ตอนนี้คุณกำลังเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน? - Tucker Hiatt: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
942 คำ 174 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอเริ่มจากคำถามว่าคนเรากำลังเคลื่อนที่เร็วเพียงใด แล้วอธิบายว่าความเร็วและการหยุดนิ่งต้องอาศัยกรอบอ้างอิงที่เลือกไว้ จากนั้นจึงแยกการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ซึ่งเป็นสัมพัทธ์ ออกจากการเปลี่ยนความเร็วและการหมุนที่วัดได้ พร้อมชี้ว่าการรับรู้การเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวันควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. seems to have been — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การใช้ seem ตามด้วย perfect infinitive เพื่อเสนอข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับอดีตอย่างระมัดระวัง เหมาะกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ที่หลักฐานสนับสนุนข้อสรุป แต่ยังไม่ควรยืนยันตรง ๆ ด้วย was 2. move between two points in space, / can't move through space. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: แยกความหมายระหว่างการเคลื่อนที่จากจุดที่กำหนดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง กับการเคลื่อนผ่านตัวกลางที่เป็นสสาร จึงเข้าใจข้อโต้แย้งว่าเราเดินทางจากโลกไปดาวอังคารได้ แต่ตัวอวกาศไม่ใช่สสารอย่างน้ำที่วัตถุจะเคลื่อนผ่าน 3. Some motions have only relative meaning, but some motions have absolute meaning, are absolutely real. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่าประโยคคู่ขนานที่ซ้ำกันและ but ช่วยจำกัดขอบเขตของข้อกล่าวก่อนหน้า แทนที่จะบอกว่าการเคลื่อนที่ทุกชนิดเป็นสัมพัทธ์ ใช้ความต่างนี้อธิบายได้ว่าความเร็วคงที่ขึ้นกับกรอบอ้างอิง แต่การเปลี่ยนความเร็วและการหมุนสามารถรู้สึกและวัดได้โดยไม่ต้องตั้งมาตรฐานตามอำเภอใจ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

How fast are you moving right now? ไวยากรณ์

0:08

ตอนนี้คุณเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน?

ไวยากรณ์

How fast are you moving?: การถามความเร็วในขณะนี้

How fast are you moving? ใช้ถามความเร็วของการเคลื่อนที่ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ How fast ถามเรื่องความเร็ว ส่วน are you moving ใช้รูป present continuous รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ How fast + be + ประธาน + กริยา-ing? โดยเปลี่ยน be ให้สอดคล้องกับประธาน เช่น How fast is the train moving? ส่วน Right now เพียงเน้นว่าเป็นเวลานี้ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรูปแบบคำถามพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

เติมคำถามที่ใช้ถามความเร็วปัจจุบันของรถไฟให้สมบูรณ์: ____ is the train moving?

ดูคำตอบ

How fast

That seems like an easy question.

0:12

ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ง่าย

The first tempting answer is, "I'm not moving." ลำดับความ

0:13

คำตอบที่น่าสนใจข้อแรกคือ "ฉันไม่ได้เคลื่อนที่"

ลำดับความ

first tempting answer: ปูทางไปสู่การแก้คำตอบภายหลัง

First ทำหน้าที่กำหนดว่าคำตอบนี้เป็นขั้นแรกของลำดับ จึงเตรียมให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีคำตอบอื่นหรือการแก้ไขตามมาภายหลัง ในที่นี้ tempting หมายถึงดูน่าสนใจหรือยอมรับได้ง่ายในทันที ไม่ได้หมายถึงการล่อลวงในเชิงศีลธรรม The first tempting answer is ... ใช้เสนอคำตอบตามสัญชาตญาณ พร้อมส่งสัญญาณว่าคำตอบนั้นอาจยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

แบบฝึกหัด

ในการให้เหตุผล first tempting answer มักทำหน้าที่อะไร?

  1. ประกาศว่านี่คือคำตอบสุดท้ายเพียงคำตอบเดียว
  2. อธิบายคำตอบที่ชวนให้ใครบางคนทำผิดกฎ
  3. เสนอคำตอบแรกที่ดูน่าสนใจและอาจถูกแก้ไขภายหลัง
ดูคำตอบ

เสนอคำตอบแรกที่ดูน่าสนใจและอาจถูกแก้ไขภายหลัง

Upon further reflection, ลำดับความ

0:16

เมื่อลองคิดไตร่ตรองให้ลึกซึ้งขึ้น

ลำดับความ

Upon further reflection: ปรับความเห็นหลังจากคิดเพิ่มเติม

Upon further reflection หมายถึง “หลังจากคิดเรื่องนั้นอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น” วลีนี้บอกว่าความคิดถัดไปเกิดจากการทบทวนความคิดเดิม จึงมักใช้เกริ่นการแก้ไข การปรับให้แม่นยำขึ้น หรือการเปลี่ยนคำตัดสินใจ ในที่นี้ upon + นามวลี หมายถึง “หลังจาก” เหตุการณ์หรือกระบวนการหนึ่ง เมื่อนำวลีนี้ไว้ต้นประโยคแล้วตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค จะช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยบอกการเปลี่ยนจากมุมมองแรกไปสู่มุมมองที่ผ่านการคิดมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Upon further reflection ได้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อเกริ่นการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปหลังจากทบทวนแล้ว

  1. Upon further reflection, I decided to wait until Monday.
  2. Upon further reflection, the bus arrives at eight every weekday.
  3. Upon further reflection, please hand me the blue pencil.
ดูคำตอบ

Upon further reflection, I decided to wait until Monday.

you realize that maybe the Earth's motion counts. การใช้คำ

0:18

คุณตระหนักได้ว่าบางทีการเคลื่อนที่ของโลกอาจจะนับรวมด้วย

การใช้คำ

the Earth's motion counts: count ในความหมายว่า “นับรวม”

ในประโยคนี้ counts หมายถึง “ถูกนับรวมเพราะเกี่ยวข้อง” หรือ “มีผลต่อคำตอบ” แนวคิดคือเราอาจต้องรวมการเคลื่อนที่ของโลกด้วยเมื่อตัดสินว่าสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนที่เร็วเพียงใด การใช้แบบนี้อยู่ในรูป X counts ซึ่งหมายความว่า X เป็นปัจจัยที่ใช้ได้และไม่ควรถูกมองข้าม ไม่ได้หมายความว่าการเคลื่อนที่นั้นกำลังนับตัวเลข

แบบฝึกหัด

ใน Every correct answer counts คำว่า counts หมายถึงอะไร

  1. คำตอบที่ถูกแต่ละข้อถูกเขียนเป็นตัวเลข
  2. คำตอบที่ถูกแต่ละข้อถูกนับรวมและมีผลต่อผลลัพธ์
  3. มีคนพูดหมายเลขของคำตอบที่ถูกตามลำดับ
ดูคำตอบ

คำตอบที่ถูกแต่ละข้อถูกนับรวมและมีผลต่อผลลัพธ์

So, a second tempting answer is 19 miles per second around the Sun. วลี

0:21

ดังนั้น คำตอบที่น่าสนใจข้อที่สองคือ 19 ไมล์ต่อวินาทีรอบดวงอาทิตย์

วลี

19 miles per second: บอกความเร็วด้วย per

“19 miles per second” แสดงความเร็ว หมายถึงเคลื่อนที่ได้ 19 ไมล์ในแต่ละวินาที ในสำนวนบอกความเร็วหรืออัตรา per หมายถึง “ต่อหนึ่งหน่วย” จึงนำโครงสร้าง จำนวน + หน่วยที่วัด + per + หน่วยเวลา ไปใช้ได้ หน่วยหลัง per มักใช้รูปเอกพจน์ เช่น per second, per minute หรือ per hour

แบบฝึกหัด

ใช้ per เติมประโยคให้มีความหมายว่า “ทุกวินาที”: The drone travels ten miles ____.

ดูคำตอบ

per second

But then you recall learning that the Sun moves around the center of the Milky Way galaxy, ไวยากรณ์

0:25

แต่แล้วคุณก็นึกถึงตอนที่เรียนมาว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่รอบศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก

ไวยากรณ์

recall learning that: นึกถึงประสบการณ์การเรียนรู้ในอดีต

“Recall learning that ...” หมายถึงนึกถึงประสบการณ์ในอดีตที่ได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงซึ่งตามมา recall รับ learning ที่เป็นรูป -ing เป็นกรรม ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ รูป -ing ชี้ไปยังประสบการณ์การเรียนรู้ที่จบไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่ากำลังเรียนอยู่ตอนนี้ โดยทั่วไป recall + -ing ใช้เมื่อนึกถึงการกระทำหรือประสบการณ์ในอดีต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าผู้พูดจำประสบการณ์ในอดีตที่เคยเรียนรู้ข้อเท็จจริงหนึ่งได้?

  1. I am learning that bees communicate through movement.
  2. I recall that bees communicate through movement.
  3. I recall learning that bees communicate through movement.
ดูคำตอบ

I recall learning that bees communicate through movement.

and the Milky Way moves within the Local Group of galaxies, วัฒนธรรม

0:30

และทางช้างเผือกก็เคลื่อนที่อยู่ภายในกลุ่มแล็กซีท้องถิ่น

วัฒนธรรม

the Local Group of galaxies: กลุ่มกาแล็กซีที่รวมทางช้างเผือก

Local Group เป็นชื่อเฉพาะทางดาราศาสตร์ของกลุ่มกาแล็กซีใกล้เคียงที่รวมกาแล็กซีทางช้างเผือกอยู่ด้วย การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ใน Local Group แสดงว่านี่คือชื่อของกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มใกล้ ๆ ทั่วไป ในประโยคนี้ within the Local Group of galaxies ขยายกรอบอ้างอิงไปยังระดับที่ใหญ่กว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกเอง จึงแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่สามารถอธิบายได้ในหลายระดับของจักรวาลที่ซ้อนกันอยู่

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Local Group หมายถึงอะไร

  1. กระจุกดาวภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก
  2. กลุ่มกาแล็กซีใกล้เคียงที่รวมกาแล็กซีทางช้างเผือก
  3. ทีมที่สังเกตกาแล็กซีจากโลก
ดูคำตอบ

กลุ่มกาแล็กซีใกล้เคียงที่รวมกาแล็กซีทางช้างเผือก

and the Local Group moves within the Virgo Cluster,

0:33

และกลุ่มแล็กซีท้องถิ่นก็เคลื่อนที่อยู่ภายในกระจุกกาแล็กซีหญิงสาว

and the Virgo Cluster moves within

0:36

และกระจุกกาแล็กซีหญิงสาวก็เคลื่อนที่อยู่ภายใน...

How fast are you moving is not an easy question. ไวยากรณ์

0:39

คุณเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ง่ายๆ

ไวยากรณ์

การใช้ “How fast are you moving?” เป็นประธานของประโยค

ในที่นี้ How fast are you moving ถูกใช้เป็นถ้อยคำเดิมของคำถามตรงที่สมบูรณ์ทั้งประโยค คำถามทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วน is not an easy question บอกว่าคำถามนี้ตอบได้ยาก เพราะผู้พูดกำลังกล่าวถึงตัวคำถามตรงเอง จึงคงลำดับคำแบบคำถาม are you moving ไว้ ในงานเขียนที่ชัดเจนขึ้น เครื่องหมายคำพูดและเครื่องหมายคำถามจะแสดงสิ่งนี้: “How fast are you moving?” is not an easy question. ส่วนคำถามที่ฝังอยู่ในประโยคจะใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: how fast you are moving

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ถ้อยคำเดิมของคำถามตรงเป็นประธานของประโยค

  1. Everyone keeps asking where we are going.
  2. Where we are going remains uncertain.
  3. “Where are we going?” is the question everyone keeps asking.
ดูคำตอบ

“Where are we going?” is the question everyone keeps asking.

When Mission Control tells astronauts how fast they're going, โน้ต

0:42

เมื่อศูนย์ควบคุมภารกิจบอกนักบินอวกาศว่าพวกเขาเดินทางเร็วแค่ไหน

วัฒนธรรม

Mission Control: ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศภาคพื้นดิน

Mission Control หมายถึงศูนย์และทีมงานภาคพื้นดินที่ติดตามเที่ยวบินอวกาศ สื่อสารกับลูกเรือ และช่วยควบคุมภารกิจ ในประโยคนี้ ชื่อนี้บอกว่ากำลังพูดถึงนักบินอวกาศและการบินอวกาศ ไม่ได้หมายถึงการกระทำทั่วไปว่า “ควบคุมภารกิจหนึ่ง”

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Mission Control หมายถึงอะไร?

  1. การกระทำทั่วไปในการจัดระเบียบงานทุกชนิด
  2. ศูนย์และทีมงานภาคพื้นดินที่ติดตามและควบคุมเที่ยวบินอวกาศ
  3. ปุ่มควบคุมที่อยู่ในชุดของนักบินอวกาศ
ดูคำตอบ

ศูนย์และทีมงานภาคพื้นดินที่ติดตามและควบคุมเที่ยวบินอวกาศ

ไวยากรณ์

how fast they're going: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในคำถามซ้อน

how fast they're going เป็นเนื้อหาคำถามที่ซ้อนอยู่หลัง tells โดยระบุข้อมูลที่ Mission Control บอกนักบินอวกาศ นั่นคือความเร็วของพวกเขา คำถามซ้อนใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าหลังวลีคำถาม: how fast + they + are going ส่วน They're ย่อมาจาก they are ในประโยคนี้ หลัง tells astronauts จะไม่ใช้ลำดับคำแบบคำถามตรง How fast are they going?

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปคำถามซ้อนของ “How fast is the boat going?” โดยเริ่มด้วย how fast: Do you know ____?

ดูคำตอบ

how fast the boat is going

there is always an assumed standard of rest. การใช้คำ

0:45

มักจะมีมาตรฐานการหยุดนิ่งที่ถูกสมมติขึ้นมาเสมอ

การใช้คำ

assumed standard of rest: จุดอ้างอิงที่เลือกและถือว่าอยู่นิ่ง

an assumed standard of rest คือจุดอ้างอิงที่ถูกเลือกและถือว่าอยู่นิ่ง เพื่อให้บรรยายการเคลื่อนที่และความเร็วโดยเทียบกับจุดนั้นได้ assumed แสดงว่าสถานะนี้เป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการอธิบาย ไม่ได้หมายความว่าจุดอ้างอิงนั้นหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ในทุกกรอบอ้างอิง ในที่นี้ rest หมายถึงสภาวะที่ไม่เคลื่อนที่ ไม่ใช่การพักผ่อนหรือการนอน แนวคิดที่นำไปใช้กับบริบทอื่นได้คือ ความเร็วที่ระบุขึ้นอยู่กับว่าสิ่งใดถูกเลือกให้เป็นจุดอ้างอิงที่อยู่นิ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ assumed standard of rest หมายถึงอะไร

  1. วัตถุที่หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ในทุกกรอบอ้างอิงที่เป็นไปได้
  2. จุดอ้างอิงที่เลือกและถือว่าอยู่นิ่งเพื่อใช้อธิบายการเคลื่อนที่
  3. ช่วงเวลาพักที่จำเป็นก่อนวัดความเร็ว
ดูคำตอบ

จุดอ้างอิงที่เลือกและถือว่าอยู่นิ่งเพื่อใช้อธิบายการเคลื่อนที่

At the start of the voyage,

0:48

ในช่วงเริ่มต้นของการเดินทาง

speeds are given relative to the launch pad, วลี

0:49

ความเร็วจะถูกกำหนดโดยเทียบกับฐานปล่อยจรวด

วลี

relative to the launch pad: การระบุจุดอ้างอิง

relative to the launch pad หมายถึง “ใช้ฐานปล่อยจรวดเป็นจุดอ้างอิง” ความเร็วที่ระบุบอกว่าสิ่งหนึ่งเคลื่อนที่เร็วแค่ไหนเมื่อถือว่าฐานปล่อยจรวดอยู่นิ่ง รูปแบบ relative to + คำนาม ใช้ระบุสิ่งที่เป็นเกณฑ์ของการวัด ตำแหน่ง การเปลี่ยนแปลง หรือการเปรียบเทียบ รูปแบบนี้ตอบคำถามว่า “เทียบกับอะไร” แทนที่จะบอกว่าค่านั้นเป็นค่าสัมบูรณ์

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายสองคำที่หมายถึง “ใช้โลกเป็นจุดอ้างอิง” ลงในประโยค: The satellite's speed is measured ____ Earth.

ดูคำตอบ

relative to

but later,

0:51

แต่ในเวลาต่อมา

when the launch pad is just one more arbitrary place การใช้คำ

0:52

เมื่อฐานปล่อยจรวดเป็นเพียงแค่สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมา

การใช้คำ

just one more arbitrary place: สถานที่ที่ไม่ได้มีสถานะพิเศษเพียงแห่งเดียว

ในที่นี้ just หมายถึง “เป็นเพียง” ส่วน one more จัดให้ฐานปล่อยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เป็นไปได้หลายแห่ง แทนที่จะมองว่าเป็นสถานที่พิเศษเพียงแห่งเดียว arbitrary ในที่นี้หมายถึงสถานที่ที่กำหนดตามข้อตกลงหรือการเลือก ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวโดยธรรมชาติ ทั้งวลีจึงบอกว่าฐานปล่อยไม่ได้มีสถานะพิเศษโดยตัวมันเองในฐานะจุดอ้างอิง

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายทางเทคนิค arbitrary ใน “The starting point is arbitrary” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด?

  1. จุดนั้นอยู่ผิดตำแหน่ง
  2. จุดนั้นถูกเลือกด้วยการสุ่ม
  3. จุดนั้นถูกเลือกขึ้นมาโดยธรรมชาติไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นจุดนี้เพียงจุดเดียว
ดูคำตอบ

จุดนั้นถูกเลือกขึ้นมาโดยธรรมชาติไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นจุดนี้เพียงจุดเดียว

down there on Earth's spinning surface,

0:54

ซึ่งอยู่บนพื้นผิวโลกที่กำลังหมุน

speeds are given relative to the idealized non-spinning pinpoint center of Earth. การใช้คำ

0:57

ความเร็วจะถูกกำหนดโดยเทียบกับจุดศูนย์กลางของโลกในอุดมคติที่ไม่ได้หมุน

การใช้คำ

idealized non-spinning pinpoint center of Earth: center คือคำนามหลัก

คำนามหลักคือ center ให้เริ่มจาก center of Earth ซึ่งหมายถึง “ศูนย์กลางโลก” แล้วค่อยอ่านคำขยายทางซ้าย: pinpoint นำเสนอศูนย์กลางเป็นจุดเดียวที่แม่นยำ non-spinning บอกว่าแบบจำลองไม่นับการหมุน และ idealized บอกว่านี่คือแบบจำลองที่จงใจทำให้ง่ายขึ้นเพื่อใช้วิเคราะห์ ภาษาอังกฤษเชิงวิทยาศาสตร์มักวางคำขยายหลายคำซ้อนกันหน้าคำนามหลัก ให้หาคำนามที่กำหนดว่าโดยรวมแล้ววลีกำลังกล่าวถึงอะไร แล้วจึงเชื่อมคำขยายแต่ละคำเข้ากับคำนามนั้น วลีนี้หมายถึงศูนย์กลางในแบบจำลอง ไม่ใช่วัตถุจริงที่ชื่อ pinpoint

แบบฝึกหัด

คำนามหลักใน “idealized non-spinning pinpoint center of Earth” คือคำใด?

  1. Earth
  2. center
  3. pinpoint
ดูคำตอบ

center

On their way to the Moon,

1:03

ในระหว่างทางไปดวงจันทร์

Apollo astronauts had a hard time answering the question, วลี

1:04

นักบินอวกาศในยานอพอลโลต้องเจอกับความยากลำบากในการตอบคำถามที่ว่า

วลี

had a hard time answering: have a hard time + คำกริยาเติม -ing

Had a hard time answering หมายความว่า การตอบคำถามเป็นเรื่องยากสำหรับนักบินอวกาศ โดย had เป็นรูปอดีตของ have โครงสร้างที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ have a hard time + คำกริยาเติม -ing ส่วนที่เป็น -ing ระบุกิจกรรมที่ทำได้ยาก ไม่ได้หมายถึงการ “มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก” ตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ understand เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I had a hard time ____ the instructions.

ดูคำตอบ

understanding

"How fast are you moving?"

1:07

"คุณกำลังเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน?"

Speed away from Earth was one thing, ลำดับความ

1:09

ความเร็วในการออกห่างจากโลกก็เป็นเรื่องหนึ่ง

and speed toward the Moon was quite another.

1:11

และความเร็วที่มุ่งหน้าไปยังดวงจันทร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

ลำดับความ

was one thing ... was quite another: การเน้นความแตกต่างสำคัญ

กรอบ A was one thing, and B was quite another วางแนวคิดที่เกี่ยวข้องกันสองอย่างไว้คู่กัน และบอกว่าไม่ควรมองว่าเหมือนกัน one thing กับ another ทำหน้าที่จัดโครงสร้างการเปรียบต่าง ไม่ใช่การนับสิ่งของ quite เน้นคำว่า another ทำให้ส่วนหลังหมายถึง “เรื่องที่แตกต่างกันมาก” เมื่อต้องการพูดถึงปัจจุบันหรือสถานการณ์ทั่วไป สามารถใช้ is แทน was ในกรอบเดียวกันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบเปรียบต่างจากบทเรียน: Understanding the rule is ____, but using it under pressure is ____.

ดูคำตอบ

one thing · quite another

That's because the Earth and the Moon move relative to one another. วลี

1:14

นั่นเป็นเพราะโลกและดวงจันทร์มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ซึ่งกันและกัน

วลี

move relative to one another: อธิบายการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างกัน

move relative to one another หมายถึงการอธิบายการเคลื่อนที่ของสิ่งของสองสิ่งขึ้นไปโดยดูความสัมพันธ์ระหว่างกัน ในประโยคนี้ โลกและดวงจันทร์คือวัตถุทั้งสอง และ one another แสดงว่าความสัมพันธ์ของจุดอ้างอิงเป็นแบบต่างฝ่ายต่างอ้างอิงกัน สำนวนนี้อธิบายการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ ไม่ใช่การเคลื่อนที่แบบสัมบูรณ์ที่ควรมีคำอธิบายเหมือนกันจากทุกมุมมอง และไม่ได้บอกว่าโลกกับดวงจันทร์กำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้กัน

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างกัน โดยไม่ได้บอกว่าวัตถุทั้งสองกำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน

  1. move toward one another — บอกว่าวัตถุกำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน
  2. move relative to one another — อธิบายการเคลื่อนที่โดยสัมพันธ์กัน
  3. stay in the same position relative to one another — บอกว่าไม่มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์
ดูคำตอบ

move relative to one another — อธิบายการเคลื่อนที่โดยสัมพันธ์กัน

Ah, of course,

1:18

อ่า แน่นอน

speed is a relative quantity. การใช้คำ

1:19

ความเร็วเป็นปริมาณสัมพัทธ์

การใช้คำ

a relative quantity: ปริมาณที่วัดได้ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดอ้างอิง

a relative quantity หมายถึงค่าที่วัดได้ซึ่งความหมายหรือค่าตัวเลขขึ้นอยู่กับจุดอ้างอิงหรือการเปรียบเทียบที่เลือก ในประโยคนี้ speed ถูกพูดถึงในฐานะปริมาณทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงปริมาณที่มากหรือน้อย เมื่อต้องการตีความ relative quantity ให้ระบุว่าค่านั้นวัดเมื่อเทียบกับอะไร วัตถุเดียวกันอาจมีความเร็วต่างกันเมื่อเทียบกับถนนและเมื่อเทียบกับวัตถุอีกชิ้นที่กำลังเคลื่อนที่

แบบฝึกหัด

ในบทเรียนวิทยาศาสตร์ a relative quantity อธิบายอะไร

  1. จำนวนวัตถุจำนวนมาก
  2. ค่าที่ต้องเหมือนกันในทุกกรอบอ้างอิง
  3. ค่าที่วัดได้ซึ่งเข้าใจโดยสัมพันธ์กับจุดอ้างอิงที่เลือก
ดูคำตอบ

ค่าที่วัดได้ซึ่งเข้าใจโดยสัมพันธ์กับจุดอ้างอิงที่เลือก

When Captain Kirk asks Lieutenant Sulu if the Starship Enterprise has reached a speed of warp seven, วัฒนธรรม

1:22

เมื่อกัปตันเคิร์กถามร้อยโทซูลูว่ายานอวกาศเอ็นเตอร์ไพรส์เข้าถึงความเร็ววาร์ปเจ็ดแล้วหรือยัง

วัฒนธรรม

warp seven: ระดับความเร็วสมมติใน Star Trek

warp seven เป็นระดับความเร็วสมมติใน Star Trek โดย warp หมายถึงการเดินทางที่เร็วกว่าแสงตามจินตนาการในเรื่อง และ seven ระบุระดับหนึ่งในมาตราวาร์ปของเรื่อง กัปตันเคิร์ก ร้อยโทซูลู และยานอวกาศเอนเทอร์ไพรซ์ล้วนมาจาก Star Trek ผู้เขียนใช้ฉากนิยายวิทยาศาสตร์จากวัฒนธรรมสมัยนิยมนี้เพื่อเกริ่นคำถามว่า เมื่อบอกความเร็ว จำเป็นต้องระบุจุดอ้างอิงหรือไม่

แบบฝึกหัด

ตัดสินว่าการใช้ต่อไปนี้เหมาะสมกับรายงานด้านอวกาศในโลกจริงหรือไม่: "The probe reached warp seven during the test."

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

Sulu should reply,

1:28

ซูลูควรตอบกลับว่า

"Relative to what, Captain?" น้ำเสียง/เจตนา

1:29

"เมื่อเทียบกับอะไรครับกัปตัน?"

น้ำเสียง/เจตนา

“Relative to what, Captain?”: ถามหาจุดอ้างอิงที่ขาดไป

Relative to what? เป็นคำถามต่อเนื่องแบบละคำบางส่วนไว้ ในที่นี้หมายถึง “ความเร็วนั้นวัดโดยเทียบกับจุดอ้างอิงอะไร” การสนทนาก่อนหน้าได้บอกแล้วว่ากำลังพูดถึงความเร็ว ผู้พูดจึงไม่กล่าวซ้ำ คำถามนี้ไม่ได้เพียงขอให้บอกตัวเลขอีกตัว แต่ชี้ว่าคำถามเดิมขาดจุดอ้างอิงที่จำเป็น Captain เป็นคำเรียกผู้ฟังโดยตรง จึงมีเครื่องหมายจุลภาคคั่นไว้

แบบฝึกหัด

รายงานระบุว่า “Productivity improved by fifteen percent,” แต่ไม่ได้ให้ช่วงเวลาเปรียบเทียบ คำถามต่อเนื่องใดชี้ข้อมูลที่ขาดไปได้ตรงที่สุด?

  1. Relative to what period?
  2. Can productivity improve again?
  3. Who calculated the percentage?
ดูคำตอบ

Relative to what period?

Such a sassy reply may get subordinate Starfleet officers in trouble, โน้ต

1:31

คำตอบที่กวนๆ แบบนั้นอาจทำให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างของสตาร์ฟลีตเดือดร้อนได้

การใช้คำ

sassy reply: คำตอบที่กล้าแต่ไม่ค่อยให้เกียรติ

ในประโยคนี้ sassy reply หมายถึงคำตอบที่ฟังดูกล้า มีชีวิตชีวา แต่ไม่ค่อยให้เกียรติเล็กน้อย คำว่า sassy ไม่ได้แปลเพียงว่า “ฉลาด” แต่สื่อถึงการเถียงกลับหรือแสดงท่าทีท้าทาย ในสถานการณ์ที่มีความต่างด้านยศนี้ วลีดังกล่าวสื่อว่าคำตอบอาจเป็นการท้าทายผู้มีอำนาจ ไม่ใช่แค่คำตอบที่ตลกเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดคุยกับหัวหน้า sassy reply น่าจะหมายถึงข้อใดมากที่สุด?

  1. คำตอบที่กล้าแต่มีท่าทีไม่ให้เกียรติเล็กน้อย
  2. คำตอบเงียบ ๆ ที่หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็น
  3. คำตอบที่ค้นคว้ามาอย่างดีและเป็นทางการมาก
ดูคำตอบ

คำตอบที่กล้าแต่มีท่าทีไม่ให้เกียรติเล็กน้อย

วลี

get subordinate Starfleet officers in trouble: โครงสร้าง get someone in trouble

get someone in trouble หมายถึง “ทำให้ใครบางคนเจอปัญหา ถูกตำหนิ หรือถูกลงโทษ” ในประโยคนี้ กลุ่มคำ subordinate Starfleet officers อยู่ในตำแหน่งของ someone ดังนั้นนายทหารเหล่านั้นคือผู้ที่อาจได้รับผลตามมา โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ get + คน + in trouble เปลี่ยนส่วนที่เป็นคนได้ตามต้องการ เช่น get me in trouble, get him in trouble หรือ get the team in trouble ในที่นี้ get หมายถึง “ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง” ไม่ใช่ “ได้รับ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย get someone in trouble โดยใช้ me แทนผู้ที่ได้รับผลกระทบ: Don't share my password—it could ____.

ดูคำตอบ

get me in trouble

but it is the only good answer to the question,

1:35

แต่มันเป็นคำตอบที่ดีเพียงข้อเดียวสำหรับคำถามที่ว่า

"How fast are you moving?"

1:37

"คุณเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน?"

This is basic relativity talking. สำนวน

1:39

นี่คือการพูดถึงพื้นฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพ

สำนวน

basic relativity talking: การทำให้หลักการที่กำลังทำงานมีลักษณะเหมือนคน

ในประโยคนี้ basic relativity talking ทำให้หลักการที่เป็นนามธรรมมีลักษณะเหมือนคน โดยกล่าวถึงสัมพัทธภาพราวกับว่าพูดได้ ความหมายที่ต้องการคือ หลักสัมพัทธภาพพื้นฐานกำลังก่อให้เกิดหรืออธิบายผลนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันพูดจริง ๆ รูปแบบ This is X talking ที่นำไปใช้ต่อได้ ชี้ว่า X คือแรง ลักษณะนิสัย ความรู้สึก หรือประสบการณ์ที่แสดงตัวผ่านผลลัพธ์หนึ่ง ๆ ผู้พูดอาจใช้ That's X talking หรือ That was X talking ให้เหมาะกับบริบทด้วย

แบบฝึกหัด

basic relativity talking หมายถึงอะไรในประโยคนี้?

  1. สัมพัทธภาพมีความสามารถพูดได้จริง ๆ
  2. หลักสัมพัทธภาพพื้นฐานกำลังก่อให้เกิดหรืออธิบายผลนั้น
  3. มีคนกำลังอ่านหนังสือเรียนเรื่องสัมพัทธภาพออกเสียง
ดูคำตอบ

หลักสัมพัทธภาพพื้นฐานกำลังก่อให้เกิดหรืออธิบายผลนั้น

Not fancy Einsteinian relativity, ลำดับความ

1:41

ไม่ใช่สัมพัทธภาพที่ซับซ้อนของไอน์สไตน์

but good old-fashioned and still correct Galilean relativity. วัฒนธรรม

1:43

แต่เป็นสัมพัทธภาพของกาลิเลโอที่เก่าแก่และยังคงถูกต้อง

ลำดับความ

Not fancy ... but good old-fashioned ...: ปฏิเสธกรอบหนึ่งแล้วเปลี่ยนจุดเน้น

Not A, but B จัดข้อมูลเป็นสองขั้นตอน คือปฏิเสธ A ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่ผู้ฟังอาจนึกถึงแต่ไม่ถูกต้อง แล้วจึงย้ายจุดเน้นหลักไปที่ B ในที่นี้ Not fancy Einsteinian relativity ป้องกันไม่ให้ผู้ฟังคาดว่าจะเป็นฟิสิกส์สมัยใหม่ระดับสูง ส่วน but good old-fashioned ... Galilean relativity ระบุหัวข้อพื้นฐานกว่าที่ผู้พูดต้องการกล่าวถึง ในบริบทนี้ fancy หมายถึง “ซับซ้อนหรือขั้นสูง” ไม่ใช่ “สวยงาม” ส่วน good old-fashioned ทำให้แนวคิดเก่ามีน้ำเสียงที่คุ้นเคยและน่าเชื่อถือ ขณะที่ still correct ชี้ชัดว่า old-fashioned ไม่ได้หมายถึงล้าสมัยหรือผิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคแก้ไขให้สมบูรณ์ด้วย not ... but ...: The answer is ____ a complicated formula, ____ a simple comparison.

ดูคำตอบ

not · but

วัฒนธรรม

Galilean relativity: กรอบแนวคิดเก่าที่ยังใช้ได้

Galilean relativity คือหลักการแบบคลาสสิกที่ว่า กฎของกลศาสตร์มีรูปแบบเหมือนกันในกรอบอ้างอิงเฉื่อยที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่สัมพัทธ์กัน หลักการนี้เกิดก่อนทฤษฎีของไอน์สไตน์ และไม่ใช่อีกชื่อของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษหรือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในประโยคนี้ old-fashioned ชี้ว่าหลักการนี้เก่า ส่วน still correct หมายความว่ายังคงแม่นยำสำหรับการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวันที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วแสงมาก สิ่งที่กล่าวว่าถูกต้องนั้นจำกัดอยู่ในขอบเขตการใช้นี้

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าทำไมประโยคจึงเรียก Galilean relativity ว่า old-fashioned และยังบอกว่า still correct?

  1. เป็นอีกชื่อหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์
  2. กล่าวว่าวัตถุทุกชิ้นมีความเร็วสัมบูรณ์ที่ผู้สังเกตทุกคนวัดได้เท่ากัน
  3. เป็นหลักการคลาสสิกที่เก่ากว่าและยังคงแม่นยำสำหรับการเคลื่อนที่ทั่วไปที่ช้ากว่าความเร็วแสงมาก
ดูคำตอบ

เป็นหลักการคลาสสิกที่เก่ากว่าและยังคงแม่นยำสำหรับการเคลื่อนที่ทั่วไปที่ช้ากว่าความเร็วแสงมาก

Galileo seems to have been the first person to realize ไวยากรณ์

1:48

ดูเหมือนว่ากาลิเลโอจะเป็นคนแรกที่ตระหนักได้

ไวยากรณ์

seems to have been: การประเมินอดีตอย่างระมัดระวัง

Seems to have been เป็นการรวม seem กับ perfect infinitive คือ to have been คำว่า seem ทำให้ข้อความเป็นข้อสรุปจากหลักฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอน ส่วน perfect infinitive วางภาวะที่เป็นคนแรกไว้ก่อนการประเมินในปัจจุบัน ดังนั้น Galileo seems to have been จึงระมัดระวังกว่า Galileo was โครงสร้างนี้ใช้พูดถึงเหตุการณ์หรือสภาวะในอดีตโดยไม่ยืนยันว่ามั่นใจเต็มที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ seem และ perfect infinitive ของ be เพื่อประเมินอดีตอย่างระมัดระวัง: According to the records, Maya ____ the first person to arrive.

ดูคำตอบ

seems to have been

that there is no such thing as an absolute speed. ไวยากรณ์

1:50

ว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเร็วสัมบูรณ์

ไวยากรณ์

there is no such thing as ...: ปฏิเสธว่าประเภทหนึ่งมีอยู่

there is no such thing as ... หมายความว่าสิ่งหรือแนวคิดทั้งประเภทนั้นไม่มีอยู่จริง ในประโยคนี้ ผู้พูดปฏิเสธแนวคิด an absolute speed ทั้งหมด ไม่ได้เพียงบอกว่ายังไม่พบความเร็วค่าหนึ่ง โครงสร้างคือ there is + no such thing + as + นามวลี โดยนามวลีหลัง as ระบุประเภทหรือแนวคิดที่ถูกปฏิเสธว่ามีอยู่

แบบฝึกหัด

เติมข้อความด้วยวลีเป้าหมาย: There is ____ a completely risk-free choice.

ดูคำตอบ

no such thing as

Speeds are relative.

1:54

ความเร็วนั้นเป็นสิ่งสัมพัทธ์

This means that speeds only have meaning

1:56

ซึ่งหมายความว่าความเร็วจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ

when they are referred to a reference frame. การใช้คำ

1:58

ถูกอ้างอิงกับกรอบอ้างอิงเท่านั้น

การใช้คำ

referred to a reference frame: อธิบายโดยเทียบกับกรอบอ้างอิง

ในวิชาฟิสิกส์ be referred to a reference frame หมายถึงถูกอธิบายหรือระบุโดยเทียบกับกรอบอ้างอิงนั้น รูปถูกกระทำ are referred to แสดงว่าปริมาณที่กำลังพูดถึงถูกเชื่อมกับฐานเปรียบเทียบที่เลือกไว้ ไม่ได้หมายถึง “ถูกกล่าวถึง” reference frame คือระบบพิกัดและมุมมองของผู้สังเกตที่ใช้ระบุตำแหน่งและการเคลื่อนที่ อัตราเร็วหรือความเร็วจะมีความหมายครบถ้วนเมื่อระบุกรอบที่ใช้เป็นฐานในการวัดหรืออธิบายแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยคฟิสิกส์นี้ they are referred to a reference frame หมายความว่าอย่างไร?

  1. สิ่งเหล่านั้นถูกกล่าวถึงสั้น ๆ ระหว่างการพูดคุยเรื่องกรอบหนึ่ง
  2. สิ่งเหล่านั้นถูกอธิบายโดยเทียบกับกรอบอ้างอิงที่เลือกไว้
  3. สิ่งเหล่านั้นถูกส่งไปยังกรอบหนึ่งเพื่อขออนุมัติ
ดูคำตอบ

สิ่งเหล่านั้นถูกอธิบายโดยเทียบกับกรอบอ้างอิงที่เลือกไว้

Presumably, that reference frame is itself at rest. การใช้คำ

2:01

โดยสันนิษฐานว่ากรอบอ้างอิงนั้นจะอยู่นิ่งซะเอง

การใช้คำ

at rest: ความหมายว่าอยู่นิ่งในทางฟิสิกส์

ในที่นี้ at rest เป็นศัพท์ฟิสิกส์ หมายถึง “ไม่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับกรอบอ้างอิงที่เลือก” ไม่ได้หมายถึง “กำลังพักผ่อน” ในบริบทนี้ การอยู่นิ่งมักไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ วัตถุหนึ่งอาจอยู่นิ่งเมื่อเทียบกับกรอบอ้างอิงหนึ่ง แต่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับอีกกรอบหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในชั้นเรียนฟิสิกส์ ประโยค “The cart is at rest relative to the table.” หมายความว่าอย่างไร?

  1. รถเข็นไม่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับทุกสิ่งในจักรวาล
  2. รถเข็นกำลังพักผ่อนอยู่ข้างโต๊ะ
  3. รถเข็นไม่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับโต๊ะ
ดูคำตอบ

รถเข็นไม่เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับโต๊ะ

But then we have to ask again,

2:05

แต่แล้วเราก็ต้องถามอีกครั้งว่า

"At rest relative to what?" น้ำเสียง/เจตนา

2:07

"อยู่นิ่งโดยเทียบกับอะไร?"

น้ำเสียง/เจตนา

At rest relative to what?: ถามหากรอบอ้างอิงที่ขาดไป

At rest relative to what? ถามว่าใช้วัตถุหรือกรอบอ้างอิงใดในการตัดสินการเคลื่อนที่ ผู้โดยสารอาจอยู่นิ่งเมื่อเทียบกับรถไฟ แต่กำลังเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับพื้นดิน เมื่อใช้เป็นคำถามโต้แย้ง relative to what? จะเปิดเผยเกณฑ์เปรียบเทียบที่ซ่อนอยู่ และชี้ว่าข้อความเดิมยังไม่สมบูรณ์หากไม่ระบุสิ่งอ้างอิง

แบบฝึกหัด

ในการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ คำถาม “At rest relative to what?” ทำหน้าที่อะไร?

  1. ยืนยันว่าวัตถุนั้นไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในกรอบอ้างอิงใดเลย
  2. ถามหาสิ่งอ้างอิงที่ขาดไปซึ่งใช้ตัดสินการเคลื่อนที่
  3. ถามว่าคนคนหนึ่งพักผ่อนมานานเท่าไร
ดูคำตอบ

ถามหาสิ่งอ้างอิงที่ขาดไปซึ่งใช้ตัดสินการเคลื่อนที่

Because even the concept of rest has lost any hint of absolute meaning. สำนวน

2:09

เพราะแม้แต่แนวคิดเรื่องการอยู่นิ่ง ก็ยังสูญเสียความหมายของคำว่าสัมบูรณ์ไปอย่างสิ้นเชิง

สำนวน

has lost any hint of absolute meaning: ไม่เหลือความหมายที่ตายตัวแม้แต่น้อย

ในประโยคนี้ has lost any hint of absolute meaning หมายถึงไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยของความหมายที่ตายตัวและไม่ขึ้นกับบริบท a hint of หมายถึงสัญญาณหรือปริมาณเพียงเล็กน้อย และ any หลัง lost ช่วยเน้นความหมายเชิงปฏิเสธว่าแม้แต่น้อยที่สุดก็ไม่เหลืออยู่ has lost เป็นรูป present perfect ซึ่งแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และผลของการสูญเสียนั้นยังคงเป็นจริงในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าห้องนั้นไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยเล็กน้อยของความอบอุ่นแบบเดิม?

  1. The room has gained a hint of its former warmth.
  2. The room has lost any hint of its former warmth.
  3. The room still has a hint of its former warmth.
ดูคำตอบ

The room has lost any hint of its former warmth.

Speed is relative and rest is relative.

2:13

ความเร็วเป็นสิ่งสัมพัทธ์และการหยุดนิ่งก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์

Earth's speed is 19 miles per second relative to the Sun.

2:17

ความเร็วของโลกคือ 19 ไมล์ต่อวินาทีเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์

The Enterprise's speed is warp seven relative to the center of the Milky Way galaxy.

2:21

ความเร็วของยานเอ็นเตอร์ไพรส์คือวาร์ปเจ็ดเมื่อเทียบกับจุดศูนย์กลางของทางช้างเผือก

Your speed is zero relative to your easy chair.

2:26

ความเร็วของคุณคือศูนย์เมื่อเทียบกับเก้าอี้พักผ่อนของคุณ

But depending on where you sit, วลี

2:30

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณนั่งอยู่ที่ไหน

วลี

depending on where you sit: การเปิดเงื่อนไขที่ต้นประโยค

Depending on where you sit ใช้เปิดเงื่อนไข โดยผลในประโยคหลักอาจเปลี่ยนไปตามตำแหน่งของคุณ ในประโยคนี้ sit หมายถึงตำแหน่งจริง แต่ในบริบทอื่น รูปแบบเดียวกันอาจใช้แนะนำมุมมองหรือปัจจัยอื่นที่เปลี่ยนแปลงได้ where you sit เป็นคำถามทางอ้อมที่ตามหลัง on จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ where you sit ไม่ใช่ where do you sit เนื่องจาก Depending on ... เป็นส่วนขยายที่วางต้นประโยค จึงมักต้องมีประโยคหลักต่อจากเครื่องหมายจุลภาค

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้วลีนี้เป็นเงื่อนไขต้นประโยคได้ถูกต้อง

  1. Depending on where do you sit, the stage may look very different.
  2. Depending on where you sit, the stage may look very different.
  3. It depending on where you sit, the stage may look very different.
ดูคำตอบ

Depending on where you sit, the stage may look very different.

it is hundreds of miles per hour relative to Earth's center.

2:31

ความเร็วอาจจะหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมงเมื่อเทียบกับศูนย์กลางของโลก

When we furrow a brow and ask, สำนวน

2:35

เมื่อเราขมวดคิ้วแล้วถามว่า

สำนวน

we furrow a brow: ขมวดคิ้วเมื่อสงสัยหรือใช้ความคิด

ในประโยคนี้ we furrow a brow หมายถึงการเกร็งบริเวณรอบคิ้วจนเกิดรอยย่น สีหน้าที่มองเห็นได้นี้สื่อถึงความสงสัย ความกังวล หรือการใช้ความคิดอย่างตั้งใจขณะถามคำถาม รูปแบบที่นำไปใช้กับประโยคอื่นได้คือ furrow one's brow เมื่อกล่าวถึงประธานที่เฉพาะเจาะจง คำแสดงความเป็นเจ้าของมักต้องสอดคล้องกับประธาน เช่น she furrowed her brow และ we furrowed our brows ส่วน a brow ในประโยคเดิมเป็นการใช้แบบทั่วไปเชิงวาทศิลป์เพื่อให้เห็นภาพท่าทางนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ furrow one's brow และคำแสดงความเป็นเจ้าของที่ถูกต้อง: Maya looked puzzled by the riddle and ____.

ดูคำตอบ

furrowed her brow

"But how fast is Earth really moving?"

2:37

"แล้วจริงๆ โลกเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน?"

we imagine Spaceship Earth plowing through the ocean of space สำนวน

2:40

เราจินตนาการถึงยานอวกาศโลกที่กำลังแหวกว่ายผ่านมหาสมุทรแห่งอวกาศ

สำนวน

Spaceship Earth ในฐานะอุปมาของโลก

ในประโยคนี้ Spaceship Earth เป็นอุปมาที่มองทั้งโลกเสมือนเป็นยานอวกาศซึ่งพาทุกคนเดินทางผ่านอวกาศ การใช้อักษรตัวใหญ่ทำให้ดูคล้ายชื่อของยานในจินตนาการนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงยานอวกาศที่มีอยู่จริง อุปมานี้เปลี่ยนแนวคิดนามธรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของโลกให้เป็นภาพที่คุ้นเคยของเรือแล่นข้ามมหาสมุทร มันเป็นแบบจำลองทางความคิด ไม่ใช่คำบรรยายตามตัวอักษรเกี่ยวกับโลกหรืออวกาศ

แบบฝึกหัด

Spaceship Earth ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. นำเสนอโลกเสมือนเป็นยานที่พาเราเดินทางผ่านอวกาศ
  2. เป็นชื่อยานอวกาศจริงที่สร้างขึ้นบนโลก
  3. หมายความว่าโลกอยู่ภายในยานอวกาศที่ใหญ่กว่า
ดูคำตอบ

นำเสนอโลกเสมือนเป็นยานที่พาเราเดินทางผ่านอวกาศ

สำนวน

plowing through the ocean of space: อุปมาเรื่องการเคลื่อนที่อย่างทรงพลัง

ในประโยคนี้ plowing through สื่อถึงการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและทรงพลังโดยฝ่าแรงต้าน ส่วน the ocean of space เปรียบอวกาศเป็นมหาสมุทร จึงทำให้ยานอวกาศโลกดูเหมือนเรือที่แหวกน้ำไปข้างหน้า ไม่ได้หมายถึงการไถดิน ภาพนี้ทำให้อวกาศดูเหมือนเป็นตัวกลางที่มีสสาร ประโยคถัดไปปฏิเสธแบบจำลองนี้ ดังนั้นควรเข้าใจว่าเป็นภาพที่ช่วยให้จินตนาการ ไม่ใช่คำกล่าวตามตัวอักษรว่าอวกาศประกอบด้วยอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ plow through ในความหมายว่า “เคลื่อนที่ฝ่าบางสิ่งไปอย่างทรงพลัง”

  1. The farmer plowed the field before planting corn.
  2. The rescue boat floated quietly beside the dock.
  3. The rescue boat plowed through the high waves.
ดูคำตอบ

The rescue boat plowed through the high waves.

as it orbits the Sun.

2:43

ในขณะที่มันโคจรรอบดวงอาทิตย์

But space is not an ocean.

2:45

แต่อวกาศไม่ใช่มหาสมุทร

It has no substance as water does. ไวยากรณ์

2:46

มันไม่มีสสารเหมือนอย่างน้ำ

ไวยากรณ์

as water does: does ที่ใช้แทนวลีกริยาซ้ำ

ใน as water does คำว่า as ใช้นำอนุประโยคเปรียบเทียบ ส่วน does ใช้แทนวลีกริยา has substance ที่กล่าวไปแล้ว จึงไม่ต้องพูดคำเดิมซ้ำ กล่าวคือ as water does หมายถึง as water has substance คำปฏิเสธ no ใช้อธิบายอวกาศ ไม่ใช่น้ำ กล่าวคืออวกาศไม่มีสสาร แต่น้ำมี เมื่อภาคแสดงที่ต้องพูดซ้ำเป็นกริยาทั่วไป สามารถใช้ do, does หรือ did แทนได้ในลักษณะนี้ โดย does สอดคล้องกับ water ซึ่งเป็นเอกพจน์และสอดคล้องกับกาลปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาช่วยที่ถูกต้องแทนวลีกริยาที่ซ้ำกัน: Nora enjoys astronomy, as her brother ____.

ดูคำตอบ

does

Space is not a thing. ลำดับความ

2:49

อวกาศไม่ใช่สิ่งของ

Space is nothing.

2:51

อวกาศคือความว่างเปล่า

Space is no thing.

2:53

อวกาศไม่ใช่สิ่งใดเลย

ลำดับความ

Space is not a thing ... nothing ... no thing: การพูดซ้ำที่ทำให้แนวคิดหนักแน่นขึ้น

ทั้งสามประโยคพัฒนาแนวคิดเดียวกันด้วยการพูดซ้ำและเปลี่ยนถ้อยคำเล็กน้อย Space is not a thing เริ่มจากปฏิเสธว่าอวกาศเป็นวัตถุ Space is nothing ย่อความปฏิเสธนั้นไว้ในคำว่า nothing จากนั้น Space is no thing จงใจแยก no ออกจาก thing เพื่อดึงความสนใจกลับมาที่คำว่า thing นี่ไม่ใช่คำจำกัดความสามข้อที่ไม่เกี่ยวกัน ลำดับนี้เปลี่ยนการปฏิเสธธรรมดาให้เป็นการเล่นคำที่จงใจเน้น และทำให้ข้อเสนอของผู้พูดที่ว่าอวกาศไม่ใช่วัตถุทางกายภาพหนักแน่นขึ้น

แบบฝึกหัด

เมื่อนำเสนอข้อมูลต่อเนื่องกัน ชุดประโยคนี้ทำหน้าที่อย่างไร

  1. แต่ละประโยคให้คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ที่แยกจากกัน
  2. ประโยคสุดท้ายแก้ข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ในประโยคแรก
  3. ถ้อยคำเปลี่ยนจาก not a thing ไปเป็น nothing แล้วเป็น no thing ทำให้จุดเน้นอยู่ที่ thing มากขึ้นเรื่อย ๆ
ดูคำตอบ

ถ้อยคำเปลี่ยนจาก not a thing ไปเป็น nothing แล้วเป็น no thing ทำให้จุดเน้นอยู่ที่ thing มากขึ้นเรื่อย ๆ

You can move between two points in space, การใช้คำ

2:55

คุณสามารถเคลื่อนที่ระหว่างสองจุดในอวกาศได้

say between Earth and Mars,

2:57

เช่น ระหว่างโลกกับดาวอังคาร

but you can't move through space.

2:59

แต่คุณไม่สามารถเคลื่อนที่แหวกผ่านอวกาศได้

การใช้คำ

move between two points in space ... can't move through space: จุดปลายกับบริเวณที่เดินทางผ่าน

Move between two points in space กำหนดการเคลื่อนที่ด้วยจุดปลายสองจุด ส่วน Move through space นำเสนอ space เป็นบริเวณที่อยู่ตามแนวเส้นทาง คำว่า but สร้างความขัดแย้งและทำให้วิธีมองการเคลื่อนที่สองแบบนี้เป็นจุดสำคัญ ในข้อโต้แย้งของผู้พูดคนนี้ การเคลื่อนที่ระหว่างตำแหน่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่การเคลื่อนที่ผ่านอวกาศถูกปฏิเสธเพื่อหลีกเลี่ยงการมองว่าอวกาศเป็นสิ่งของหรือตัวกลาง นี่เป็นข้อเสนอเชิงแนวคิดในข้อความนี้ ไม่ใช่กฎทั่วไปของภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นการเคลื่อนที่จากจุดปลายที่ระบุไว้จุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

  1. The shuttle moved through a long tunnel.
  2. The shuttle moved between the north station and the airport.
  3. The shuttle waited outside the airport.
ดูคำตอบ

The shuttle moved between the north station and the airport.

There's nothing to move through.

3:01

ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเคลื่อนที่ผ่าน

It's like trying to say how much a hole weighs. ลำดับความ

3:03

มันเหมือนกับการพยายามบอกว่าหลุมมีน้ำหนักเท่าไหร่

ลำดับความ

It's like trying to say how much a hole weighs: เปิดเผยข้อสันนิษฐานด้วยอุปมา

ผู้พูดเปลี่ยนแนวคิดที่เป็นนามธรรมให้เป็นภาพที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น การถามว่ารูหนึ่งมีน้ำหนักเท่าไรฟังดูไร้เหตุผล เพราะรูคือส่วนที่ไม่มีสิ่งของอยู่ ไม่ใช่วัตถุที่มีน้ำหนักของตัวเอง It's like ... ใช้เพื่อบอกว่ากำลังมีการเปรียบเทียบ อุปมานี้ไม่ได้ถามเพื่อวัดน้ำหนักจริง ๆ แต่ช่วยเปิดเผยข้อสันนิษฐานที่ผิดจากการมองความว่างเปล่าเหมือนเป็นสิ่งของทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ในอุปมานี้ คำถาม how much a hole weighs มีหน้าที่หลักอะไร?

  1. ใช้บอกวิธีวัดน้ำหนักของรู
  2. ใช้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและไร้เหตุผลเพื่อให้สังเกตข้อสันนิษฐานที่ผิดได้ง่ายขึ้น
  3. ใช้เปลี่ยนไปพูดเรื่องการก่อสร้างอีกเรื่องหนึ่ง
ดูคำตอบ

ใช้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและไร้เหตุผลเพื่อให้สังเกตข้อสันนิษฐานที่ผิดได้ง่ายขึ้น

A hole weighs exactly nothing

3:05

หลุมไม่มีน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย

because a hole is nothing.

3:07

เพราะหลุมคือความว่างเปล่า

It's a void,

3:09

มันคือความกลวงเปล่า

and so is space. ไวยากรณ์

3:10

และอวกาศก็เช่นเดียวกัน

ไวยากรณ์

and so is space: โครงสร้าง so + be + ประธาน

ใน and so is space คำว่า so ใช้แทนคำอธิบายก่อนหน้าคือ a void วลีนี้หมายถึง space is a void too โดยไม่ต้องพูดคำอธิบายทั้งหมดซ้ำ หลังประโยคบอกเล่าเชิงบวกที่ใช้ be สามารถใช้ so + be + ประธาน เพื่อบอกว่าประธานใหม่มีลักษณะเดียวกัน โดยวางกริยาไว้หน้าประธานใหม่และเปลี่ยนรูปให้ตรงกับกาลและประธาน ในที่นี้ space เป็นเอกพจน์จึงใช้ is

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างแสดงความเหมือนแบบกลับคำที่ใช้ so: The first room is quiet, and ____ the second room.

ดูคำตอบ

so is

To move relative to nothing is meaningless. ไวยากรณ์

3:12

การเคลื่อนที่เทียบกับความว่างเปล่านั้นไร้ความหมาย

ไวยากรณ์

To move relative to nothing ในฐานะอนุประโยค infinitive ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน

To move relative to nothing เป็นอนุประโยค infinitive ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค โดยนำการเคลื่อนที่มาเป็นแนวคิดที่ต้องประเมิน และ is meaningless บอกผลการประเมินนั้น อนุประโยคทั้งหมดถือเป็นประธานหนึ่งหน่วย จึงใช้กริยาเอกพจน์ is ไม่ใช่ are โครงสร้าง To + กริยารูปพื้นฐาน ... + ภาคแสดงเอกพจน์ ใช้กล่าวข้อสรุปทั่วไปเกี่ยวกับการกระทำได้ ในที่นี้ to เป็นเครื่องหมายของ infinitive ไม่ได้หมายถึง “เพื่อ” ที่บอกจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

ใช้รูป infinitive ของ check the facts เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ is essential before publishing.

ดูคำตอบ

To check the facts

The concepts of speed and of rest have only relative meaning.

3:15

แนวคิดของความเร็วและการอยู่นิ่งมีความหมายแบบสัมพัทธ์เท่านั้น

They are absolutely meaningless.

3:19

มันไม่มีความหมายโดยสัมบูรณ์

They mean something only with respect to arbitrarily chosen artificial frames of reference. วลี

3:22

มันมีความหมายเฉพาะเมื่อเทียบกับกรอบอ้างอิงที่มนุษย์กำหนดขึ้นเองเท่านั้น

วลี

with respect to ... frames of reference เพื่อระบุเกณฑ์อ้างอิง

With respect to ... frames of reference ในที่นี้หมายถึง “เมื่อเทียบกับ” หรือ “โดยใช้ ... เป็นเกณฑ์อ้างอิง” วลีบุพบทนี้จำกัดขอบเขตของข้อความ they mean something กล่าวคือ ความหมายนั้นมีอยู่เฉพาะภายในกรอบที่เลือกไว้ ไม่ได้เป็นความหมายแบบสัมบูรณ์ Arbitrarily chosen ขยาย artificial frames of reference ในที่นี้ arbitrarily หมายถึงเลือกจากตัวเลือกที่มีอยู่ตามข้อตกลง ไม่จำเป็นต้องมีนัยว่าเลือกอย่างสะเพร่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้แม่นยำที่สุดในบริบทเชิงเทคนิคที่เป็นทางการว่า ต้องตีความการวัดโดยเทียบกับเส้นฐานที่เลือกไว้

  1. The measurement must be interpreted with respect to the chosen baseline.
  2. The measurement must be interpreted with respect for the chosen baseline.
  3. The measurement must be interpreted about the chosen baseline.
ดูคำตอบ

The measurement must be interpreted with respect to the chosen baseline.

If some day you are buckled into your spaceship วลี

3:28

หากวันหนึ่งคุณรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่ในยานอวกาศของคุณ

วลี

are buckled into: ถูกคาดเข็มขัดนิรภัยยึดไว้ในยานอวกาศ

are buckled into เป็นรูปแบบกรรมวาจกของ buckle someone into something หมายถึงมีเข็มขัดนิรภัยหรือสายรัดยึดคนคนหนึ่งไว้กับที่นั่งหรือยานพาหนะเฉพาะจุด ในที่นี้คือถูกยึดไว้ภายในยานอวกาศ ไม่ใช่แค่เข้าไปอยู่ข้างใน โครงสร้างคือ be + buckled + into + ที่นั่งหรือยานพาหนะ ใช้เพื่อบอกว่าคนนั้นอยู่ในสภาพถูกยึดไว้อย่างปลอดภัยแล้ว ก่อนเหตุการณ์ถัดไปในประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบกรรมวาจกของ buckle + into: Before the roller-coaster started, Maya ____ her seat。

ดูคำตอบ

was buckled into

and you see from the side window, say,

3:30

แล้วคุณมองออกไปนอกหน้าต่างด้านข้าง สมมติว่า

a space station whizz by at constant speed, กริยาวลี

3:33

เห็นสถานีอวกาศพุ่งผ่านไปด้วยความเร็วคงที่

กริยาวลี

whizz by: พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก

whizz by เป็น phrasal verb ที่หมายถึงเคลื่อนผ่านคนหรือสถานที่ไปอย่างรวดเร็วมาก ในประโยคนี้สิ่งที่เคลื่อนที่คือสถานีอวกาศ และผู้พูดมองเห็นมันพุ่งผ่านหน้าต่างด้านข้าง โดย by บอกการผ่านจุดอ้างอิง ไม่ได้บอกวิธีการ เมื่อเทียบกับ pass by แล้ว whizz by ทำให้การเคลื่อนไหวดูเร็วและมีชีวิตชีวามากกว่า สำนวนนี้ใช้บรรยายภาพที่กำลังเคลื่อนที่ ไม่ใช่แค่บอกว่าสถานีอวกาศผ่านไปแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ whizz by เพื่อแสดงว่าสิ่งหนึ่งเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก

  1. A skateboarder waited beside me before I said hello.
  2. A skateboarder walked slowly past me.
  3. A skateboarder whizzed by me before I could say hello.
ดูคำตอบ

A skateboarder whizzed by me before I could say hello.

there is no way to know which of you is really moving. ไวยากรณ์

3:35

ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครกันแน่ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่จริงๆ

ไวยากรณ์

there is no way to know: บอกว่าไม่สามารถระบุคำตอบได้

there is no way to know หมายถึงไม่มีวิธีหรือหลักฐานใดที่ใช้ระบุคำตอบได้ ในที่นี้ way หมายถึง “วิธี” ไม่ใช่ “ถนน” รูปแบบคือ there is no way to + คำกริยารูปพื้นฐาน หลัง know สามารถตามด้วยอนุประโยคอย่าง which of you is really moving เพื่อบอกข้อมูลที่ยังไม่รู้ เมื่อเทียบกับ we do not know รูปแบบนี้เน้นมากกว่าว่าภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันไม่สามารถหาคำตอบได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ there is no way to + คำกริยารูปพื้นฐาน: With both name tags missing, ____ tell which backpack is Mia's.

ดูคำตอบ

there is no way to

Neither of you is really moving ไวยากรณ์

3:38

ทั้งคู่ไม่มีใครเคลื่อนที่อยู่จริงๆ

ไวยากรณ์

Neither of you is: การใช้กริยาเอกพจน์หลัง neither of

Neither of you หมายถึงคนหนึ่งก็ไม่ได้ทำสิ่งนั้น และอีกคนก็ไม่ได้ทำเช่นกัน แม้ you จะหมายถึงคนสองคน แต่คำหลักของประธานคือ neither ในภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเป็นทางการ neither ถือเป็นเอกพจน์ จึงใช้กริยาเอกพจน์ is รูปแบบการสอดคล้องแบบเดียวกันพบได้ใน neither of us และ neither of the answers

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปมาตรฐานแบบเป็นทางการของ be: Neither of these two batteries ____ charged.

ดูคำตอบ

is

because there is no deep reality about constant speed. การใช้คำ

3:40

เพราะไม่มีความจริงที่ลึกซึ้งใดๆ เกี่ยวกับความเร็วคงที่

การใช้คำ

อัตราเร็วคงที่ไม่มีความจริงพื้นฐานที่ลึกซึ้ง

ในที่นี้ no deep reality about constant speed ไม่ได้หมายความว่าอัตราเร็วคงที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่มีอยู่จริง แต่หมายความว่าอัตราเร็วคงที่ของวัตถุไม่ใช่ข้อเท็จจริงแบบสัมบูรณ์ที่ไม่ขึ้นกับผู้สังเกต เพราะค่าอัตราเร็วที่ระบุขึ้นอยู่กับกรอบอ้างอิงที่เลือก Deep reality เป็นสำนวนเชิงปรัชญาที่ใช้ในการอธิบายวิทยาศาสตร์สำหรับคนทั่วไป ในที่นี้ deep หมายถึง “เป็นพื้นฐาน” หรือ “มีอยู่ในธรรมชาติ” ไม่ได้หมายถึงอยู่ลึกลงไปในเชิงตำแหน่ง

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย no deep reality about constant speed ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด

  1. อัตราเร็วคงที่ไม่ได้มีสถานะแบบสัมบูรณ์ที่ไม่ขึ้นกับผู้สังเกตในตัวมันเอง
  2. อัตราเร็วคงที่ไม่สามารถวัดได้อย่างแม่นยำเลย
  3. วัตถุไม่สามารถเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วคงที่ได้
ดูคำตอบ

อัตราเร็วคงที่ไม่ได้มีสถานะแบบสัมบูรณ์ที่ไม่ขึ้นกับผู้สังเกตในตัวมันเอง

Constant speed in a straight line has only relative meaning, การใช้คำ

3:43

ความเร็วคงที่ในแนวเส้นตรงมีความหมายแบบสัมพัทธ์เท่านั้น

การใช้คำ

อัตราเร็วคงที่ในแนวเส้นตรง

Constant speed in a straight line เป็นวลีคำนามที่อธิบายการเคลื่อนที่ซึ่งมีสองเงื่อนไข คือ อัตราเร็วยังคงเท่าเดิม และวัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวตามเส้นทางตรง ในฟิสิกส์ speed เพียงอย่างเดียวบอกแค่ว่าวัตถุเคลื่อนที่เร็วเพียงใด การเติม in a straight line ช่วยตัดกรณีที่มีการเลี้ยวออกไป ดังนั้นการเคลื่อนที่จึงมีความเร็วคงที่ วลีนี้ไม่ใช่ประโยคที่สมบูรณ์เมื่ออยู่เพียงลำพัง

แบบฝึกหัด

การเคลื่อนที่ข้อใดเป็นตัวอย่างของ constant speed in a straight line

  1. A car moves at 2 m/s around a circular track.
  2. A bicycle speeds up from 2 m/s to 4 m/s on a straight road.
  3. A cart moves at 2 m/s along a straight track without turning.
ดูคำตอบ

A cart moves at 2 m/s along a straight track without turning.

a kind of relative reality.

3:47

เป็นเพียงความจริงแบบสัมพัทธ์ชนิดหนึ่ง

Does this mean that all motion is relative? ลำดับความ

3:49

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนที่ทั้งหมดเป็นสิ่งสัมพัทธ์ใช่หรือไม่?

No.

3:51

ไม่ใช่

ลำดับความ

Does this mean that...?: คาดการณ์และแก้ไขข้อสรุป

ในที่นี้ Does this mean that...? ไม่ได้เป็นเพียงคำถามเพื่อขอข้อมูล ผู้พูดหยิบข้อสรุปที่ผู้ฟังอาจอนุมานจากคำอธิบายก่อนหน้ามาพูดออกมา แล้วตอบ No เพื่อปฏิเสธข้อสรุปนั้น รูปแบบคำถามแล้วแก้ไขนี้ช่วยจัดลำดับการให้เหตุผล โดยทำให้การเหมารวมที่อาจเกิดขึ้นชัดเจน และเตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับข้อสรุปที่จำกัดขอบเขตและแม่นยำกว่า เมื่อได้ยินคำถามแบบนี้ ให้คาดว่าจะมีข้อจำกัด การแก้ไข หรือข้อยกเว้นตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยกการเหมารวมที่อาจเกิดขึ้นมาแล้วแก้ไขทันที

  1. What is the name of the medicine? I forgot.
  2. Does this mean that the medicine works for everyone? No, it helps many people, but not all.
  3. The medicine works for everyone, and that proves it is perfect.
ดูคำตอบ

Does this mean that the medicine works for everyone? No, it helps many people, but not all.

Some motions have only relative meaning, ลำดับความ

3:52

การเคลื่อนที่บางอย่างมีความหมายแค่สัมพัทธ์เท่านั้น

but some motions have absolute meaning,

3:54

แต่การเคลื่อนที่บางอย่างมีความหมายแบบสัมบูรณ์

are absolutely real.

3:57

ซึ่งเป็นความจริงโดยสัมบูรณ์

ลำดับความ

Some... but some...: จำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้างด้วยการแบ่งกลุ่ม

Some motions..., but some motions... แบ่งหมวดใหญ่ของการเคลื่อนที่ออกเป็นกลุ่มย่อยที่ตัดกัน some ตัวแรกซึ่งมี only มาช่วยเน้น จำกัดข้อกล่าวอ้างให้ใช้กับเพียงส่วนหนึ่งของหมวดนั้น ส่วน some ตัวที่สองนำเสนออีกส่วนหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติตรงกันข้าม รูปแบบนี้ช่วยแก้ข้อสรุปแบบเหมารวมว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด โดยไม่ได้บอกว่าสองกลุ่มนี้ต้องครอบคลุมทุกกรณีเสมอ ช่วงท้าย are absolutely real เป็นการกล่าวซ้ำและเน้นความหมายของ have absolute meaning ด้วยถ้อยคำอีกแบบหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมความเปรียบต่างด้วย Some ... but some ... ให้สมบูรณ์: ____ explanations work well for beginners, ____ explanations are better for experts.

ดูคำตอบ

Some · but some

For example, constant speed is relative,

3:59

ตัวอย่างเช่น ความเร็วคงที่เป็นสิ่งสัมพัทธ์

but change in speed is absolute.

4:02

แต่การเปลี่ยนแปลงความเร็วนั้นเป็นสิ่งสัมบูรณ์

Calling something absolute in science ไวยากรณ์

4:04

การเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางวิทยาศาสตร์ว่าสัมบูรณ์

means that arbitrary standards are not used in its measurement.

4:06

หมายความว่าจะไม่มีการใช้มาตรฐานตามอำเภอใจในการวัดสิ่งนั้น

ไวยากรณ์

การเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นสัมบูรณ์ในวิทยาศาสตร์หมายความว่า...

Calling something absolute in science เป็นวลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ภายในวลีนี้ โครงสร้าง call + กรรม + คำคุณศัพท์ใช้เพื่อให้ป้ายกำกับหรือคำบรรยายแก่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง: call something absolute means that... จะอธิบายต่อว่าป้ายกำกับนั้นหมายถึงอะไรในสาขานี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ Calling X Y means that Z ใช้เพื่ออธิบายความหมายหรือผลของป้ายกำกับ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคคำนิยามด้วยรูปแบบ call + กรรม + คำคุณศัพท์: ____ means that rain cannot easily pass through it.

ดูคำตอบ

Calling a jacket waterproof

It is unambiguously measurable. การใช้คำ

4:10

มันสามารถวัดได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีความกำกวม

การใช้คำ

unambiguously measurable:วัดได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีความกำกวม

unambiguously measurable เป็นวลีคำคุณศัพท์ measurable บอกว่าสิ่งหนึ่งสามารถวัดได้ ส่วน unambiguously ขยายคำนี้เพื่อเน้นว่าทั้งสิ่งที่วัดและวิธีตัดสินผลลัพธ์มีความชัดเจน และไม่เปิดให้ตีความได้หลายแบบที่ขัดแย้งกัน คำนี้ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าวัดได้อย่างแม่นยำสมบูรณ์ มีความเที่ยงสูง หรือไม่มีความคลาดเคลื่อนจากการทดลอง ประเด็นสำคัญคือมาตรฐานการวัดชัดเจน ไม่ใช่การรับประกันว่าความคลาดเคลื่อนเป็นศูนย์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าคุณสมบัติและมาตรฐานการวัดชัดเจน โดยไม่ได้รับประกันความแม่นยำสมบูรณ์

  1. The property can be judged only by personal opinion.
  2. The property can be measured accurately, even though the standard is unclear.
  3. The property is unambiguously measurable.
ดูคำตอบ

The property is unambiguously measurable.

When your spaceship fires its engines,

4:13

เมื่อยานอวกาศของคุณจุดชนวนเครื่องยนต์

your change in speed is beyond doubt. วลี

4:15

การเปลี่ยนแปลงความเร็วของคุณคือสิ่งที่ไม่อาจตั้งข้อสงสัยได้

วลี

is beyond doubt: แสดงความมั่นใจอย่างมาก

ใน your change in speed is beyond doubt วลี is beyond doubt หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นแน่นอนและไม่มีเหตุผลสมควรให้สงสัย ในที่นี้ beyond ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ คือข้อเท็จจริงอยู่นอกขอบเขตของความสงสัยที่สมเหตุสมผล ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่อยู่เลยสิ่งใดไปในทางกายภาพ โครงสร้าง be beyond doubt นำเสนอข้อความหนึ่งว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว โดยแสดงความมั่นใจมากกว่าการบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นหรือน่าจะเกิดขึ้นอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนจากคำอธิบายนี้เติมประโยคให้สมบูรณ์: After the fingerprint match, his identity was ____.

ดูคำตอบ

beyond doubt

You feel it in your stomach,

4:17

คุณรู้สึกได้ในช่องท้องของคุณ

and your ship's sensors can measure it.

4:19

และเซ็นเซอร์ของยานก็สามารถวัดได้

Outside your window,

4:21

ภายนอกหน้าต่างของคุณ

the passing space station may seem to be changing speed, ไวยากรณ์

4:22

สถานีอวกาศที่ผ่านไปอาจดูเหมือนกำลังเปลี่ยนความเร็ว

ไวยากรณ์

may seem to be changing: สิ่งที่เห็นกับความเป็นจริง

ใน may seem to be changing speed คำว่า may แสดงความเป็นไปได้ seem แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงภาพที่เห็นแทนที่จะเป็นข้อเท็จจริง และ to be changing แสดงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ เมื่อรวมกัน โครงสร้างนี้หมายความว่าผู้สังเกตอาจรู้สึกว่าความเร็วกำลังเปลี่ยน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าความเร็วเปลี่ยนจริง จึงยังเปิดโอกาสให้มีคำอธิบายอื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่อาจมองเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

  1. The tower is leaning, and the measurements confirm it.
  2. The tower may be leaning because its base has shifted.
  3. The tower may seem to be leaning when seen from this angle.
ดูคำตอบ

The tower may seem to be leaning when seen from this angle.

but the beings inside the station will not feel it,

4:26

แต่สิ่งมีชีวิตภายในสถานีจะไม่รู้สึกถึงมัน

and no sensors can measure it.

4:28

และไม่มีเซ็นเซอร์ใดสามารถวัดมันได้

You are really changing speed,

4:30

คุณกำลังเปลี่ยนความเร็วอยู่จริงๆ

and they really are not.

4:32

แต่พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนจริงๆ

There's something absolutely real about changes in speed. ลำดับความ

4:34

มีบางอย่างที่เป็นจริงโดยสัมบูรณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความเร็ว

ลำดับความ

There's something absolutely real about ...: การสรุปเป็นข้อสรุปทั่วไป

โครงสร้าง There's something + คำคุณศัพท์ + about X นำเสนอว่า X มีคุณสมบัติบางอย่างที่ผู้พูดต้องการเน้น ในที่นี้ something ไม่ได้หมายถึงวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง ส่วน absolutely real บอกว่าการเปลี่ยนแปลงของความเร็วมีคุณสมบัติที่เป็นจริงและไม่ขึ้นกับความคิดเห็นส่วนตัว ในด้านการเรียบเรียงความคิด ประโยคนี้รวบรวมข้อสังเกตก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปที่กว้างขึ้น ช่วงเปิด There's something ... บอกก่อนว่ามีคุณสมบัติบางอย่างอยู่ แล้วจึงตามด้วยการประเมินสำคัญ absolutely real ทำให้คำนี้เด่นขึ้น

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายหน้าที่ของประโยคนี้ในการให้เหตุผลได้ดีที่สุด

  1. ประโยคนี้เปลี่ยนข้อสังเกตก่อนหน้าให้เป็นคำกล่าวทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงความเร็ว
  2. ประโยคนี้แนะนำวัตถุที่ชื่อ something
  3. ประโยคนี้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงความเร็วทุกครั้งมีขนาดเท่ากัน
ดูคำตอบ

ประโยคนี้เปลี่ยนข้อสังเกตก่อนหน้าให้เป็นคำกล่าวทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงความเร็ว

The same goes for rotation. วลี

4:38

เช่นเดียวกับการหมุน

วลี

The same goes for ...: การขยายประเด็นก่อนหน้าไปยังอีกกรณี

The same goes for + คำนาม หมายความว่า ประเด็น กฎ หรือข้อสรุปที่เพิ่งกล่าวไปใช้กับคำนามนั้นด้วย ในที่นี้ แนวเหตุผลก่อนหน้าถูกขยายไปยัง rotation นี่เป็นคำเชื่อมที่กระชับ ผู้พูดไม่ต้องอธิบายทั้งหมดซ้ำ แต่ระบุว่า rotation เป็นกรณีที่ขนานกัน Goes for เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัวและไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่จริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน The same goes for: Everyone must wear a badge, and ____ visitors.

ดูคำตอบ

the same goes for

If your spaceship is spinning,

4:40

หากยานอวกาศของคุณกำลังหมุน

you can feel it,

4:41

คุณสามารถสัมผัสได้

and your ship's sensors can measure it.

4:42

และเซ็นเซอร์ของยานสามารถวัดมันได้

The space station outside may seem to be going around you,

4:44

สถานีอวกาศข้างนอกอาจดูเหมือนกำลังหมุนรอบตัวคุณ

but it is you who feels queasy, ไวยากรณ์

4:47

แต่คุณต่างหากที่รู้สึกคลื่นไส้

not the folks in the space station.

4:49

ไม่ใช่คนที่อยู่ในสถานีอวกาศ

ไวยากรณ์

It is you who...: เน้นบุคคลด้วยโครงสร้าง it-cleft

คำว่า but เปลี่ยนจุดสนใจจากการเคลื่อนไหวที่เห็นไปยังคนที่รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ส่วน It is you who feels queasy เป็นโครงสร้างเน้นแบบ it-cleft ซึ่งมีรูป it is + บุคคลที่ต้องการเน้น + อนุประโยค who โดยเน้นที่ you หากไม่ใช้โครงสร้างนี้ ใจความพื้นฐานคือ You feel queasy แต่เมื่อใช้ it-cleft ข้อมูลจะถูกจัดเป็น “คุณ ไม่ใช่คนอื่น” จึงเหมาะสำหรับแก้ความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับใคร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นอย่างเป็นธรรมชาติว่า Aisha เป็นคนซ่อมหุ่นยนต์ ไม่ใช่ Ben

  1. Aisha was who fixed the robot, not Ben.
  2. It was Aisha who fixed the robot, not Ben.
  3. It was Aisha which fixed the robot, not Ben.
ดูคำตอบ

It was Aisha who fixed the robot, not Ben.

You are really spinning,

4:51

คุณกำลังหมุนอยู่จริงๆ

and they really are not.

4:52

แต่พวกเขาไม่ได้หมุนจริงๆ

There's something absolutely real about rotation.

4:54

มีบางอย่างที่เป็นจริงโดยสัมบูรณ์เกี่ยวกับการหมุน

So, some motions are relative,

4:57

ดังนั้น การเคลื่อนที่บางอย่างเป็นสัมพัทธ์

and some are not.

4:59

และบางอย่างก็ไม่ใช่

There is no deep reality about constant speed,

5:00

ไม่มีความเป็นจริงลึกซึ้งใดๆ เกี่ยวกับความเร็วคงที่

but changes in speed are deeply real,

5:02

แต่การเปลี่ยนแปลงของความเร็วนั้นเป็นความจริงที่ลึกซึ้ง

and so are rotations. ไวยากรณ์

5:05

และการหมุนก็เช่นกัน

ไวยากรณ์

So are rotations: เพิ่มประธานอีกตัวด้วยการกลับลำดับ

So are rotations ใช้การกลับลำดับเพื่อแสดงการเห็นด้วยกับข้อความบอกเล่า โดยมีโครงสร้าง so + รูปของ be กริยาช่วย หรือกริยาช่วยแสดงท่าทีที่สอดคล้องกับประโยคก่อน + ประธานใหม่ ในที่นี้ so แทนคำบรรยาย deeply real และ rotations เป็นประธานใหม่ อนุประโยคก่อนใช้ are ส่วนต่อมาจึงใช้ are เช่นกัน หากเขียนเต็มจะเป็น Rotations are deeply real too คำว่า so ตรงนี้หมายถึง “ก็เช่นกัน” หรือ “เป็นจริงเช่นเดียวกัน” ไม่ได้หมายถึง “ดังนั้น”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแสดงความสอดคล้องที่ใช้ so จำนวนสองคำ: The new sensors are reliable, and ____ the older models.

ดูคำตอบ

so are

We have to be thoughtful in our analysis of everyday experience

5:06

เราต้องไตร่ตรองให้รอบคอบในการวิเคราะห์ประสบการณ์ประจำวันของเรา

in order to identify what is deeply real. ไวยากรณ์

5:09

เพื่อที่จะระบุว่าสิ่งใดที่เป็นความจริงที่ลึกซึ้ง

ไวยากรณ์

in order to identify: บอกจุดประสงค์อย่างชัดเจน

โครงสร้าง in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำ ในที่นี้ in order to identify อธิบายว่าทำไมจึงทำสิ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อระบุว่าอะไรคือสิ่งที่จริงแท้ในระดับลึก identify ยังคงเป็นคำกริยารูปพื้นฐานหลัง to และ what is deeply real ทำหน้าที่เป็นกรรมของ identify วลีบอกจุดประสงค์ทั้งหมดตอบคำถามว่า “เพื่อจุดประสงค์อะไร”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกจุดประสงค์สามคำที่ขึ้นต้นด้วย in: The lab repeated the measurement ____ identify the source of the error.

ดูคำตอบ

in order to

Since we can be fooled by perceptions as basic as speed, ไวยากรณ์

5:12

ในเมื่อเรายังถูกหลอกได้ด้วยการรับรู้ขั้นพื้นฐานอย่างเช่นความเร็ว

ไวยากรณ์

Since we can be fooled...: ให้เหตุผลที่นำไปสู่ข้อสรุป

Since ที่ต้นอนุประโยคใช้เกริ่นเหตุผลที่สนับสนุนข้อสรุปหลักซึ่งตามมา มีความหมายว่า “เพราะ” หรือ “เมื่อพิจารณาว่า” กล่าวคือ การรับรู้ของเราอาจทำให้เราเข้าใจผิดได้ ดังนั้นผู้พูดจึงจะสรุปจากข้อเท็จจริงนี้ can be fooled เป็นรูปถูกกระทำ โดย we คือฝ่ายที่ได้รับผลจากการรับรู้ที่ทำให้เข้าใจผิด perceptions as basic as speed หมายถึงแม้แต่การรับรู้สิ่งที่พื้นฐานอย่างความเร็ว และ as basic as เน้นว่าตัวอย่างนี้ดูพื้นฐานมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ since เพื่อเกริ่นเหตุผลเหมือนในตัวอย่าง

  1. Since the roads are icy, the buses are running late.
  2. We have lived here since 2020.
  3. She has felt better since the treatment began.
ดูคำตอบ

Since the roads are icy, the buses are running late.

maybe every perception deserves careful scrutiny. วลี

5:15

บางทีทุกๆ การรับรู้อาจสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

วลี

deserves careful scrutiny: สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน

ใน every perception deserves careful scrutiny คำว่า deserve ตามด้วยนามวลีและหมายถึง “สมควรได้รับการปฏิบัติแบบหนึ่ง” ส่วน careful scrutiny คือการตรวจสอบอย่างจริงจังและละเอียด ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าการรับรู้แต่ละอย่างควรได้รับการตรวจสอบ ไม่ใช่ยอมรับทันทีโดยไม่พิจารณา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X deserves careful scrutiny เป็นการประเมินแบบเป็นทางการที่บอกว่าแนวคิด ข้อกล่าวอ้าง การตัดสินใจ หรือหลักฐานจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย deserves careful scrutiny: The safety proposal has several unexplained gaps, so it ____ before approval.

ดูคำตอบ

deserves careful scrutiny

This is what inspired Einstein to his incredible insights ไวยากรณ์

5:18

นี่คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ไอน์สไตน์เกิดมุมมองอันเหลือเชื่อ

ไวยากรณ์

This is what inspired ...: นี่คือสิ่งที่จุดประกาย...

ใน This is what inspired Einstein to his incredible insights คำว่า this ชี้กลับไปยังแนวคิดหรือวิธีคิดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน what มีความหมายเท่ากับ “the thing that” และนำอนุประโยค what inspired Einstein to his incredible insights รูปแบบ This is what + อนุประโยค ใช้ระบุว่าสิ่งที่กล่าวก่อนหน้านั้นคือสาเหตุโดยตรงหรือปัจจัยสำคัญ รูปแบบนี้เน้นความเชื่อมโยงมากกว่าประโยคตรง ๆ อย่าง This inspired Einstein to his incredible insights

แบบฝึกหัด

เติมหนึ่งคำเพื่อให้ประโยคที่สองระบุว่าประสบการณ์ก่อนหน้าเป็นสาเหตุ: Aisha saw Saturn through a telescope. This is ____ inspired her to study astronomy.

ดูคำตอบ

what

about the speed of light and forward time travel. วัฒนธรรม

5:21

เกี่ยวกับความเร็วแสงและการเดินทางข้ามเวลาสู่อนาคต

วัฒนธรรม

forward time travel ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ

ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ forward time travel หมายถึงการไปถึงจุดที่ไกลออกไปในอนาคตของคนอื่น ทั้งที่เวลาของคุณผ่านไปน้อยกว่าของพวกเขา เนื่องจากการยืดของเวลา ผู้เดินทางที่เคลื่อนที่เร็วมากอาจมีอายุเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่อยู่ข้างหลังในช่วงตั้งแต่ออกเดินทางจนกลับมาพบกัน ในที่นี้ วลีนี้เชื่อมโยงความเร็วแสงกับคำอธิบายเรื่องเวลาของไอน์สไตน์ forward บอกทิศทางไปสู่อนาคต ไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปเปลี่ยนอดีต

แบบฝึกหัด

ในการพูดคุยเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพ สถานการณ์ใดแสดงความหมายของ forward time travel ได้ดีที่สุด

  1. ผู้เดินทางปรากฏตัวในปีใดก็ได้ที่เลือกทันทีโดยไม่มีเวลาผ่านไปเลย
  2. ผู้เดินทางย้อนกลับไปในอดีตและเปลี่ยนเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น
  3. ผู้เดินทางที่เคลื่อนที่เร็วมากกลับมาโดยมีอายุเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่อยู่ข้างหลัง
ดูคำตอบ

ผู้เดินทางที่เคลื่อนที่เร็วมากกลับมาโดยมีอายุเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่อยู่ข้างหลัง

Knowing how to identify what is deeply real ไวยากรณ์

5:24

การรู้วิธีระบุว่าสิ่งใดเป็นความจริงที่ลึกซึ้ง

is tough and important work.

5:27

เป็นงานที่ยากและมีความสำคัญ

ไวยากรณ์

Knowing how to identify ... ในฐานะวลี gerund ที่เป็นประธาน

Knowing how to identify what is deeply real เป็นประธานของประโยค ส่วนนี้เป็นวลี gerund โดย Knowing คือรูป -ing ของ know และทั้งวลีใช้เรียกทักษะหรือกิจกรรมหนึ่งอย่าง ประธานทั้งส่วนถือเป็นเอกพจน์ จึงใช้ is ในประโยค ภายในวลี how to identify ... บอกว่าหมายถึงความรู้แบบใด ส่วน what is deeply real คือสิ่งที่จะต้องแยกแยะ คุณสามารถนำรูปแบบ Knowing how to + กริยารูปพื้นฐาน + ... + กริยาเอกพจน์ ไปใช้เพื่อยกความสามารถหนึ่งอย่างขึ้นมาเป็นหัวข้อของประโยคได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ Knowing how to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อทำให้ ask good questions เป็นประธาน: ____ takes practice.

ดูคำตอบ

Knowing how to ask good questions

If a police officer ever pulls you over for speeding and asks, กริยาวลี

5:30

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้คุณจอดรถเพราะขับรถเร็วและถามว่า

กริยาวลี

pulls you over for speeding: ถูกตำรวจเรียกให้จอดเพราะขับเร็วเกินกำหนด

Pull someone over หมายถึงตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสั่งให้ผู้ขับขี่จอดรถข้างทาง ใน pulls you over เจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำให้รถหยุด ส่วน you เป็นกรรมที่อยู่ระหว่าง pull กับ over For speeding บอกเหตุผลที่รถถูกเรียกให้หยุด ทั้งวลีจึงหมายถึงเจ้าหน้าที่สั่งให้คุณจอดเพราะคุณขับรถเร็วเกินกำหนด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ pull someone over: A police officer may ____ for speeding.

ดูคำตอบ

pull you over

"Do you know how fast you were going?"

5:33

"คุณรู้ไหมว่าคุณขับมาเร็วแค่ไหน?"

An insightful, though perhaps unwise, ไวยากรณ์

5:35

คำตอบที่มีความลึกซึ้ง แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยฉลาดนัก

reply would be,

5:38

ก็คือ

ไวยากรณ์

An insightful, though perhaps unwise, reply: ข้อความแทรกที่แสดงการยอมรับข้อขัดแย้ง

โครงสร้างหลักคือ An insightful reply would be ... ส่วน though perhaps unwise เป็นข้อความแทรกที่แสดงการยอมรับข้อที่ขัดกัน โดยเพิ่มว่าคำตอบนั้นอาจไม่ฉลาดนัก แต่ไม่ได้ยกเลิกคำบอกว่า insightful ข้อความนี้ขยายได้เป็น though it is perhaps unwise หรือ although it may be unwise เครื่องหมายจุลภาคคู่แสดงขอบเขตของข้อความแทรก เมื่อตัดออก โครงสร้างหลักยังคงอยู่ ส่วน would be ใช้นำเสนอคำตอบที่เป็นไปได้หรือเป็นสมมติฐาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ though แทรกความเห็นแบบระมัดระวังว่า perhaps impractical ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. A creative though, perhaps impractical plan, could still work.
  2. A creative, but though perhaps impractical, plan could still work.
  3. A creative, though perhaps impractical, plan could still work.
ดูคำตอบ

A creative, though perhaps impractical, plan could still work.

"Relative to what?" ลำดับความ

5:39

"เมื่อเทียบกับอะไรล่ะครับ?"

ลำดับความ

Relative to what?: การย้อนกลับไปเชื่อมประเด็นเดิมที่ให้ผลต่างกันตามบริบท

Relative to what? ใช้ถามว่าการเปรียบเทียบนั้นอาศัยมาตรฐาน สิ่งที่นำมาเทียบ หรือกรอบอ้างอิงใด ในที่นี้เป็นการพูดซ้ำคำถามที่เคยใช้ในตัวอย่างเรื่องอวกาศ จึงทำหน้าที่ย้อนกลับไปเชื่อมประเด็นเดิม โดยนำแนวคิดเรื่องสัมพัทธภาพกลับมาอีกครั้งในฉากใหม่ตอนจบ ในการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ คำถามนี้ขอความชัดเจนที่จำเป็น แต่หลังจากตำรวจเรียกให้หยุดรถเพราะขับเร็ว กรอบอ้างอิงที่ยึดถนนเป็นหลักในการวัดความเร็วรถก็เป็นสิ่งที่เข้าใจกันอยู่แล้ว คำถามเดิมที่ฟังดูแม่นยำจึงคล้ายการจงใจเถียงแบบกวน ๆ การพูดซ้ำเชื่อมสองฉากเข้าด้วยกันและเปลี่ยนหัวข้อวิทยาศาสตร์ให้เป็นมุกปิดท้าย

แบบฝึกหัด

การพูด Relative to what? ซ้ำในตอนจบของฉากที่ตำรวจเรียกให้หยุดรถมีหน้าที่หลักอะไร

  1. เริ่มหัวข้อวิทยาศาสตร์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายก่อนหน้า
  2. เพียงขอให้ตำรวจพูดผลการวัดความเร็วซ้ำอีกครั้ง
  3. ย้อนกลับไปเชื่อมการอภิปรายเรื่องสัมพัทธภาพก่อนหน้า และเปลี่ยนให้เป็นมุกปิดท้าย
ดูคำตอบ

ย้อนกลับไปเชื่อมการอภิปรายเรื่องสัมพัทธภาพก่อนหน้า และเปลี่ยนให้เป็นมุกปิดท้าย

And then, as you sit in the back seat of the police car

5:41

และจากนั้น ขณะที่คุณนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถตำรวจ

and feel it accelerate toward jail,

5:43

และสัมผัสได้ว่ารถกำลังเร่งความเร็วไปยังคุก

you can add,

5:46

คุณก็สามารถพูดเสริมได้ว่า

"But some things are absolute." ลำดับความ

5:47

"แต่บางสิ่งก็มีความเป็นสัมบูรณ์นะ"

ลำดับความ

But some things are absolute.: ข้อสรุปที่จำกัดแนวคิดและปิดการอภิปราย

But บอกว่าทิศทางของเนื้อหากำลังเปลี่ยนจากการเน้นเรื่องสัมพัทธภาพก่อนหน้านี้ ส่วน some things จำกัดขอบเขตของข้อสรุปอย่างระมัดระวัง ผู้พูดไม่ได้บอกว่าทุกสิ่งเป็นแบบสัมบูรณ์ แต่บอกเพียงว่าแนวคิดเรื่องสัมพัทธภาพไม่ได้ใช้กับทุกปรากฏการณ์ในแบบเดียวกัน เมื่ออยู่ตอนจบ ประโยคสั้น ๆ นี้นำความเปรียบต่างระหว่าง relative/absolute กลับมาและปิดข้อโต้แย้ง มันไม่ได้ลบล้างประเด็นก่อนหน้าที่ว่าความเร็วขึ้นอยู่กับกรอบอ้างอิง แต่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ฟังเหมารวมประเด็นนั้นมากเกินไป และสร้างมุกปิดท้ายที่สั้นกระชับ

แบบฝึกหัด

หลังจากกล่าวถึงสัมพัทธภาพมาหลายประเด็น But some things are absolute. มีหน้าที่หลักอย่างไรในการจัดระเบียบเนื้อหา

  1. จำกัดแนวคิดก่อนหน้า นำความเปรียบต่าง relative/absolute กลับมา และปิดการอภิปราย
  2. ปฏิเสธข้อความก่อนหน้าทั้งหมดเกี่ยวกับความเร็วสัมพัทธ์
  3. เพิ่มตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่เปลี่ยนทิศทางของเนื้อหา
ดูคำตอบ

จำกัดแนวคิดก่อนหน้า นำความเปรียบต่าง relative/absolute กลับมา และปิดการอภิปราย