จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง -- บิ๊กแบง: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Kurzgesagt – In a Nutshell

ความยากในการเรียน
800 คำ 166 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: แอนิเมชันนี้เล่าการขยายตัวของเอกภพ การเกิดอนุภาค อะตอม ยุคมืด และดาว พร้อมชี้ว่าจุดเริ่มต้นที่แท้จริงยังเป็นคำถามสำคัญ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. the Big Bang — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทจริง: เข้าใจว่าเหตุใดชื่อจึงทำให้เข้าใจผิดเมื่ออ่านตรงตัว และแยกการขยายของปริภูมิออกจากการระเบิดในที่ว่าง 2. making for — กริยาวลี: เข้าใจว่าแปลว่า “ก่อให้เกิด” หรือนำไปสู่สภาวะหนึ่ง เพื่อเชื่อมกระบวนการกับผลลัพธ์ 3. what we do know is that — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้อนุประโยค wh กับ do เน้นความหมาย เพื่อเปลี่ยนจากสิ่งที่ยังไม่รู้ไปสู่ข้อสรุปที่มีหลักฐาน โดยไม่อ้างว่ารู้ทุกอย่าง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

The beginning of everything,

0:00

จุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง

the Big Bang.

0:02

บิกแบง

The idea that the universe was suddenly born

0:04

แนวคิดที่ว่าเอกภพได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลัน

and is not infinite.

0:07

และไม่ได้มีขนาดเป็นอนันต์

Up to the middle of the 20th century,

0:09

จนกระทั่งถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20

most scientists thought of the universe as infinite and ageless. ไวยากรณ์

0:11

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเอกภพนั้นไร้ขอบเขตและไม่มีอายุ

ไวยากรณ์

think of A as B: มอง A ว่าเป็น B

ในรูปแบบ think of A as B นั้น A คือคนหรือสิ่งที่กำลังถูกอธิบาย ส่วน B คือแนวคิด ประเภท หรือคุณลักษณะที่นำมาใช้มอง A ในที่นี้ นักวิทยาศาสตร์มองว่าเอกภพไร้ขอบเขตและไร้อายุ รูปอดีต thought แสดงว่านี่เป็นมุมมองในอดีตของพวกเขา เมื่อมี as B ตามมา think of หมายถึง “มองหรือจินตนาการในลักษณะหนึ่ง” ไม่ได้หมายถึงเพียง “นึกออก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสองส่วนของรูปแบบ think of A as B: I ____ this room ____ a quiet place to read.

ดูคำตอบ

think of · as

Until Einstein's theory of relativity gave us a better understanding of gravity

0:16

จนกระทั่งทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ทำให้เราเข้าใจแรงโน้มถ่วงได้ดีขึ้น

and Edwin Hubble discovered that galaxies are moving apart กริยาวลี

0:21

และ เอ็ดวิน ฮับเบิล ค้นพบว่ากาแล็กซีต่างๆ กำลังเคลื่อนตัวออกจากกัน

from one another in a way that fits previous predictions.

0:24

ในรูปแบบที่สอดคล้องกับการทำนายไว้ก่อนหน้านี้

กริยาวลี

move apart: เคลื่อนห่างออกจากกัน

Move apart หมายถึง “อยู่ห่างจากกันมากขึ้น” ในประโยคนี้ ประธานพหูพจน์ galaxies และ from one another แสดงว่าระยะห่างระหว่างกาแล็กซีกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่ากาแล็กซีทุกแห่งกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดภายนอกเพียงจุดเดียว Are moving เป็นรูป present progressive ซึ่งแสดงว่าการแยกห่างนี้เป็นกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่

แบบฝึกหัด

นักเต้นสองคนเริ่มต้นด้วยการยืนเคียงข้างกัน จากนั้นแต่ละคนก้าวไปคนละทิศทาง ทำให้ระยะห่างระหว่างกันเพิ่มขึ้น สำนวนใดอธิบายเหตุการณ์นี้ได้แม่นยำที่สุด

  1. move around
  2. move away from the stage
  3. move apart
ดูคำตอบ

move apart

In 1964, by accident, วลี

0:29

ในปี 1964 ด้วยความบังเอิญ

cosmic background radiation was discovered,

0:31

ได้มีการค้นพบรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของอวกาศ

วลี

by accident: โดยบังเอิญ/โดยไม่ได้ตั้งใจ

By accident หมายถึง 'โดยไม่ได้ตั้งใจ' หรือ 'ไม่ได้วางแผนไว้' ในที่นี้วลีนี้บอกว่าการค้นพบเกิดขึ้นอย่างไร คือไม่มีใครตั้งใจจะค้นพบรังสีนี้ตั้งแต่แรก วลีนี้เป็นวลีบุพบทแบบตายตัวที่ทำหน้าที่เหมือนคำวิเศษณ์ เครื่องหมายจุลภาคแยกวลีนี้ออกมา แต่ประโยคหลักยังคงเป็น cosmic background radiation was discovered

แบบฝึกหัด

Leo did not mean to send the message. วลีใดเติมประโยค Leo sent it ___ ได้ถูกต้อง

  1. by accident
  2. because of an accident
  3. on purpose
ดูคำตอบ

by accident

a relic of the early universe, การใช้คำ

0:33

ซึ่งเป็นร่องรอยของเอกภพในยุคแรกเริ่ม

การใช้คำ

relic of the early universe: ร่องรอยจากเอกภพยุคแรก

Relic คือสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคก่อน ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ รังสีพื้นหลังของจักรวาลถูกเรียกว่า relic เพราะเป็นหลักฐานที่สังเกตได้ซึ่งเหลือมาจากช่วงแรกของเอกภพ ไม่ได้หมายถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา นามวลี a relic of the early universe เป็นส่วนขยายแบบวางเทียบ ซึ่งใช้เรียกรังสีเดิมอีกแบบหนึ่ง ในที่นี้ of บอกว่ามันมาจากยุคใด ไม่ได้แสดงเพียงความเป็นเจ้าของ

แบบฝึกหัด

ในประโยค The custom is a relic of an earlier age คำว่า relic หมายถึงอะไร

  1. แนวคิดใหม่เกี่ยวกับอนาคต
  2. สิ่งที่หลงเหลือมาจากอดีต
  3. วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการบูชา
ดูคำตอบ

สิ่งที่หลงเหลือมาจากอดีต

which together with other observational evidence,

0:35

ซึ่งเมื่อรวมกับหลักฐานจากการสังเกตอื่นๆ

made the Big Bang the accepted theory in science.

0:38

ทำให้บิกแบงกลายเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในแวดวงวิทยาศาสตร์

Since then, improved technology like the Hubble telescope

0:41

ตั้งแต่นั้นมา เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล

has given us a pretty good picture of the Big Bang and the structure of the cosmos. สำนวน

0:45

ได้ทำให้เราเห็นภาพรวมที่ค่อนข้างชัดเจนของบิกแบงและโครงสร้างของจักรวาล

สำนวน

given us a pretty good picture of: ทำให้เห็นภาพรวมได้ค่อนข้างชัดเจน

ในที่นี้ given us a pretty good picture of หมายถึง “ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมได้ค่อนข้างชัดเจน” คำว่า picture ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงภาพในความคิดที่เกิดจากข้อมูล ไม่ใช่ภาพถ่ายจริงหนึ่งภาพ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ give someone a picture of something ซึ่งสื่อว่าหลักฐานหรือคำอธิบายช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ ที่นี่ pretty หมายถึง “ค่อนข้าง” ดังนั้น pretty good จึงบอกระดับความเข้าใจ ไม่ได้บอกว่าภาพสวย

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? “The monthly reports have given us a pretty good picture of customer demand.”

  1. รายงานปกปิดข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า
  2. รายงานสร้างภาพถ่ายสวย ๆ ที่แสดงความต้องการของลูกค้า
  3. รายงานช่วยให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ค่อนข้างดี
ดูคำตอบ

รายงานช่วยให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ค่อนข้างดี

Recent observations even seem to suggest วลี

0:50

การสังเกตการณ์เมื่อไม่นานมานี้ดูเหมือนจะบ่งชี้ด้วยซ้ำว่า

that the expansion of the universe is accelerating.

0:52

การขยายตัวของเอกภพกำลังเร่งความเร็วขึ้น

วลี

seem to suggest: ดูเหมือนจะบ่งชี้

Seem to suggest หมายความว่าผลการสังเกตชี้ไปยังข้อสรุปหนึ่ง แต่ไม่ได้เสนอข้อสรุปนั้นว่าเป็นเรื่องที่แน่นอน ที่นี่ suggest หมายถึง “บ่งชี้” ไม่ใช่ “แนะนำ” สำนวนนี้เพิ่มความระมัดระวังสองชั้น คือ suggest มีน้ำหนักอ่อนกว่า prove และ seem to เพิ่มระยะห่างอีกชั้น เพราะหลักฐานอาจมีคำอธิบายอื่นในภายหลัง จึงเหมาะกับการรายงานการตีความมากกว่าข้อเท็จจริงที่ได้ข้อยุติแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดเมื่อหลักฐานเบื้องต้นชี้ไปยังข้อสรุปหนึ่ง แต่ยังอาจมีคำอธิบายอื่น?

  1. The early results seem to suggest that the treatment may help.
  2. The researchers suggest trying the treatment immediately.
  3. The early results show conclusively that the treatment will help.
ดูคำตอบ

The early results seem to suggest that the treatment may help.

But how did this Big Bang work?

0:55

แต่บิกแบงนี้ทำงานอย่างไรกันล่ะ?

How can something come from nothing?

0:58

บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นจากความว่างเปล่าได้อย่างไร?

Let's explore what we know.

1:01

มาสำรวจสิ่งที่เรารู้กันเถอะ

We can ignore the beginning part for now.

1:10

เราสามารถข้ามส่วนเริ่มต้นไปก่อนได้

First of all, ลำดับความ

1:13

ก่อนอื่นเลย

the Big Bang was not an explosion. วัฒนธรรม

1:14

บิกแบงไม่ใช่การระเบิด

ลำดับความ

ใช้ First of all, เพื่อเกริ่นประเด็นสำคัญข้อแรก

First of all ใช้เกริ่นประเด็นสำคัญข้อแรกของคำอธิบาย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าผู้พูดจะเริ่มจากการแก้ความเข้าใจผิดพื้นฐานก่อนให้รายละเอียดเพิ่มเติม วลีนี้ใช้จัดลำดับความคิดได้แม้ไม่มีรายการที่ใส่หมายเลข แต่ก็ทำให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีประเด็นอื่นหรือคำอธิบายเพิ่มเติมตามมา

แบบฝึกหัด

คุณกำลังจะเริ่มคำอธิบายและต้องการเกริ่นประเด็นสำคัญข้อแรก ควรใช้คำขึ้นต้นใดมากที่สุด

  1. First of all,
  2. All at once,
  3. At first,
ดูคำตอบ

First of all,

It was all space stretching everywhere

1:17

มันคือการที่พื้นที่ทั้งหมดขยายตัวออกไปทุกทิศทาง

all at once. วลี

1:19

ในเวลาเดียวกันทั้งหมด

วัฒนธรรม

Big Bang: การขยายตัวของปริภูมิ ไม่ใช่การระเบิดทั่วไป

Big Bang เป็นชื่อเฉพาะในจักรวาลวิทยาสำหรับช่วงแรกที่จักรวาลร้อนและหนาแน่น รวมถึงการขยายตัวหลังจากนั้น แม้คำว่า bang มักทำให้นึกถึงการระเบิด แต่ชื่อนี้ไม่ได้หมายถึงสสารพุ่งออกจากศูนย์กลางหนึ่งไปยังปริภูมิว่างภายนอก คำอธิบายถัดไปในประโยคนี้ให้ภาพที่ถูกต้อง คือปริภูมิเองขยายตัวทุกแห่งพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ ความหมายทั่วไปของ bang จึงอาจทำให้เข้าใจผิดในบริบทนี้

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นี้ ภาพใดตรงกับ Big Bang มากที่สุด

  1. ปริภูมิเองขยายตัวทั่วทั้งจักรวาล
  2. สสารระเบิดจากศูนย์กลางหนึ่งไปยังปริภูมิที่มีอยู่แล้ว
  3. เสียงดังเดินทางผ่านจักรวาลที่ไม่มีสิ่งอื่นเปลี่ยนแปลง
ดูคำตอบ

ปริภูมิเองขยายตัวทั่วทั้งจักรวาล

วลี

all at once: เกิดขึ้นพร้อมกัน

ในประโยคนี้ all at once หมายถึง “ในเวลาเดียวกัน” คำว่า all space และ everywhere แสดงว่าการยืดขยายกำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งอวกาศพร้อมกัน ในบริบทอื่น วลีนี้อาจหมายถึง “ทันใดนั้น” ได้ด้วย จึงต้องดูคำรอบข้างเพื่อเลือกความหมาย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำงานทั้งหมดให้เสร็จในครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

all at once ในคำบรรยายหมายถึงอะไร

  1. อวกาศทุกส่วนกำลังยืดขยายในเวลาเดียวกัน
  2. อวกาศยืดขยายทั้งหมดเสร็จในการลองเพียงครั้งเดียว
  3. การยืดขยายเกิดขึ้นเพียงแห่งเดียวและไม่มีสัญญาณเตือน
ดูคำตอบ

อวกาศทุกส่วนกำลังยืดขยายในเวลาเดียวกัน

The universe started very, very, very small

1:21

เอกภพเริ่มต้นจากการมีขนาดที่เล็กมากๆ

and quickly expanded to the size of a football. วลี

1:24

และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีขนาดเท่าลูกฟุตบอล

วลี

expanded to the size of: บอกขนาดสุดท้ายที่ไปถึง

Expanded to the size of a football หมายความว่า หลังจากขยายตัวแล้ว เอกภพมีขนาดใกล้เคียงกับลูกฟุตบอล ในรูปแบบ expand to + size/result คำว่า to ชี้ไปยังจุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง ลูกฟุตบอลใช้สำหรับเปรียบเทียบขนาด ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง รูปแบบเดียวกันนี้ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงของขนาด ระดับ หรือความจุได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของรูปแบบ expand จากบทเรียนนี้ที่ใช้บอกขนาดสุดท้าย: In the experiment, the foam ____ a basketball.

ดูคำตอบ

expanded to the size of

The universe didn't expand into anything.

1:27

เอกภพไม่ได้ขยายตัวเข้าไปในสิ่งใดเลย

Space was just expanding into itself.

1:30

พื้นที่เพียงแค่ขยายตัวเข้าไปในตัวมันเอง

The universe cannot expand into anything

1:33

เอกภพไม่สามารถขยายตัวเข้าไปในสิ่งใดได้

because the universe has no borders.

1:35

เพราะเอกภพไม่มีขอบเขต

There is by definition no outside the universe. ลำดับความ

1:38

ตามนิยามแล้ว ไม่มีพื้นที่ภายนอกเอกภพ

ลำดับความ

by definition: ข้อสรุปที่จำเป็นต้องเป็นจริงตามความหมายของคำศัพท์

by definition บอกว่าข้อสรุปมาจากความหมายของคำว่า universe ที่ใช้ในที่นี้ หากจักรวาลรวมทุกสิ่งที่มีอยู่ ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดอยู่นอกจักรวาล วลีนี้ช่วยจัดลำดับเหตุผลโดยระบุว่าข้อสรุปมีที่มาจากอะไร กล่าวคือเป็นผลจากขอบเขตของแนวคิด ไม่ใช่ข้อสังเกตหรือผลการวัดใหม่ และไม่ใช่การอ้างพจนานุกรมเล่มใดเล่มหนึ่ง

แบบฝึกหัด

by definition บอกอะไรในประโยคนี้

  1. ข้อสรุปถูกค้นพบด้วยการวัดจักรวาล
  2. ข้อสรุปมาจากความหมายของคำว่า universe
  3. ผู้พูดกำลังอ้างพจนานุกรมเล่มใดเล่มหนึ่ง
ดูคำตอบ

ข้อสรุปมาจากความหมายของคำว่า universe

The universe is all there is.

1:41

เอกภพคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่

In this hot, dense environment,

1:44

ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและหนาแน่นนี้

energy manifested itself in particles การใช้คำ

1:46

พลังงานได้แสดงตัวออกมาในรูปของอนุภาค

การใช้คำ

manifested itself in: สิ่งที่เป็นนามธรรมปรากฏเป็นรูปธรรม

ในประโยคนี้ manifested itself in หมายถึง “มองเห็นได้หรือปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านบางสิ่ง” โดยนำเสนอประธานนามธรรม energy ว่าปรากฏผ่านรูปแบบที่เป็นรูปธรรมคือ particles คำสรรพนามสะท้อนกลับ itself เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบ manifest oneself in และต้องสอดคล้องกับประธาน ไม่ได้หมายความว่าพลังงานตั้งใจแสดงตัวเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ manifest oneself in: Her anxiety ____ constant checking.

ดูคำตอบ

manifested itself in

that existed only for the tiniest glimpses of time. สำนวน

1:48

ที่มีอยู่เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

สำนวน

การเปรียบเปรยใน "tiniest glimpses of time"

ในที่นี้ glimpses of time เป็นการเปรียบเปรยถึงช่วงเวลาที่สั้นอย่างยิ่ง ปกติ glimpse หมายถึงการมองแวบเดียว แต่ประโยคนี้นำภาพของสิ่งที่ปรากฏแล้วหายไปแทบจะทันทีมาบรรยายเวลา tiniest เป็นรูปขั้นสูงสุดของ tiny ทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นดูสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วลีนี้ให้ภาพชัดเจนมากกว่าจะเป็นคำอธิบายเชิงเทคนิค จึงสื่อว่ามีอยู่แทบเพียงชั่วพริบตาโดยไม่ได้ระบุระยะเวลาที่วัดได้

แบบฝึกหัด

ในวลี "the tiniest glimpses of time" คำว่า "glimpses of time" บรรยายถึงอะไร

  1. การมองนาฬิกาอย่างรวดเร็ว
  2. ยุคที่ยาวนานหลายยุค
  3. ช่วงเวลาที่สั้นอย่างยิ่ง
ดูคำตอบ

ช่วงเวลาที่สั้นอย่างยิ่ง

From gluons, pairs of quarks were created,

1:52

จากกลูออน คู่ของควาร์กได้ถูกสร้างขึ้นมา

which destroyed one another, ไวยากรณ์

1:55

ซึ่งทำลายล้างกันและกัน

ไวยากรณ์

one another สำหรับการกระทำซึ่งกันและกัน

one another หมายความว่าสมาชิกของประธานพหูพจน์ทำการกระทำเดียวกันต่อกันและกัน คำนี้เป็นสรรพนามแสดงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในที่นี้ควาร์กไม่ได้ทำลายสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ควาร์กแต่ละตัวกระทำต่ออีกตัวหนึ่งในคู่ของมัน วลีนี้มักทำหน้าที่เป็นกรรม เช่นใน help one another หรือ affect one another โดยทำให้การกระทำของกลุ่มมีความหมายว่าเกิดขึ้นสองทางหรือมีต่อกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุชัดเจนว่าเพื่อนบ้านทั้งสองคนต่างช่วยเหลือกัน

  1. The two neighbors helped the visitor during the storm.
  2. One neighbor helped another during the storm.
  3. The two neighbors helped one another during the storm.
ดูคำตอบ

The two neighbors helped one another during the storm.

perhaps after giving off more gluons. กริยาวลี

1:56

บางทีอาจจะเป็นหลังจากที่ปล่อยกลูออนออกมามากขึ้น

กริยาวลี

giving off: การปล่อยบางสิ่งออกมาจากแหล่งกำเนิด

Giving off เป็นรูป -ing ของกริยาวลี give off ในประโยคนี้หมายถึง “ปล่อย” หรือ “แผ่ออกมา” กล่าวคือ มีกลูออนถูกปล่อยออกมามากขึ้น ใช้ give off เมื่อแหล่งกำเนิดปล่อยความร้อน แสง กลิ่น ก๊าซ พลังงาน หรืออนุภาคออกมา คำว่า off เป็นส่วนหนึ่งของความหมายของกริยาวลีนี้ ดังนั้น give เพียงคำเดียวจึงไม่ได้สื่อความหมายเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่เน้นไว้: The metal cooled after ____ heat.

ดูคำตอบ

giving off

These found other short-lived quarks to interact with, การใช้คำ

1:59

พวกมันพบกับควาร์กอายุสั้นตัวอื่นๆ เพื่อทำปฏิกิริยากัน

การใช้คำ

short-lived: มีอยู่หรือดำเนินอยู่เพียงช่วงสั้น ๆ

Short-lived เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่หมายถึง “มีอยู่หรือดำเนินต่อไปเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ” ในที่นี้ขยายคำว่า quarks และบอกว่าควาร์กเหล่านั้นมีอยู่เพียงชั่วครู่ เครื่องหมายยัติภังค์เชื่อม short กับ lived ให้เป็นคำคุณศัพท์หนึ่งคำ คำนี้ใช้บรรยายสิ่งมีชีวิต อนุภาค เหตุการณ์ กระแส ความสำเร็จ หรือแผนได้ จึงไม่ได้ใช้เฉพาะกับคนหรือสัตว์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคุณศัพท์ประสมที่เน้นไว้: The online craze disappeared after two days, so it was ____.

ดูคำตอบ

short-lived

forming new quark pairs and gluons again. ไวยากรณ์

2:01

ก่อตัวเป็นคู่ควาร์กใหม่และกลูออนอีกครั้ง

ไวยากรณ์

forming ...: อนุประโยค -ing หลังจุลภาคที่แสดงผลลัพธ์

อนุประโยค -ing หลังเครื่องหมายจุลภาค “forming new quark pairs and gluons again” แสดงผลที่เกิดจากปฏิกิริยาก่อนหน้า ต้นเหตุทางความหมายคือเหตุการณ์ทั้งหมดของการพบควาร์กอื่นและทำปฏิกิริยากับควาร์กเหล่านั้น ไม่ใช่เพียงคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่าง “quarks” รูปแบบประโยคหลัก + จุลภาค + อนุประโยค -ing ช่วยย่อกระบวนการเหตุและผลให้กระชับ ในที่นี้เข้าใจได้ว่า “และผลก็คือ สิ่งนี้ทำให้เกิดคู่ควาร์กใหม่และกลูออนขึ้นอีกครั้ง” ไม่ใช่การกระทำที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเพียงเกิดขึ้นพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

ส่วนต่อท้ายใดใช้จุลภาค + อนุประโยค -ing เพื่อแสดงผลของเหตุการณ์หลัก? The temperature dropped below freezing overnight, ...

  1. forming a layer of ice on the pond.
  2. the pond had a layer of ice yesterday.
  3. while the children wore warm coats.
ดูคำตอบ

forming a layer of ice on the pond.

Matter and energy were not just theoretically equivalent. ลำดับความ

2:04

สสารและพลังงานไม่ได้แค่เทียบเท่ากันในทางทฤษฎีเท่านั้น

It was so hot, they were practically the same stuff.

2:08

มันร้อนมากจนในทางปฏิบัติพวกมันคือสิ่งเดียวกัน

ลำดับความ

not just theoretically ... practically: เสริมข้อกล่าวอ้างข้ามประโยค

ประโยคแรกนำเสนอว่าสสารและพลังงานเท่าเทียมกันในทางทฤษฎี “Not just” บอกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและกำลังจะมีข้อกล่าวอ้างที่หนักแน่นกว่า ประโยคถัดไปเติมประเด็นที่หนักแน่นกว่านั้นแม้ไม่มี “but also” อยู่ในประโยคเดียวกัน กล่าวคือ ในความร้อนสูงมาก ความแตกต่างระหว่างทั้งสองแทบไม่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ “Theoretically” หมายถึงตามทฤษฎี ส่วน “practically” ในที่นี้หมายถึงในผลที่เกิดขึ้นจริงหรือแทบจะ “They” อ้างถึง matter and energy และ “the same stuff” เป็นคำพูดแบบไม่เป็นทางการที่สื่อว่าทั้งสองมีพฤติกรรมราวกับเป็นสิ่งชนิดเดียวกันเกือบทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ส่วนต่อใดทำให้การเปลี่ยนจากข้อกล่าวอ้างเชิงนามธรรมไปสู่ข้อความที่หนักแน่นกว่าเกี่ยวกับสภาพจริงสมบูรณ์ที่สุด? The designs are not just theoretically equivalent. ...

  1. Under normal use, they perform practically the same way.
  2. The theory was published in a long report.
  3. One design is blue, and the other is green.
ดูคำตอบ

Under normal use, they perform practically the same way.

Somewhere around this time,

2:12

ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในตอนนี้

matter won over antimatter.

2:13

สสารได้เอาชนะปฏิสสาร

Today, we're left with almost all matter วลี

2:16

ในทุกวันนี้ สิ่งที่เหลืออยู่แทบจะเป็นสสารทั้งหมด

and nearly no antimatter at all.

2:18

และแทบจะไม่มีปฏิสสารหลงเหลืออยู่เลย

วลี

We're left with: ผลลัพธ์ที่เหลืออยู่

ในโครงสร้าง we're left with + นามวลี คำว่า be left with ใช้อธิบายผลที่เหลืออยู่หลังจากบางอย่างเปลี่ยนไป ถูกนำออก หรือมีการตัดสินใจแล้ว ในประโยคนี้หมายความว่า ผลที่มีอยู่ในปัจจุบันแทบทั้งหมดเป็นสสาร และแทบไม่มีปฏิสสาร ประธาน we หมายถึงผู้สังเกตการณ์ในเอกภพปัจจุบันโดยทั่วไป รูปที่ดูคล้ายโครงสร้างกรรมวาจกนี้เน้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์ ไม่ได้หมายความว่ามีใครทิ้งเราไว้ในสถานที่หนึ่งพร้อมกับสิ่งของบางอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมวลีสามคำที่หมายถึงกระบวนการหนึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เหลืออยู่: After crossing out the impossible choices, ____ two options.

ดูคำตอบ

we're left with

Somehow, 1 billion and 1 matter particles

2:20

ด้วยเหตุผลบางอย่าง อนุภาคสสาร 1 พันล้านกับอีก 1 อนุภาค

were formed for every 1 billion particles of antimatter. ไวยากรณ์

2:23

ถูกสร้างขึ้นต่ออนุภาคปฏิสสารทุกๆ 1 พันล้านอนุภาค

ไวยากรณ์

For every: การบอกอัตราส่วน

รูปแบบ X for every Y ใช้บอกอัตราส่วน กล่าวคือ ทุกจำนวนหรือทุกกลุ่ม Y จะมีจำนวน X ที่สอดคล้องกัน ในประโยคนี้ อนุภาคสสาร 1,000,000,001 อนุภาคถูกเปรียบเทียบกับอนุภาคปฏิสสารทุกกลุ่มที่มี 1,000,000,000 อนุภาค ให้อ่านจำนวนที่อยู่หน้า for every เป็น X และจำนวนที่อยู่หลังวลีนี้เป็นฐานเปรียบเทียบ Y ในที่นี้ for ไม่ได้บอกจุดประสงค์หรือระยะเวลา

แบบฝึกหัด

เติมอัตราส่วนด้วยสำนวนสองคำที่เรียนในข้อนี้: The clinic has three nurses ____ twenty patients.

ดูคำตอบ

for every

Instead of one massive ultimate force in the universe,

2:27

แทนที่จะเป็นพลังสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวในเอกภพ

there were now several refined versions of it

2:30

ในตอนนี้มีพลังดังกล่าวในรูปแบบที่แยกย่อยลงไปอีกหลายรูปแบบ

acting under different rules.

2:33

ซึ่งทำงานภายใต้กฎที่แตกต่างกัน

By now, the universe has stretched to a billion kilometers in diameter,

2:35

จนถึงตอนนี้ เอกภพได้ขยายตัวจนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 พันล้านกิโลเมตรแล้ว

which leads to a decrease in temperature. วลี

2:39

ซึ่งนำไปสู่อุณหภูมิที่ลดลง

วลี

leads to a decrease in: การบอกเหตุและการลดลง

ในประโยคนี้ which อ้างถึงข้อเท็จจริงก่อนหน้าทั้งหมด คือเอกภพได้ขยายตัวจนมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก leads to a decrease in temperature หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อุณหภูมิลดลง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ เหตุหรือเหตุการณ์ + lead to + a decrease in + สิ่งที่วัด ใน lead to คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing ไม่ใช่กริยารูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ lead to a decrease in ได้ถูกต้อง

  1. The new policy led to decrease waste.
  2. The new policy led to a decrease in waste.
  3. The new policy led a decrease in waste.
ดูคำตอบ

The new policy led to a decrease in waste.

The cycle of quarks being born and converted back to energy suddenly stops. ไวยากรณ์

2:42

วัฏจักรของการเกิดควาร์กและการเปลี่ยนกลับไปเป็นพลังงานหยุดลงอย่างกะทันหัน

ไวยากรณ์

being born and converted back to energy: รูป -ing แบบถูกกระทำที่ใช้ being ร่วมกัน

Being เริ่มโครงสร้าง -ing แบบถูกกระทำที่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับ quarks และใช้ร่วมกับ past participle สองคำที่เชื่อมกัน: being born and (being) converted back to energy โดยละ being ตัวที่สองเพราะ quarks ชุดเดียวกันเป็นผู้รับทั้งสองการกระทำ ส่วนทั้งหมดนี้อยู่หลัง of และอธิบายกระบวนการที่เกิดซ้ำภายใน cycle ไม่ใช่กริยาหลักของประโยค กริยาหลักคือ stops

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ being หนึ่งคำร่วมกับการกระทำแบบถูกกระทำสองอย่างได้ถูกต้อง

  1. The process of the metal being heated and shaping takes several hours.
  2. The process of the metal is being heated and shaped takes several hours.
  3. The process of the metal being heated and shaped takes several hours.
ดูคำตอบ

The process of the metal being heated and shaped takes several hours.

From now on, we work with what we have. วลี

2:46

จากนี้ไป เราจะทำงานกับสิ่งที่เรามีอยู่

วลี

work with what we have: ใช้สิ่งที่มีอยู่

ในประโยคนี้ work with หมายถึงใช้หรือจัดการกับสิ่งหนึ่งโดยถือเป็นวัสดุหรือเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ได้หมายถึงทำงานร่วมกับคนคนหนึ่ง What we have หมายถึงทรัพยากรหรือเงื่อนไขที่มีอยู่ในตอนนี้ วลีทั้งหมดสื่อถึงการยอมรับข้อจำกัดและหันไปสนใจว่ายังทำอะไรต่อได้บ้าง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'We cannot get more paint, so let's work with what we have,' วลี work with what we have หมายความว่าอย่างไร

  1. หยุดจนกว่าจะมีวัสดุที่ดีกว่ามาถึง
  2. ใช้วัสดุที่มีอยู่และทำต่อ
  3. ทำงานร่วมกับคนที่อยู่ที่นี่แล้ว
ดูคำตอบ

ใช้วัสดุที่มีอยู่และทำต่อ

Quarks begin forming new particles,

2:49

ควาร์กเริ่มก่อตัวเป็นอนุภาคใหม่

hadrons, like protons and neutrons.

2:51

ฮาดรอน เช่น โปรตอนและนิวตรอน

There are many, many combinations of quarks that can form all sorts of hadrons, วลี

2:54

มีการรวมตัวกันของควาร์กมากมายหลายรูปแบบที่สามารถสร้างฮาดรอนได้ทุกชนิด

วลี

all sorts of: หลายชนิดที่แตกต่างกัน

All sorts of หมายถึงหลายชนิดที่แตกต่างกัน วลีนี้เน้นความหลากหลาย โดยปกติ all ในที่นี้ทำหน้าที่เน้นความหมาย ไม่ได้ยืนยันตามตัวอักษรว่ารวมทุกชนิดที่เป็นไปได้โดยไม่มีข้อยกเว้น ในประโยคนี้วลีดังกล่าวอธิบายแฮดรอนหลากหลายชนิดที่การรวมตัวของควาร์กสามารถสร้างขึ้นได้ โครงสร้างคือ all sorts of + คำนาม ใช้หน้าคำนามนับได้พหูพจน์ได้ เช่น all sorts of questions และใช้หน้าคำนามมวลสารหรือคำนามนามธรรมได้ เช่น all sorts of music หรือ trouble

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เติมประโยคให้มีความหมายว่า “หลายชนิดที่แตกต่างกัน”: The club offers ___ activities, from chess to hiking.

  1. all sorts of
  2. sort of
  3. a sort of
ดูคำตอบ

all sorts of

but only very few are reasonably stable for any length of time. วลี

2:58

แต่มีเพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้นที่เสถียรพอที่จะคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

วลี

for any length of time: เน้นว่าระยะเวลาที่คงอยู่มีจำกัด

ในประโยคนี้ for any length of time หมายถึง “เป็นระยะเวลาหนึ่งที่ยาวพอจะมีนัยสำคัญหรือต่อเนื่อง” เมื่อใช้ร่วมกับ only very few และ stable จึงสื่อว่ามีเพียงน้อยมากที่ยังคงเสถียรพอสมควรหลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านไป ในบริบทเชิงปฏิเสธหรือจำกัดอย่างมาก any จะเน้นเกณฑ์ขั้นต่ำว่า แม้แต่การรักษาสภาวะนั้นไว้สักระยะก็ยังยาก ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเลือกความยาวของเวลาได้อย่างอิสระ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นว่าสัญญาณไม่สามารถคงความเสถียรได้แม้เป็นระยะเวลาที่มีนัยสำคัญ: The connection is too weak to stay stable ____.

ดูคำตอบ

for any length of time

Please take a moment to appreciate that by now, น้ำเสียง/เจตนา

3:03

โปรดใช้เวลาสักครู่เพื่อให้ตระหนักว่าจนถึงตอนนี้

only 1 second has passed since the beginning of everything. ไวยากรณ์

3:05

เพิ่งผ่านไปเพียง 1 วินาทีเท่านั้นนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

น้ำเสียง/เจตนา

take a moment to appreciate that: ชี้นำความสนใจไปยังความสำคัญของข้อเท็จจริง

Please take a moment to appreciate that เป็นกรอบภาษาสุภาพที่ใช้ชี้นำความสนใจ โดยขอให้ผู้ฟังหยุดคิดชั่วครู่และเข้าใจอย่างเต็มที่ว่าทำไมข้อเท็จจริงในอนุประโยคที่ตามหลัง that จึงสำคัญหรือน่าประหลาดใจ ในที่นี้ appreciate หมายถึงเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของบางสิ่ง ไม่ได้หมายถึงขอบคุณใคร Please ช่วยลดความแข็งของคำสั่ง ส่วน that นำเข้าสู่ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ต้องการให้ผู้ฟังพิจารณา

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังหยุดสักครู่และตระหนักถึงความสำคัญของข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจ ประโยคใดทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด

  1. Please take a moment to appreciate that this bridge was built without modern machines.
  2. Please take a moment to thank the engineers who built this bridge.
  3. Please check whether this bridge was built with modern machines.
ดูคำตอบ

Please take a moment to appreciate that this bridge was built without modern machines.

ไวยากรณ์

has passed since: การวัดเวลาจากจุดเริ่มต้น

ใน only 1 second has passed since the beginning of everything วลี has passed แสดงว่า 1 วินาทีได้ผ่านไปแล้วจนถึงจุดปัจจุบันของเส้นเวลา ประธาน 1 second เป็นเอกพจน์ จึงใช้ has ตามด้วยกริยาช่อง past participle คือ passed Since ใช้นำหน้าจุดเริ่มต้น ซึ่งในที่นี้คือ the beginning of everything ไม่ได้นำหน้าระยะเวลา โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ จำนวนเวลา + has/have passed + since + จุดเริ่มต้น

แบบฝึกหัด

ใช้ has, pass และ since เติมประโยคให้สมบูรณ์: One minute ____ the timer started.

ดูคำตอบ

has passed since

The universe, which has grown to 100 billion kilometers, ไวยากรณ์

3:11

เอกภพซึ่งเติบโตจนมีขนาด 1 แสนล้านกิโลเมตร

is now cold enough to allow most of the neutrons to decay โน้ต

3:14

ในตอนนี้เย็นพอที่จะทำให้นิวตรอนส่วนใหญ่สลายตัว

into protons and form the first atom, hydrogen.

3:17

เป็นโปรตอนและก่อตัวเป็นอะตอมแรก นั่นคือ ไฮโดรเจน

ไวยากรณ์

which has grown to 100 billion kilometers: อนุประโยคสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความ

อนุประโยค which has grown to 100 billion kilometers ที่คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาคทั้งสองด้าน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The universe คำนามนี้ชี้ถึงสิ่งที่ระบุชัดเจนเพียงสิ่งเดียวอยู่แล้ว อนุประโยคจึงไม่ได้ใช้แยกว่าเป็นเอกภพใด เมื่อตัดอนุประโยคนี้ออก ข้อความหลัก The universe is now cold enough ก็ยังสมบูรณ์อยู่ นี่คืออนุประโยคสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความ ซึ่งช่วยแทรกข้อมูลพื้นหลังในงานเขียนเชิงอธิบายโดยยังรักษาประเด็นหลักให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความเพื่อเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับคำนามที่ระบุไว้แล้ว

  1. The library, which opened in 1920, is being renovated.
  2. The library that opened in 1920 is being renovated.
  3. The library opened in 1920 and is being renovated.
ดูคำตอบ

The library, which opened in 1920, is being renovated.

ไวยากรณ์

adjective + enough + to-infinitive ใน cold enough to allow

cold enough to allow ใช้โครงสร้าง adjective + enough + to-infinitive โดย cold บอกเงื่อนไข enough บอกว่าอุณหภูมิถึงระดับที่จำเป็นแล้ว และ to allow นำไปสู่ผลที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อใช้กับคำคุณศัพท์ enough จะวางหลังคำคุณศัพท์ คือ cold enough ไม่ใช่ enough cold ในที่นี้ allow มีกรรมของตัวเองคือ most of the neutrons แล้วตามด้วย to decay จึงเป็นโครงสร้าง allow + กรรม + to-infinitive

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ adjective + enough + to-infinitive ได้ถูกต้อง

  1. The soup is cool enough to serve now.
  2. The soup cool enough serving now.
  3. The soup is enough cool to serve now.
ดูคำตอบ

The soup is cool enough to serve now.

การใช้คำ

การใช้ decay into + ผลิตผล ทางวิทยาศาสตร์ใน decay into protons

ในบริบททางฟิสิกส์นี้ decay into protons หมายถึงนิวตรอนที่ไม่เสถียรเกิดการสลายตัวของอนุภาคและให้โปรตอน ที่นี่ decay อธิบายกระบวนการทางเทคนิค ไม่ใช่การเน่าเปื่อยทั่วไป โครงสร้างคือ decay into + อนุภาคที่เกิดขึ้น ประธานของ decay บอกสิ่งที่ผ่านกระบวนการ ส่วนคำนามหลัง into บอกผลิตผลหนึ่งอย่าง ในประโยคนี้ most of the neutrons เป็นกรรมของ allow และเป็นประธานโดยความหมายของ decay ส่วน protons บอกผลที่เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ระบุผลิตผลจากการสลายตัวของอนุภาคได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The unstable particle decays two photons.
  2. The unstable particle decays from two photons.
  3. The unstable particle decays into two photons.
ดูคำตอบ

The unstable particle decays into two photons.

Imagine the universe at this point as an extremely hot soup, ลำดับความ

3:22

ลองจินตนาการว่าเอกภพ ณ จุดนี้เป็นเหมือนซุปที่ร้อนจัดมากๆ

10 billion degrees Celsius,

3:25

ที่อุณหภูมิ 1 หมื่นล้านองศาเซลเซียส

filled with countless particles and energy.

3:28

เต็มไปด้วยอนุภาคและพลังงานนับไม่ถ้วน

ลำดับความ

Imagine A as B: การสร้างแบบจำลองในความคิด

Imagine A as B เป็นโครงสร้างที่ขอให้ผู้ฟังนึกภาพ A ผ่านแบบจำลอง B ในที่นี้เอกภพยุคแรกไม่ได้เป็นซุปจริง ๆ แต่ซุปช่วยสร้างภาพง่าย ๆ ของสิ่งที่ร้อนจัดและมีอนุภาคจำนวนมากผสมกันอยู่ โครงสร้างนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วย โดยให้ภาพที่คุ้นเคยก่อน แล้วจึงเติมรายละเอียดเรื่องอุณหภูมิ อนุภาค และพลังงาน คุณสามารถนำโครงสร้างนี้ไปใช้เพื่อช่วยให้แนวคิดนามธรรมมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมอุปมาให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง Imagine A as B: Imagine the network ____ a system of roads carrying messages.

ดูคำตอบ

as

Over the next few minutes,

3:31

ในช่วงไม่กี่นาทีต่อมา

things cooled and settled down very fast. กริยาวลี

3:32

สรรพสิ่งเย็นตัวลงและเข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็วมาก

กริยาวลี

settled down: เข้าสู่สภาวะที่คงที่

ในที่นี้ settled down หมายถึง “มีกิจกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงลดลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น” เนื่องจากใช้คู่กับ cooled และประธานคือ things ในเอกภพยุคแรก จึงบรรยายสภาวะทางกายภาพที่เริ่มคงที่ ไม่ได้หมายถึงคนที่นั่งเงียบ ๆ หรือเริ่มสร้างครอบครัว ความหมายของ settle down เปลี่ยนไปตามบริบท แนวคิดร่วมคือการเปลี่ยนจากความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลง หรือความวุ่นวาย ไปสู่สภาวะที่สงบหรือคงที่มากขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After several wild swings, the market settled down,” คำว่า settled down หมายความว่าอะไร?

  1. มีกิจกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงลดลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น
  2. ย้ายไปอยู่บ้านถาวร
  3. นั่งลงในตำแหน่งที่ต่ำกว่า
  4. ร้อนขึ้นและเร็วขึ้น
ดูคำตอบ

มีกิจกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงลดลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น

Atoms formed out of hadrons and electrons,

3:36

อะตอมก่อตัวขึ้นจากฮาดรอนและอิเล็กตรอน

making for a stable and electrically neutral environment. กริยาวลี

3:38

ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เสถียรและเป็นกลางทางไฟฟ้า

กริยาวลี

making for: เชื่อมเหตุการณ์เข้ากับผลลัพธ์

ในที่นี้ making for หมายถึง “ก่อให้เกิด” หรือ “ช่วยทำให้เกิด” ผลลัพธ์ที่ตามมา a stable and electrically neutral environment คือผลลัพธ์ ไม่ใช่สิ่งของที่ทำขึ้นเพื่อใครคนหนึ่ง วลี -ing หลังเครื่องหมายจุลภาคย้อนกลับไปกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด นั่นคืออะตอมก่อตัวขึ้นจากแฮดรอนและอิเล็กตรอน โครงสร้างนี้ใช้เพิ่มผลที่เกิดจากเหตุการณ์ก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ make for ในความหมายว่า “ก่อให้เกิดหรือช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์”

  1. The clear map prevented delays, making for a smoother trip.
  2. We left early to make for the station.
  3. Leah made a snack for her brother.
ดูคำตอบ

The clear map prevented delays, making for a smoother trip.

Some call this period the Dark Age วัฒนธรรม

3:42

บางคนเรียกช่วงเวลานี้ว่า ยุคมืด

because there were no stars and the hydrogen gas didn't allow visible light to move around.

3:44

เพราะไม่มีดวงดาว และก๊าซไฮโดรเจนก็ไม่ยอมให้แสงที่มองเห็นได้เดินทางไปมา

วัฒนธรรม

the Dark Age ในจักรวาลวิทยา

ในประโยคนี้ the Dark Age เป็นชื่อของช่วงต้นในประวัติศาสตร์จักรวาลก่อนที่จะมีดาวฤกษ์ เมื่อไม่มีดาวฤกษ์และก๊าซไฮโดรเจนขัดขวางไม่ให้แสงที่มองเห็นเดินทางได้อย่างอิสระ จักรวาลจึงมืดตามความหมายที่อธิบายในอนุประโยค because คำนี้ไม่ได้หมายถึงประวัติศาสตร์ยุโรปในที่นี้ คำอย่าง stars, hydrogen gas และ visible light เป็นเบาะแสที่ชี้ไปยังความหมายทางจักรวาลวิทยา

แบบฝึกหัด

ในสารคดีวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาลยุคแรก the Dark Age น่าจะหมายถึงอะไร

  1. ช่วงก่อนมีดาวฤกษ์ดวงแรก เมื่อแสงที่มองเห็นไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ
  2. ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง
  3. คืนใดก็ตามที่ไม่มีแสงไฟฟ้า
ดูคำตอบ

ช่วงก่อนมีดาวฤกษ์ดวงแรก เมื่อแสงที่มองเห็นไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ

But what's the meaning of visible light anyway, น้ำเสียง/เจตนา

3:49

แต่แสงที่มองเห็นได้จะมีความหมายอะไรล่ะ

when there's nothing alive yet that could have eyes?

3:51

ในเมื่อยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีดวงตา?

น้ำเสียง/เจตนา

anyway ท้ายคำถามในฐานะคำบอกความสงสัย

ในคำถามเชิงวาทศิลป์นี้ anyway มีความหมายใกล้กับ “ลองคิดดูให้ดี” หรือ “พูดกันถึงแก่นแล้ว” คำนี้พาผู้ฟังกลับไปยังประเด็นพื้นฐานและเพิ่มน้ำเสียงสงสัยว่า ถ้ายังไม่มีสิ่งใดมองเห็นได้ การเรียกแสงนั้นว่า “มองเห็นได้” ก็น่าตั้งคำถาม ตรงนี้ anyway เป็นคำเชื่อมทางวาทกรรม ไม่ได้หมายตรงตัวว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” คำถามที่ลงท้ายด้วย anyway มักใช้ตั้งคำถามต่อสมมติฐาน หรือถามว่าตั้งแต่แรกแล้วเรื่องนั้นสำคัญอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Why are we still discussing this plan anyway?" คำว่า anyway น่าจะสื่ออะไร

  1. ผู้พูดกำลังตั้งคำถามว่าการอภิปรายนี้มีประโยชน์หรือไม่
  2. ผู้พูดจะทำตามแผนต่อแม้มีปัญหา
  3. ผู้พูดกำลังเปิดหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังตั้งคำถามว่าการอภิปรายนี้มีประโยชน์หรือไม่

When the hydrogen gas clumped together after millions of years กริยาวลี

3:55

เมื่อก๊าซไฮโดรเจนจับตัวกันเป็นก้อนหลังจากผ่านไปหลายล้านปี

and gravity put it under great pressure, วลี

3:58

และแรงโน้มถ่วงทำให้มันอยู่ภายใต้แรงดันมหาศาล

stars and galaxies began to form.

4:00

ดวงดาวและกาแล็กซีต่างๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้น

กริยาวลี

clumped together: รวมเป็นกลุ่มที่ไม่เป็นระเบียบ

Clumped together หมายถึงส่วนเล็ก ๆ จำนวนมากรวมกันเป็นก้อนหรือกลุ่มที่หนาแน่นและไม่เป็นระเบียบ ในประโยคนี้ ก๊าซไฮโดรเจนไปรวมตัวหนาแน่นในบางบริเวณ แทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ วลีกริยา clump together เน้นรูปร่างหรือความหนาแน่นของการรวมตัว จึงให้ความหมายที่ชัดและเห็นภาพมากกว่าการบอกเพียงว่าสิ่งต่าง ๆ came together

แบบฝึกหัด

วลีใดบรรยายเศษดินเปียกชิ้นเล็ก ๆ ที่ติดกันจนเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอได้ดีที่สุด

  1. drifted apart
  2. clumped together
  3. lined up
ดูคำตอบ

clumped together

วลี

ทำให้มันอยู่ภายใต้ความดันมหาศาล

ในประโยคนี้ put it under great pressure หมายถึงแรงโน้มถ่วงทำให้ก๊าซไฮโดรเจนได้รับความดันทางกายภาพอย่างมาก คำสรรพนาม it หมายถึงก๊าซ และ gravity คือสาเหตุของความดันนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ put + object + under pressure โดยใช้ได้ทั้งกับความดันทางกายภาพที่กระทำต่อสสาร และความกดดันเชิงเปรียบเทียบจากกำหนดส่ง ข้อเรียกร้อง หรือการแข่งขัน

แบบฝึกหัด

เติมกริยารูปอดีตเพื่อสร้างรูปแบบที่หมายถึง “ทำให้ทีมรู้สึกกดดัน”: The sudden deadline ____ the whole team under pressure.

ดูคำตอบ

put

Their radiation dissolved the stable hydrogen gas into a plasma

4:03

การแผ่รังสีของพวกมันละลายก๊าซไฮโดรเจนที่เสถียรให้กลายเป็นพลาสมา

that still permeates the universe today

4:06

ซึ่งยังคงแทรกซึมอยู่ในเอกภพจนถึงทุกวันนี้

and allows visible light to pass.

4:09

และยอมให้แสงที่มองเห็นได้ส่องผ่านไปได้

Finally, ลำดับความ

4:12

ในที่สุด

there was light.

4:13

ก็มีความสว่าง

ลำดับความ

ในที่สุด ก็มีแสงสว่าง

Finally ชี้ถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนการอันยาวนานที่เล่ามาก่อนหน้านี้ การวางไว้ต้นประโยคเน้นว่าผลลัพธ์ใช้เวลานานกว่าจะมาถึง แต่ตอนนี้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว There was light เป็นอนุประโยคแสดงการมีอยู่ โดยนำเสนอ light เป็นสิ่งที่ตอนนี้มีอยู่หรือปรากฏขึ้น ไม่ได้ใช้ there เป็นคำบอกสถานที่ อนุประโยคที่สั้นมากนี้ตัดรายละเอียดเพิ่มเติมออก และทำให้ผลลัพธ์มีพลังเหมือนจุดสูงสุดของเรื่อง

แบบฝึกหัด

ทีมกู้ภัยได้ยินแต่เสียงซ่าอยู่นานหลายชั่วโมง ประโยคจบข้อใดนำเสนอสัญญาณเป็นจุดสูงสุดที่รอคอยมานานได้ชัดเจนที่สุด

  1. The clear signal came from the north.
  2. Finally, there was a clear signal.
  3. There was a clear signal at noon.
ดูคำตอบ

Finally, there was a clear signal.

Okay,

4:15

เอาล่ะ

but what about the part we didn't talk about? น้ำเสียง/เจตนา

4:16

แล้วส่วนที่เราไม่ได้พูดถึงล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What about ...?: กลับไปยังหัวข้อที่ยังไม่คลี่คลาย

ในคำถามนี้ what about ใช้ยกหัวข้อที่ยังไม่ได้จัดการขึ้นมา นั่นคือส่วนที่ถูกละไว้ ผู้พูดต้องการคำอธิบายของส่วนที่ขาดไป ไม่ได้กำลังเสนอให้ทำกิจกรรมบางอย่าง ใช้ What about + คำนามหรือกลุ่มคำนาม? เพื่อดึงความสนใจกลับไปยังคน สิ่งของ ปัญหา หรือผลลัพธ์ที่อาจถูกมองข้าม น้ำเสียงอาจทำให้ประโยคนี้เป็นเพียงการเตือนอย่างเป็นกลางหรือเป็นการทักท้วงก็ได้

แบบฝึกหัด

ใน “But what about the cost we haven't discussed?” ผู้พูดกำลังทำอะไร?

  1. ยกปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขขึ้นมา
  2. เสนอให้ทุกคนซื้อบางอย่าง
  3. ถามว่าการสนทนาเกิดขึ้นที่ไหน
ดูคำตอบ

ยกปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขขึ้นมา

What happened right at the beginning? การใช้คำ

4:18

เกิดอะไรขึ้นในช่วงเริ่มต้นจริงๆ?

การใช้คำ

right at the beginning: เน้นช่วงเวลาเริ่มต้นที่แน่นอน

ในที่นี้ right เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้เน้นความหมาย Right at the beginning หมายถึง “ตรงตอนเริ่มต้นพอดี” โดยชี้ไปที่ช่วงเวลาแรกสุดอย่างแม่นยำ ไม่ใช่เพียงช่วงต้นโดยทั่วไป รูปแบบเดียวกันพบได้ในวลีบอกเวลาและสถานที่ เช่น right now, right here, right after lunch และ right at the door ในที่นี้ right ไม่ได้แปลว่า “ถูกต้อง” หรือ “ทิศตรงข้ามกับซ้าย”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อชัดเจนที่สุดว่าสัญญาณเตือนดังขึ้นตรงกับเวลาที่การแสดงเริ่มพอดี?

  1. The alarm rang before the show.
  2. The alarm rang right at the beginning of the show.
  3. The alarm rang near the beginning of the show.
ดูคำตอบ

The alarm rang right at the beginning of the show.

This part can be defined as the Big Bang. วลี

4:21

ส่วนนี้สามารถนิยามได้ว่าเป็น บิกแบง

วลี

can be defined as: การให้คำนิยามที่แม่นยำ

can be defined as ใช้เสนอคำนิยามที่ชัดเจนว่าเป็นวิธีหนึ่งที่สมเหตุสมผลในการกำหนดความหมายหรือขอบเขตของประธาน ในประโยคนี้ as เชื่อม this part เข้ากับชื่อ the Big Bang ไม่ได้ใช้เพื่อเปรียบเทียบ โครงสร้างกรรมวาจกคือ ประธาน + can be defined as + คำนิยามหรือชื่อ คำว่า can เปิดพื้นที่ไว้เล็กน้อย หมายถึงผู้พูดเสนอว่านี่เป็นคำนิยามที่ใช้ได้ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นคำนิยามเดียวที่เป็นไปได้

แบบฝึกหัด

เติมคำนิยามด้วยวลีสี่คำที่แสดงว่านี่เป็นวิธีที่สมเหตุสมผลในการนิยามคำศัพท์: 'A triangle ____ a closed shape with three straight sides.'

ดูคำตอบ

can be defined as

We don't know at all what happened here.

4:24

เราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

At this point,

4:26

ณ จุดนี้

our tools break down. กริยาวลี

4:27

เครื่องมือของเราใช้งานไม่ได้

กริยาวลี

break down: หยุดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ในที่นี้ break down หมายถึงหยุดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือสูญเสียความสามารถในการอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ประธาน tools หมายถึงทฤษฎีและวิธีการทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่เครื่องมือที่จับต้องได้ การใช้แบบนี้เป็นกริยาอกรรม สิ่งที่ใช้การไม่ได้จะเป็นประธาน เช่น our tools break down ไม่มีสิ่งใดถูกแบ่งเป็นส่วนย่อยหรือถูกนำมาวิเคราะห์

แบบฝึกหัด

break down หมายถึงอะไรในประโยค 'Without reliable data, the model may break down'?

  1. อธิบายแบบจำลองโดยแบ่งเป็นส่วนที่ง่ายขึ้น
  2. ฟื้นตัวหลังจากปัญหาชั่วคราว
  3. ไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้
ดูคำตอบ

ไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้

Natural laws stop making sense. วลี

4:29

กฎธรรมชาติไม่สามารถอธิบายได้อีกต่อไป

วลี

make sense: มีเหตุผลหรือเข้าใจได้

ในที่นี้ making sense หมายถึงมีเหตุผลหรือเข้าใจได้ ประโยคบอกว่ากฎเหล่านี้ไม่สามารถให้คำอธิบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกันได้อีกต่อไป sense ไม่ได้หมายถึงประสาทสัมผัสของร่างกาย และ make ก็ไม่ได้หมายถึงสร้างตามตัวอักษร ในที่นี้ stop หมายถึงยุติ จึงตามด้วยรูป -ing คือ making: stop making sense หมายถึงเลิกสมเหตุสมผล รูปแบบนี้ใช้บอกได้ว่าคำอธิบาย แผน กฎ เรื่องราว หรือสถานการณ์มีเหตุผลหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ make sense เติมประโยคให้สมบูรณ์: Once the final step was removed, the instructions stopped ____.

ดูคำตอบ

making sense

Time itself becomes wibbly-wobbly. การใช้คำ

4:31

เวลาเองก็กลายเป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวและไร้รูปแบบ

การใช้คำ

wibbly-wobbly: ความไม่มั่นคงที่บรรยายอย่างขี้เล่น

Wibbly-wobbly เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการและขี้เล่น ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งไม่มั่นคง บิดเบี้ยว หรือยากจะมองว่าเป็นระเบียบ ในที่นี้คำดังกล่าวทำให้พฤติกรรมแปลก ๆ ของเวลาดูเห็นภาพชัดและไม่เป็นศัพท์เทคนิคมากเกินไป คำนี้อยู่หลัง becomes และขยาย time itself ไม่ใช่ศัพท์ฟิสิกส์ที่มีนิยามชัดเจนหรือผลการวัดที่แม่นยำ แต่สร้างภาพแบบขำขันว่าระเบียบปกติกำลังพังลง

แบบฝึกหัด

ใน “Time itself becomes wibbly-wobbly” คำว่า wibbly-wobbly สื่อความหมายใด?

  1. เวลาถูกวัดด้วยหน่วยวิทยาศาสตร์ใหม่ที่แม่นยำ
  2. เวลาเริ่มส่งเสียงโคลงเคลงจริง ๆ
  3. เวลาแสดงพฤติกรรมที่แปลกและไม่มั่นคง โดยบรรยายอย่างขี้เล่น
ดูคำตอบ

เวลาแสดงพฤติกรรมที่แปลกและไม่มั่นคง โดยบรรยายอย่างขี้เล่น

To understand what happened here,

4:34

เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่

we need a theory that unifies Einstein's relativity

4:35

เราต้องการทฤษฎีที่รวมทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

and quantum mechanics,

4:38

และกลศาสตร์ควอนตัมเข้าด้วยกัน

something countless scientists are working on right now.

4:40

ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้

But this leaves us with lots of unanswered questions. วลี

4:44

แต่นี่ก็ทิ้งให้เรามีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมาย

วลี

leave someone with something: ผลที่ยังคงเหลืออยู่

รูปแบบ leave someone with something หมายถึงสถานการณ์หนึ่งทำให้ใครบางคนยังต้องมีหรือเผชิญผลบางอย่างต่อไป ในประโยคนี้ this leaves us with lots of unanswered questions หมายความว่าสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ยังมีคำถามจำนวนมากที่ไม่มีคำตอบ ประธานคือสาเหตุ someone คือคนหรือกลุ่มที่ได้รับผล และ something คือผลที่ยังเหลืออยู่ โครงสร้างคือ สถานการณ์ + leaves + คน + with + ผลลัพธ์ ผลนั้นอาจเป็นคำถาม งาน ทางเลือก ความรู้สึก หรือความประทับใจก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบที่ใช้บอกผลลัพธ์จากบทเรียนนี้: The train cancellation ____ no way to get home.

ดูคำตอบ

left us with

Were there universes before our own?

4:47

เคยมีเอกภพอื่นๆ ก่อนหน้าเอกภพของเราหรือไม่?

Is this the first and only universe?

4:50

นี่คือเอกภพแรกและเอกภพเดียวใช่ไหม?

What started the Big Bang,

4:52

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของบิกแบง

or did it just occur naturally

4:54

หรือว่ามันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

based on laws we don't understand yet?

4:56

โดยอิงจากกฎเกณฑ์ที่เรายังไม่เข้าใจ?

We don't know,

4:59

เราไม่รู้

and maybe we never will. ไวยากรณ์

5:00

และบางทีเราอาจจะไม่มีวันรู้

ไวยากรณ์

we never will: will แทนวลีกริยาที่ถูกละ

ใน we never will คำว่า will แสดงความหมายเกี่ยวกับอนาคตและใช้แทนวลีกริยา know the answers ที่ถูกละไว้ ภาษาอังกฤษสามารถละวลีกริยาที่ซ้ำหลังคำกริยาช่วยได้ เมื่อบริบททำให้เข้าใจคำที่หายไปอย่างชัดเจน Maybe ทำให้ข้อความยังไม่แน่นอน ส่วน never หมายถึง “ไม่เกิดขึ้นในเวลาใดเลยในอนาคต” รูปเต็มที่เป็นธรรมชาติคือ maybe we will never know ส่วนรูปสั้นช่วยหลีกเลี่ยงการพูด know ซ้ำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาช่วยที่ใช้แทนวลีกริยาที่ซ้ำ: No one knows why the stars dimmed, and perhaps we never ____.

ดูคำตอบ

will

But what we do know is that the universe as we know it started here โน้ต

5:02

แต่เรารู้ว่าเอกภพที่เรารู้จักเริ่มต้นที่นี่

ไวยากรณ์

“What we do know is that”: การเน้นความแน่นอน

ใน what we do know คำว่า what นำอนุประโยคที่มีความหมายว่า “สิ่งที่เรารู้” อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานของ is และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that หลัง is จะบอกข้อสรุปที่เชื่อถือได้ ตรงนี้ do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น ไม่ได้หมายถึงการกระทำอีกอย่างหนึ่ง คำนี้เน้นว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่รู้อยู่จริง ๆ หลังจากยอมรับว่ายังมีความไม่แน่นอน โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดเปลี่ยนไปกล่าวข้อสรุปที่หนักแน่นโดยไม่สื่อว่ารู้ทุกอย่างแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้นย้ำที่แยกข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วออกจากความไม่แน่นอน: Although the cause is uncertain, ____ the safety system worked.

ดูคำตอบ

what we do know is that

วลี

“As we know it”: รูปแบบปัจจุบันที่คุ้นเคย

ตรงนี้ as we know it ขยาย the universe และหมายถึง “ในรูปแบบที่เรารู้จักหรือมีประสบการณ์อยู่ในปัจจุบัน” คำสรรพนาม it เป็นกรรมของ know และย้อนกลับไปหมายถึง the universe วลีนี้จำกัดข้อความให้หมายถึงรูปแบบที่คุ้นเคยหรือที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบันของสิ่งหนึ่ง มักวางหลังคำนามอย่าง life, the world, society หรือ a system เมื่อรูปแบบปัจจุบันนั้นอาจเริ่มต้น สิ้นสุด หรือเปลี่ยนแปลงได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ในรูปแบบปัจจุบันที่คุ้นเคย”: A permanent move online would change classroom learning ____.

ดูคำตอบ

as we know it

and gave birth to particles, สำนวน

5:07

และให้กำเนิดอนุภาค

galaxies, stars, the Earth, and you.

5:09

กาแล็กซี ดวงดาว โลก และตัวคุณ

สำนวน

ความหมายเชิงเปรียบเทียบของ gave birth to

gave birth to ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึง “สร้างขึ้น” หรือ “ทำให้เริ่มมีอยู่” ไม่ได้หมายความว่าจักรวาลคลอดลูกจริง ๆ ประธานคือแหล่งกำเนิด ส่วนคำนามหลัง to คือสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นหรือถูกสร้างขึ้น อุปมานี้ทำให้การพูดถึงต้นกำเนิดหรือสาเหตุดูชัดเจนและทรงพลังขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The invention gave birth to a new industry,” gave birth to หมายถึงอะไร?

  1. มันทำให้อุตสาหกรรมนั้นแยกออกจากสิ่งอื่น
  2. มันทำให้อุตสาหกรรมนั้นเกิดขึ้น
  3. มันค้นพบอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว
  4. มันคลอดทารกจริง ๆ
ดูคำตอบ

มันทำให้อุตสาหกรรมนั้นเกิดขึ้น

Since we ourselves are made of dead stars, โน้ต

5:14

เนื่องจากตัวเราเองก็ประกอบขึ้นจากเศษซากดวงดาวที่ตายแล้ว

we are not separate from the universe.

5:16

เราจึงไม่ได้แยกขาดจากเอกภพ

ไวยากรณ์

we ourselves ในฐานะประธานที่ได้รับการเน้น

ใน we ourselves คำว่า ourselves เป็นสรรพนามเน้นย้ำ หรือ intensive pronoun โดยย้อนกลับไปเน้น we และเพิ่มความหมายว่า “พวกเราโดยเฉพาะ” หรือ “แม้แต่พวกเรา” คำนี้ไม่ใช่กรรมของ are made ประโยคยังสมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์เมื่อพูดว่า we are made of dead stars แต่เมื่อเอา ourselves ออก การเน้นว่ามนุษย์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลจะลดลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ ourselves เพียงเพื่อเน้นประธาน เหมือนใน we ourselves?

  1. We blamed ourselves for the mistake.
  2. We ourselves designed the poster.
  3. We introduced ourselves to the new coach.
ดูคำตอบ

We ourselves designed the poster.

วลี

be made of: บอกว่าสิ่งหนึ่งประกอบด้วยอะไร

be made of + วัสดุหรือส่วนประกอบ ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งประกอบขึ้นจากอะไร โดยเฉพาะเมื่อยังมองออกหรือระบุวัสดุหรือชิ้นส่วนนั้นได้ ในประโยคนี้ are made of dead stars เป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์แบบย่อและเป็นเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงร่างกายมนุษย์มีธาตุที่ก่อตัวขึ้นในดาวฤกษ์รุ่นก่อนและกระจายออกมา ไม่ได้หมายความว่ามีชิ้นส่วนของดาวทั้งดวงอยู่ในตัวเราอย่างแท้จริง

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เหมาะที่สุดมาแทน BLANK: The necklace is BLANK silver, and the material is still clearly identifiable.

  1. made from
  2. made by
  3. made of
ดูคำตอบ

made of

We are part of it.

5:19

เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน

You could even say that we are the universe's way of experiencing itself. โน้ต

5:20

คุณอาจพูดได้ว่า เราคือวิธีที่เอกภพใช้ในการรับรู้ประสบการณ์ของตัวมันเอง

น้ำเสียง/เจตนา

You could even say that: เสนอคำกล่าวที่กล้าขึ้นอย่างระมัดระวัง

You could say that ใช้นำเสนอความคิดที่ตามมาว่าเป็นการตีความที่ควรพิจารณา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โต้แย้งไม่ได้ ในการใช้นี้ could ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต even แสดงว่าการตีความนั้นก้าวไปไกลกว่าประเด็นที่พูดไว้แล้วอีกหนึ่งขั้น เมื่อรวมกัน You could even say that ช่วยให้ผู้พูดเสนอความคิดต่อยอดที่กล้าขึ้น โดยยังเปิดพื้นที่ให้คนอื่นไม่เห็นด้วยได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอการตีความที่กล้าขึ้นได้ดีที่สุด โดยทำให้เป็นการก้าวต่อจากความคิดก่อนหน้าอย่างระมัดระวัง

  1. You could even say that the city is a living museum.
  2. People used to say that the city is a living museum.
  3. The city is definitely a living museum.
ดูคำตอบ

You could even say that the city is a living museum.

สำนวน

the universe's way of experiencing itself: อุปลักษณ์แบบทำให้จักรวาลมีลักษณะเหมือนมนุษย์

วลีนี้นำเสนอสิ่งมีชีวิตที่มีสติรับรู้ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จักรวาลใช้สัมผัสประสบการณ์ของตัวมันเอง เนื่องจากมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลและสามารถสังเกตจักรวาลได้ การรับรู้ของเราจึงถูกวาดภาพเสมือนว่าจักรวาลหันความสนใจกลับมาหาตัวเอง นี่คือการทำให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มีลักษณะเหมือนมนุษย์ โดยบรรยายจักรวาลราวกับว่ามีความสามารถในการสัมผัสประสบการณ์แบบมนุษย์ เป็นการตีความเชิงปรัชญาที่ต่อยอดจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ว่าเราประกอบขึ้นจากสสารของจักรวาล ไม่ใช่ข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ว่าจักรวาลเป็นบุคคลที่มีสติจริง ๆ

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ the universe's way of experiencing itself ในประโยคนี้มากที่สุด

  1. สิ่งมีชีวิตที่มีสติเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล จึงอาจวาดภาพประสบการณ์ของพวกมันว่าเป็นการที่จักรวาลสัมผัสประสบการณ์ของตัวเอง
  2. จักรวาลเป็นบุคคลแยกต่างหากจริง ๆ ซึ่งควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มีสติทุกชนิด
  3. มนุษย์จะสัมผัสประสบการณ์ของจักรวาลได้ต่อเมื่อคำถามทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดได้รับคำตอบแล้วเท่านั้น
ดูคำตอบ

สิ่งมีชีวิตที่มีสติเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล จึงอาจวาดภาพประสบการณ์ของพวกมันว่าเป็นการที่จักรวาลสัมผัสประสบการณ์ของตัวเอง

So, let's keep on experiencing it until there are no more questions to ask. โน้ต

5:26

ดังนั้น เรามาเรียนรู้มันต่อไปจนกว่าจะไม่มีคำถามอะไรให้ถามอีก

กริยาวลี

keep on experiencing: โครงสร้าง keep on + -ing

Keep on + รูป -ing หมายถึงทำสิ่งหนึ่งต่อไป ในที่นี้ keep on experiencing หมายถึงสัมผัสประสบการณ์ของจักรวาลต่อไปแทนที่จะหยุด ถ้อยคำนี้ยังสานต่อความคิดจากประโยคก่อนหน้า Let's รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟังไว้ด้วยกัน จึงเปลี่ยนแนวคิดนี้ให้เป็นคำชวนร่วมกันให้รักษาความอยากรู้อยากเห็นและสำรวจต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้ keep on + รูป -ing ของ try เติมประโยคให้สมบูรณ์: Even if the puzzle is hard, ____ until you solve it.

ดูคำตอบ

keep on trying

ไวยากรณ์

no more questions to ask: โครงสร้าง no more + คำนาม + to-infinitive

ใน no more questions to ask ส่วน no more questions หมายถึงไม่มีคำถามเหลืออยู่เลย ส่วน to ask วางหลัง questions เพื่อบอกว่าสามารถทำอะไรกับคำถามเหล่านั้นได้ นั่นคือมีคนถามคำถามเหล่านั้นได้ ในที่นี้ to ask ขยาย questions ไม่ได้บอกจุดประสงค์ของ keep on experiencing it โครงสร้าง no more + คำนาม + to-infinitive เป็นวิธีสั้น ๆ ในการบอกว่าไม่มีสิ่งชนิดนั้นเหลือสำหรับการกระทำที่ระบุ ในประโยคเต็ม วลีนี้แสดงจุดสิ้นสุดหลัง until จุดสิ้นสุดนี้ตั้งใจกล่าวไว้อย่างกว้างมาก คือให้สัมผัสประสบการณ์และตั้งคำถามต่อไปจนกว่าจะถามคำถามที่เป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง no more + คำนาม + to-infinitive ตามที่กำหนด เพื่อสื่อว่าไม่มีคำถามเหลือให้ถาม: After the final review, there were ____.

ดูคำตอบ

no more questions to ask