This changes... เนื่องจากประโยคหลักเป็น present simple และ changes เป็นกริยารูปเอกพจน์บุรุษที่สาม คำถามพ่วงจึงใช้กริยาช่วย does ในรูปปฏิเสธ doesn't ส่วนสรรพนาม it ใช้แทนประธาน This ในที่นี้ผู้พูดไม่ได้ต้องการถามข้อมูลที่ยังไม่รู้เป็นหลัก แต่ใช้คำถามพ่วงเพื่อชวนให้ผู้ฟังเห็นด้วยกับข้อสรุป คล้ายกับคำว่า “ใช่ไหม” หรือ “จริงไหม”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามพ่วงมาตรฐานหลังประโยคบอกเล่าเชิงบวกใน present simple ได้ถูกต้อง

  1. This idea makes sense, don't it?
  2. This idea makes sense, doesn't it?
  3. This idea makes sense, isn't it?
ดูคำตอบ

This idea makes sense, doesn't it?

Another tricky thing about immortality, ลำดับความ

1:53

สิ่งที่ยุ่งยากอีกอย่างเกี่ยวกับความเป็นอมตะก็คือ

ลำดับความ

Another tricky thing about ...: ใช้เกริ่นถึงความยากอีกข้อหนึ่ง

Another บอกว่าผู้พูดอธิบายประเด็นหนึ่งจบแล้ว และกำลังเพิ่มประเด็นใหม่ภายใต้หัวข้อเดิม ในประโยคนี้ another tricky thing about immortality ใช้ระบุว่าประเด็นถัดไปคือความยากอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอมตะ tricky ในที่นี้หมายถึงเข้าใจหรือจัดการได้ยาก ไม่ได้หมายถึงไม่ซื่อสัตย์หรือฉลาดแกมโกง โครงสร้าง Another tricky thing about + หัวข้อ + is ... มักตามด้วยคำอธิบายว่าความยากนั้นคืออะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเปลี่ยนประเด็นจากบทเรียน: ____ learning a language is remembering new words.

ดูคำตอบ

Another tricky thing about

human beings have not always looked the same. ไวยากรณ์

1:54

มนุษย์ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนเดิมเสมอไป

ไวยากรณ์

have not always looked the same: การเปลี่ยนแปลงตามเวลา

Have looked เป็น present perfect จึงเชื่อมช่วงเวลาก่อนหน้านี้เข้ากับปัจจุบัน เมื่อเติม not always จะหมายความว่าการมีรูปลักษณ์เหมือนเดิมไม่ได้เป็นจริงตลอดทั้งช่วงเวลา ดังนั้นประโยคนี้จึงชี้ว่ารูปลักษณ์ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา Not always เป็นการปฏิเสธบางส่วน หมายถึงไม่ได้เป็นเช่นนั้นในทุกช่วงเวลา ไม่ได้หมายถึง never ดังนั้นประโยคนี้ไม่ได้บอกว่ามนุษย์มีรูปลักษณ์แตกต่างกันในทุกขณะ

แบบฝึกหัด

“The town has not always looked the same.” หมายความว่าอะไร?

  1. เมืองดูเหมือนกับในอดีตทุกประการ
  2. รูปลักษณ์ของเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
  3. เมืองมีรูปลักษณ์แตกต่างกันในทุกขณะ
ดูคำตอบ

รูปลักษณ์ของเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

This can be explained by Darwin's theory of evolution. โน้ต

1:57

สิ่งนี้สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน

วลี

can be explained by: เชื่อมปรากฏการณ์เข้ากับคำอธิบาย

can be explained by มีโครงสร้าง can + be + past participle + by ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ผ่านคำอธิบาย โดยเน้นปรากฏการณ์ที่ต้องอธิบายมากกว่าผู้ที่อธิบาย ในประโยคนี้ by นำหน้าทฤษฎีที่ใช้เป็นคำอธิบาย หลัง explain คำว่า by สามารถนำหน้าทฤษฎี สาเหตุ หรือกลไกได้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับบุคคลที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีกรรมวาจกเป้าหมาย: The unusual pattern ____ this simple rule.

ดูคำตอบ

can be explained by

วัฒนธรรม

Darwin's theory of evolution: การเปลี่ยนแปลงตลอดหลายชั่วรุ่น

Darwin's theory of evolution ในที่นี้หมายถึงกรอบแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทำความเข้าใจว่าประชากรของสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตลอดหลายชั่วรุ่น แนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งของดาร์วินคือการคัดเลือกโดยธรรมชาติ กล่าวคือลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและช่วยให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดหรือสืบพันธุ์อาจพบได้บ่อยขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของมนุษย์ในระยะยาว ไม่ได้กล่าวถึงชีวิตของดาร์วิน และไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งตั้งใจเปลี่ยนยีนของตนเองได้ภายในช่วงชีวิต

แบบฝึกหัด

Darwin's theory of evolution มีบทบาทอย่างไรในประโยคนี้?

  1. กล่าวว่าคนคนหนึ่งสามารถเลือกเปลี่ยนยีนของตนเองได้ในช่วงชีวิต
  2. เป็นกรอบสำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลงของประชากรตลอดหลายชั่วรุ่น
  3. บอกเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของดาร์วิน
ดูคำตอบ

เป็นกรอบสำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลงของประชากรตลอดหลายชั่วรุ่น

For instance, if women find taller men more attractive, โน้ต

1:59

ตัวอย่างเช่น หากผู้หญิงเห็นว่าผู้ชายตัวสูงมีเสน่ห์กว่า

ลำดับความ

For instance: การยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนแนวคิด

For instance เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากข้อกล่าวอ้างหรือคำอธิบายทั่วไปไปสู่ตัวอย่างเฉพาะที่ช่วยให้เห็นภาพ ในประโยคนี้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if เริ่มยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนคำอธิบายก่อนหน้า ไม่ได้เริ่มหัวข้อใหม่ เมื่ออยู่ต้นอนุประโยคหรือประโยค โดยปกติจะมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง ให้มองคำนี้เป็นป้ายบอกทางเวลาอ่านเหตุผลหรือข้อโต้แย้ง เพราะรายละเอียดถัดไปควรช่วยให้เข้าใจแนวคิดทั่วไปก่อนหน้าได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่ใช้ยกตัวอย่างเฉพาะ: Exercise can help you focus. ___ a short walk before homework may clear your mind.

  1. On the other hand,
  2. As a result,
  3. For instance,
ดูคำตอบ

For instance,

ไวยากรณ์

find taller men more attractive: find + กรรม + คำคุณศัพท์

ใน find taller men more attractive คำว่า find หมายถึง “มองว่า” หรือ “รู้สึกว่า” ไม่ได้หมายถึง “ค้นพบ” โดย taller men เป็นกรรม และ more attractive เป็นวลีคำคุณศัพท์ที่บอกการประเมินกรรมนี้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ find + กรรม + คำคุณศัพท์ เช่น I find this book useful. เป็นวิธีสั้น ๆ ในการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึก และมีความหมายใกล้เคียงกับ think that this book is useful

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้มีความหมายว่า Maya คิดว่าปริศนานั้นง่าย โดยใช้ find + กรรม + คำคุณศัพท์: Maya ____ the puzzle ____.

ดูคำตอบ

finds · easy

then more tall men would mate and have children, การใช้คำ

2:02

ก็จะมีผู้ชายตัวสูงมากขึ้นที่ได้จับคู่และมีลูก

การใช้คำ

mate and have children: การสืบพันธุ์ในบริบททางชีววิทยา

ในที่นี้ mate เป็นคำกริยาที่หมายถึงสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ส่วน have children บอกผลที่เกิดขึ้น คือมีลูกหลาน เมื่อรวมกัน mate and have children อธิบายกระบวนการสืบพันธุ์ทางชีววิทยาที่ทำให้ลักษณะทางพันธุกรรมส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป ไม่ได้หมายถึงเพียงการเป็นเพื่อน ออกเดต หรือแต่งงาน

แบบฝึกหัด

ตัดสินระดับภาษาในบทเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องการสืบพันธุ์ของสัตว์: “These birds mate and have chicks in spring.”

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

เหมาะสม

putting more tall genes in the gene pool. การใช้คำ

2:05

ทำให้มียีนความสูงในแหล่งรวมยีนมากขึ้น

การใช้คำ

the gene pool: กลุ่มพันธุกรรมที่ประชากรมีร่วมกัน

the gene pool คือกลุ่มรวมของยีนทั้งหมดและรูปแบบต่าง ๆ ของยีนในประชากรที่สมาชิกผสมพันธุ์กันได้ ในที่นี้ pool หมายถึงสิ่งที่รวบรวมไว้ร่วมกัน ไม่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยน้ำ ในประโยคนี้ putting more tall genes in the gene pool หมายถึงรูปแบบของยีนที่เกี่ยวข้องกับความสูงมากขึ้นพบได้บ่อยขึ้นในประชากรเมื่อผ่านไปหลายรุ่น

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ the gene pool หมายถึงอะไร

  1. ยีนและรูปแบบทางพันธุกรรมทั้งหมดในประชากรหนึ่งกลุ่ม
  2. สระน้ำจริงที่ใช้ทำงานในห้องปฏิบัติการ
  3. ยีนเพียงยีนเดียวที่เป็นของคนหนึ่งคน
ดูคำตอบ

ยีนและรูปแบบทางพันธุกรรมทั้งหมดในประชากรหนึ่งกลุ่ม

That means in the next generation, ลำดับความ

2:07

นั่นหมายความว่าในรุ่นต่อไป

ลำดับความ

That means… ใช้สรุปผลเกี่ยวกับคนรุ่นถัดไป

That means เป็นสัญญาณของการให้เหตุผล ใช้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวถึงให้เป็นข้อสรุปหรือผลที่ตามมา That หมายถึงสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงคำใดคำหนึ่ง ส่วน means ในที่นี้หมายถึง “แสดงว่า” หรือ “ทำให้สรุปได้ว่า” ไม่ได้หมายถึงการให้นิยาม ในประโยคนี้ That means เป็นการเตรียมผู้ฟังให้รับรู้ผลที่จะอธิบายต่อเกี่ยวกับคนรุ่นถัดไป เมื่อได้ยิน That means ให้ย้อนดูสาเหตุหรือหลักฐานที่วลีนี้สรุปไว้ แล้วฟังผลที่ตามมา

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ That means เพื่อเริ่มต้นข้อสรุปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The roads are icy. That means I will define the word roads.
  2. The roads are icy. That means the roads are dry.
  3. The roads are icy. That means we need to drive slowly.
ดูคำตอบ

The roads are icy. That means we need to drive slowly.

more children will have the genes to be taller. การใช้คำ

2:09

จะมีเด็กที่มียีนเพื่อที่จะสูงขึ้นมากขึ้น

การใช้คำ

have the genes to be taller: มียีนที่เกี่ยวข้องกับโอกาสที่จะมีส่วนสูงมากกว่า

Have the genes to be taller หมายถึง มียีนที่เชื่อมโยงกับโอกาสที่จะมีส่วนสูงมากกว่า วลีนี้เชื่อมโยงเงื่อนไขทางชีววิทยา คือ having the genes เข้ากับลักษณะที่อาจเกิดขึ้น คือ being taller. ในที่นี้ to be taller ใช้อธิบายลักษณะที่เกี่ยวข้องกับยีน ไม่ได้บอกว่าเด็กมีจุดประสงค์ที่จะสูงขึ้น และยังสื่อถึงความเป็นไปได้ ไม่ใช่การรับประกัน โดยทั่วไปส่วนสูงได้รับอิทธิพลจากยีนหลายตัว รวมถึงปัจจัยอย่างโภชนาการและสุขภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบาย have the genes to be taller ในบริบทนี้ได้ดีที่สุด

  1. พวกเขาเลือกที่จะสูงขึ้นเพราะยีนของพวกเขาบอกให้ทำเช่นนั้น
  2. พวกเขาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอนเพราะมียีนพิเศษเพียงยีนเดียว
  3. พวกเขามีความแปรผันทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับโอกาสที่จะมีส่วนสูงมากกว่า
ดูคำตอบ

พวกเขามีความแปรผันทางพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับโอกาสที่จะมีส่วนสูงมากกว่า

Repeat that process for a million years ลำดับความ

2:11

ทำกระบวนการนั้นซ้ำไปหนึ่งล้านปี

and the average height will be a lot taller than the average height today, ไวยากรณ์

2:13

และความสูงโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าความสูงเฉลี่ยในปัจจุบันมาก

ลำดับความ

Repeat that process ... and ...: ประโยคคำสั่งที่นำไปสู่ผลลัพธ์

ใน Repeat that process for a million years and ... ส่วนแรกเป็นประโยคคำสั่ง โดยชวนให้ผู้ฟังจินตนาการว่ากระบวนการเดิมดำเนินต่อไป ไม่ได้สั่งให้รอหนึ่งล้านปีตามความหมายตรงตัว รูปแบบ ประโยคคำสั่ง + and + ผลลัพธ์ ใช้นำเสนอเงื่อนไขและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Repeat that process ... and X will happen มีความหมายใกล้เคียงกับ If that process is repeated ..., X will happen ในที่นี้ and นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลตามมา ไม่ใช่การกระทำอีกอย่างที่ต้องทำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ ประโยคคำสั่ง + and เพื่อนำเสนอผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

  1. Press this button and the screen will light up.
  2. Press this button, and then press the green button.
  3. The screen lit up because someone pressed this button.
ดูคำตอบ

Press this button and the screen will light up.

ไวยากรณ์

a lot taller than: การเน้นความแตกต่างในการเปรียบเทียบ

ใน a lot taller than คำว่า taller เป็นรูปขั้นกว่าของ tall และ than ใช้นำสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ส่วน a lot วางหน้าคำขั้นกว่าเพื่อแสดงว่าความแตกต่างมีมาก ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “สูงกว่า…มาก” ไม่ใช่เพียง “สูงมาก” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ a lot + คำขั้นกว่า + than คำที่ใช้บอกความแตกต่างมากแบบอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ much และ far

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าอาคารใหม่สูงกว่าอาคารเก่ามาก

  1. The new building is a lot tall than the old one.
  2. The new building is a lot taller than the old one.
  3. The new building is very taller than the old one.
ดูคำตอบ

The new building is a lot taller than the old one.

assuming there's no natural disaster that wipes out all the tall people. โน้ต

2:16

สมมติว่าไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่กวาดล้างคนตัวสูงทั้งหมดไปนะ

ไวยากรณ์

assuming there's no...: การกำหนดข้อสมมติ

Assuming + อนุประโยค เป็นการขอให้ผู้ฟังยอมรับเงื่อนไขหนึ่งก่อนดำเนินเหตุผลขั้นต่อไป ในที่นี้ assuming there's no natural disaster หมายความว่าการคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าไม่มีภัยธรรมชาติเท่านั้น คำนี้ไม่ได้บรรยายว่ามีใครกำลังเดาอยู่ แต่ assuming ในการใช้นี้ทำหน้าที่กำหนดข้อสมมติชั่วคราว หากข้อสมมตินั้นไม่จริง ข้อสรุปก็อาจเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุชัดที่สุดว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ทั้งวันเป็นข้อสมมติสำหรับการคาดการณ์

  1. Because the battery lasts all day, the camera will keep recording.
  2. The battery lasted all day, so the camera kept recording.
  3. Assuming the battery lasts all day, the camera will keep recording.
ดูคำตอบ

Assuming the battery lasts all day, the camera will keep recording.

กริยาวลี

wipes out: ทำลายหรือกำจัดจนหมด

Wipes out เป็นรูปเอกพจน์บุรุษที่สามของกริยาวลี wipe out ในที่นี้หมายถึงทำลายหรือกำจัดจนหมด กล่าวคือภัยธรรมชาติอาจทำให้คนตัวสูงทั้งหมดหายไป ไม่ได้หมายถึงการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดตามตัวอักษร Out เป็นคำอนุภาคที่ทำให้กริยาวลีนี้มีความหมายดังกล่าว เมื่อกรรมเป็นคำนาม พูดได้ทั้ง wipe out the population และ wipe the population out แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างกริยากับ out เช่น wipe it out

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ wipe out เติมประโยคให้สมบูรณ์: A computer virus ____ all our backup files overnight.

ดูคำตอบ

wiped out

Our ancestors were short, hairy apes.

2:19

บรรพบุรุษของเราคือลิงตัวเตี้ยๆ ที่มีขนดก

We still have body hair,

2:22

เรายังมีขนตามร่างกายอยู่

but we don't look like apes anymore.

2:23

แต่เราไม่ได้ดูเหมือนลิงอีกต่อไปแล้ว

If you're the only person who is immortal while everyone else keeps evolving วลี

2:25

ถ้าคุณเป็นคนเดียวที่เป็นอมตะในขณะที่คนอื่นพัฒนาไปเรื่อยๆ

generation after generation,

2:29

รุ่นแล้วรุ่นเล่า

you will eventually look quite different than the people who surround you. การใช้คำ

2:31

ในที่สุดคุณก็จะดูแตกต่างจากคนรอบข้างคุณมาก

วลี

keeps evolving generation after generation: วิวัฒนาการต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

keep + คำกริยารูป -ing แสดงว่าการกระทำหรือกระบวนการหนึ่งดำเนินต่อเนื่องอยู่ เนื่องจาก everyone else เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ keep จึงเปลี่ยนเป็น keeps ดังนั้น keeps evolving จึงหมายถึงวิวัฒนาการที่ดำเนินต่อไป ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว generation after generation หมายถึงตลอดหลายรุ่นที่ต่อเนื่องกัน เมื่อนำสองส่วนนี้มาใช้ร่วมกัน จะแสดงว่ากระบวนการเดิมสะสมต่อเนื่องผ่านรุ่นจำนวนมาก ไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเทียบคนสองรุ่นเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่ากระบวนการหนึ่งดำเนินต่อไปตลอดหลายรุ่นที่ต่อเนื่องกัน?

  1. The species keeps adapting after two generations.
  2. The species keeps to adapt generation after generation.
  3. The species keeps adapting generation after generation.
ดูคำตอบ

The species keeps adapting generation after generation.

การใช้คำ

look quite different than: ดูแตกต่างจากอย่างมากในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน

look ในที่นี้เป็นกริยาเชื่อม จึงตามด้วยคำคุณศัพท์ different โดย look different หมายถึง “ดูแตกต่าง” quite เพิ่มระดับความแตกต่างให้ชัดขึ้น ส่วน than ใช้นำคนที่เป็นจุดเปรียบเทียบ ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน different than สามารถมีความหมายเดียวกับ different from ได้อย่างเป็นธรรมชาติ different ในที่นี้ไม่ใช่คำคุณศัพท์ขั้นกว่า แต่โครงสร้างทั้งหมดระบุว่าประธานแตกต่างจากอะไร

แบบฝึกหัด

พิจารณาประโยคนี้: “My answer is different than yours.” ประโยคนี้เป็นธรรมชาติและยอมรับได้ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันหรือไม่?

  1. ใช่ ประโยคนี้ยอมรับได้ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
  2. ไม่ ประโยคนี้ยอมรับไม่ได้ในภาษาอังกฤษมาตรฐานทุกแบบ
ดูคำตอบ

ใช่ ประโยคนี้ยอมรับได้ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน

Hi, how you doing? น้ำเสียง/เจตนา

2:34

ไง สบายดีไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Hi, how you doing?: คำทักทายแบบสบาย ๆ ที่ละ are

How you doing? เป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมากของ How are you doing? โดยละกริยา are รูปแบบการละคำเช่นนี้พบได้บ่อยในการสนทนาสบาย ๆ แต่ไม่ใช่ไวยากรณ์มาตรฐานสำหรับบริบทที่เป็นทางการ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคำทักทาย มีความหมายประมาณว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” โดยทั่วไปตอบสั้น ๆ ตามมารยาทก็เพียงพอ ไม่ได้ต้องการรายละเอียดทั้งหมด และไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกคำทักทายแบบสบาย ๆ ที่ได้ยินให้ตรงทุกคำ สังเกตว่ามีคำใดอยู่ระหว่าง how กับ you หรือไม่

  1. Hi, how you doing?
  2. Hi, what are you doing?
  3. Hi, how are you doing?
ดูคำตอบ

Hi, how you doing?

If one of our ancestors, apes is still alive today,

2:35

ถ้าหนึ่งในบรรพบุรุษของเรา ซึ่งก็คือลิง ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้

how many people will make friends with it instead of calling the Museum of Natural History? โน้ต

2:38

จะมีกี่คนที่ผูกมิตรกับมันแทนที่จะโทรหาพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ?

วลี

make friends with: การเริ่มสร้างมิตรภาพ

Make friends with หมายถึงเริ่มสร้างหรือพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับบุคคลหรือกลุ่ม ในคำบรรยาย with ใช้นำหน้าบุคคล สัตว์ หรือกลุ่มที่กลายมาเป็นเพื่อน จึงเป็น make friends with it นี่เป็นโครงสร้างตายตัว: make friends with + บุคคลหรือกลุ่ม โดยปกติ friends ใช้รูปพหูพจน์แม้ว่าหลัง with จะเป็นคนหรือสิ่งเดียว และ make ในที่นี้หมายถึง “สร้างความสัมพันธ์” ไม่ใช่ “ผลิต” ตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ make friends with เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nina joined a new club and soon ____ the other members.

ดูคำตอบ

made friends with

ไวยากรณ์

instead of calling: เลือกทำอย่างหนึ่งแทนอีกอย่างหนึ่ง

instead of ใช้นำหน้าการกระทำที่ไม่ได้เลือก ในโครงสร้าง A instead of B ส่วน A คือสิ่งที่เลือกจริงหรือสมมุติว่าเลือก ส่วน B คือทางเลือกที่ถูกแทนที่ ในประโยคนี้มีการเปรียบเทียบระหว่างการเป็นเพื่อนกับสิ่งมีชีวิตนั้นกับการโทรหาพิพิธภัณฑ์ เนื่องจาก of เป็นคำบุพบท ถ้ามีคำกริยาตามหลัง ปกติจะใช้รูป -ing จึงต้องเป็น instead of calling ไม่ใช่ instead of call หรือ instead of to call

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย instead of และรูปที่ถูกต้องของ walk: Mia took the bus ____ to school.

ดูคำตอบ

instead of walking

วัฒนธรรม

the Museum of Natural History: การอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ในมุก

the Museum of Natural History หมายถึงสถาบันที่ศึกษาและจัดแสดงเรื่องราวของโลกธรรมชาติ ซึ่งมักรวมถึงฟอสซิล ตัวอย่างสัตว์ สิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ และวิวัฒนาการของมนุษย์ ในมุกนี้ การโทรหาพิพิธภัณฑ์สื่อว่าลิงบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตธรรมดาที่อาจเป็นเพื่อนได้ ความแตกต่างที่เกินจริงนี้ทำให้มุกตลก

แบบฝึกหัด

เหตุใดการโทรหาพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาจึงสมเหตุสมผลในมุกนี้?

  1. พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้ให้บริการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน
  2. พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้จัดให้คนกับสัตว์มาเป็นเพื่อนกัน
  3. พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้ศึกษาและจัดแสดงฟอสซิล สัตว์ และวิวัฒนาการ
ดูคำตอบ

พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้ศึกษาและจัดแสดงฟอสซิล สัตว์ และวิวัฒนาการ

Ugh.

2:42

อี๋

And one more physical consideration for immortality,

2:43

และอีกหนึ่งการพิจารณาทางกายภาพสำหรับความเป็นอมตะ

scars.

2:46

รอยแผลเป็น

After all, immortality doesn't automatically translate to invincibility. โน้ต

2:47

ท้ายที่สุด ความเป็นอมตะไม่ได้แปลว่าเป็นอมตะแบบคงกระพันเสมอไป

ลำดับความ

After all: เพิ่มเหตุผลที่สนับสนุนสิ่งที่กล่าวไป

After all ใช้นำข้อเท็จจริงที่สนับสนุนหรือช่วยยืนยันสิ่งที่เพิ่งพูดไป ในประโยคนี้เป็นสัญญาณว่า “ให้นึกถึงเหตุผลนี้: การเป็นอมตะไม่ได้รับประกันว่าจะไร้เทียมทาน” สำนวนนี้เชื่อมเหตุผลใหม่กลับไปยังข้อสรุปก่อนหน้า จึงช่วยจัดระเบียบการให้เหตุผล ไม่ได้หมายถึง “หลังจากทุกอย่าง” และไม่ได้บอกลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนเป้าหมายเติมเหตุผลสนับสนุนให้สมบูรณ์: You should bring a coat. ____, it gets cold after sunset.

ดูคำตอบ

After all

การใช้คำ

doesn't automatically translate to: ข้อเท็จจริงหนึ่งไม่ได้รับประกันอีกผลลัพธ์หนึ่ง

ในที่นี้ translate to หมายถึง “นำไปสู่ ก่อให้เกิด หรือเท่ากับผลลัพธ์บางอย่าง” ไม่ใช่ “แปลคำเป็นอีกภาษา” รูปแบบ A doesn't automatically translate to B บอกว่า A อาจเกี่ยวข้องกับ B แต่ A เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกัน B ในประโยคนี้ immortality หมายถึงการไม่ตาย ส่วน invincibility หมายถึงการที่ไม่มีใครเอาชนะหรือทำอันตรายได้ ดังนั้นสภาวะแรกจึงไม่จำเป็นต้องนำไปสู่สภาวะที่สอง

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ A doesn't automatically translate to B ให้ตรงตามคำเป้าหมาย: A bigger team ____ better results.

ดูคำตอบ

doesn't automatically translate to

It just means you cannot die.

2:51

มันแค่หมายความว่าคุณตายไม่ได้

But it doesn't guarantee what condition you'll be alive in. วลี

2:53

แต่มันไม่ได้รับประกันว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ในสภาพไหน

วลี

doesn't guarantee what condition you'll be alive in: ไม่รับประกันว่าจะมีชีวิตอยู่ในสภาพใด

อนุประโยค what condition you'll be alive in บอกสิ่งที่ไม่ได้รับการรับประกัน นั่นคือสภาพร่างกายที่คุณจะเป็นอยู่ขณะที่ยังมีชีวิต ประเด็นคือ การรับประกันว่ายังมีชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะรับประกันด้วยว่าคุณจะแข็งแรงหรือไม่บาดเจ็บ เนื่องจากส่วนนี้เป็นคำถามทางอ้อมหลัง guarantee จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ you'll be ไม่ใช่ will you be ส่วนบุพบท in สามารถอยู่ท้ายประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติและเชื่อมโยงกับ what condition

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามทางอ้อมหลัง guarantee ได้ถูกต้อง

  1. The policy doesn't guarantee in what will condition the replacement arrive.
  2. The policy doesn't guarantee what condition the replacement will arrive in.
  3. The policy doesn't guarantee what condition will the replacement arrive in.
ดูคำตอบ

The policy doesn't guarantee what condition the replacement will arrive in.

So, look at your body and count how many scars you have.

2:56

ดังนั้น ลองดูร่างกายของคุณแล้วนับดูว่าคุณมีรอยแผลเป็นกี่รอย

If you have made this many permanent scars within your life, ไวยากรณ์

2:59

ถ้าคุณมีรอยแผลเป็นถาวรมากมายขนาดนี้ในช่วงชีวิตของคุณ

ไวยากรณ์

this many permanent scars: จำนวนที่ชี้ให้เห็นตรงหน้า

โครงสร้าง this many + คำนามนับได้พหูพจน์ หมายถึงจำนวนที่กำลังแสดงให้เห็นหรือได้กำหนดไว้แล้วในสถานการณ์นี้ ใน this many permanent scars คำว่า this ชี้ไปที่แผลเป็นที่เพิ่งเห็นหรือนับ ไม่ได้หมายถึงตัวเลขตายตัว ใช้ many เพราะ scars เป็นคำนามนับได้พหูพจน์ ต่างจาก many ที่ใช้ลำพัง this many ทำให้จำนวนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า เช่น สิ่งที่มองเห็น นับได้ หรือชี้ด้วยท่าทาง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังชี้ไปที่ใบสมัคร 24 ใบที่เพิ่งนับเสร็จ ประโยคใดอ้างถึงจำนวนที่กำลังแสดงอยู่นั้นได้ชัดเจนที่สุด

  1. I didn't expect this many applications.
  2. I didn't expect so many applications.
  3. I didn't expect many applications.
ดูคำตอบ

I didn't expect this many applications.

imagine how much damage you would have if you were 1,000 years old. ไวยากรณ์

3:01

ลองนึกภาพดูว่าคุณจะได้รับความเสียหายมากแค่ไหนถ้าคุณอายุ 1,000 ปี

ไวยากรณ์

imagine how much ... would ... if ... were สำหรับสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง

Imagine ใช้เกริ่นสิ่งที่ต้องการให้ผู้ฟังนึกภาพตาม อนุประโยค how much ที่ตามมายังคงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how much damage you would have ไม่ใช่ how much damage would you have ในที่นี้ damage เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงใช้ how much เพื่อถามปริมาณหรือระดับ would have และ if you were ใช้ร่วมกันเพื่อแสดงผลลัพธ์และเงื่อนไขที่สมมติขึ้น ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าผู้ฟังมีอายุ 1,000 ปีจริงในปัจจุบันหรือในอดีต แต่ถามว่าผลจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริงนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ imagine how much ... would ... if ... ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง

  1. Imagine how much energy would you save if you rode the bus.
  2. Imagine how much energy you would save if you rode the bus.
  3. Imagine how many energy you would save if you rode the bus.
ดูคำตอบ

Imagine how much energy you would save if you rode the bus.

Now, there are approximately 185,000 amputation-related hospital discharges every year in the US. การใช้คำ

3:06

ขณะนี้ มีผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการตัดแขนขาประมาณ 185,000 รายทุกปีในสหรัฐอเมริกา

การใช้คำ

amputation-related hospital discharges ในสถิติทางการแพทย์

คำนามหลักคือ discharges ในสถิติทางการแพทย์ hospital discharge หมายถึงเหตุการณ์หรือบันทึกที่ผู้ป่วยในออกจากโรงพยาบาลหลังสิ้นสุดการพักรักษา รูปพหูพจน์ในที่นี้นับเหตุการณ์หรือกรณีการออกจากโรงพยาบาลเหล่านั้น ให้อ่านนามวลีจากขวาไปซ้าย hospital discharges ระบุสิ่งที่กำลังนับ ส่วน amputation-related จำกัดขอบเขตให้เป็นการออกจากโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการตัดอวัยวะ ยอดรวมนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวนผู้ป่วยที่เป็นคนละคนกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคเชิงสถิตินี้ amputation-related hospital discharges มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด

  1. บันทึกผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลหลังได้รับการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการตัดอวัยวะ
  2. ของเสียจากการตัดอวัยวะที่โรงพยาบาลปล่อยออกมา
  3. พนักงานโรงพยาบาลที่ถูกไล่ออกเพราะการตัดอวัยวะ
ดูคำตอบ

บันทึกผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลหลังได้รับการรักษาที่เกี่ยวข้องกับการตัดอวัยวะ

These injuries are due to accidents or illnesses. วลี

3:13

การบาดเจ็บเหล่านี้เกิดจากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย

วลี

due to + นามวลี: บอกสาเหตุ

Due to ใช้นำเสนอสาเหตุของสถานการณ์หนึ่ง ในประโยคนี้ นามวลี accidents or illnesses ระบุสิ่งที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ โครงสร้างที่ใช้ทั่วไปคือ be due to + นามวลี หากเหตุผลเป็นอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาของตัวเอง ให้ใช้ because แทน เช่น because the weather was bad

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย due to: The outdoor game was canceled ____ heavy rain.

ดูคำตอบ

due to

Certainly, the percentage is low comparing to the total population if you only live for a hundred years. ไวยากรณ์

3:16

แน่นอนว่าเปอร์เซ็นต์นั้นต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดหากคุณมีชีวิตอยู่แค่ร้อยปี

ไวยากรณ์

low comparing to the total population: ใช้ low compared to the total population

ความหมายที่ต้องการสื่อคือ เปอร์เซ็นต์นี้ต่ำเมื่อนำไปวัดเทียบกับประชากรทั้งหมด ในภาษาอังกฤษมาตรฐานควรเขียนว่า low compared to the total population หรือ low compared with the total population Compared เป็นคำกริยาช่องสามในโครงสร้างเปรียบเทียบแบบถูกกระทำที่ย่อไว้ กล่าวคือ เปอร์เซ็นต์ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์หนึ่ง ส่วน Comparing เป็นรูปที่แสดงการกระทำและมักนำสิ่งที่จะเปรียบเทียบมาโดยตรง เช่น Comparing the two rates, we can see a difference.

แบบฝึกหัด

เลือกโครงสร้างการเปรียบเทียบที่เป็นมาตรฐาน

  1. The percentage is low compared with the total population.
  2. The percentage is low compare with the total population.
  3. The percentage is low comparing with the total population.
ดูคำตอบ

The percentage is low compared with the total population.

However, if you've been alive for over 1 million years, ไวยากรณ์

3:21

อย่างไรก็ตาม หากคุณมีชีวิตอยู่มานานกว่า 1 ล้านปี

the odds of still having all your limbs are pretty slim. วลี

3:25

โอกาสที่แขนขาของคุณจะยังอยู่ครบก็ค่อนข้างริบหรี่

ไวยากรณ์

have been alive for ...: สภาวะที่ดำเนินต่อมาถึงตอนนี้

You've เป็นรูปย่อของ you have เมื่อใช้ have been ตามด้วยคำคุณศัพท์บอกสภาวะ alive จะเป็น present perfect ซึ่งมองการมีชีวิตอยู่ว่าเป็นสภาวะที่เริ่มในอดีตและยังดำเนินต่อมาถึงตอนนี้ for over 1 million years บอกระยะเวลาที่สภาวะนั้นดำเนินมา ในที่นี้ for หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง” ไม่ได้หมายถึง “เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของ be เพื่อแสดงว่าสภาวะเริ่มในอดีตและยังดำเนินอยู่ตอนนี้: She ____ awake for twelve hours.

ดูคำตอบ

has been

วลี

the odds of ... are pretty slim: ความเป็นไปได้ต่ำ

the odds of ตามด้วยคำนามหรือวลี -ing แล้วต่อด้วย are slim หมายความว่าผลลัพธ์ที่กล่าวถึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ในที่นี้ still having all your limbs คือผลลัพธ์ที่กำลังถูกประเมิน slim ขยาย odds จึงหมายถึงโอกาสต่ำหรือน้อย ไม่ได้หมายถึงรูปร่างผอม ส่วน pretty เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับที่หมายถึง “ค่อนข้าง” ดังนั้น pretty slim จึงเน้นว่าโอกาสนั้นต่ำ

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? The odds of finding a seat now are pretty slim.

  1. ตอนนี้โอกาสที่เราจะหาที่นั่งได้กับหาไม่ได้มีเท่ากัน
  2. ตอนนี้เราคงหาที่นั่งได้ยาก
  3. ตอนนี้เราจะพบที่นั่งแคบ ๆ อย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

ตอนนี้เราคงหาที่นั่งได้ยาก

What about little accessories like your eyes, สำนวน

3:28

แล้วอุปกรณ์เสริมเล็กๆ น้อยๆ อย่างดวงตาของคุณล่ะ

your nose, your ears, fingers, or toes?

3:30

จมูก หู นิ้วมือ หรือนิ้วเท้าของคุณล่ะ?

สำนวน

What about little accessories: อารมณ์ขันแบบมืดมนเกี่ยวกับอวัยวะ

ใน What about little accessories นั้น What about ... ใช้เพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาในประเด็นที่กำลังพูดถึง ได้แก่ ดวงตา จมูก หู นิ้วมือ และนิ้วเท้า ปกติ accessories หมายถึงของเสริมที่เพิ่มเข้ามาหรือถอดออกได้ การเรียกอวัยวะสำคัญว่า little accessories จงใจทำให้ดูเหมือนไม่สำคัญและไม่มีก็ได้ ความไม่เข้ากันนี้สร้างอารมณ์ขันแบบมืดมนและลดทอนความร้ายแรงของการสูญเสียอวัยวะเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

little accessories สร้างผลอย่างไรในประโยคนี้?

  1. หมายถึงเครื่องประดับที่สวมใกล้ดวงตา จมูก และหู
  2. พูดติดตลกให้อวัยวะสำคัญดูเหมือนเป็นเพียงของเสริมชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่มีก็ได้
  3. บอกว่าอวัยวะเหล่านั้นแทบไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ
ดูคำตอบ

พูดติดตลกให้อวัยวะสำคัญดูเหมือนเป็นเพียงของเสริมชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่มีก็ได้

What about your teeth?

3:33

แล้วฟันของคุณล่ะ?

What are the odds of you keeping your dental health for a hundred years?

3:35

โอกาสที่คุณจะรักษาสุขภาพฟันได้หนึ่งร้อยปีมีมากแค่ไหน?

A thousand years?

3:38

หนึ่งพันปีล่ะ?

1 million years?

3:40

1 ล้านปีล่ะ?

You might end up looking like a horribly scuffed up Mr. Potato Head โน้ต

3:42

คุณอาจลงเอยด้วยการดูเหมือนมิสเตอร์โปเตโต้เฮดที่มีรอยถลอกปอกเปิก

การใช้คำ

horribly scuffed up: ถลอกและสึกหรออย่างหนัก

scuffed up หมายถึงพื้นผิวมีรอยถลอก รอยขีด หรือสึกหรออย่างเห็นได้ชัดจากการเสียดสีหรือการกระแทกแรง ๆ คำว่า up เน้นสภาพที่เสียหายหลังเหตุการณ์นั้น ส่วน horribly ทำให้ระดับความเสียหายรุนแรงมากขึ้น ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้บรรยายรูปลักษณ์ในอนาคตของคนอย่างเกินจริง โดยเปรียบกับของเล่นที่เสียหาย เป็นภาษาประจำวันเชิงภาพ ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ที่แม่นยำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ scuffed up อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่า “พื้นผิวถลอกและสึกหรอ”

  1. The surgeon listed scuffed up as the precise diagnosis for the broken bone.
  2. The old suitcase was scuffed up after being dragged across the pavement.
  3. The soup tasted scuffed up after it cooled.
ดูคำตอบ

The old suitcase was scuffed up after being dragged across the pavement.

วัฒนธรรม

Mr. Potato Head: ตัวละครของเล่นที่ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนได้

Mr. Potato Head เป็นตัวละครของเล่นรูปมันฝรั่งที่สามารถถอดและจัดเรียงดวงตา จมูก ปาก หู และชิ้นส่วนอื่น ๆ ใหม่ได้ ชื่อนี้เป็นชื่อของเล่นและตัวละคร ไม่ใช่ชื่อของผู้ชายทั่วไป การเปรียบเทียบนี้สร้างมุกจากภาพ คนที่มีอวัยวะบางส่วนหายไปหรือถูกแทนที่อาจดูคล้ายของเล่นตัวนี้เมื่อชิ้นส่วนบางชิ้นหายไปหรือติดอยู่ต่างตำแหน่ง คุณสมบัติที่ถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนได้คือข้อมูลสำคัญสำหรับเข้าใจการอ้างอิงนี้

แบบฝึกหัด

อะไรทำให้การเปรียบเทียบกับ Mr. Potato Head ในประโยคนี้สื่อความหมายได้?

  1. ชิ้นส่วนใบหน้าและร่างกายถูกออกแบบให้ถอดและจัดเรียงใหม่ได้
  2. พื้นผิวของเขาไม่สามารถเกิดรอยขีดข่วนหรือสึกหรอได้
  3. เขาเป็นแพทย์ที่รักษาอาการบาดเจ็บร้ายแรง
ดูคำตอบ

ชิ้นส่วนใบหน้าและร่างกายถูกออกแบบให้ถอดและจัดเรียงใหม่ได้

with missing pieces and dentures.

3:45

โดยมีชิ้นส่วนหายไปและต้องใส่ฟันปลอม

วลี

end up looking like: รูปลักษณ์สุดท้ายที่ไม่ได้วางแผนไว้

end up + รูป -ing ใช้อธิบายผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการ ซึ่งมักไม่ใช่สิ่งที่วางแผนหรือต้องการไว้ ในที่นี้ might end up บอกถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน เมื่อใช้กับ look like โครงสร้างคือ end up looking like + นามวลี หมายถึง “สุดท้ายมีลักษณะเหมือนบางสิ่ง” หลัง end up ต้องใช้รูป -ing คือ looking ไม่ใช่ look หรือ to look

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกผลลัพธ์จากบทเรียน: If you keep adding dark paint, the room might ____ a cave.

ดูคำตอบ

end up looking like

So, are you sure you want to live forever? ลำดับความ

3:47

แล้วคุณแน่ใจหรือว่าอยากมีชีวิตอยู่ตลอดไป?

ลำดับความ

So, are you sure...?: คำถามสรุปที่ชวนให้คิดทบทวน

So ที่ต้นประโยคบอกว่าคำถามนี้เป็นผลสรุปจากทุกอย่างที่เพิ่งพูดถึง โดยรวบคำเตือนก่อนหน้าเป็นขั้นสุดท้ายว่า เมื่อพิจารณาทั้งหมดนั้นแล้ว ตอนนี้คุณคิดอย่างไร ปกติ Are you sure you want to...? ใช้ตรวจสอบการตัดสินใจของอีกฝ่าย แต่ที่นี่ใช้ท้าทายการตัดสินใจนั้นด้วย แม้รูปประโยคจะเป็นคำถาม แต่หน้าที่ในการให้เหตุผลไม่ใช่แค่ขอคำตอบว่าใช่หรือไม่ หากเป็นการทำให้ผู้ฟังคิดใหม่ว่าการมีชีวิตตลอดไปยังน่าปรารถนาอยู่หรือไม่

แบบฝึกหัด

คำถามปิดท้ายข้อใดสรุปคำเตือนได้ดีที่สุดและชวนให้ผู้ฟังทบทวนการตัดสินใจ?

  1. The trip will take three days, and storms are expected. So, are you sure you want to leave today?
  2. The trip will take three days, and storms are expected. By the way, where is your blue bag?
  3. The trip will take three days, and storms are expected. Are you sure the forecast came from this morning?
ดูคำตอบ

The trip will take three days, and storms are expected. So, are you sure you want to leave today?

Now, which superpower physics lesson will you explore next?

3:51

เอาล่ะ บทเรียนฟิสิกส์เรื่องพลังวิเศษใดที่คุณจะสำรวจเป็นเรื่องต่อไป?

Shifting body size and content.

3:56

การเปลี่ยนขนาดและปริมาตรของร่างกาย

Super speed.

4:01

ความเร็วเหนือมนุษย์

Flight.

4:02

การบิน

Super strength.

4:04

ความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์

Immortality.

4:07

ความเป็นอมตะ

And invisibility.

4:09

และการล่องหน