คุณกำลังใช้สมองร่วมกับคนแปลกหน้าที่เงียบขรึม: บทเรียนภาษาอังกฤษ

CGP Grey

ความยากในการเรียน
812 คำ 174 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: การทดลองสมองแยกซีกเผยให้เห็นสมองสองซีกที่แบ่งปันข้อมูลกันไม่ได้ และคำตอบที่ขัดแย้งกันนำไปสู่คำถามว่า คนหนึ่งคนอาจมีจิตใจสองส่วนหรือไม่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “split in twain.” — ความหมายคำศัพท์และระดับภาษา: twain เป็นคำโบราณเชิงวรรณกรรมที่แปลว่า “สอง” ให้เข้าใจน้ำเสียงขี้เล่น แต่ไม่ใช้เป็นคำกลางในบทสนทนาสมัยใหม่ 2. “make up” — กริยาวลี: สมองซีกที่พูดได้แต่งเหตุผลที่ฟังน่าเชื่อขึ้นมา ใช้วลีนี้กับเรื่อง คำอธิบาย หรือข้ออ้างที่กุขึ้น 3. “Who is you? You is two.” — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ความไม่สอดคล้องของประธานกับกริยาที่จงใจสร้างข้อสรุปเชิงปรัชญาเรื่องอัตลักษณ์ แต่รูปมาตรฐานยังคงเป็น “Who are you?”

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Your brain is two brains,

0:00

สมองของคุณคือสมองสองซีก

two hemispheres,

0:01

แบ่งเป็นสองซีก

each doing half the work of being you.

0:03

แต่ละซีกทำงานครึ่งหนึ่งของการเป็นคุณ

Half your vision goes to each and half your movement directed by each.

0:05

ครึ่งหนึ่งของการมองเห็นไปที่แต่ละซีก และครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวของคุณก็ถูกสั่งการโดยแต่ละซีก

Right controls left and left controls right.

0:09

ซีกขวาควบคุมซีกซ้าย และซีกซ้ายควบคุมซีกขวา

Your two brains coordinate through a wire of nerves,

0:11

สมองทั้งสองของคุณประสานงานกันผ่านเส้นประสาท

but this wire can be cut and was for a time used as an epilepsy treatment. วัฒนธรรม

0:14

แต่เส้นประสาทนี้สามารถตัดได้ และครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นการรักษาโรคลมบ้าหมู

วัฒนธรรม

was for a time used as an epilepsy treatment: เคยใช้เป็นวิธีรักษาโรคลมชักในช่วงเวลาหนึ่ง

วลีนี้วางวิธีรักษาไว้ในบริบทประวัติศาสตร์การแพทย์ หมายถึงว่า ในช่วงหนึ่งของอดีต การตัดการเชื่อมต่อของเส้นประสาทระหว่างสมองสองซีกเคยใช้เพื่อช่วยควบคุมอาการชักของผู้ที่เป็นโรคลมชัก ไม่ได้หมายถึงการตัดสมองซีกหนึ่งออก ในที่นี้ was used as หมายถึง “ถูกใช้เป็น” หรือ “ทำหน้าที่เป็น” ส่วน for a time หมายถึงช่วงเวลาหนึ่งในอดีตที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด และมักสื่อว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้ใช้ถาวรหรือไม่ได้เป็นมาตรฐานอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “เคยใช้เป็นวิธีรักษาโรคลมชักในช่วงหนึ่งของอดีต”: In the historical account, the operation ____.

ดูคำตอบ

was for a time used as an epilepsy treatment

After the cut,

0:20

หลังจากการตัด

people seemed the same,

0:20

ผู้คนก็ดูเหมือนเดิม

though their brain was split in twain. การใช้คำ

0:22

แม้ว่าสมองของพวกเขาจะถูกแยกเป็นสองส่วนก็ตาม

การใช้คำ

split in twain: แบ่งออกเป็นสองส่วน

In twain หมายถึง “เป็นสองส่วน” หรือ “แบ่งครึ่ง” ดังนั้น split in twain จึงวาดภาพว่าสมองถูกแบ่งเป็นสองส่วนเพราะการเชื่อมต่อระหว่างสองซีกถูกตัดออก twain เป็นคำเก่าที่หมายถึง two ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์และไม่ใช่คำที่ต้องใช้คู่กับ split เสมอไป สำนวนนี้ตั้งใจให้ฟังดูล้าสมัย เนื่องจาก twain สัมผัสคล้องจองกับ brain ในบรรทัดนี้ จึงทำให้คำอธิบายวิทยาศาสตร์มีน้ำเสียงสนุกและคล้ายเรื่องเล่า

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้นี้: ในรายงานทางเทคนิคสมัยใหม่ 'The cable was split in twain' เป็นตัวเลือกที่เป็นกลางและเป็นมาตรฐาน

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

Except some post-split patients described that while selecting their morning outfit with right hand,

0:25

เว้นแต่ผู้ป่วยบางคนที่ได้รับการแยกสมองเล่าว่าขณะเลือกชุดตอนเช้าด้วยมือขวา

left might come along to disagree. กริยาวลี

0:30

มือซ้ายอาจเข้ามาขัดแย้ง

กริยาวลี

Come along: ปรากฏตัวและเข้ามามีส่วนร่วม

come along ในที่นี้หมายถึงการปรากฏตัวหรือเข้ามามีส่วนร่วมหลังจากเหตุการณ์เริ่มขึ้นแล้ว มือขวากำลังเลือกเสื้อผ้า จากนั้นมือซ้ายก็เข้ามาเกี่ยวข้อง วลีนี้ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด เมื่อใช้กับ to disagree ประโยคจะทำให้มือซ้ายดูเหมือนบุคคลอีกคนหนึ่งที่เข้ามาในสถานการณ์และคัดค้าน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ come along ในความหมายว่าปรากฏตัวหรือเข้าร่วมหลังจากกิจกรรมเริ่มขึ้นแล้ว

  1. The repairs are coming along well.
  2. Would you like to come along to the museum?
  3. We had begun cleaning when Leo came along and offered to help.
ดูคำตอบ

We had begun cleaning when Leo came along and offered to help.

Actually, left hand might quite often disagree,

0:32

อันที่จริง มือซ้ายมักจะขัดแย้งอยู่บ่อยครั้ง

which these split brain patients found frustrating.

0:35

ซึ่งทำให้ผู้ป่วยสมองแยกเหล่านี้รู้สึกหงุดหงิด

What's happening?

0:38

เกิดอะไรขึ้น?

To investigate,

0:39

ในการตรวจสอบ

remember right brain sees and controls one half

0:40

จำไว้ว่าสมองซีกขวามองเห็นและควบคุมร่างกายครึ่งหนึ่ง

while left brain controls and sees the other,

0:43

ในขณะที่สมองซีกซ้ายควบคุมและมองเห็นอีกครึ่งหนึ่ง

but only left brain can speak.

0:45

แต่มีเพียงสมองซีกซ้ายเท่านั้นที่สามารถพูดได้

Hello.

0:47

สวัสดี

Because that's where the speech center is located. ไวยากรณ์

0:48

เพราะนั่นคือตำแหน่งของศูนย์ควบคุมการพูด

ไวยากรณ์

That's where ... is located: บอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่ที่ไหน

That's เป็นรูปย่อของ that is โครงสร้าง That's where + ประธาน + กริยา ใช้บอกว่าสถานที่ที่กล่าวถึงหรือชี้ไว้ก่อนหน้านี้เป็นที่ตั้งของสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ that ย้อนกลับไปถึงสถานที่ที่พูดถึงก่อนหน้า และ where นำอนุประโยค the speech center is located คำหลัง where ใช้ลำดับแบบประโยคบอกเล่า คือประธานมาก่อนแล้วตามด้วยกริยา ประโยคนี้เป็นการอธิบายสถานที่ ไม่ใช่คำถามตรง Where is the speech center located?

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง that's where + ประธาน + be located: The medical supplies are kept in the locked cabinet; ____ the emergency kit ____.

ดูคำตอบ

that's where · is located

Right brain without this is mute.

0:51

สมองซีกขวาที่ไม่มีสิ่งนี้จึงเป็นใบ้

In normal brains,

0:53

ในสมองปกติ

this doesn't matter because each half communicates across the wire with the other.

0:54

นี่ไม่ใช่ปัญหาเพราะแต่ละซีกสื่อสารข้ามเส้นประสาทกับอีกซีกหนึ่ง

But split brains can't and thus you can show just the right brain a word, ไวยากรณ์

0:58

แต่สมองที่ถูกแยกไม่สามารถทำได้ ดังนั้นคุณสามารถแสดงคำๆ หนึ่งให้เฉพาะสมองซีกขวาเห็น

ไวยากรณ์

การละวลีกริยาใน “split brains can't”

ใน “split brains can't” คำว่า can't ใช้แทนวลีกริยาที่ยาวกว่า คือ “communicate across the wire with the other half” คำที่ละไว้เข้าใจได้จากอนุประโยคก่อนหน้า ดังนั้นประโยคนี้จึงสมบูรณ์ ไม่ได้ถูกตัดขาด หลังคำกริยาช่วยอย่าง can, can't, will หรือ have ภาษาอังกฤษสามารถละวลีกริยาที่ซ้ำได้เมื่อบริบททำให้รู้ชัดว่าหมายถึงการกระทำใด การละคำแบบนี้ทำให้การเปรียบต่างสั้นและเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาช่วยรูปย่อเพื่อให้การเปรียบต่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพูด “reach the top shelf” ซ้ำ: Ava can reach the top shelf, but Ben ____.

ดูคำตอบ

can't

ask the person,

1:03

ถามคนคนนั้น

"What did you see?"

1:04

"คุณเห็นอะไร?"

and you'll hear nothing.

1:05

และคุณจะไม่ได้ยินอะไรเลย

Because left speaking brain saw nothing.

1:06

เพราะสมองซีกซ้ายที่ใช้พูดไม่เห็นอะไรเลย

Meanwhile,

1:09

ในขณะเดียวกัน

right brain will use its hand to pick the object out of a pile กริยาวลี

1:09

สมองซีกขวาจะใช้มือของมันหยิบสิ่งของออกจากกอง

hidden from left brain.

1:13

ที่ซ่อนจากสมองซีกซ้าย

กริยาวลี

“pick the object out of a pile”: เลือกวัตถุจากกลุ่ม

ใน “pick the object out of a pile” โครงสร้าง pick ... out of ... หมายถึงการระบุหรือเลือกสิ่งหนึ่งจากกลุ่มที่ใหญ่กว่า “The object” คือสิ่งที่ถูกเลือก และ “a pile” คือแหล่งหรือกลุ่มที่เลือกสิ่งนั้นออกมา โครงสร้างนี้เน้นการเลือกสิ่งที่ถูกต้องจากหลายตัวเลือก ไม่ใช่เพียงดึงบางอย่างออกมาข้างนอก การเลือกอาจอาศัยการมอง การสัมผัส หรือเบาะแสอื่นก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมสองส่วนที่หายไปของ pick ... out of ... ให้ประโยคสมบูรณ์: For the poster, Maya ____ the brightest picture ____ the stack.

ดูคำตอบ

picked · out of

This is deeply creepy.

1:14

นี่เป็นเรื่องที่น่าขนลุกมาก

Ask,

1:16

หากถามว่า

"Why are you holding the object and speaking?"

1:17

"ทำไมคุณถึงถือของชิ้นนี้และกำลังพูดอยู่?"

left brain will make up a plausible sounding but totally wrong reason. กริยาวลี

1:19

สมองซีกซ้ายจะแต่งเหตุผลที่ฟังดูมีเหตุผลแต่ผิดอย่างสิ้นเชิง

กริยาวลี

make up a reason: แต่งคำอธิบายขึ้นมา

ในที่นี้ make up หมายถึง “แต่งขึ้น” หรือ “สร้างสิ่งที่ไม่เป็นความจริง” กรรมของวลีนี้คือเหตุผลที่ฟังดูน่าเชื่อถือแต่ผิด จึงสื่อถึงการคิดคำอธิบายขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง การใช้แบบนี้มักพบกับกรรมอย่าง story, reason, excuse หรือ detail ตัววลีเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นแต่งขึ้นเพื่อความสนุก เกิดจากความเข้าใจผิด หรือตั้งใจหลอกลวง ต้องดูบริบทที่กว้างขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb สองคำที่หมายถึง “แต่งขึ้น”: She had no explanation, so she ____ an excuse.

ดูคำตอบ

made up

I always wanted to learn how to solve one of these.

1:23

ฉันอยากเรียนรู้วิธีแก้ของเล่นพวกนี้มาตลอด

Left brain isn't lying.

1:25

สมองซีกซ้ายไม่ได้โกหก

It's just doing what brains do,

1:26

มันแค่ทำในสิ่งที่สมองทำ

creating a story that explains its past actions to its current self, ไวยากรณ์

1:28

สร้างเรื่องราวที่อธิบายการกระทำในอดีตให้กับตัวเองในปัจจุบัน

ไวยากรณ์

creating a story ...: อนุประโยค -ing ที่ให้ข้อมูลเสริม

เครื่องหมายจุลภาคนำเข้าสู่อนุประโยค -ing ที่ให้ข้อมูลเสริม คือ creating a story that explains its past actions to its current self อนุประโยคนี้ระบุการกระทำ ทำให้ข้อความทั่วไป doing what brains do มีความเฉพาะเจาะจงขึ้น ประธานที่ละไว้ของ creating ยังคงเป็น Left brain ไม่ใช่ประธานใหม่ ภายในอนุประโยคนี้ that explains its past actions to its current self เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย story โครงสร้างซ้อนกันนี้เริ่มจากข้อความทั่วไป ไปยังการกระทำที่เฉพาะเจาะจง แล้วจึงระบุว่าเป็นเรื่องราวแบบใด รูป -ing ในที่นี้เพิ่มคำอธิบาย ไม่ได้หมายความด้วยตัวเองว่าการกระทำจำกัดอยู่เฉพาะขณะพูด

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ creating a story that explains its past actions to its current self ทำหน้าที่อะไร

  1. ให้รายละเอียดชัดเจนขึ้นว่าสมองซีกซ้ายกำลังทำอะไร
  2. แสดงว่าการกระทำนี้เกิดได้เฉพาะขณะพูดเท่านั้น
  3. นำเสนอประธานอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นผู้สร้างเรื่องราว
ดูคำตอบ

ให้รายละเอียดชัดเจนขึ้นว่าสมองซีกซ้ายกำลังทำอะไร

a behavior which does rather cast doubt onto the notion of free will, วลี

1:32

พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดความสงสัยต่อแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรี

วลี

cast doubt onto ... กับรูปมาตรฐาน cast doubt on

วลี cast doubt on something หมายถึงทำให้บางสิ่งดูไม่แน่นอน ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเชื่อมากขึ้น เป็นการตั้งข้อสงสัยต่อคำกล่าวหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคำกล่าวนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าผิด ตัวอย่างใช้ onto แต่คำที่ใช้คู่กันเป็นมาตรฐานคือ cast doubt on ในที่นี้ พฤติกรรมดังกล่าวทำให้แนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีดูน่าสงสัย โดยไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนั้นอย่างสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

เติมบุพบทมาตรฐานลงในประโยค: The new evidence casts doubt ____ his claim.

ดูคำตอบ

on

but that's a story for another time. วลี

1:36

แต่นั่นเป็นเรื่องของวันหลัง

วลี

that's a story for another time: เรื่องนั้นไว้พูดคราวหน้า

That's a story for another time หมายถึง “หัวข้อนี้ควรค่าแก่การอธิบาย แต่ไม่ใช่ตอนนี้” คำว่า story อาจหมายถึงหัวข้อหรือเรื่องราวทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่งเท่านั้น วลีนี้ใช้จบช่วงที่ออกนอกประเด็น โดยผู้พูดยอมรับหัวข้อย่อย เลื่อนไปพูดภายหลัง แล้วดึงความสนใจกลับมาที่หัวข้อหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเลื่อนหัวข้อย่อยที่น่าสนใจไปพูดภายหลังได้เป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ปัดว่าหัวข้อนั้นไม่เกี่ยวข้อง

  1. That's beside the point.
  2. That's another story.
  3. That's a story for another time.
ดูคำตอบ

That's a story for another time.

Creating reasons for why it does things is just something left brains do.

1:38

การสร้างเหตุผลสำหรับสิ่งที่ทำเป็นเพียงสิ่งที่สมองซีกซ้ายทำ

It happens in normal healthy humans all the time,

1:42

มันเกิดขึ้นตลอดเวลาในมนุษย์ที่ปกติและมีสุขภาพดี

and if you think about it closely, ลำดับความ

1:44

และถ้าคุณคิดให้ดี

you know you've done this.

1:46

คุณรู้ว่าคุณเคยทำแบบนี้

ลำดับความ

if you think about it closely: การชวนให้ทบทวน

ในที่นี้ if you think about it closely ไม่ใช่เงื่อนไขจริงที่ใช้ตัดสินว่าข้อความถัดไปเป็นจริงหรือไม่ แต่เป็นการชวนผู้ฟังให้หยุดคิดและสำรวจประสบการณ์ของตนเอง อนุประโยคเปิดนี้จัดลำดับเหตุผลโดยพาจากแนวคิดทั่วไปไปสู่หลักฐานส่วนตัว เมื่อคิดแล้ว ผู้ฟังควรตระหนักว่าตนเองก็เคยทำเช่นกัน โครงสร้างนี้ใช้เกริ่นข้อสรุปที่ผู้พูดอยากให้ผู้ฟังค้นพบด้วยตนเองได้

แบบฝึกหัด

if you think about it closely ในตัวอย่างทำหน้าที่หลักอย่างไรในการเรียบเรียงความคิด?

  1. ระบุเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงก่อนที่ข้ออ้างจะเป็นจริงได้
  2. เปลี่ยนหัวข้อจากประสบการณ์ส่วนตัวไปเป็นการทดลอง
  3. ชวนผู้ฟังสำรวจประสบการณ์ส่วนตัวก่อนยอมรับข้ออ้าง
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังสำรวจประสบการณ์ส่วนตัวก่อนยอมรับข้ออ้าง

Back to experiments. ลำดับความ

1:47

กลับไปที่การทดลอง

ลำดับความ

Back to experiments: การกลับเข้าสู่หัวข้อหลัก

Back to experiments เป็นคำเปลี่ยนเรื่องแบบย่อในภาษาพูด ความหมายเต็มคือ Let's go back to the topic of experiments แต่ละประธานและกริยาไว้เพราะทิศทางของเรื่องชัดเจนอยู่แล้ว วลีนี้ปิดความคิดเห็นนอกประเด็นและส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังกลับเข้าสู่เนื้อหาหลัก ในรูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ Back to + หัวข้อ คำว่า back หมายถึงการย้อนกลับไปยังเรื่องเดิมในการสนทนา ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางร่างกาย

แบบฝึกหัด

คุณพูดนอกประเด็นจบแล้วและต้องการกลับมาคุยเรื่องงบประมาณ จงเติมคำเปลี่ยนเรื่องสั้น ๆ นี้ให้สมบูรณ์: ____ the budget.

ดูคำตอบ

Back to

Give right brain an object,

1:48

มอบสิ่งของให้สมองซีกขวา

ask the person,

1:50

ถามคนคนนั้น

"What's in your hand?"

1:51

"ในมือคุณมีอะไร?"

and they won't be able to say.

1:52

และพวกเขาจะไม่สามารถบอกได้

I'm not holding anything.

1:54

ฉันไม่ได้ถืออะไรเลย

And when asked to draw, ไวยากรณ์

1:55

และเมื่อถูกขอให้วาดภาพ

ไวยากรณ์

อนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อ when asked to draw

when asked to draw เป็นรูปย่อของอนุประโยคบอกเวลาที่เป็นกรรมวาจก ในที่นี้หมายถึง “เมื่อผู้ป่วยสมองแยกซีกถูกขอให้วาดภาพ” ผู้ป่วยเป็นฝ่ายได้รับคำขอ ส่วน asked ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเป็นคนขอผู้อื่น รูปเต็มคือ when + ประธาน + be + คำกริยาช่อง 3: when a split-brain patient is asked to draw เมื่อรู้ได้ชัดว่าประธานที่ละไว้คือใคร และเป็นคนหรือสิ่งเดียวกับประธานของประโยคหลัก ภาษาอังกฤษสามารถละประธานและ be เพื่อให้ประโยคกระชับขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยอนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อที่หมายถึง “when Omar was asked to speak”: When ____, Omar took a deep breath.

ดูคำตอบ

asked to speak

a split brain can draw two separate objects simultaneously

1:56

ผู้ป่วยสมองแยกสามารถวาดวัตถุสองชิ้นที่แยกกันพร้อมๆ กันได้

with each hand in a way unsplit brains find challenging. ไวยากรณ์

2:00

ด้วยมือแต่ละข้างในแบบที่สมองปกติพบว่าเป็นเรื่องท้าทาย

ไวยากรณ์

คำสัมพันธ์ที่ละไว้ใน in a way unsplit brains find challenging

in a way บอกว่าการวาดเกิดขึ้นในลักษณะใด ส่วน unsplit brains find challenging เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย way รูปที่เต็มกว่าคือ in a way that unsplit brains find challenging ภายในอนุประโยคสัมพันธ์ unsplit brains เป็นประธานของ find และคำสรรพนามสัมพันธ์ที่ละไว้เป็นกรรมของ find: unsplit brains find that way challenging ส่วน challenging เป็นส่วนเติมเต็มของกรรมที่บอกลักษณะของ that way เนื่องจาก that ทำหน้าที่เป็นกรรม จึงละได้ในภาษาอังกฤษ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเติมคำสรรพนามสัมพันธ์ที่ละไว้ใน We chose a route most drivers find confusing ได้ถูกต้อง

  1. We chose a route most drivers that find confusing.
  2. We chose a route that finds most drivers confusing.
  3. We chose a route that most drivers find confusing.
ดูคำตอบ

We chose a route that most drivers find confusing.

These experiments on split brain patients are deeply unsettling

2:04

การทดลองเหล่านี้ในผู้ป่วยสมองแยกน่าตกใจมาก

because they really point in the direction of a mute separate intelligence, สำนวน

2:07

เพราะมันชี้ให้เห็นถึงความมีสติปัญญาที่แยกจากกันและเป็นใบ้จริงๆ

something living in the skull.

2:13

บางสิ่งบางอย่างที่อาศัยอยู่ในกะโหลกศีรษะ

สำนวน

point in the direction of: การอนุมานอย่างระมัดระวัง

ในที่นี้ point in the direction of หมายถึง “ให้หลักฐานที่ทำให้คำอธิบายหนึ่งดูมีความเป็นไปได้” การทดลองบ่งชี้ว่าอาจมีสติปัญญาอีกส่วนหนึ่งที่พูดไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงการชี้ไปยังทิศทางทางกายภาพจริง ๆ วลีนี้ใช้เสนอข้อสรุปอย่างระมัดระวัง โดยแสดงว่าหลักฐานดูเหมือนจะนำไปสู่ข้อสรุปใด แต่ไม่ได้บอกว่าข้อสรุปนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

มีเบาะแสเล็ก ๆ หลายอย่างสนับสนุนคำอธิบายหนึ่ง แต่หลักฐานยังไม่เด็ดขาด ประโยคใดสื่อความคิดนี้ได้ดีที่สุด

  1. The results prove beyond doubt that there is a hidden wiring problem.
  2. The technician points in the direction of the wiring cabinet.
  3. The results point in the direction of a hidden wiring problem.
ดูคำตอบ

The results point in the direction of a hidden wiring problem.

You can even ask questions of a split brain

2:15

คุณสามารถถามคำถามกับสมองที่แยกส่วนได้

and get disagreement on the answer.

2:17

และได้รับคำตอบที่ขัดแย้งกัน

So,

2:20

ดังนั้น

if your brain is split,

2:20

หากสมองของคุณถูกแยก

who is the you in this situation? การใช้คำ

2:22

คุณคือใครในสถานการณ์นี้?

การใช้คำ

the you: เปลี่ยน you ให้เป็นแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์

ในที่นี้ คำนำหน้านาม the ทำให้ you ทำหน้าที่คล้ายคำนามที่เป็นป้ายระบุอัตลักษณ์ the you หมายถึง “รูปแบบหรือแนวคิดเกี่ยวกับตัวคุณที่นับว่าเป็นบุคคลนั้น” คำถามนี้ถามว่าส่วนใดควรถูกมองว่าเป็นตัวตน ไม่ใช่แค่ถามว่ากำลังพูดกับใคร รูปแบบเชิงวาทศิลป์นี้ช่วยให้นิยามหรือเปรียบเทียบรูปแบบต่าง ๆ ของคนคนเดียวกันได้ เช่น the old me หรือ the real you เป็นการใช้แบบพิเศษเพื่อพูดถึงอัตลักษณ์ ไม่ใช่ไวยากรณ์บุรุษที่สองทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the you เพื่อหมายถึงอัตลักษณ์รูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะของใครบางคน

  1. You made the costume yourself.
  2. You are waiting by the door.
  3. Which is the real you: the quiet one at home or the bold one onstage?
ดูคำตอบ

Which is the real you: the quiet one at home or the bold one onstage?

From the outside,

2:24

เมื่อมองจากภายนอก

it's tempting to think of the part of the brain that's speaking as the person. ไวยากรณ์

2:25

เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าส่วนของสมองที่พูดได้นั้นคือตัวบุคคล

ไวยากรณ์

โครงสร้าง It's tempting to think of X as Y

ในประโยคนี้ It's tempting to think of X as Y หมายถึง “เมื่อมองแวบแรก เรามักจะเห็น X เป็น Y ได้อย่างเป็นธรรมชาติ” คำว่า tempting ใช้บอกว่าแนวคิดนั้นน่าเชื่อหรือยอมรับได้ง่าย ไม่ได้หมายถึงการล่อลวงให้ใครทำสิ่งไม่ดี โครงสร้างนี้มักใช้เพื่อแสดงการยอมรับบางส่วน ผู้พูดยอมรับก่อนว่าความประทับใจแรกนั้นฟังดูสมเหตุสมผล แล้วส่งสัญญาณว่ามุมมองนี้อาจง่ายเกินไปและกำลังจะถูกจำกัดความหรือแก้ไข think of X as Y หมายถึง “มองหรือเข้าใจ X ว่าเป็น Y”

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเป้าหมายเพื่อแสดงความประทับใจแรกที่น่าเชื่อแต่เรียบง่ายเกินไป: It's ____ a high price as proof of quality, but expensive products can still fail.

ดูคำตอบ

tempting to think of

But something is hearing and answering questions,

2:29

แต่มีบางสิ่งกำลังได้ยินและตอบคำถาม

and though right brain can't speak, ไวยากรณ์

2:33

และแม้ว่าสมองซีกขวาจะไม่สามารถพูดได้

it does understand faces,

2:35

มันก็เข้าใจใบหน้า

which left brain can't.

2:37

ซึ่งสมองซีกซ้ายไม่สามารถทำได้

ไวยากรณ์

โครงสร้าง Though ... can't ..., it does ..., which ... can't

Though ใช้เปิดการยอมรับบางส่วน การพูดไม่ได้อาจทำให้ดูเหมือนว่าความเข้าใจมีจำกัด แต่อนุประโยคถัดไปแสดงความสามารถอีกอย่างที่ตรงข้ามกับความคิดนั้น ใน it does understand faces คำว่า does เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นย้ำ โดยเพิ่มน้ำหนักให้กับกริยาเชิงบวก understand และนำไปเปรียบต่างกับ can't speak ส่วน understand หลัง does ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ which ย้อนกลับไปอ้างถึง faces ส่วน can't ใน which left brain can't หมายถึง can't understand faces ภาษาอังกฤษละวลีกริยาที่ซ้ำกันได้เพราะความหมายชัดเจนอยู่แล้ว จึงเปรียบเทียบทั้งสองฝ่ายได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบายการทำงานของประโยคที่เน้นไว้ได้ถูกต้อง

  1. Though บอกเหตุผล does แสดงเวลาในอดีต และ can't ตัวสุดท้ายหมายถึง can't speak
  2. Though ใช้เริ่มคำถาม does ใช้แทน understand และไม่มีคำใดถูกละหลัง can't ตัวสุดท้าย
  3. Though แสดงการยอมรับบางส่วน does เน้นกริยาเชิงบวก และ can't ตัวสุดท้ายแทน can't understand faces
ดูคำตอบ

Though แสดงการยอมรับบางส่วน does เน้นกริยาเชิงบวก และ can't ตัวสุดท้ายแทน can't understand faces

If this is you,

2:38

หากนี่คือคุณ

you don't know who your friends and family are in a crowd.

2:40

คุณจะไม่รู้ว่าใครคือเพื่อนและครอบครัวของคุณในฝูงชน

This act of cutting exposes two minds in one head, สำนวน

2:43

การตัดนี้เผยให้เห็นจิตใจสองดวงในหัวเดียว

สำนวน

two minds in one head ในฐานะอุปลักษณ์แบบภาชนะ

ในที่นี้ two minds in one head เป็นอุปลักษณ์ ไม่ได้หมายความว่ามีสมองจริง ๆ สองก้อน one head ถูกมองเป็นภาชนะร่วม ส่วน two minds แทนระบบการรับรู้สองระบบที่แยกจากกันตามที่การทดลองชี้ให้เห็น ภาพนี้ยกระดับเรื่องที่สมองสองซีกทำได้ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับอัตลักษณ์ คนคนเดียวอาจมีการตอบสนองที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ two minds in one head สื่อถึงอะไร?

  1. สมองจริง ๆ สองก้อนภายในกะโหลกเดียว
  2. ระบบการรับรู้สองระบบที่เป็นอิสระจากกันบางส่วนภายในคนคนเดียว
  3. คนสองคนที่แอบอยู่ร่วมห้องเดียวกัน
ดูคำตอบ

ระบบการรับรู้สองระบบที่เป็นอิสระจากกันบางส่วนภายในคนคนเดียว

and the talking mind doesn't know there's someone else in the house. สำนวน

2:47

และจิตใจที่พูดได้ไม่รู้ว่ามีใครอีกคนอยู่ในบ้าน

สำนวน

อุปลักษณ์ต่อเนื่อง someone else in the house

someone else in the house สานต่ออุปลักษณ์แบบภาชนะก่อนหน้านี้ house คือศีรษะเดียวกัน ส่วน someone else คือระบบการรับรู้อีกระบบที่พูดไม่ได้ หรือสมองซีกที่ตอบสนองได้แต่รายงานออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ การบอกว่าจิตส่วนที่พูดได้ไม่รู้จัก “ผู้อาศัย” อีกคนนี้ เปลี่ยนการไม่ใช้ข้อมูลร่วมกันให้เป็นฉากที่คุ้นเคย คือผู้อาศัยสองคนที่ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายอยู่

แบบฝึกหัด

อะไรทำให้ someone else in the house เป็นอุปลักษณ์ในบริบทนี้?

  1. house แทนห้องทดลอง และ someone else คือนักวิจัยอีกคน
  2. วลีนี้บอกว่าคนแปลกหน้าเข้าไปในบ้านจริง ๆ
  3. house แทนศีรษะ และ someone else แทนสมองอีกซีกที่ตอบสนองได้
ดูคำตอบ

house แทนศีรษะ และ someone else แทนสมองอีกซีกที่ตอบสนองได้

The left brain can describe the situation it's in,

2:52

สมองซีกซ้ายสามารถอธิบายสถานการณ์ที่มันเผชิญอยู่ได้

but nonetheless will constantly be surprised by right brain's actions

2:54

แต่กระนั้นก็ยังคงประหลาดใจกับการกระทำของสมองซีกขวาอยู่เสมอ

and explain them away. กริยาวลี

2:58

และจะพยายามหาข้ออ้างมาอธิบาย

กริยาวลี

Explain Them Away: ใช้คำอธิบายเพื่อลดความสำคัญของปัญหา

Explain something away หมายถึงการให้เหตุผลเพื่อทำให้ข้อเท็จจริงที่ผิดปกติ ปัญหา หรือการกระทำที่น่าสงสัยดูไม่เป็นอันตรายหรือไม่สำคัญ มักมีนัยว่าคำอธิบายนั้นสะดวกเข้าทาง แต่ยังไม่น่าเชื่อทั้งหมด ในประโยคนี้ them หมายถึงการกระทำที่น่าประหลาดใจของสมองซีกขวา เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างคำกริยากับ away: explain them away ไม่ใช่ explain away them

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสองส่วนของ explain ... away: The scratches on the door looked new, but he tried to ____ them ____ as old damage.

ดูคำตอบ

explain · away

There's a question to be asked here. ลำดับความ

3:00

มีคำถามที่ต้องถามที่นี่

ลำดับความ

There's a Question to Be Asked Here: เปิดประเด็นถัดไป

There's a question to be asked here ยังไม่ได้ถามคำถามนั้นออกมาโดยตรง แต่เป็นการบอกว่าข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้นำไปสู่ประเด็นสำคัญที่ควรให้ความสนใจ โครงสร้างบอกการมีอยู่ there's และรูป infinitive แบบถูกกระทำ to be asked ทำให้จุดสนใจอยู่ที่ประเด็น ไม่ใช่คนถาม จึงใช้เป็นประโยคเชื่อมที่ไม่เน้นตัวบุคคลและค่อนข้างเป็นทางการ เพื่อเข้าสู่ส่วนถัดไปของการให้เหตุผล

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอต้องการเปลี่ยนจากหลักฐานไปสู่ประเด็นที่ควรอภิปราย โดยใช้ประโยคเชื่อมที่ไม่เน้นตัวบุคคลและค่อนข้างเป็นทางการ ประโยคใดเหมาะที่สุด?

  1. There's a question to be asked here.
  2. Someone asked a question here.
  3. Can I ask a question?
ดูคำตอบ

There's a question to be asked here.

Why,

3:02

ทำไม

after separation,

3:02

หลังจากการแยก

does right brain not totally freak out, กริยาวลี

3:03

สมองซีกขวาถึงไม่แตกตื่นอย่างสิ้นเชิง

but instead plays along helpfully answering questions กริยาวลี

3:06

แต่กลับร่วมมือด้วยการช่วยตอบคำถาม

and listening to left brain's dumb stories about what's happening?

3:09

และฟังเรื่องราวโง่ๆ ของสมองซีกซ้ายเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น?

กริยาวลี

Freak out: เสียความสงบเพราะอารมณ์ที่รุนแรง

Freak out หมายถึงจู่ ๆ ก็กลัว วิตก ตกใจ หรือไม่สบายใจอย่างรุนแรงจนเสียความสงบตามปกติ ในประโยคนี้ not totally freak out หมายความว่าสมองซีกขวาไม่ได้ตอบสนองด้วยความตื่นตระหนกอย่างท่วมท้นหลังจากถูกแยกออก คำนี้เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ ใช้บรรยายปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรง แต่ไม่ได้หมายถึงอาการแพนิกทางการแพทย์เสมอไป

แบบฝึกหัด

freaked out ในประโยค I freaked out when I saw smoke in the kitchen. หมายถึงอะไร

  1. ฉันทำตัวแปลก ๆ แต่ไม่มีอารมณ์ใด ๆ
  2. ฉันตื่นตระหนกอย่างมากขึ้นมาทันที
  3. ฉันตรวจสอบสถานการณ์อย่างใจเย็น
ดูคำตอบ

ฉันตื่นตระหนกอย่างมากขึ้นมาทันที

กริยาวลี

Play along: ให้ความร่วมมือโดยไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

Play along หมายถึงให้ความร่วมมือไปตามสถานการณ์ เรื่องเล่า หรือแผน แม้จะไม่ได้เห็นด้วยหรือเชื่อทั้งหมด ในที่นี้ plays along แสดงว่าสมองซีกขวายังคงตอบสนองอย่างให้ความร่วมมือ แทนที่จะขัดขืนการทดลองและคำอธิบายของสมองซีกซ้าย วลีนี้มักสื่อถึงการให้ความร่วมมือชั่วคราวหรือเพียงภายนอก คือยอมตามสถานการณ์ไปก่อน บางครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รักษาการเสแสร้งไว้ หรือรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ play along: Leo knew the story was false, but he ____ until the joke was over.

ดูคำตอบ

played along

It's the best pony.

3:12

มันเป็นม้าโพนี่ที่ดีที่สุดเลยล่ะ

I don't know.

3:13

ฉันไม่รู้สิ

Speculation time.

3:14

ถึงเวลาคาดเดากันแล้ว

But one answer is the cutting doesn't make right brain a separate intelligence, ไวยากรณ์

3:15

แต่คำตอบหนึ่งคือการตัดไม่ได้ทำให้สมองซีกขวากลายเป็นความฉลาดแยกต่างหาก

consciousness,

3:21

สติสัมปชัญญะแยกต่างหาก

person,

3:22

หรือบุคคลแยกต่างหาก

but rather it has always been.

3:23

แต่มันเป็นมาโดยตลอด

ไวยากรณ์

โครงสร้าง doesn't make X Y, but rather it has always been

รูปแบบ doesn't make X Y, but rather ... ใช้ปฏิเสธความคิดที่ว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้ X กลายเป็น Y แล้วแทนที่ด้วยคำอธิบายที่แม่นยำกว่า ในที่นี้ไม่ได้กล่าวว่าการตัดสร้างจิตของสมองซีกขวาที่แยกออกมา แต่เสนอว่าการตัดเผยให้เห็นการแยกที่มีอยู่แล้ว ใน make right brain a separate intelligence, consciousness, person คำว่า make ใช้โครงสร้าง make + กรรม + ส่วนเติมเต็มกรรม ส่วน it has always been ละส่วนเติมเต็มที่กล่าวไปก่อนหน้าไว้ให้เข้าใจเอง หมายความว่าสมองซีกขวาแยกอยู่แล้วในความหมายนั้น คำว่า one answer บอกว่านี่เป็นเพียงคำอธิบายที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่การทดลองพิสูจน์โดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบการแก้ความเข้าใจแบบเดียวกัน เพื่อบอกว่าการตรวจทางการแพทย์พบปัญหาที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างปัญหาขึ้นมา

  1. The test made the patient ill and then showed where the illness was.
  2. The test did not make the patient ill, but rather showed that the illness was already present.
  3. The test showed that the patient had never been ill.
ดูคำตอบ

The test did not make the patient ill, but rather showed that the illness was already present.

In normal people,

3:26

ในคนปกติ

perhaps right brain grows up as a companion without a choice,

3:27

บางทีสมองซีกขวาอาจเติบโตมาในฐานะเพื่อนที่ไม่มีทางเลือก

feeling at first somewhat equal partners,

3:30

รู้สึกว่าเป็นพันธมิตรที่ค่อนข้างเท่าเทียมกันในตอนแรก

but then as speech develops that it can't participate in,

3:32

แต่เมื่อการพูดพัฒนาขึ้นโดยที่มันไม่สามารถมีส่วนร่วมได้

that increasingly becomes the central point of life,

3:35

ซึ่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

it resigns to mutely coordinate with left brain. ไวยากรณ์

3:37

มันจึงยอมจำนนที่จะประสานงานแบบเงียบๆ กับสมองซีกซ้าย

ไวยากรณ์

resign oneself to + -ing ไม่ใช่ resign to do

ประโยคนี้ทำให้สมองซีกขวามีลักษณะเหมือนมนุษย์ resigns to mutely coordinate ตั้งใจจะสื่อว่าสมองซีกขวายอมรับบทบาทที่จำกัดและประสานงานกับสมองซีกซ้ายอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้หมายความว่ามันลาออกจากตำแหน่ง หากต้องการสื่อถึงการยอมรับสถานการณ์ที่ไม่ต้องการ ภาษาอังกฤษมาตรฐานใช้ resign oneself to + คำนามหรือรูป -ing เช่น it resigns itself to coordinating silently with the left brain อีกรูปที่พบบ่อยคือ be resigned to + คำนามหรือรูป -ing โดย to ในสำนวนนี้เป็นคำบุพบท จึงใช้ coordinating แทน infinitive coordinate

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปมาตรฐานของ resign oneself to: When the library was closed, Maya ____ returning the next day.

ดูคำตอบ

resigned herself to

At this moment in your normal head,

3:41

ในขณะนี้ในหัวปกติของคุณ

there are two of you watching this video.

3:43

มีคุณสองคนกำลังดูวิดีโอนี้

One having a mind equals blown moment วัฒนธรรม

3:46

คนหนึ่งกำลังมีช่วงเวลาที่สมองระเบิด

วัฒนธรรม

สำนวนแบบมีม mind equals blown moment

Mind equals blown คือการอ่านรูปแบบภาษาบนอินเทอร์เน็ต mind = blown โดยออกเสียงเครื่องหมาย = ว่า equals ในประโยคนี้หมายถึงช่วงเวลาที่แนวคิดหนึ่งทำให้ประหลาดใจมาก หรือทำให้ความเข้าใจเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน Blown ไม่ได้หมายถึงถูกระเบิดหรือถูกเป่าจริง ๆ ความขำเกิดจากการอ่านเครื่องหมายเท่ากับออกเสียง แล้วนำปฏิกิริยาแบบมีมนี้ไปใส่ในวลีนาม a mind equals blown moment

แบบฝึกหัด

ในโพสต์แบบสบาย ๆ “That was a mind equals blown moment” หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้พูดลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
  2. มีบางอย่างระเบิดจริง ๆ ใกล้ผู้พูด
  3. เรื่องนั้นทำให้ผู้พูดประหลาดใจมากหรือเปลี่ยนความเข้าใจของผู้พูด
ดูคำตอบ

เรื่องนั้นทำให้ผู้พูดประหลาดใจมากหรือเปลี่ยนความเข้าใจของผู้พูด

and the other mentally rolling its eye at the obviousness of it all. สำนวน

3:48

และอีกคนกำลังกลอกตาในใจให้กับความชัดเจนของเรื่องทั้งหมด

สำนวน

สำนวนที่อยู่เบื้องหลัง rolling its eye

Rolling its eye ดัดแปลงมาจากสำนวนทั่วไป roll one's eyes ท่าทางนี้แสดงความไม่เชื่อ ความรำคาญ ความไม่อดทน หรือความรู้สึกว่าบางอย่างชัดเจนหรือไร้สาระเกินกว่าจะตอบอย่างจริงจัง การใช้ its eye เป็นเอกพจน์เกิดขึ้นโดยตั้งใจ เพราะสิ่งนั้นถูกจินตนาการว่ามีตาเพียงข้างเดียว Mentally บอกว่าท่าทีนี้เป็นเพียงสิ่งที่นึกไว้ ไม่ใช่ท่าทางจริงที่มองเห็นได้ เมื่อพูดถึงคน รูปที่ใช้ตามปกติคือ roll one's eyes โดยใช้ eyes เป็นพหูพจน์

แบบฝึกหัด

“Nina rolled her eyes at the excuse” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด

  1. เธอแสดงความรำคาญหรือไม่เชื่อ
  2. เธออ่านข้อแก้ตัวนั้นอย่างละเอียดมาก
  3. จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเวียนหัว
ดูคำตอบ

เธอแสดงความรำคาญหรือไม่เชื่อ

In split brains,

3:52

ในสมองที่แยกส่วน

right doesn't freak out because not a whole lot has really changed.

3:53

ซีกขวาไม่แตกตื่นเพราะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

You might not agree and may be arguing right now why it can't be possible,

3:58

คุณอาจจะไม่เห็นด้วย และอาจจะกำลังโต้แย้งอยู่ตอนนี้ว่าทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้

exactly as we would expect talking left brain to do. ไวยากรณ์

4:02

ตรงตามที่เราคาดว่าสมองซีกซ้ายที่ใช้พูดจะทำเลยล่ะ

ไวยากรณ์

exactly as we would expect ... to do เพื่อบอกพฤติกรรมที่เป็นไปตามคาด

อนุประโยค exactly as we would expect X to do บอกว่าพฤติกรรมที่เพิ่งกล่าวถึงตรงกับสิ่งที่คาดไว้เกี่ยวกับ X ในประโยคนี้ X คือ talking left brain และการที่ผู้ฟังโต้แย้งถูกนำเสนอว่าเป็นพฤติกรรมที่คาดไว้อยู่แล้ว do เป็นกริยาแทน โดยแทน be arguing เพื่อไม่ต้องกล่าวการกระทำทั้งหมดซ้ำ ส่วน would แสดงความคาดหมายตามแบบจำลองหรือข้อสมมติของผู้พูด ไม่ได้หมายถึงอนาคตเมื่อมองจากอดีตในที่นี้

แบบฝึกหัด

เติมกริยาแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าว sounded ซ้ำ: The alarm sounded as soon as the door opened, exactly as we would expect it to ____.

ดูคำตอบ

do

Speculation aside, ลำดับความ

4:06

นอกเหนือจากการคาดเดาแล้ว

ลำดับความ

Speculation aside เพื่อเปลี่ยนจากการคาดเดาไปยังข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

Speculation aside เป็นวลีเปลี่ยนประเด็นแบบย่อที่ใช้โครงสร้างคำนาม + aside หมายถึงการพักเรื่องการคาดเดาไว้ชั่วคราว และบอกผู้ฟังว่าจะไม่นำแนวคิดที่ยังไม่ได้พิสูจน์เหล่านั้นมาเป็นพื้นฐานของประเด็นถัดไป วลีนี้จัดลำดับข้อโต้แย้งด้วยการปิดส่วนที่ยังไม่แน่นอน แล้วหันความสนใจไปยังข้อสังเกต หลักฐาน หรือข้อสรุปที่หนักแน่นกว่า รูปแบบเดียวกันใช้กับนามวลีอื่นได้ เช่น Cost concerns aside หรือ Jokes aside

แบบฝึกหัด

ข้อใดขึ้นต้นได้เหมาะที่สุดเพื่อแสดงว่าผู้พูดพักแนวคิดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ไว้ก่อน แล้วจึงให้ผลการวัด?

  1. Speculation aside, the measurements stayed stable for six hours.
  2. Besides speculation, the measurements stayed stable for six hours.
  3. Aside from speculation, the measurements stayed stable for six hours.
ดูคำตอบ

Speculation aside, the measurements stayed stable for six hours.

split brain patients show at the very least that in the mind, ลำดับความ

4:07

อย่างน้อยที่สุด ผู้ป่วยสมองแยกก็แสดงให้เห็นว่าในจิตใจ

there is a separate something that can hear and understand and respond

4:11

มีบางสิ่งที่แยกจากกันที่สามารถได้ยิน เข้าใจ และตอบสนอง

given the right circumstances. วลี

4:16

เมื่อได้รับสถานการณ์ที่เหมาะสม

ลำดับความ

at the very least: การชี้ข้อสรุปขั้นต่ำอย่างระมัดระวัง

at the very least ใช้บอกข้อสรุปขั้นต่ำที่ผู้พูดพร้อมจะยืนยัน แนวคิดที่แรงกว่านี้อาจเป็นไปได้ แต่หลักฐานรองรับอย่างชัดเจนอย่างน้อยเท่าที่กล่าวมานี้ very ในที่นี้เน้นขอบเขตขั้นต่ำ ไม่ได้ทำให้ข้อสรุปดูอ่อนหรือไม่สำคัญ วลีนี้ช่วยจัดลำดับเหตุผลโดยแยกข้ออ้างที่มั่นใจได้ออกจากการคาดเดาที่ไปไกลกว่า

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The study shows, at the very least, that sleep affects memory.” วลีนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. วลีนี้บอกข้อสรุปขั้นต่ำที่ผู้พูดมั่นใจว่าหลักฐานรองรับ
  2. วลีนี้บอกว่าข้อสรุปไม่สำคัญ
  3. วลีนี้บอกว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นช้ามาก
ดูคำตอบ

วลีนี้บอกข้อสรุปขั้นต่ำที่ผู้พูดมั่นใจว่าหลักฐานรองรับ

วลี

given the right circumstances: ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

given the right circumstances หมายถึง “หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม” given ใช้นำเงื่อนไขเข้ามาเป็นข้อสมมติ ไม่ได้หมายถึง “ถูกมอบให้ใครบางคน” และ right หมายถึง “เหมาะสม” ไม่ใช่ทิศขวา วลีนี้จำกัดขอบเขตของข้ออ้าง กล่าวคือ ความสามารถหรือผลลัพธ์นั้นเป็นไปได้เฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ไม่ได้บอกว่าเงื่อนไขเหล่านั้นมีอยู่แล้วในตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย given และหมายถึง “หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม”: This plant can grow indoors ____.

ดูคำตอบ

given the right circumstances

Your brain isn't entirely yours.

4:18

สมองของคุณไม่ใช่ของคุณทั้งหมด

Who is you? ลำดับความ

4:21

คุณคือใคร?

You is two.

4:23

คุณคือสอง

ลำดับความ

การจงใจทำลายไวยากรณ์ใน Who is you? You is two.

ในภาษาอังกฤษมาตรฐานทั่วไป you ใช้คู่กับ are ดังนั้นคำถามปกติคือ Who are you? แต่ประโยคนี้จงใจใช้ is ซ้ำใน Who is you? และ You is two. การทำให้ประธานกับกริยาไม่สอดคล้องกันนี้ทำให้สองส่วนเชื่อมกันเป็นคำถามและคำตอบสั้น ๆ ในที่นี้ you ไม่ได้ถูกใช้เพียงเป็นคำสรรพนามตามไวยากรณ์ปกติ แต่คล้ายกับเป็นป้ายชื่อของอัตลักษณ์ของคนหนึ่งคน two หมายถึงจิตใจหรือตัวตนสองส่วนภายในคนคนเดียว ไม่ใช่ร่างกายสองร่าง การทำลายกฎไวยากรณ์นี้เป็นกลวิธีทางวาทศิลป์ที่เปลี่ยนแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ให้เป็นบทสรุปที่โดดเด่น ไม่ใช่กฎไวยากรณ์ใหม่

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายไวยากรณ์ในประโยคที่ยกมาได้ดีที่สุด

  1. ประโยคนี้สอนว่าโดยปกติ you ใช้กับ is
  2. ประโยคนี้จงใจทำลายความสอดคล้องตามปกติเพื่อให้ข้อความเรื่องอัตลักษณ์ฟังเหมือนบทสรุปสั้น ๆ ที่โดดเด่น
  3. ประโยคนี้บอกว่ามีร่างกายสองร่างแยกกันกำลังพูดอยู่
ดูคำตอบ

ประโยคนี้จงใจทำลายความสอดคล้องตามปกติเพื่อให้ข้อความเรื่องอัตลักษณ์ฟังเหมือนบทสรุปสั้น ๆ ที่โดดเด่น

But we can go deeper.

4:26

แต่เราสามารถเจาะลึกลงไปได้อีก

You are many.

4:27

คุณคือหลายสิ่ง

The pile of meat that is your body สำนวน

4:29

กองเนื้อที่เป็นร่างกายของคุณ

สำนวน

อุปลักษณ์ลดทอนความเป็นมนุษย์ pile of meat

Pile of meat บรรยายร่างกายมนุษย์ราวกับว่าเป็นเพียงเนื้อดิบ pile ทำให้นึกถึงกองที่วางปะปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ส่วน meat มุ่งเฉพาะวัสดุทางกายภาพ นี่คืออุปลักษณ์แบบลดทอน เพราะลบตัวตนและศักดิ์ศรีของบุคคลออกไป ในประโยคนี้ ภาพที่หยาบกระด้างช่วยเตรียมแนวคิดที่ใหญ่กว่า นั่นคือคนที่ดูเหมือนเป็นหนึ่งเดียวแท้จริงแล้วประกอบด้วยส่วนเล็ก ๆ ที่มีชีวิตจำนวนมาก วลีนี้ไม่ใช่คำที่เป็นกลางและมีความหมายเหมือน body ความสะเทือนใจและท่าทีลดทอนความเป็นมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของความหมาย

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายผลของ pile of meat ในตัวอย่างได้ดีที่สุด

  1. วลีนี้ลดทอนร่างกายให้เหลือเพียงวัสดุชีวภาพดิบ ๆ และจงใจสร้างความสะเทือนใจแบบลดทอนความเป็นมนุษย์
  2. วลีนี้เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่สุภาพและเป็นกลางสำหรับร่างกายมนุษย์
  3. วลีนี้บรรยายอาหารที่จัดวางอย่างประณีตสำหรับมื้อหนึ่ง
ดูคำตอบ

วลีนี้ลดทอนร่างกายให้เหลือเพียงวัสดุชีวภาพดิบ ๆ และจงใจสร้างความสะเทือนใจแบบลดทอนความเป็นมนุษย์

is made up of trillions of tiny individuals that have a life of their own. โน้ต

4:30

ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หลายล้านล้านตัวที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง

กริยาวลี

is made up of: สิ่งทั้งหมดและส่วนประกอบ

Be made up of หมายถึง “ประกอบด้วย” โดยประธานของประโยคเป็นสิ่งทั้งหมด และนามวลีหลัง of เป็นส่วนประกอบ ในประโยคนี้ your body คือสิ่งทั้งหมด ส่วน trillions of tiny individuals คือองค์ประกอบต่าง ๆ ใช้โครงสร้าง สิ่งทั้งหมด + be + made up of + ส่วนประกอบ โดย Be เปลี่ยนตามกาลและประธาน เช่น is made up of, was made up of หรือ are made up of

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของโครงสร้างที่เน้นไว้: The school band ____ thirty young musicians.

ดูคำตอบ

is made up of

สำนวน

have a life of their own: การดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ

ในที่นี้ have a life of their own หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเหล่านี้ดำรงอยู่และทำงานอย่างเป็นอิสระในระดับหนึ่งภายในร่างกายที่ใหญ่กว่า ความหมายนี้มากกว่าเพียง “มีชีวิตอยู่” เพราะ of their own เน้นว่ากิจกรรมของพวกมันไม่ได้ถูกควบคุมโดยสิ่งทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ สำนวนนี้ยังใช้ในเชิงเปรียบเทียบได้บ่อย แนวคิด เรื่องราว โครงการ หรือธรรมเนียมสามารถ have a life of their own ได้เมื่อเริ่มพัฒนา แพร่กระจาย หรือส่งผลต่อเหตุการณ์โดยเป็นอิสระจากผู้ที่เริ่มต้นสิ่งเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง “การดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระ”: The puppets seem to have ____, moving even when no one touches them.

ดูคำตอบ

a life of their own

So,

4:35

ดังนั้น

at which point do the many become one? ไวยากรณ์

4:35

ณ จุดใดที่หลายสิ่งกลายเป็นหนึ่งเดียว?

ไวยากรณ์

โครงสร้างคำถาม At which point do ... become ...?

At which point ย้ายช่วงหรือเส้นแบ่งที่กำลังถามขึ้นมาไว้ต้นประโยค ในที่นี้ point คือจุดเชิงแนวคิดในกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาที่แน่นอน ผู้พูดกำลังถามว่าควรถือว่าการเปลี่ยนจาก “หลายสิ่ง” เป็น “หนึ่งเดียว” เกิดขึ้นตรงไหน หลังวลีบุพบทที่ย้ายมาข้างหน้า คำถามตรงใน present simple จะใช้กริยาช่วย do หน้าประธานพหูพจน์ the many และใช้กริยารูปพื้นฐาน become ตามหลัง โครงสร้างคือ at which point + do + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน จึงเป็น do the many become ไม่ใช่ the many become

แบบฝึกหัด

คำถามใดใช้ at which point ได้ถูกต้องเพื่อถามถึงจุดเปลี่ยนในกระบวนการ?

  1. At which point does the separate signals become one clear message?
  2. At which point the separate signals become one clear message?
  3. At which point do the separate signals become one clear message?
ดูคำตอบ

At which point do the separate signals become one clear message?

What makes lots of tiny things you?

4:37

สิ่งใดที่ทำให้สิ่งเล็กๆ มากมายกลายเป็นคุณ?

Click here to go to our channel and watch the next part.

4:40

คลิกที่นี่เพื่อไปที่ช่องของเราและดูตอนต่อไป

Seriously,

4:45

เอาจริงๆ นะ

if you haven't checked out Kurzgesagt,

4:45

หากคุณยังไม่ได้ดู Kurzgesagt

then you don't know what you're missing.

4:46

แสดงว่าคุณไม่รู้เลยว่าคุณกำลังพลาดอะไรไป

Kurgaset?

4:49

เคอร์กาเซ็ตเหรอ?

Kurtzgaset?

4:50

เคิร์ตซ์กาเซ็ต?

I never know.

4:52

ฉันไม่เคยรู้เลยจริงๆ