อะไรที่ทำให้บางสิ่งเป็น "คัฟคาเอสก์" (Kafkaesque) - โนอาห์ ทัฟลิน: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
677 คำ 161 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: สำรวจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “Kafkaesque” ผ่าน The Trial, Poseidon, Metamorphosis และ A Hunger Artist โดยอธิบายว่าระบบอันไร้เหตุผล ตรรกะที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวละครเอง และอารมณ์ขันอันมืดหม่น เปิดเผยทั้งอำนาจของสถาบันและข้อบกพร่องของมนุษย์ได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. out of nowhere — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าสำนวนนี้ใช้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีสัญญาณเตือนหรือคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่ได้หมายถึงสถานที่ทางกายภาพ และสามารถนำไปใช้เปิดเหตุการณ์พลิกผันที่ไม่คาดคิดในเรื่องเล่าได้ 2. tragicomic — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: รู้จักคำคุณศัพท์เชิงวรรณกรรมที่บรรยายบรรยากาศซึ่งเป็นทั้งโศกนาฏกรรมและความขบขันในเวลาเดียวกัน และใช้พูดถึงงานที่ความทุกข์ ความไร้เหตุผล และอารมณ์ขันแยกออกจากกันไม่ได้ 3. tyranny without a tyrant. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจแนวคิดทางการเมืองของฮันนาห์ อาเรนดท์เกี่ยวกับระบบกดขี่ที่ดำเนินอยู่ได้โดยไม่มีเผด็จการเพียงคนเดียวให้ระบุตัว และเชื่อมโยงกับภาพของคาฟคาว่าด้วยสถาบันที่คงอยู่ได้ด้วยกฎและกระบวนการอันคลุมเครือ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Someone must have been telling lies about Josef K. He knew he had done nothing wrong, ไวยากรณ์

0:06

ต้องมีใครบางคนกุเรื่องโกหกเกี่ยวกับ โยเซฟ คา. แน่ๆ เขารู้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด

ไวยากรณ์

must have been telling lies: การอนุมานการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่องในอดีต

must ในประโยคนี้แสดงการสรุปอย่างมั่นใจจากเบาะแส ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือความจำเป็น ผู้พูดไม่รู้ว่าใครเป็นคนโกหก ดังนั้น must have been telling lies จึงแสดงว่าเป็นการคาดคะเนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต must have been + กริยา-ing ชี้ถึงการกระทำที่ดำเนินต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ใช้โครงสร้างนี้เมื่อหลักฐานที่พบภายหลังทำให้เหตุการณ์ต่อเนื่องในอดีตดูเกือบจะแน่นอน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดคาดคะเนได้เป็นธรรมชาติที่สุดว่าฝนตกต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมา?

  1. The ground is wet. It had to rain all night.
  2. The ground is wet. It must have been raining all night.
  3. The ground is wet. It must rain tomorrow.
ดูคำตอบ

The ground is wet. It must have been raining all night.

but one morning he was arrested.

0:11

แต่เช้าวันหนึ่งเขาก็ถูกจับกุม

Thus begins The Trial, ลำดับความ

0:15

นี่คือจุดเริ่มต้นของ The Trial (การพิจารณาคดี)

ลำดับความ

Thus begins + ประธาน: การเปิดเรื่องแบบเป็นทางการด้วยการกลับลำดับ

thus ในที่นี้หมายถึง “ในลักษณะนี้” และย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง การวางคำนี้ไว้ต้นประโยคทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านั้นคือวิธีที่นวนิยายเริ่มต้น ไม่ใช่เพียงเหตุที่มีความหมายว่า “ดังนั้น” เมื่อ thus อยู่ต้นประโยค กริยา begins จะมาก่อนประธาน The Trial โดยมีโครงสร้าง Thus + begins + ประธาน การกลับลำดับนี้นำเสนอความเชื่อมโยงกับข้อมูลก่อนหน้าก่อน แล้วจึงเปิดเผยว่าสิ่งใดเริ่มต้นขึ้น ทำให้เกิดคำประกาศเปิดเรื่องที่กระชับและเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเปิดแบบเป็นทางการสองคำที่หมายถึง “เริ่มต้นขึ้นในลักษณะนี้”: ____ a new chapter in her life.

ดูคำตอบ

Thus began

one of author Franz Kafka's most well-known novels.

0:16

ซึ่งเป็นหนึ่งในนวนิยายที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของ ฟรันซ์ คาฟคา

K, the protagonist,

0:20

เค ซึ่งเป็นตัวเอก

is arrested out of nowhere and made to go through a bewildering process โน้ต

0:22

ถูกจับกุมโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยและถูกบังคับให้ต้องผ่านกระบวนการที่น่าสับสน

สำนวน

out of nowhere: จู่ ๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

out of nowhere เป็นสำนวนที่หมายถึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีคำเตือนหรือสัญญาณที่ชัดเจนล่วงหน้า ในที่นี้สำนวนนี้แสดงว่าการจับกุมเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ไม่ได้ระบุชื่อสถานที่จริง ใช้สำนวนนี้เมื่อคน เหตุการณ์ ความคิด หรือข้อความดูเหมือนจะปรากฏหรือเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า จุดเน้นอยู่ที่ความประหลาดใจของผู้สังเกต ดังนั้นสำนวนนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์นั้นไม่มีสาเหตุจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'A dog ran out of nowhere and crossed the road,' out of nowhere หมายความว่าอย่างไร

  1. สุนัขปรากฏตัวอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือน
  2. มองเห็นสุนัขตัวนั้นมานานแล้ว
  3. สุนัขมาจากสถานที่ซึ่งไม่ทราบชื่อ
ดูคำตอบ

สุนัขปรากฏตัวอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ไวยากรณ์

made to go through: ถูกบังคับให้ผ่านกระบวนการหนึ่ง

ใน made to go through คำว่า made เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกริยาเหตุแบบกรรมวาจก be made to + กริยารูปพื้นฐาน โดย is ที่อยู่ก่อนหน้าใช้ร่วมกับส่วนที่เชื่อมกันทั้งสองส่วน: is arrested ... and (is) made to go through ประธานเป็นผู้ถูกคนหรือแรงจากภายนอกกระทำ ไม่ได้เลือกทำอย่างอิสระ ในที่นี้ go through a process หมายถึงประสบหรือทำแต่ละขั้นตอนของกระบวนการให้ครบ ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนผ่านสถานที่จริง ๆ เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้หมายถึงถูกบังคับหรือถูกกำหนดให้ผ่านกระบวนการนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปกรรมวาจกของ make และวลี go through: The visitors were ____ a security check before entering.

ดูคำตอบ

made to go through

where neither the cause of his arrest ไวยากรณ์

0:26

ซึ่งทั้งสาเหตุของการจับกุมเขา

nor the nature of the judicial proceedings การใช้คำ

0:28

หรือลักษณะของกระบวนการยุติธรรม

are made clear to him.

0:31

ก็ไม่เคยถูกทำให้กระจ่างแก่เขาเลย

ไวยากรณ์

neither ... nor ...: ปฏิเสธองค์ประกอบคู่ขนานสองส่วน

neither A nor B เชื่อมองค์ประกอบสองส่วนที่ขนานกันและปฏิเสธทั้งสองอย่าง หมายถึงไม่ใช่ A และไม่ใช่ B ในที่นี้ A คือ the cause of his arrest และ B คือ the nature of the judicial proceedings ดังนั้นข้อมูลทั้งสองอย่างจึงไม่ได้รับการอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างชัดเจน เมื่อองค์ประกอบทั้งสองยาว ให้หา neither และ nor ก่อน จากนั้นอ่านวลีทั้งหมดที่ตามหลังคำแต่ละคำเป็นหนึ่งหน่วย วิธีนี้ช่วยไม่ให้พลาดส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงสร้างปฏิเสธแบบคู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย neither ... nor ... เพื่อบอกว่าไม่ใช่สาเหตุทั้งสองอย่าง: The investigation found ____ a technical fault ____ human error.

ดูคำตอบ

neither · nor

การใช้คำ

judicial proceedings: กระบวนการทางศาลอย่างเป็นทางการ

judicial proceedings เป็นวลีทางกฎหมายแบบเป็นทางการ หมายถึงขั้นตอนและการดำเนินการอย่างเป็นทางการที่ศาลหรือหน่วยงานตุลาการใช้จัดการคดี คำว่า proceedings ในที่นี้เป็นคำนามพหูพจน์ ไม่ใช่คำกริยา proceed ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวหมายถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่ได้อธิบายลักษณะให้เขาเข้าใจ วลีนี้อาจหมายถึงกระบวนการในศาลหรือขั้นตอนที่กว้างกว่าของคดี ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ judicial proceedings ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. We used judicial proceedings to organize the school picnic.
  2. The judge postponed the judicial proceedings until the lawyer arrived.
  3. The chef explained the judicial proceedings for baking the bread.
ดูคำตอบ

The judge postponed the judicial proceedings until the lawyer arrived.

This sort of scenario is considered so characteristic of Kafka's work ไวยากรณ์

0:32

สถานการณ์แบบนี้ถือเป็นลักษณะเฉพาะของผลงานของคาฟคามาก

that scholars came up with a new word for it. กริยาวลี

0:37

จนนักวิชาการได้คิดค้นคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งนี้

ไวยากรณ์

so characteristic of ... that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

ใน so characteristic of Kafka's work that ... คำว่า so เพิ่มระดับของ characteristic โดยนำเสนอสถานการณ์นี้ว่าเป็นลักษณะที่พบได้อย่างเด่นชัดมากในงานของคาฟคา ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกผลจากระดับที่สูงนั้น คือเหล่านักวิชาการสร้างคำศัพท์ใหม่ขึ้นมา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ so + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + that + อนุประโยคบอกผล ในที่นี้ that ใช้นำเข้าผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สรรพนามเชื่อมที่ย้อนกลับไปแทนคำนาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกระดับและผล so ... that: The instructions were ____ clear ____ everyone finished quickly.

ดูคำตอบ

so · that

กริยาวลี

came up with: คิดแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาขึ้นมา

came up with เป็นรูปอดีตของกริยาวลี come up with ในที่นี้หมายถึงคิด สร้าง หรือเสนอคำใหม่ขึ้นมา ไม่ได้บรรยายการเคลื่อนที่จริง ให้เข้าใจทั้งสามคำเป็นหน่วยเดียว กรรมของวลีนี้มักเป็นสิ่งที่คนสามารถคิดขึ้นมาได้ เช่น ความคิด ชื่อ แผน คำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าทีมคิดและสร้างแนวคิดขึ้นมาหลังจากไตร่ตรองแล้ว

  1. The team came up with a new plan.
  2. The team came across a new plan in an old folder.
  3. The team brought up the new plan during lunch.
ดูคำตอบ

The team came up with a new plan.

Kafkaesque has entered the vernacular โน้ต

0:40

Kafkaesque (แบบคาฟคา) ได้กลายมาเป็นภาษาพูดทั่วไป

การใช้คำ

entered the vernacular: กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

To enter the vernacular หมายถึงคำหรือสำนวนที่ออกจากขอบเขตเฉพาะทาง วรรณกรรม หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่คนทั่วไปใช้ ในที่นี้ entered ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ส่วน vernacular หมายถึงภาษาที่ผู้คนใช้กันตามปกติ สำนวนนี้บอกถึงการเปลี่ยนแปลงว่าคำหนึ่งถูกใช้กว้างขวางเพียงใด ไม่ได้สื่อว่าภาษาในชีวิตประจำวันด้อยกว่าหรือไม่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน: After years as specialist jargon, the term ____.

ดูคำตอบ

entered the vernacular

to describe unnecessarily complicated and frustrating experiences,

0:42

เพื่ออธิบายถึงประสบการณ์ที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นและน่าหงุดหงิด

วัฒนธรรม

Kafkaesque: ความไร้เหตุผล การกดขี่ และความไร้อำนาจ

Kafkaesque มาจากชื่อของนักเขียน Franz Kafka ในงานเขียนของเขา ตัวละครมักติดอยู่ในระบบที่ชวนสับสน มีกฎที่ไร้เหตุผลหรือขัดแย้งกัน มีอำนาจที่มองไม่เห็น และไม่มีทางออกที่ชัดเจน ในประโยคนี้ คำดังกล่าวได้ขยายมาใช้บรรยายประสบการณ์น่าหงุดหงิดในชีวิตประจำวันด้วย อย่างไรก็ตาม คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงซับซ้อนหรือน่ารำคาญ สถานการณ์แบบ Kafkaesque มักรวมความไร้เหตุผล ระบบที่กดขี่ และความรู้สึกไร้อำนาจของบุคคลไว้ด้วยกัน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะจะบรรยายว่า Kafkaesque มากที่สุด

  1. ครอบครัวหนึ่งเปรียบเทียบแผนเดินทางที่ชัดเจนสองแผนแล้วเลือกแผนที่ถูกกว่า
  2. ลูกค้ารอห้านาทีเพราะช่องชำระเงินหนึ่งช่องปิดอยู่
  3. ประชาชนคนหนึ่งถูกกล่าวหาตามกฎลับและถูกส่งไปมาระหว่างสำนักงานที่ต่างปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างไม่รู้จบ
ดูคำตอบ

ประชาชนคนหนึ่งถูกกล่าวหาตามกฎลับและถูกส่งไปมาระหว่างสำนักงานที่ต่างปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างไม่รู้จบ

like being forced to navigate labyrinths of bureaucracy. สำนวน

0:47

เช่น การถูกบังคับให้ต้องหาทางออกจากเขาวงกตของระบบราชการ

สำนวน

navigate labyrinths of bureaucracy: อุปมาเขาวงกตสำหรับขั้นตอนที่ซับซ้อน

ในที่นี้ navigate หมายถึงการหาเส้นทางที่ใช้ได้ผ่านสิ่งที่ยาก ส่วน labyrinths of bureaucracy เปรียบกฎ แบบฟอร์ม และหน่วยงานทางปกครองกับเขาวงกตที่มีเส้นทางชวนสับสนมากมาย สำนวนนี้เป็นอุปมา ไม่ได้หมายถึงเขาวงกตจริง ๆ โดยเน้นว่าระบบเข้าใจยากและการดำเนินเรื่องให้คืบหน้าต้องใช้ความพยายาม ไม่ใช่เพียงมีเอกสารจำนวนมาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อุปมาเรื่องเขาวงกตอย่างเป็นธรรมชาติเพื่ออธิบายระบบที่ซับซ้อน

  1. New employees must draw a labyrinth on the equipment order.
  2. New employees must navigate a labyrinth of approval procedures before they can order equipment.
  3. New employees must navigate a boat across the office.
ดูคำตอบ

New employees must navigate a labyrinth of approval procedures before they can order equipment.

But does standing in a long line to fill out confusing paperwork

0:51

แต่การยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อกรอกเอกสารที่ชวนสับสน

really capture the richness of Kafka's vision? วลี

0:55

สามารถสะท้อนความลึกซึ้งของวิสัยทัศน์ของคาฟคาได้จริงหรือ?

วลี

capture the richness of: ถ่ายทอดความลึกและความหลากหลาย

ใน capture the richness of คำว่า capture หมายถึงการถ่ายทอดหรือสื่อบางสิ่งได้สำเร็จ ไม่ใช่การจับทางกายภาพ ส่วน richness หมายถึงความลึก ความหลากหลาย รายละเอียด และชั้นความหมายของแนวคิด ผลงาน วัฒนธรรม หรือประสบการณ์ คำถามนี้ถามว่าภาพที่คุ้นเคยเกี่ยวกับงานเอกสารเพียงภาพเดียวเพียงพอจะถ่ายทอดหลายมิติในวิสัยทัศน์ของคาฟคาหรือไม่ โครงสร้างนี้ใช้ประเมินว่าหนังสือ ภาพยนตร์ งานแปล ภาพ หรือบทสรุปนำเสนอหัวข้อที่ซับซ้อนได้ครบถ้วนเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตรงตามที่เรียนมา: The documentary uses music, interviews, and family archives to ____ the community's history.

ดูคำตอบ

capture the richness of

Beyond the word's casual use, ลำดับความ

0:58

นอกเหนือจากการใช้คำนี้แบบทั่วไปแล้ว

what makes something Kafkaesque? ไวยากรณ์

1:00

อะไรที่ทำให้บางสิ่งบางอย่างมีลักษณะ 'แบบคาฟคา'?

ลำดับความ

Beyond the word's casual use: ก้าวไปสู่คำถามที่ลึกกว่า

วลีเปิด Beyond the word's casual use พาการอภิปรายก้าวพ้นจากการใช้คำนี้ในแบบที่คุ้นเคยและมีความหมายกว้าง ๆ พร้อมส่งสัญญาณว่าต่อไปจะเจาะลึกมากขึ้น beyond ในที่นี้หมายถึง “ออกไปนอกหรือก้าวพ้นระดับของการอภิปรายนั้น” ไม่ได้หมายถึง “อยู่ไกลออกไป” ในเชิงพื้นที่ โครงสร้าง Beyond + นามวลีที่ต้นประโยคช่วยนำผู้อ่านหรือผู้ฟังจากประเด็นที่เห็นได้ชัดไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Beyond its practical benefits, we should ask whether the plan is fair,” วลีเปิดทำหน้าที่อะไร?

  1. วลีนี้เปลี่ยนการอภิปรายจากประโยชน์ในทางปฏิบัติไปสู่คำถามที่ลึกกว่าเรื่องความยุติธรรม
  2. วลีนี้บอกว่าประโยชน์ในทางปฏิบัติทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมโดยตรง
  3. วลีนี้ระบุว่าแผนอยู่ไกลออกไปในเชิงพื้นที่
ดูคำตอบ

วลีนี้เปลี่ยนการอภิปรายจากประโยชน์ในทางปฏิบัติไปสู่คำถามที่ลึกกว่าเรื่องความยุติธรรม

ไวยากรณ์

What makes something Kafkaesque?: ถามว่าอะไรทำให้เกิดคุณสมบัติหนึ่ง

What makes something Kafkaesque? ใช้โครงสร้าง What makes + กรรม + คำคุณศัพท์? เพื่อถามว่าลักษณะหรือเงื่อนไขใดทำให้สิ่งของหรือสถานการณ์มีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง Something เป็นคำแทนแบบกว้าง ๆ สำหรับกรณีใด ๆ ที่เป็นไปได้ make ในที่นี้หมายถึง “ทำให้เป็นหรือกลายเป็น” ไม่ใช่ “ผลิตสิ่งของ” ส่วน Kafkaesque เป็นคำคุณศัพท์ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของกรรมและอธิบาย something โดยตรง โครงสร้างนี้จึงไม่ต้องมี to be

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างปัจจุบันกาล What makes + object + adjective ให้สมบูรณ์: What ____ this design so effective?

ดูคำตอบ

makes

Franz Kafka's stories do indeed deal with many mundane and absurd aspects ไวยากรณ์

1:03

เรื่องราวของ ฟรันซ์ คาฟคา มักจะเกี่ยวข้องกับแง่มุมที่น่าเบื่อหน่ายและไร้สาระ

ไวยากรณ์

do indeed deal with: ยืนยันอย่างหนักแน่นว่ากล่าวถึงหัวข้อนั้นจริง

ใน do indeed deal with คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น และ indeed ยิ่งเพิ่มน้ำหนักการยืนยัน กริยาหลักคือ deal โดย deal with ในที่นี้หมายถึงกล่าวถึงหรือพูดถึงหัวข้อหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า do คือการกระทำแยกต่างหากในความหมายว่า ทำ โครงสร้าง do/does/did indeed + กริยารูปพื้นฐาน ช่วยให้ผู้พูดยอมรับอย่างชัดเจนว่าประเด็นหนึ่งเป็นจริง โดยมักตามด้วยข้อจำกัดหรือเหตุผลที่ลึกขึ้น เนื่องจาก stories เป็นพหูพจน์ ประโยคนี้จึงใช้ do ส่วนประธานเอกพจน์ในปัจจุบันกาลใช้ does

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างเน้นได้ถูกต้องเพื่อยอมรับประเด็นหนึ่งก่อนเพิ่มข้อจำกัด?

  1. The report does indeed deal with safety, but it says little about cost.
  2. The report does indeed deals with safety, but it says little about cost.
  3. The report indeed dealing with safety, but it says little about cost.
ดูคำตอบ

The report does indeed deal with safety, but it says little about cost.

of modern bureaucracy,

1:08

ของระบบราชการสมัยใหม่จริงๆ

drawn in part from his experience of working as an insurance clerk วลี

1:10

ส่วนหนึ่งดึงมาจากประสบการณ์การทำงานเป็นพนักงานประกันภัยของเขา

in early 20th century Prague.

1:14

ในปรากช่วงต้นศตวรรษที่ 20

วลี

drawn in part from: ระบุว่าเป็นแหล่งที่มาเพียงบางส่วน

drawn in part from หมายถึงนำมาหรือมีที่มาบางส่วนจากบางสิ่ง drawn เป็นรูปกริยาช่องสามของ draw แต่ draw ในที่นี้หมายถึงการนำเนื้อหา แนวคิด หรือแรงบันดาลใจมาจากแหล่งหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงวาดรูป in part จำกัดขอบเขตของคำกล่าว กล่าวคือ ประสบการณ์ทำงานนั้นเป็นแหล่งที่มาหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งเดียว โครงสร้างเต็มมักเป็น be drawn in part from + แหล่งที่มา และอาจปรากฏเป็นวลี participle แบบย่อที่ขยายเนื้อหาซึ่งเพิ่งกล่าวถึงก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าความทรงจำในวัยเด็กเป็นหนึ่งในแหล่งที่มา แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งเดียว?

  1. The novel is drawn in part from the author's childhood memories.
  2. The novel is based entirely on the author's childhood memories.
  3. The novel contains a drawing of the author's childhood home.
ดูคำตอบ

The novel is drawn in part from the author's childhood memories.

Many of his protagonists are office workers

1:16

ตัวเอกของเขาหลายคนเป็นพนักงานออฟฟิศ

compelled to struggle through a web of obstacles โน้ต

1:19

ที่ถูกบังคับให้ต้องดิ้นรนผ่านอุปสรรคมากมาย

สำนวน

a web of obstacles: อุปสรรคที่พันเกี่ยวกันเป็นใย

a web of obstacles ใช้ภาพใยแมงมุมเพื่ออธิบายอุปสรรคที่เชื่อมโยงและพันกันยุ่ง ปัญหาเหล่านี้แยกจัดการได้ยาก และภาพนี้ยังสื่อถึงการติดกับขณะพยายามเดินหน้าด้วย web ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเว็บไซต์ a web of + คำนาม เป็นโครงสร้างที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้ มักใช้บรรยายสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน เช่น คำโกหก กฎ ความสัมพันธ์ หรือปัญหา โดยเน้นความพันเกี่ยว ไม่ใช่แค่มีจำนวนมาก

แบบฝึกหัด

a web of obstacles ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. อุปสรรคง่าย ๆ เพียงอย่างเดียวที่เอาออกได้ทันที
  2. เว็บไซต์ที่แสดงปัญหาไม่เกี่ยวข้องกันเพียงไม่กี่ข้อ
  3. ความยากลำบากหลายอย่างที่เชื่อมโยงกันและยากจะหลุดพ้นหรือแก้แยกกัน
ดูคำตอบ

ความยากลำบากหลายอย่างที่เชื่อมโยงกันและยากจะหลุดพ้นหรือแก้แยกกัน

in order to achieve their goals,

1:22

เพื่อบรรลุเป้าหมายของพวกเขา

การใช้คำ

compelled to: ถูกบังคับให้ลงมือในบริบทที่เป็นทางการ

โครงสร้าง be compelled to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคำสั่ง กฎ อันตราย หรือแรงกดดันอย่างมากทำให้คนคนหนึ่งต้องลงมือโดยแทบไม่มีทางเลือกจริง ๆ ในประโยคนี้ compelled to struggle แสดงว่าตัวละครไม่ได้เลือกดิ้นรนด้วยความสมัครใจ แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องทำเช่นนั้น compelled to เป็นทางการกว่า forced to และพบบ่อยในงานเขียนเชิงบรรยาย รายงาน และบริบททางกฎหมายหรือสถาบัน ส่วน had to มีความเป็นกลางและใช้ในบทสนทนามากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เป็นทางการจากบทเรียนนี้: Because the court order left the company no choice, it was ____ release the records.

ดูคำตอบ

compelled to

and often the whole ordeal turns out to be so disorienting and illogical โน้ต

1:24

และบ่อยครั้งที่ความยากลำบากทั้งหมดกลับกลายเป็นเรื่องที่สับสนและไร้เหตุผล

that success becomes pointless in the first place. วลี

1:29

จนความสำเร็จกลายเป็นเรื่องไร้จุดหมายไปตั้งแต่แรก

วลี

turns out to be: ผลที่มารู้ในภายหลัง

ในโครงสร้าง turn out to be + คำนามหรือคำคุณศัพท์ turn out หมายถึงมีการค้นพบหรือพิสูจน์ในภายหลังว่าคนหรือสิ่งหนึ่งมีตัวตน คุณสมบัติ หรือผลลัพธ์แบบใด ในประโยคนี้ สุดท้ายแล้วบททดสอบทั้งหมดถูกพบว่าเป็นสิ่งที่ชวนสับสนและไร้เหตุผล วลีนี้มองย้อนกลับไปยังสิ่งที่ชัดเจนขึ้นหลังจากมีประสบการณ์หรือหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงการหมุนตัวจริง ๆ และตัววลีเองก็ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงผู้คนค้นพบตัวตนของก้อนหินในภายหลัง ไม่ใช่ว่าก้อนหินเกิดการเปลี่ยนแปลง

  1. The stone turned into a meteorite.
  2. The stone turned out to be a meteorite.
  3. The stone turned the meteorite out.
ดูคำตอบ

The stone turned out to be a meteorite.

ไวยากรณ์

so disorienting and illogical that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

โครงสร้างคือ so + คำคุณศัพท์ + that + อนุประโยคบอกผล so แสดงระดับที่สูง ส่วน that นำเข้าสู่สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะระดับนั้น so เพียงคำเดียวสามารถขยายคำคุณศัพท์ที่เชื่อมกันอย่าง disorienting และ illogical ได้ทั้งคู่ ในที่นี้ success becomes pointless คือผลลัพธ์ ไม่ใช่คำอธิบายเพิ่มเติม กล่าวคือบททดสอบนั้นชวนสับสนและไร้เหตุผลมากจนแม้แต่การประสบความสำเร็จก็ไม่มีคุณค่าอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกระดับและผลด้วย so ... that: The directions were ____ confusing and incomplete ____ nobody could follow them.

ดูคำตอบ

so · that

วลี

in the first place: ย้อนกลับไปหาเหตุผลตั้งต้น

ในประโยคนี้ in the first place หมายถึง “ตั้งแต่แรก” หรือ “ในระดับพื้นฐานที่สุด” สำนวนนี้พาผู้ฟังย้อนกลับไปหาเหตุผลแรกที่ทำให้ความสำเร็จมีความสำคัญ ถ้าบางสิ่งทำให้ความสำเร็จหมดความหมาย เป้าหมายนั้นก็ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่รากฐาน ตรงนี้สำนวนดังกล่าวไม่ได้ใช้เพื่อเริ่มข้อที่หนึ่ง โดยทั่วไปมักพบในคำถามหรือข้อความเชิงปฏิเสธ เพื่อย้อนถามว่าทำไมเรื่องหนึ่งจึงเกิดขึ้นหรือทำไมจึงสำคัญตั้งแต่แรก

แบบฝึกหัด

in the first place ทำหน้าที่อะไรในประโยคจากคำบรรยาย?

  1. เริ่มรายการแบบมีลำดับเลขเกี่ยวกับความสำเร็จประเภทต่าง ๆ
  2. บอกว่าความสำเร็จเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์อื่นทั้งหมด
  3. ย้อนกลับไปหาเหตุผลพื้นฐานที่ทำให้เป้าหมายนั้นสำคัญ
ดูคำตอบ

ย้อนกลับไปหาเหตุผลพื้นฐานที่ทำให้เป้าหมายนั้นสำคัญ

For example, in the short story Poseidon,

1:33

ตัวอย่างเช่น ในเรื่องสั้น โพไซดอน

the ancient Greek god is an executive so swamped with paperwork สำนวน

1:35

เทพเจ้ากรีกโบราณองค์นี้เป็นผู้บริหารที่จมอยู่กับงานเอกสารมากมาย

สำนวน

swamped with paperwork: งานเอกสารท่วมจนรับมือไม่ไหว

Swamped with paperwork หมายถึงมีงานเอกสารมากจนจัดการได้ยาก คำว่า swamped ใช้ภาพของการถูกน้ำท่วมหรือถูกบางสิ่งถาโถมใส่ แต่ความหมายตรงนี้เป็นเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงถูกน้ำท่วมจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be swamped with + งาน ข้อความ คำขอ หรือภาระอื่นจำนวนมาก สำนวนนี้เน้นว่ามีมากจนรับมือยาก ไม่ใช่เพียงแค่ยุ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่มีความหมายว่า “มีมากจนรับมือไม่ไหว”: I can't review another report today—I'm ____ paperwork.

ดูคำตอบ

swamped with

that he's never had time to explore his underwater domain.

1:40

จนเขาไม่เคยมีเวลาไปสำรวจอาณาจักรใต้น้ำของเขาเลย

The joke here is that not even a god ลำดับความ

1:43

เรื่องตลกก็คือ แม้แต่เทพเจ้า

can handle the amount of paperwork demanded by the modern workplace.

1:45

ก็ยังรับมือกับปริมาณงานเอกสารที่สถานที่ทำงานยุคใหม่เรียกร้องไม่ไหว

ลำดับความ

not even a god: ตัวอย่างสุดขั้วที่ช่วยเน้นประเด็น

ใน not even a god คำว่า even วาง a god ไว้ที่ปลายสุดของระดับซึ่งน่าประหลาดใจ เพราะโดยทั่วไปคนเราคาดว่าเทพเจ้าจะมีพลังมากกว่าคนธรรมดามาก เมื่อเติม not ความหมายจึงเป็นว่าแม้แต่กรณีสุดขั้วนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จ และสื่อว่าผู้ที่มีความสามารถน้อยกว่ายิ่งไม่มีทางทำสำเร็จ ประโยคนี้ใช้ระดับดังกล่าวเพื่อพูดเกินจริงให้เกิดอารมณ์ขัน ไม่ได้กำลังยืนยันเรื่องศาสนาอย่างจริงจัง แต่เน้นว่างานเอกสารนั้นรับมือได้ยากจนน่าขัน

แบบฝึกหัด

not even a god ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ยกเทพเจ้าเป็นกรณีสุดขั้วที่ควรทำสำเร็จ แล้วบอกว่าแม้แต่กรณีนี้ก็ยังล้มเหลว
  2. บอกว่าเทพเจ้าเป็นคนทำงานกลุ่มเดียวที่ต้องจัดการงานเอกสารให้เสร็จ
  3. เริ่มแจกแจงความเชื่อทางศาสนาแบบต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงาน
ดูคำตอบ

ยกเทพเจ้าเป็นกรณีสุดขั้วที่ควรทำสำเร็จ แล้วบอกว่าแม้แต่กรณีนี้ก็ยังล้มเหลว

But the reason why is telling. การใช้คำ

1:50

แต่เหตุผลนั้นน่าสนใจมาก

การใช้คำ

is telling: เผยให้เห็นสิ่งสำคัญ

ใน is telling คำว่า telling เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “ที่เผยให้เห็นบางสิ่ง” หรือ “ที่มีนัยสำคัญ” เหตุผลนั้นไม่ได้พูดจริง ๆ แต่เป็นเบาะแสที่เปิดเผยสิ่งสำคัญซึ่งอยู่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นบนผิวเผิน รูปแบบนี้ใช้บ่อยเมื่อข้อเท็จจริง การเลือก ปฏิกิริยา ความเงียบ หรือเหตุผลบางอย่างทำให้เราสรุปประเด็นที่กว้างขึ้นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ telling ในความหมายว่า “เผยให้เห็นสิ่งสำคัญ”

  1. The sudden change in his story was telling.
  2. She was telling her friend the news.
  3. He is telling the children a bedtime story.
ดูคำตอบ

The sudden change in his story was telling.

He's unwilling to delegate any of the work การใช้คำ

1:52

เขาไม่เต็มใจที่จะมอบหมายงานใดๆ ให้ใครเลย

การใช้คำ

delegate any of the work: มอบหมายงานให้ผู้อื่น

ในประโยคนี้ delegate เป็นคำกริยา หมายถึงการมอบงานส่วนหนึ่งพร้อมความรับผิดชอบในการทำงานนั้นให้คนอื่น delegate any of the work หมายถึงการยอมมอบงานออกไปแม้เพียงส่วนเดียว แต่เขาปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น รูปแบบที่ใช้บ่อยคือ delegate + งานหรือความรับผิดชอบ + to + คน โดยอาจไม่กล่าวถึงผู้รับงานหากไม่ทราบว่าเป็นใครหรือเข้าใจได้ชัดเจนจากบริบท ดังเช่นในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ delegate ได้ถูกต้องในความหมายว่ามอบหมายงานให้คนอื่น

  1. She became a delegate the weekly report to Omar.
  2. She delegated the weekly report to Omar.
  3. She delegated Omar from the weekly report.
ดูคำตอบ

She delegated the weekly report to Omar.

because he deems everyone else unworthy of the task. การใช้คำ

1:55

เพราะเขามองว่าคนอื่นไม่มีค่าพอที่จะทำหน้าที่นั้น

การใช้คำ

deems everyone else unworthy: deem + กรรม + คำคุณศัพท์

deems everyone else unworthy ใช้โครงสร้าง deem + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย deems หมายถึงตัดสินอย่างเป็นทางการ everyone else เป็นกรรม และ unworthy เป็นส่วนเติมเต็มของกรรมที่บอกว่าเขาตัดสินคนเหล่านั้นอย่างไร ในที่นี้ unworthy of the task หมายถึงเขาเห็นว่าคนเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติหรือไม่คู่ควรพอที่จะทำงานนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีนิสัยหรือศีลธรรมไม่ดีเสมอไป

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ deem และคำในวงเล็บตามโครงสร้าง deem + กรรม + คำคุณศัพท์ เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Based on the test results, the engineers ____. (device / unreliable)

ดูคำตอบ

deemed the device unreliable

Kafka's Poseidon is a prisoner of his own ego. สำนวน

1:59

โพไซดอนของคาฟคาคือนักโทษแห่งอัตตาของเขาเอง

สำนวน

a prisoner of his own ego: ถูกความหยิ่งของตนเองจองจำ

ในประโยคนี้ a prisoner of his own ego เป็นคำเปรียบเปรย โพไซดอนไม่ได้ถูกขังคุกจริง ๆ แต่ความหยิ่งทะนงควบคุมการตัดสินใจของเขาอย่างมาก จนทำให้เขาติดอยู่ในปัญหาที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้น รูปแบบ a prisoner of + คำนามนามธรรม นำเสนอความรู้สึก นิสัย ความเชื่อ หรือจุดอ่อนว่าเป็นพลังที่จำกัดอิสรภาพของคนคนหนึ่ง his own เน้นว่าต้นเหตุของกับดักนี้อยู่ภายในตัวเขาเอง

แบบฝึกหัด

a prisoner of his own ego ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร?

  1. เขาเฝ้าเรือนจำเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตน
  2. ความหยิ่งของเขาเองทำให้เขาติดกับและถูกจำกัด
  3. เขาถูกขังคุกจริง ๆ เพราะก่ออาชญากรรม
ดูคำตอบ

ความหยิ่งของเขาเองทำให้เขาติดกับและถูกจำกัด

This simple story contains all of the elements

2:03

เรื่องราวเรียบง่ายนี้มีองค์ประกอบทั้งหมด

that make for a truly Kafkaesque scenario. กริยาวลี

2:05

ที่สร้างสถานการณ์แบบคาฟคาอย่างแท้จริง

กริยาวลี

make for: ช่วยก่อให้เกิดผลลัพธ์

make for ในที่นี้หมายถึงช่วยก่อให้เกิดหรือนำไปสู่ผลลัพธ์บางอย่าง องค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่องทำงานร่วมกันจนเกิดผลลัพธ์คือสถานการณ์แบบคาฟคาอย่างแท้จริง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A makes/make for B โดย A เป็นสาเหตุหรือเงื่อนไขที่มีส่วนก่อให้เกิดผล และ B เป็นสถานการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ในตัวอย่าง that อ้างถึงคำนามพหูพจน์ elements จึงใช้กริยา make นี่ไม่ใช่โครงสร้าง make + something + for + someone

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีที่หมายถึงช่วยก่อให้เกิดผลลัพธ์: Clear rules ____ a safer workplace.

ดูคำตอบ

make for

It's not the absurdity of bureaucracy alone, ไวยากรณ์

2:08

ไม่ใช่แค่ความไร้สาระของระบบราชการเท่านั้น

but the irony of the character's circular reasoning การใช้คำ

2:11

แต่ความตลกร้ายจากการหาเหตุผลแบบวนเวียนของตัวละคร

in reaction to it

2:14

ในการตอบสนองต่อมัน

that is emblematic of Kafka's writing. การใช้คำ

2:16

คือสัญลักษณ์ของงานเขียนของคาฟคา

ไวยากรณ์

not X alone, but Y: แก้คำอธิบายที่เรียบง่ายเกินไป

รูปแบบ not X alone, but Y ใช้แก้คำอธิบายที่มุ่งไปที่ X อย่างแคบเกินไป รูปแบบนี้ยังยอมรับว่า X เกี่ยวข้อง แต่บอกว่า X เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ส่วน Y คือประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้พูดต้องการเน้น ในประโยคนี้ ความไร้เหตุผลของระบบราชการยังคงสำคัญ แต่ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย but ย้ายจุดสนใจหลักไปยังความย้อนแย้งที่เกิดจากการใช้เหตุผลแบบวนเป็นวงกลมของตัวละคร จึงเป็นส่วนที่แสดงข้อสรุปซึ่งชัดเจนกว่าเกี่ยวกับลักษณะงานเขียนของคาฟคา

แบบฝึกหัด

รูปแบบ not X alone, but Y แสดงความสัมพันธ์แบบใด

  1. X และ Y เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเรียงตามลำดับเวลา
  2. X ยังคงสำคัญ แต่ X เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ส่วน Y คือประเด็นเพิ่มเติมที่ถูกเน้น
  3. X ถูกปฏิเสธทั้งหมด และยอมรับเพียง Y
ดูคำตอบ

X ยังคงสำคัญ แต่ X เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ส่วน Y คือประเด็นเพิ่มเติมที่ถูกเน้น

การใช้คำ

circular reasoning: การให้เหตุผลที่ตั้งข้อสรุปไว้ล่วงหน้า

Circular reasoning คือข้อบกพร่องของการให้เหตุผล โดยเหตุผลนั้นตั้งสมมติฐานไว้ก่อน ทำซ้ำ หรือพึ่งพาข้อสรุปเดียวกับที่ควรจะพิสูจน์ เพราะไม่มีหลักฐานอิสระมาสนับสนุน การให้เหตุผลจึงวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ในบริบทนี้ ตัวละครไม่ยอมมอบหมายงานเพราะเชื่อว่าไม่มีใครเหมาะสม เนื่องจากเขาไม่เคยมอบหมายงาน เขาจึงมีงานล้นมืออยู่เสมอ และผลที่เกิดขึ้นก็ทำให้เขาติดอยู่ในตรรกะเดิมแทนที่จะพบทางออก

แบบฝึกหัด

ข้อความใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ circular reasoning

  1. This policy was changed after several complaints.
  2. This policy is fair because it gives every applicant the same chance.
  3. This policy is fair because it is a fair policy.
ดูคำตอบ

This policy is fair because it is a fair policy.

การใช้คำ

emblematic of: เป็นตัวแทนของสิ่งที่กว้างกว่าอย่างชัดเจน

be emblematic of หมายถึง “เป็นสัญลักษณ์หรือตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นแบบฉบับของ...” ในประโยคนี้ ลักษณะที่ that กล่าวถึงเป็นตัวแทนของคุณลักษณะที่กว้างกว่าของงานเขียนคาฟคา โครงสร้างคือ A + be + emblematic of + B โดย A คือตัวอย่างเฉพาะ ส่วน B คือรูปแบบ ยุค แนวโน้ม หรือปัญหาที่ใหญ่กว่าซึ่ง A แสดงให้เห็น ที่นี่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่า A เป็นตราสัญลักษณ์จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “เป็นตัวแทนอย่างชัดเจนของ”: The long lines became ____ the city's housing crisis.

ดูคำตอบ

emblematic of

His tragicomic stories act as a form of mythology for the modern industrial age, โน้ต

2:18

เรื่องราวสลดปนขบขันของเขาทำหน้าที่เป็นเสมือนตำนานสำหรับยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่

การใช้คำ

tragicomic: ทั้งเป็นโศกนาฏกรรมและเป็นเรื่องตลก

tragicomic เป็นคำที่รวม tragic กับ comic ใช้อธิบายเรื่องราว ฉาก เหตุการณ์ หรือน้ำเสียงที่เศร้าหรือเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันก็ตลกด้วย ผลทั้งสองแบบผสมอยู่ด้วยกัน ความไร้เหตุผล ความขัดแย้ง หรืออารมณ์ขันแบบมืดมนอาจทำให้สถานการณ์ที่เจ็บปวดดูน่าขำได้ คำนี้ไม่ได้หมายเพียงว่าสิ่งหนึ่งเริ่มต้นอย่างเศร้าแล้วภายหลังกลายเป็นร่าเริงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่สุดที่จะอธิบายว่า tragicomic?

  1. รายงานที่จริงจังนำเสนอข้อเท็จจริงอันเจ็บปวดโดยไม่มีอารมณ์ขันเลย
  2. เรื่องหนึ่งเริ่มต้นอย่างเศร้า แต่จบลงด้วยการเฉลิมฉลองอันร่าเริงเพียงอย่างเดียว
  3. ฉากอำลาทำให้ใจสลาย แต่ความผิดพลาดอันไร้เหตุผลของตัวละครก็ทำให้ฉากนั้นตลกด้วย
ดูคำตอบ

ฉากอำลาทำให้ใจสลาย แต่ความผิดพลาดอันไร้เหตุผลของตัวละครก็ทำให้ฉากนั้นตลกด้วย

ลำดับความ

act as a form of mythology: การอธิบายหน้าที่ทางวัฒนธรรม

โครงสร้าง X acts as Y กำหนดหน้าที่หรือบทบาทให้ X ในที่นี้ act as หมายถึง “ทำหน้าที่เป็น” และ a form of ทำให้การจัดประเภทมีความยืดหยุ่น กล่าวคือ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เทพปกรณัมโบราณ แต่ทำหน้าที่คล้ายกัน ในที่นี้ mythology หมายถึงชุดสัญลักษณ์และรูปแบบเรื่องเล่าที่ผู้คนมีร่วมกัน ซึ่งช่วยให้เข้าใจความกลัว ความขัดแย้ง และโครงสร้างอำนาจของยุคหนึ่ง วลีนี้นำเสนอเรื่องของคาฟคาในฐานะวิธีตีความชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่งหรือเรื่องเท็จ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ act as a form of mythology มอบบทบาทใดให้เรื่องราวเหล่านี้

  1. เรื่องเหล่านี้เล่าประวัติของเทพเจ้าโบราณอย่างตรงตามข้อเท็จจริง
  2. เรื่องเหล่านี้ถูกเรียกว่าเรื่องเท็จที่ไม่มีความหมายกว้างกว่านั้น
  3. เรื่องเหล่านี้มอบสัญลักษณ์ร่วมเพื่อช่วยให้เข้าใจชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ดูคำตอบ

เรื่องเหล่านี้มอบสัญลักษณ์ร่วมเพื่อช่วยให้เข้าใจชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่

employing dream logic วัฒนธรรม

2:24

โดยใช้ตรรกะของความฝัน

to explore the relationships between systems of arbitrary power การใช้คำ

2:25

เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างระบบของอำนาจที่เบ็ดเสร็จ

and the individuals caught up in them. กริยาวลี

2:30

และบุคคลที่ติดกับดักอยู่ในนั้น

วัฒนธรรม

dream logic: กฎการเล่าเรื่องแบบความฝัน

dream logic หมายถึงเรื่องราวดำเนินไปตามกฎที่ให้ความรู้สึกเหมือนความฝันขณะหลับ เหตุการณ์อาจกระโดดเปลี่ยนอย่างฉับพลัน สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ และความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลอาจไม่เป็นไปตามความจริงในชีวิตประจำวัน ในประโยคนี้ วิธีแบบความฝันดังกล่าวใช้เพื่อสำรวจความสัมพันธ์จริงระหว่างระบบอำนาจตามอำเภอใจกับผู้คนที่ติดอยู่ในระบบนั้น ดังนั้น การเล่าเรื่องที่ไม่สมจริงจึงเผยให้เห็นความกลัวและอำนาจที่มีอยู่จริงได้

แบบฝึกหัด

ฉากใดเหมาะจะอธิบายว่าใช้ dream logic มากที่สุด

  1. ทางเดินยาวขึ้นทุกครั้งที่ตัวละครเปิดประตู และทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ
  2. นักสืบอธิบายทุกเหตุการณ์ด้วยหลักฐานทางกายภาพที่ชัดเจน
  3. ตัวละครคนหนึ่งวางแผนรายสัปดาห์เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านอาชีพ
ดูคำตอบ

ทางเดินยาวขึ้นทุกครั้งที่ตัวละครเปิดประตู และทุกคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ

การใช้คำ

systems of arbitrary power: ระบบอำนาจที่ไม่มีข้อจำกัดชัดเจน

ในประโยคนี้ systems of arbitrary power หมายถึงโครงสร้างที่จัดเป็นระบบ ซึ่งผู้มีอำนาจหรือสถาบันสามารถตัดสินใจได้โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ ไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ หรือไม่มีข้อจำกัดที่มีผลจริง ในที่นี้ arbitrary มีนัยวิจารณ์อย่างจริงจัง: อำนาจอาจไม่โปร่งใสและคาดเดาไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงความสบาย ๆ หรือการสุ่ม โครงสร้าง systems of + คำนามนามธรรม บอกว่าสิ่งใดเป็นตัวกำหนดหรือลักษณะของระบบเหล่านั้น ดังนั้นวลีนี้จึงชี้ถึงอำนาจระดับสถาบัน ไม่ใช่แค่การตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมเป็นครั้งคราวของคนคนเดียว

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงถึง a system of arbitrary power ได้ดีที่สุด

  1. การจับสลากจัดลำดับคิวด้วยกระบวนการสุ่มที่ประกาศให้สาธารณชนทราบล่วงหน้า
  2. เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎที่ประกาศไว้และเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์โดยอิสระ
  3. เจ้าหน้าที่สามารถลงโทษผู้คนได้โดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือปฏิบัติตามกฎที่ชัดเจน
ดูคำตอบ

เจ้าหน้าที่สามารถลงโทษผู้คนได้โดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือปฏิบัติตามกฎที่ชัดเจน

กริยาวลี

caught up in: ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์

ในประโยคนี้ caught up in หมายถึงถูกดึงเข้าไปพัวพันหรือได้รับผลกระทบจากระบบที่ใหญ่กว่า โดยมักสื่อว่าควบคุมสถานการณ์ได้น้อยหรือหลุดออกมาได้ยาก เป็นการใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นถูกจับทางกายภาพ individuals caught up in them เป็นรูปย่อของ individuals who are caught up in them โดย them หมายถึง systems of arbitrary power ดังนั้นส่วนนี้จึงระบุถึงผู้คนที่เข้าไปพัวพันกับระบบอำนาจเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ถูกดึงเข้าไปในสถานการณ์โดยไม่สมัครใจ”: Several families were ____ a legal dispute they did not start.

ดูคำตอบ

caught up in

Take, for example, ลำดับความ

2:32

ยกตัวอย่างเช่น

Kafka's most famous story, Metamorphosis.

2:33

เรื่องราวที่โด่งดังที่สุดของคาฟคา The Metamorphosis (แปลงกาย)

ลำดับความ

การใช้ Take, for example, เพื่อเกริ่นตัวอย่างสนับสนุน

Take, for example, ใช้เกริ่นกรณีที่เฉพาะเจาะจงเพื่อสนับสนุนหรืออธิบายแนวคิดทั่วไปที่เพิ่งกล่าวไป ก่อนหน้านี้ผู้พูดกล่าวถึงเรื่องราวของคาฟคาโดยรวม แล้วจึงใช้ Metamorphosis เป็นหลักฐาน ในโครงสร้างนี้ take ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือขนบางสิ่งจริง ๆ แต่หมายถึง “ลองพิจารณากรณีนี้” ลำดับที่พบบ่อยคือ Take, for example, + นามวลี และยังพูดว่า Take Kafka's story, for example. ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ผู้พูดได้กล่าวโดยทั่วไปว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถช่วยชุมชนได้อย่างไร ประโยคใดเกริ่นตัวอย่างที่สนับสนุนแนวคิดนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Therefore, the community garden on Pine Street.
  2. Take, for example, the community garden on Pine Street.
  3. On the other hand, the community garden on Pine Street.
ดูคำตอบ

Take, for example, the community garden on Pine Street.

When Gregor Samsa awakens one morning to find himself transformed into a giant insect, ไวยากรณ์

2:37

เมื่อ เกรกอร์ ซัมซา ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นแมลงยักษ์

ไวยากรณ์

to find himself transformed into: การพบว่าตนเองอยู่ในสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิด

to find himself transformed into ใช้โครงสร้าง find + สรรพนามสะท้อนกลับ + past participle หมายถึงเกรเกอร์พบว่าตนเองอยู่ในสภาพที่เปลี่ยนไปแล้ว โดย find ในที่นี้หมายถึง “ตระหนักหรือพบว่า” ไม่ใช่ “ค้นหา” transformed บรรยายสภาพของ himself ส่วน into a giant insect บอกผลของการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างนี้มักใช้บอกสภาพที่ไม่คาดคิด ไม่ได้วางแผนไว้ หรือเพิ่งสังเกตเห็นภายหลัง ในที่นี้ to find เชื่อมการตื่นของเขาเข้ากับการค้นพบอันน่าตกใจที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ find oneself + past participle ได้ถูกต้องเพื่อบอกสภาพที่ไม่คาดคิด

  1. After the bridge collapsed, the village searched itself cut off from the outside world.
  2. After the bridge collapsed, the village found itself to cut off the outside world.
  3. After the bridge collapsed, the village found itself cut off from the outside world.
ดูคำตอบ

After the bridge collapsed, the village found itself cut off from the outside world.

his greatest worry is that he gets to work on time. โน้ต

2:42

ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขากลับกลายเป็นการไปทำงานให้ตรงเวลา

ลำดับความ

his greatest worry is that he gets to work on time: ความย้อนแย้งแบบไร้เหตุผล

ทันทีหลังจากเกรเกอร์พบว่าตัวเองกลายเป็นแมลงยักษ์ อนุประโยคที่เน้นกลับทำให้การไปถึงที่ทำงานตรงเวลากลายเป็น “สิ่งที่เขากังวลที่สุด” ข้อมูลถูกจัดเรียงให้เกิดความไม่สมดุลอย่างน่าตกใจ กล่าวคือ หลังหายนะทางร่างกายที่ไม่ธรรมดา กลับตามมาด้วยความกังวลในชีวิตประจำวันเรื่องการตรงต่อเวลา การกลับลำดับความสำคัญเช่นนี้สร้างความย้อนแย้งแบบไร้เหตุผล และยังบอกเป็นนัยว่าความคาดหวังจากที่ทำงานมีอำนาจเหนือเกรเกอร์มากจนเขานึกถึงการไปสายก่อนที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายผลของอนุประโยคที่เน้นได้ดีที่สุด

  1. แสดงให้เห็นว่าการกลายเป็นแมลงเป็นส่วนปกติของงานของเขา
  2. เปรียบต่างหายนะที่ไม่ธรรมดากับความกังวลเรื่องงานในชีวิตประจำวัน
  3. บอกเป็นนัยว่าการไปถึงที่ทำงานจะทำให้เขากลับคืนร่างเดิม
ดูคำตอบ

เปรียบต่างหายนะที่ไม่ธรรมดากับความกังวลเรื่องงานในชีวิตประจำวัน

วลี

gets to work on time: ไปถึงที่ทำงานตรงเวลา

ใน gets to work on time คำว่า get to หมายถึง “ไปถึง” ส่วน work เป็นจุดหมายซึ่งก็คือที่ทำงาน และ on time หมายถึงตามเวลาที่กำหนดโดยไม่สาย ทั้งวลีจึงหมายถึง “ไปถึงที่ทำงานตรงเวลา” คำว่า get to work ยังอาจหมายถึง “เริ่มทำงาน” ได้ด้วย แต่ในที่นี้ on time เป็นเบาะแสเรื่องเวลาที่ไปถึง จึงทำให้เห็นชัดว่า work หมายถึงจุดหมายคือที่ทำงาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ใช้ get และหมายถึง “ไปถึงที่ทำงานตามเวลาที่กำหนด”: The first bus was canceled, so I took a taxi to ____.

ดูคำตอบ

get to work on time

Of course, this proves impossible.

2:46

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

It was not only the authoritarian realm of the workplace ลำดับความ

2:49

ไม่ใช่เพียงแค่ขอบเขตอำนาจนิยมในที่ทำงานเท่านั้น

ลำดับความ

not only the authoritarian realm of the workplace: การขยายประเด็น

ในรูปแบบ It was not only X คำว่า not only ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า X คือคำอธิบายทั้งหมด ในที่นี้ ที่ทำงานแบบอำนาจนิยมเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อใช้เป็นสัญญาณจัดระเบียบข้อมูล not only บอกผู้ฟังว่ายังจะมีสาเหตุหรือมุมมองอื่นตามมา ในภาษาพูดหรือคำอธิบายที่แบ่งเป็นหลายประโยค ข้อมูลเพิ่มเติมอาจอยู่ในประโยคถัดไป แม้จะไม่มี but also ตามมาทันที

แบบฝึกหัด

not only ในที่นี้ส่งสัญญาณหลักว่าอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังจะให้คำนิยามคำว่า authoritarian
  2. ผู้พูดปฏิเสธว่าอำนาจในที่ทำงานมีอิทธิพลใด ๆ
  3. ที่ทำงานแบบอำนาจนิยมเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย และกำลังจะมีอีกส่วนตามมา
ดูคำตอบ

ที่ทำงานแบบอำนาจนิยมเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย และกำลังจะมีอีกส่วนตามมา

that inspired Kafka.

2:52

ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คาฟคา

Some of his protagonists' struggles come from within. วลี

2:54

การต่อสู้ของตัวเอกบางตัวของเขามาจากภายใน

วลี

come from within: มีต้นกำเนิดจากภายใน

come from within หมายถึงแหล่งที่มาอยู่ภายในตัวบุคคลหรือสิ่งที่กำลังกล่าวถึง ในที่นี้ ความดิ้นรนของตัวละครเอกเกิดจากความคิด ความปรารถนา ความกลัว หรือความขัดแย้งของตนเอง ไม่ได้เกิดจากสภาพภายนอกเพียงอย่างเดียว within ในที่นี้เป็นความหมายเชิงนามธรรม ไม่ได้บรรยายการเคลื่อนออกจากสถานที่จริง รูปแบบเดียวกันนี้ใช้บอกแหล่งที่มาภายในของบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ come from within เพื่อบอกแหล่งที่มาภายใน?

  1. Her confidence comes from within.
  2. The music comes from inside the studio.
  3. She comes into the studio at nine.
ดูคำตอบ

Her confidence comes from within.

The short story A Hunger Artist

2:57

เรื่องสั้น A Hunger Artist (ศิลปินอดอาหาร)

describes a circus performer whose act consists of extended fasts. โน้ต

2:59

บรรยายถึงนักแสดงละครสัตว์ที่มีการแสดงคือการอดอาหารเป็นเวลานาน

ไวยากรณ์

whose act consists of: เพิ่มข้อมูลจำกัดความด้วย whose

whose ใช้นำอนุประโยคขยายที่เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ circus performer และแสดงความเป็นเจ้าของ โดย whose act หมายถึง «การแสดงของนักแสดงคนนั้น» ตรงนี้ act เป็นคำนามที่หมายถึง «การแสดง» ไม่ได้หมายถึง «การกระทำ» และไม่ใช่คำกริยา act consists of หมายถึง «ประกอบด้วย» รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ คำนาม + whose + สิ่งหนึ่ง + consists of + เนื้อหาหรือส่วนประกอบ ซึ่งใช้บรรยายคนหรือสิ่งของด้วยการบอกว่าส่วนที่เป็นของคนนั้นหรือสิ่งนั้นมีอะไรอยู่หรือประกอบด้วยอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ whose ... consists of ... ได้ถูกต้องเพื่อบรรยายคนผ่านเนื้อหาของกิจกรรมที่คนนั้นทำ?

  1. The museum hired a guide who tour consists of three sections.
  2. The museum hired a guide whose tour consists three sections.
  3. The museum hired a guide whose tour consists of three sections.
ดูคำตอบ

The museum hired a guide whose tour consists of three sections.

การใช้คำ

extended fasts: fasts เป็นคำนามหมายถึงช่วงอดอาหาร

ใน extended fasts คำว่า fasts เป็นรูปพหูพจน์ของคำนามนับได้ fast หมายถึงช่วงเวลาหลายช่วงที่คนหนึ่งไม่กินอาหาร คำว่า extended บอกว่าช่วงเหล่านั้นกินเวลานาน ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง «ช่วงอดอาหารที่ยาวนาน» fast ในที่นี้ไม่เกี่ยวกับความเร็ว รูปไวยากรณ์ช่วยให้แยกความหมายได้ด้วย เพราะ extended เป็นคำคุณศัพท์ที่ขยายคำนามพหูพจน์ fasts

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The tradition includes two short fasts each year," คำว่า fasts หมายถึงอะไร?

  1. การแข่งขันความเร็วสูงสองรายการ
  2. ช่วงไม่กินอาหารสองช่วง
  3. อาหารสองมื้อที่กินอย่างรวดเร็วมาก
ดูคำตอบ

ช่วงไม่กินอาหารสองช่วง

He's upset that the circus master limits these to 40 days,

3:05

เขาอารมณ์เสียที่เจ้าของคณะละครสัตว์จำกัดเวลาไว้เพียง 40 วัน

believing this prevents him from achieving greatness in his art. วลี

3:09

โดยเชื่อว่าสิ่งนี้ขัดขวางไม่ให้เขาบรรลุความยิ่งใหญ่ในศิลปะของเขา

วลี

prevent someone from doing: ขัดขวางไม่ให้ใครทำบางสิ่ง

Prevent + someone + from + -ing หมายถึงบางสิ่งขัดขวางไม่ให้คนหนึ่งทำบางอย่าง หรือทำให้การกระทำนั้นเป็นไปไม่ได้ ในประโยคนี้ this คือสาเหตุ him คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และ achieving greatness คือผลลัพธ์ที่ถูกขัดขวาง โครงสร้างนี้ต้องมี from และคำกริยาหลัง from ต้องอยู่ในรูป -ing จึงต้องใช้ prevents him from achieving ไม่ใช่ prevents him from achieve หรือ prevents him to achieve

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง prevent + object + from + -ing ในรูปอดีต โดยใช้ us เป็นกรรมและ enter เป็นการกระทำ: The locked gate ____ the park, so we waited outside.

ดูคำตอบ

prevented us from entering

But when his act loses popularity,

3:13

แต่เมื่อการแสดงของเขาเสื่อมความนิยมลง

he is left free to starve himself to death. ไวยากรณ์

3:15

เขาก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระที่จะอดอาหารจนตาย

ไวยากรณ์

is left free to: ผลลัพธ์ที่ไม่มีข้อจำกัดแต่เป็นอันตราย

Be left + adjective ใช้บอกสภาพที่คงอยู่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลง ในโครงสร้าง is left free to + คำกริยา คำกริยาจะอยู่ในรูปพื้นฐาน และทั้งวลีหมายความว่าไม่มีบุคคลหรือกฎใดขัดขวางไม่ให้เขาทำสิ่งนั้นอีกต่อไป ในที่นี้ free มีความหมายเชิงประชด ไม่ใช่เชิงบวก เมื่อการแสดงหมดความนิยม ข้อจำกัดจากภายนอกก็หายไป เขาจึงอดอาหารต่อไปได้จนเสียชีวิต ถ้อยคำนี้เน้นว่าการไม่มีข้อจำกัดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง

แบบฝึกหัด

was left free to ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? When the supervisor stopped checking his work, he was left free to ignore every safety rule.

  1. ผู้ควบคุมสั่งให้เขาละเลยกฎเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ
  2. ไม่มีใครห้ามเขาไม่ให้ละเลยกฎเหล่านั้นอีกต่อไป
  3. เขาได้รับรางวัลเพราะปฏิบัติตามกฎ
ดูคำตอบ

ไม่มีใครห้ามเขาไม่ให้ละเลยกฎเหล่านั้นอีกต่อไป

The twist comes when he lays dying in anonymity, โน้ต

3:19

จุดหักมุมมาถึงเมื่อเขานอนรอความตายอย่างไร้ตัวตน

การใช้คำ

in anonymity: อยู่ในสภาพที่ไม่มีใครรู้จักหรือยอมรับ

in anonymity บรรยายสภาวะต่อเนื่องที่บุคคลนั้นไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนหรือไม่ได้รับการยอมรับ ในที่นี้หมายถึงชายคนนั้นกำลังจะตายโดยถูกลืมและไม่มีใครสนใจ ไม่ได้หมายความเพียงว่าเขาปิดบังชื่อในการกระทำครั้งหนึ่ง วลีบุพบทนี้มักตามหลังคำกริยาอย่าง live, work, remain หรือ die และบรรยายสภาพที่บุคคลหนึ่งอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งหรือไปถึงผลลัพธ์บางอย่าง

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะกับคำบรรยาย He lived in anonymity มากที่สุด?

  1. คนคนหนึ่งไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนเป็นเวลาหลายปี
  2. คนคนหนึ่งซ่อนชื่อของตนในความคิดเห็นออนไลน์เพียงข้อความเดียว
  3. คนคนหนึ่งอยู่ตามลำพังในห้องที่ล็อกไว้
ดูคำตอบ

คนคนหนึ่งไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนเป็นเวลาหลายปี

regretfully admitting that his art has always been a fraud.

3:22

และยอมรับด้วยความเสียใจว่าศิลปะของเขาเป็นเรื่องหลอกลวงมาตลอด

ลำดับความ

The twist comes when: ใช้เกริ่นจุดพลิกผันของเรื่อง

The twist หมายถึงเหตุการณ์พลิกผันที่ไม่คาดคิดและทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ก่อนหน้าเปลี่ยนไป ในที่นี้ The twist comes when บอกผู้ฟังว่าคำสารภาพสุดท้ายของชายคนนั้นคือการเปิดเผยที่น่าประหลาดใจ โดย twist ไม่ได้หมายถึงการบิดหรือหมุนร่างกาย โครงสร้าง The twist comes when + อนุประโยคทำหน้าที่เป็นสัญญาณนำทางในการเล่าเรื่อง โดยประกาศว่าจุดพลิกผันสำคัญกำลังจะมา และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when จะระบุเหตุการณ์หรือช่วงเวลาที่เผยจุดพลิกผันนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเล่าเรื่องจากบทเรียนนี้: The ____ Maya realizes the helpful stranger is the thief.

ดูคำตอบ

twist comes when

He fasted not through strength of will, โน้ต

3:25

เขาไม่ได้อดอาหารด้วยความเข้มแข็งของจิตใจ

วลี

strength of will: ความมุ่งมั่นทางใจ

Strength of will หมายถึงความมุ่งมั่นทางใจหรือการควบคุมตนเองที่จำเป็นต่อการต้านสิ่งยั่วยุหรือเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความยากลำบาก ในที่นี้ will เป็นคำนามที่หมายถึงความมุ่งมั่น ไม่ใช่กริยาช่วยที่ใช้พูดถึงอนาคต ใน not through strength of will คำว่า through เสนอพลังใจนี้เป็นวิธีหรือสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ แต่ประโยคปฏิเสธว่านี่คือเหตุผลที่เขาอดอาหาร

แบบฝึกหัด

ใน “It took great strength of will to keep training after the setback,” strength of will หมายถึงอะไร?

  1. กำลังทางกายของกล้ามเนื้อ
  2. การคาดการณ์ว่าจะเข้มแข็งในอนาคต
  3. ความมุ่งมั่นทางใจที่จะทำต่อไป
ดูคำตอบ

ความมุ่งมั่นทางใจที่จะทำต่อไป

but simply because he never found a food he liked.

3:28

แต่เพียงเพราะเขาไม่เคยพบอาหารที่เขาชอบเลยต่างหาก

ไวยากรณ์

not through ..., but simply because ...: แทนที่เหตุผลที่เข้าใจผิดด้วยเหตุผลจริง

Not through A, but simply because B ใช้ปฏิเสธว่า A เป็นคำอธิบาย แล้วเสนอ B เป็นเหตุผลที่แท้จริง ในที่นี้ through ตามด้วยนามวลี ส่วน because นำหน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์ ในประโยคนี้ strength of will คือคำอธิบายที่ถูกปฏิเสธ ประโยคย่อยหลัง but ไม่ได้เพิ่มเหตุผลที่สอง แต่ใช้แทนเหตุผลแรก โครงสร้างนี้ใช้แก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาเหตุที่บางสิ่งเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

ใช้ not through ..., but simply because ... เพื่อปฏิเสธว่าโชคเป็นสาเหตุและบอกเหตุผลที่แท้จริง: Maya won the contest ____ luck, ____ she had prepared carefully.

ดูคำตอบ

not through · but simply because

Even in The Trial, ลำดับความ

3:31

แม้แต่ใน The Trial

which seems to focus directly on bureaucracy,

3:33

ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่ระบบราชการโดยตรง

ลำดับความ

Even in: การยกตัวอย่างสำคัญเพื่อทดสอบข้ออ้าง

โครงสร้าง Even in + นามวลี ใช้ยกกรณีที่ดูเหมือนจะเข้ากับคำอธิบายแบบง่ายได้เป็นพิเศษ ในที่นี้ The Trial ดูเหมือนเน้นระบบราชการโดยตรง แต่ผู้พูดกำลังจะโต้แย้งว่า ถึงอย่างนั้น การตีความที่ลึกกว่าก็ยังใช้ได้ even ช่วยเน้นว่า หากข้ออ้างยังเป็นจริงแม้ในกรณีที่มีน้ำหนักมากหรือดูเหมือนเป็นข้อยกเว้นเช่นนี้ ก็จะยิ่งปฏิเสธข้อโต้แย้งโดยรวมได้ยากขึ้น ในการใช้นี้ even ไม่ได้เกี่ยวกับเวลา และไม่ได้แปลว่า “เรียบ” หรือ “โดยเฉลี่ย”

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Even in the clearest example, the pattern has exceptions," Even in ทำหน้าที่อะไร

  1. เน้นกรณีที่ข้อความซึ่งตามมาอาจดูน่าประหลาดใจเป็นพิเศษ
  2. บอกว่าตัวอย่างนั้นเกิดขึ้นตามเวลาที่สม่ำเสมอ
  3. บอกว่าตัวอย่างนั้นมีคุณภาพอยู่ในระดับเฉลี่ย
ดูคำตอบ

เน้นกรณีที่ข้อความซึ่งตามมาอาจดูน่าประหลาดใจเป็นพิเศษ

the vague laws and bewildering procedures

3:35

กฎหมายที่คลุมเครือและขั้นตอนที่น่าสับสน

point to something far more sinister. วลี

3:38

ก็ชี้ไปสู่สิ่งที่เลวร้ายกว่ามาก

วลี

point to something far more sinister: ชี้ไปสู่ข้อสรุปที่มืดมนกว่า

point to ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงข้อเท็จจริงหรือสัญญาณที่ชวนให้สรุปบางอย่างหรือเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อสรุปนั้น กฎหมายที่คลุมเครือและขั้นตอนที่ชวนสับสนถูกนำเสนอเป็นเบาะแส ไม่ได้ชี้สิ่งใดด้วยนิ้วจริง ๆ something sinister หมายถึงภัยคุกคาม พลังที่เป็นอันตราย หรือปัญหามืดมนบางอย่างที่ไม่ได้ระบุให้ชัด far ใช้เน้นรูปเปรียบเทียบขั้นกว่า more sinister ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายความว่าหลักฐานชี้ไปยังปัญหาที่มืดมนหรือน่ากลัวกว่าความสับสนของระบบราชการทั่วไปมาก

แบบฝึกหัด

ประโยค "The repeated failures point to something far more sinister" หมายความว่าอย่างไร

  1. ความล้มเหลวเหล่านั้นพิสูจน์ว่าปัญหาเล็กน้อยและไม่เป็นอันตราย
  2. ความล้มเหลวที่เกิดซ้ำบ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาที่มืดมนกว่ามากอยู่เบื้องหลัง
  3. มีคนใช้ความล้มเหลวเหล่านั้นเพื่อชี้ตำแหน่งที่แน่นอนของวัตถุ
ดูคำตอบ

ความล้มเหลวที่เกิดซ้ำบ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาที่มืดมนกว่ามากอยู่เบื้องหลัง

The terrible momentum of the legal system สำนวน

3:41

แรงขับเคลื่อนอันน่าสะพรึงกลัวของระบบกฎหมาย

proves unstoppable even by supposedly powerful officials. การใช้คำ

3:43

พิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครหยุดยั้งได้แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ถูกมองว่าทรงอำนาจก็ตาม

สำนวน

The terrible momentum of the legal system: แรงเฉื่อยอันน่ากลัวของระบบกฎหมาย

ในที่นี้ momentum เป็นอุปลักษณ์ของแรงเฉื่อยเชิงสถาบัน ระบบกฎหมายถูกวาดภาพให้เหมือนสิ่งที่เริ่มเคลื่อนที่ไปแล้ว เมื่อกระบวนการเริ่มขึ้น มันก็เดินหน้าต่อและยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่คนเพียงคนเดียวจะหยุดได้ terrible แสดงว่าแรงที่ดำเนินต่อไปนี้ก่อให้เกิดผลเสีย วลีนี้ไม่ได้หมายถึงโมเมนตัมทางฟิสิกส์ที่วัดได้ แต่ทำให้ระบบนามธรรมดูราวกับมีการเคลื่อนไหวและพลังของตัวเอง

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ The terrible momentum of the legal system สื่อถึงอะไร?

  1. ระบบกฎหมายกำลังเคลื่อนที่ทางกายภาพด้วยความเร็วที่วัดได้
  2. เจ้าหน้าที่กำลังจงใจทำให้การตัดสินใจทางกฎหมายทุกเรื่องเกิดขึ้นเร็วขึ้น
  3. ระบบกฎหมายยังคงเดินหน้าด้วยแรงเฉื่อยเชิงสถาบันของตัวเองและหยุดได้ยาก
ดูคำตอบ

ระบบกฎหมายยังคงเดินหน้าด้วยแรงเฉื่อยเชิงสถาบันของตัวเองและหยุดได้ยาก

การใช้คำ

supposedly powerful officials: การเว้นระยะอย่างสงสัย

supposedly ขยายคำว่า powerful โดยนำเสนออำนาจของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนกล่าวอ้างหรือคาดหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผู้พูดยอมรับอย่างเต็มที่ เนื่องจากแม้แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็หยุดระบบไม่ได้ คำนี้จึงสร้างระยะห่างที่แฝงความสงสัยและประชด พวกเขาดูมีอำนาจเพียงในนาม แต่อำนาจจริงมีจำกัด ในบริบทอื่น supposedly อาจเพียงบอกว่าเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ดังนั้นน้ำหนักของความสงสัยจึงขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

supposedly powerful officials ในประโยคนี้ถ่ายทอดท่าทีแบบใด?

  1. พวกเขาถูกบรรยายว่ามีอำนาจ แต่ผู้พูดสงสัยว่าจริง ๆ แล้วพวกเขามีอำนาจเพียงใด
  2. เจ้าหน้าที่เพียงแสร้งทำเป็นดำรงตำแหน่งราชการ
  3. ผู้พูดยืนยันโดยไม่มีข้อกังขาว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจมาก
ดูคำตอบ

พวกเขาถูกบรรยายว่ามีอำนาจ แต่ผู้พูดสงสัยว่าจริง ๆ แล้วพวกเขามีอำนาจเพียงใด

This is a system that doesn't serve justice, ไวยากรณ์

3:48

นี่คือระบบที่ไม่ได้รับใช้ความยุติธรรม

but whose sole function is to perpetuate itself. การใช้คำ

3:50

แต่มีหน้าที่เดียวคือการคงอยู่ของตัวมันเอง

ไวยากรณ์

that doesn't serve justice, but whose sole function is ...: ปฏิเสธบทบาทที่คาดหวังแล้วเปิดเผยหน้าที่จริง

อนุประโยคขยายคำนามทั้งสองส่วนอธิบายคำนามเดียวกันคือ system ส่วน that doesn't serve justice ปฏิเสธหน้าที่ที่คนคาดหวังจากระบบกฎหมายก่อน แล้ว whose sole function is ... จึงบอกหน้าที่จริงตามความเห็นของผู้พูด ในที่นี้ whose หมายถึง “ของระบบนั้น” และใช้กล่าวถึงสิ่งของหรือแนวคิดได้ ไม่ได้ใช้กับคนเท่านั้น ความขัดแย้งนี้ทำให้อนุประโยคที่สองเป็นข้อสรุปสำคัญ ไม่ใช่รายละเอียดเสริม โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ a/an + noun + that doesn't ..., but whose + noun + is ... ซึ่งใช้ปฏิเสธบทบาทที่คาดหวังแล้วเปิดเผยบทบาทจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ that ... but whose ... เพื่ออธิบายคำนามเดียวกันได้ถูกต้อง

  1. This is a tool that doesn't solve the problem, but whose sole function is to collect data.
  2. This is a tool whose doesn't solve the problem, but that sole function is to collect data.
  3. This is a tool that doesn't solve the problem, but which sole function is to collect data.
ดูคำตอบ

This is a tool that doesn't solve the problem, but whose sole function is to collect data.

การใช้คำ

to perpetuate itself: ทำให้ตัวเองดำรงอยู่ต่อไป

To perpetuate itself หมายถึง “ทำให้ตัวเองยังคงมีอยู่หรือดำเนินงานต่อไป” คำสรรพนามสะท้อนกลับ itself ย้อนกลับไปที่ system หมายความว่าระบบกำลังรักษาการดำรงอยู่ของตัวเอง Perpetuate เน้นการทำให้บางสิ่งดำเนินต่อไปในระยะยาว ไม่ใช่เพียงทำการกระทำเดิมซ้ำอีกครั้ง ในที่นี้คำนี้ให้ความหมายเชิงวิจารณ์ว่า กิจกรรมของระบบมีไว้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อความยุติธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย perpetuate และคำสรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: The institution creates rules that allow it to ____.

ดูคำตอบ

perpetuate itself

What political theorist Hannah Arendt, ไวยากรณ์

3:54

สิ่งที่นักทฤษฎีการเมือง ฮันนาห์ อาเรนต์

writing years after Kafka's death,

3:56

เขียนไว้หลายปีหลังจากการเสียชีวิตของคาฟคา

would call tyranny without a tyrant. วัฒนธรรม

3:58

จะเรียกว่า ระบอบทรราชที่ปราศจากทรราช

ไวยากรณ์

What political theorist Hannah Arendt ... would call: การระบุว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อ

ในที่นี้ What ... would call ... ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นโครงสร้างอนุประโยคสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม หมายถึงสิ่งหรือสถานการณ์ที่ใครคนหนึ่งจะอธิบายด้วยชื่อเฉพาะ โครงสร้างนี้ย้อนกลับไปอ้างถึงปรากฏการณ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แล้วนำเสนอชื่อที่ Hannah Arendt จะใช้เรียกปรากฏการณ์นั้น คำว่า writing years after Kafka's death เป็นวลี participle ที่แทรกเข้ามาเพื่อเพิ่มข้อมูลว่า Arendt เขียนงานเมื่อใด เมื่อตัดวลีนี้ออก จะเห็นโครงสร้างหลักว่า What political theorist Hannah Arendt would call tyranny without a tyrant.

แบบฝึกหัด

เมื่อตัดวลีแทรกที่ให้ข้อมูลพื้นหลังออกแล้ว ข้อใดคือโครงสร้างหลักที่ถูกต้องตามไวยากรณ์

  1. Political theorist Hannah Arendt writing what would call tyranny without a tyrant.
  2. What would political theorist Hannah Arendt call tyranny without a tyrant?
  3. What political theorist Hannah Arendt would call tyranny without a tyrant.
ดูคำตอบ

What political theorist Hannah Arendt would call tyranny without a tyrant.

วัฒนธรรม

tyranny without a tyrant: ทรราชย์ที่ไร้ทรราช

ในที่นี้มีการใช้ถ้อยคำทางการเมืองของ Arendt เพื่ออธิบายระเบียบกฎหมายแบบคาฟคา ระบบหนึ่งสามารถสร้างการกดขี่ได้แม้ไม่มีบุคคลเพียงคนเดียวปกครองมันในฐานะเผด็จการที่ระบุตัวได้ กฎ ขั้นตอน และสถาบันต่าง ๆ อาจทำงานร่วมกันจนสร้างความกลัวและความไร้อำนาจ ในวลีนี้ tyranny เรียกสภาพการกดขี่ ส่วน tyrant เรียกผู้ปกครองที่กดขี่ ความต่างนี้ทำให้เรามองไปที่วิธีทำงานของระบบทั้งหมด แทนที่จะมองหาบุคคลที่ซ่อนอยู่

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะจะอธิบายว่าเป็น tyranny without a tyrant มากที่สุด

  1. เผด็จการคนหนึ่งออกคำสั่งกดขี่ทุกคำสั่งด้วยตนเอง
  2. ผู้คนร่วมมือกันอย่างเสรีเพราะไม่มีสถาบันใด ๆ
  3. ขั้นตอนที่แข็งตัวกดขี่ทุกคน แม้ไม่มีผู้ปกครองเพียงคนเดียวควบคุมระบบ
ดูคำตอบ

ขั้นตอนที่แข็งตัวกดขี่ทุกคน แม้ไม่มีผู้ปกครองเพียงคนเดียวควบคุมระบบ

Yet, accompanying the bleakness of Kafka's stories, ลำดับความ

4:02

ถึงกระนั้น นอกเหนือจากความมืดมนของเรื่องราวของคาฟคาแล้ว

there's a great deal of humor

4:05

ก็ยังมีความตลกขบขันอยู่มาก

rooted in the nonsensical logic of the situations described. วลี

4:06

ซึ่งมีรากฐานมาจากตรรกะที่ไร้เหตุผลของสถานการณ์ที่อธิบายไว้

ลำดับความ

Yet, accompanying the bleakness: การนำเสนอลักษณะที่ตัดกัน

Yet บอกผู้อ่านว่าประเด็นถัดไปขัดแย้งกับจุดที่เน้นไว้ก่อนหน้า เรื่องราวอาจหม่นหมอง แต่นั่นไม่ใช่ลักษณะเพียงอย่างเดียว เพราะอารมณ์ขันปรากฏเป็นอีกด้านหนึ่งที่คาดไม่ถึง วลีต้นประโยค accompanying the bleakness เก็บความหม่นหมองไว้เป็นข้อมูลพื้นหลังที่ทราบแล้ว และนำเสนออารมณ์ขันเป็นข้อมูลใหม่ ลักษณะทั้งสองอยู่ร่วมกัน อารมณ์ขันไม่ได้ลบล้างหรือเข้ามาแทนความหม่นหมอง

แบบฝึกหัด

Yet, accompanying the bleakness แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคนี้

  1. ประโยคเปลี่ยนไปพูดถึงหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยไม่มีความขัดแย้ง
  2. อารมณ์ขันเข้ามาแทนความหม่นหมองทั้งหมด
  3. เรื่องราวมีความหม่นหมอง แต่อารมณ์ขันก็มีอยู่ควบคู่กับความหม่นหมองนั้น
ดูคำตอบ

เรื่องราวมีความหม่นหมอง แต่อารมณ์ขันก็มีอยู่ควบคู่กับความหม่นหมองนั้น

วลี

rooted in: แสดงแหล่งที่มาหรือรากฐานที่ลึกซึ้ง

ใน rooted in คำว่า root ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ประโยคนี้บอกว่าแหล่งที่มาหรือรากฐานลึก ๆ ของอารมณ์ขันคือตรรกะอันไร้เหตุผลของสถานการณ์ ไม่ได้หมายถึงรากของพืชจริง ๆ ในที่นี้ rooted in the nonsensical logic... เป็นวลีรูปกริยาช่องที่สามที่ขยาย humor และหมายถึง humor that is rooted in.... รูปแบบนี้ใช้บ่อยเมื่อต้องการอธิบายรากฐานลึก ๆ ของความเชื่อ ความรู้สึก ประเพณี หรือปัญหา และมักให้น้ำหนักมากกว่าการใช้เพียง comes from

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “มีแหล่งที่มาลึกซึ้งอยู่ใน”: The town's music festival is ____ a century-old tradition.

ดูคำตอบ

rooted in

So, on the one hand, ลำดับความ

4:11

ดังนั้น ในแง่หนึ่ง

it's easy to recognize the Kafkaesque in today's world.

4:12

มันเป็นเรื่องง่ายที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เป็นแบบคาฟคาในโลกปัจจุบัน

ลำดับความ

on the one hand: การเปิดด้านแรกของประเด็นเปรียบต่าง

on the one hand ใช้เปิดประเด็นด้านหนึ่งของการเปรียบเทียบหรือการให้เหตุผลที่มีสองด้าน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าววางแนวคิดที่ว่าเรามองเห็นลักษณะแบบคาฟคาในโลกปัจจุบันได้ง่ายให้เป็นด้านแรกที่ควรพิจารณา วลีนี้ยังเตรียมให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีด้านที่สองซึ่งช่วยถ่วงดุลหรือขัดแย้งกับด้านแรก โดยมักเริ่มด้วย on the other hand วลีนี้ใช้จัดระเบียบมุมมอง ไม่ใช่เรียงเหตุการณ์ตามเวลา จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า first

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบต่างมาตรฐานด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่ใช้เปิดด้านแรก: ____, working from home saves commuting time. On the other hand, it can feel isolating.

ดูคำตอบ

On the one hand

We rely on increasingly convoluted systems of administration การใช้คำ

4:16

เราพึ่งพาระบบการบริหารงานที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

that have real consequences on every aspect of our lives.

4:20

ซึ่งส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อทุกแง่มุมของชีวิตเรา

การใช้คำ

increasingly convoluted systems of administration: ระบบการบริหารที่ยิ่งซับซ้อนวกวนขึ้น

Increasingly หมายถึงคุณลักษณะบางอย่างที่เพิ่มระดับขึ้นตามเวลา ส่วน convoluted ใช้อธิบายสิ่งที่มีความวกวน หลายชั้น หรือหลายขั้นตอนมากจนเข้าใจหรือติดตามได้ยาก เมื่อรวมกัน increasingly convoluted จึงหมายถึงการยิ่งซับซ้อนยุ่งเหยิงและจัดการได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ Systems of administration หมายถึงโครงสร้างและขั้นตอนที่ใช้จัดการกฎ การตัดสินใจ บันทึก หรือบริการต่าง ๆ ในประโยคนี้ วลีทั้งหมดวิจารณ์ระบบการบริหารว่าไม่เพียงมีความซับซ้อน แต่ยังเข้าใจยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ระบบเหล่านี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงความหมายเชิงวิจารณ์ของ convoluted ได้ดีที่สุด แทนที่จะเป็นความหมายเป็นกลางของ complex?

  1. The permit process is complex because several agencies share responsibility.
  2. The permit process is so convoluted that applicants cannot tell which form comes next.
  3. The permit process is efficient, with only one short form.
ดูคำตอบ

The permit process is so convoluted that applicants cannot tell which form comes next.

And we find our every word judged by people we can't see, โน้ต

4:25

และเราพบว่าทุกคำพูดของเราถูกตัดสินโดยผู้คนที่เรามองไม่เห็น

according to rules we don't know.

4:29

ตามกฎเกณฑ์ที่เราไม่รู้จัก

ไวยากรณ์

find our every word judged: find + กรรม + past participle

ใน find our every word judged คำว่า find เป็นกริยาหลัก our every word เป็นกรรม และ judged เป็นส่วนเติมเต็มกรรมในรูป past participle ซึ่งบอกสภาพของกรรมตอนที่พบ ความหมายคือเราตระหนักว่าทุกคำพูดของเรากำลังถูกตัดสิน เนื่องจาก every word เป็นฝ่ายรับการตัดสิน past participle จึงแสดงความสัมพันธ์แบบถูกกระทำ judged ไม่ใช่กริยาหลักอีกตัวหนึ่ง โครงสร้าง find + กรรม + past participle ใช้บอกว่าพบคนหรือสิ่งของในสภาพที่ได้รับผลจากการกระทำบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ find + กรรม + past participle เพื่อบอกว่าพัสดุอยู่ในสภาพเสียหายอยู่แล้วตอนที่พบ?

  1. When I opened the box, I found someone damaging the package.
  2. When I opened the box, I found the package damaged.
  3. When I opened the box, I found the package and damaged it.
ดูคำตอบ

When I opened the box, I found the package damaged.

ลำดับความ

by people we can't see ... to rules we don't know: ข้อมูลที่ถูกซ่อนซึ่งวางขนานกัน

ประโยคนี้ให้ข้อมูลสองส่วนที่มีรูปแบบสอดคล้องกัน ได้แก่ by people we can't see ระบุว่าใครเป็นผู้ตัดสิน ส่วน according to rules we don't know ระบุว่าใช้เกณฑ์ใด ในวลีนามทั้งสองมีการละสรรพนามเชื่อมที่ทำหน้าที่เป็นกรรม ได้แก่ people (whom/that) we can't see และ rules (that/which) we don't know การซ้ำรูปแบบ คำนาม + we + กริยาปฏิเสธ ทำให้แนวคิดเรียงอย่างขนานกัน โดยเริ่มจากผู้ตัดสินที่มองไม่เห็น แล้วตามด้วยเกณฑ์ที่ไม่รู้จัก สองส่วนนี้จึงช่วยกันทำให้ระบบการตัดสินทั้งหมดดูไม่โปร่งใส ไม่ใช่เพียงรายละเอียดสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

แบบฝึกหัด

อนุประโยคขยายที่ขนานกันสองส่วนนี้ร่วมกันสร้างผลอย่างไร?

  1. ประโยคนี้เปิดเผยรายละเอียดทั้งผู้ตัดสินและกฎของพวกเขา
  2. ประโยคนี้บอกว่าผู้ตัดสินมองเห็นได้ แต่กฎมีความยุติธรรม
  3. ประโยคนี้นำเสนอทั้งผู้ตัดสินและกฎว่าเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนจากเรา
ดูคำตอบ

ประโยคนี้นำเสนอทั้งผู้ตัดสินและกฎว่าเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนจากเรา

On the other hand, ลำดับความ

4:33

ในทางกลับกัน

by fine-tuning our attention to the absurd, วลี

4:34

การปรับความสนใจของเราให้เข้ากับความไร้สาระ

Kafka also reflects our shortcomings back at ourselves. สำนวน

4:36

คาฟคาก็ยังสะท้อนข้อบกพร่องของเรากลับมาที่ตัวเราเองด้วย

ลำดับความ

On the other hand: การเสนอด้านที่สอง

On the other hand ใช้บอกด้านที่สองของมุมมองที่แบ่งเป็นสองด้าน ในที่นี้ ด้านแรกกล่าวถึงการมองเห็นลักษณะแบบคาฟคาในโลกสมัยใหม่ ส่วนด้านที่สองหันข้อโต้แย้งกลับมาสู่สิ่งที่คาฟคาช่วยให้เราเห็นในตัวเราเอง วลีนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเปลี่ยนหัวข้อ แต่ใช้เติมกรอบที่เริ่มด้วย on the one hand ให้ครบ และบอกว่าประเด็นใหม่ช่วยถ่วงดุลหรือตัดกับประเด็นแรก

แบบฝึกหัด

เติมกรอบมาตรฐานที่มีสองส่วนให้สมบูรณ์: On the one hand, online classes save travel time. ____, some learners miss face-to-face discussion.

ดูคำตอบ

On the other hand

วลี

fine-tuning our attention to: ทำให้ความสนใจแม่นยำขึ้น

Fine-tuning our attention to the absurd ใช้ fine-tune ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการปรับเครื่องจักร แต่หมายถึงงานเขียนของคาฟคาทำให้ความสนใจของเราแม่นยำและไวขึ้น เราจึงสังเกตรายละเอียดที่ไร้เหตุผลได้ชัดเจนกว่าเดิม ในที่นี้ by + fine-tuning แสดงวิธีการ ส่วนคำนาม attention ใช้ to นำหน้าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของความสนใจ: attention to the absurd

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง fine-tune one's attention to และเลือกคำแสดงความเป็นเจ้าของที่ถูกต้อง: The workshop helps editors ____ subtle shifts in tone.

ดูคำตอบ

fine-tune their attention to

สำนวน

reflects our shortcomings back at ourselves: อุปลักษณ์ของกระจก

วลีนี้เปรียบงานเขียนของคาฟคาเป็นกระจก โดยงานเขียนทำให้ผู้คนเห็น shortcomings ของตนเอง ซึ่งก็คือจุดอ่อนและข้อบกพร่อง reflect something back at someone หมายถึงการแสดงบางสิ่งให้คนคนนั้นเห็น ราวกับส่งภาพสะท้อนกลับไปหาเขา การสะท้อนในที่นี้เป็นอุปลักษณ์ ไม่ใช่การสะท้อนทางกายภาพ back at ourselves เน้นว่าข้อบกพร่องที่ถูกเปิดเผยเป็นของเราเอง ประโยคนี้จึงชวนให้เรารู้จักตนเองแทนที่จะมองว่าปัญหาทั้งหมดอยู่นอกตัวเรา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ reflect ... back at ... เป็นอุปลักษณ์เพื่อเผยจุดอ่อนของกลุ่มนั้นเอง?

  1. The novel reflects our prejudices back at us.
  2. We reflected on the novel's ending.
  3. Sunlight was reflected from the window.
ดูคำตอบ

The novel reflects our prejudices back at us.

In doing so, ลำดับความ

4:40

เมื่อทำเช่นนั้น

he reminds us that the world we live in ไวยากรณ์

4:41

เขาก็ย้ำเตือนเราว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นั้น

is one we create

4:44

คือโลกที่เราสร้างขึ้น

and have the power to change for the better. วลี

4:45

และมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ลำดับความ

In doing so: การอ้างย้อนกลับไปยังการกระทำก่อนหน้า

In doing so เป็นวลีเชื่อมโยงย้อนกลับ โดย so แทนการกระทำที่กล่าวไว้แล้ว ในที่นี้หมายถึงการที่คาฟคาสะท้อนข้อบกพร่องของเรากลับมาให้เราเห็น ไม่ใช่การกระทำใหม่ วลีนี้สรุปการกระทำก่อนหน้าเป็นคำเชื่อมสั้น ๆ แล้วให้อนุประโยคหลักบอกผลต่อเนื่องของการกระทำนั้น นั่นคือเขาเตือนว่ามนุษย์สร้างโลกและสามารถทำให้โลกดีขึ้นได้ ในบริบทอื่น วลีนี้ก็ใช้เพื่อนำเข้าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างหรือเป็นผลจากการกระทำก่อนหน้าได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

อ่าน: Leo shared his notes with the group. In doing so, he helped everyone prepare. so อ้างถึงอะไร?

  1. Leo shared his notes with the group.
  2. Leo wrote new notes afterward.
  3. Everyone prepared together.
ดูคำตอบ

Leo shared his notes with the group.

ไวยากรณ์

the world we live in is one we create: one ใช้แทน world

“The world we live in” หมายถึง “โลกที่เราอาศัยอยู่” ซึ่งเท่ากับ “the world that we live in” คำสรรพนามเชื่อมความ that หรือ which ถูกละไว้เพราะเป็นกรรมของ in และ in ยังคงอยู่ท้ายอนุประโยคสัมพันธ์ ใน “one we create” คำว่า one ไม่ใช่เลข 1 แต่ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ world ส่วน “we create” เป็นอนุประโยคสัมพันธ์อีกชุดหนึ่งที่ละ that หรือ which ไว้ โครงสร้าง คำนาม + อนุประโยคสัมพันธ์ + be + one + อนุประโยคสัมพันธ์ ช่วยให้เราอธิบายว่าสิ่งหนึ่งคืออะไรโดยไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The park we visit is one the community protects,” คำว่า one ทำหน้าที่อะไร?

  1. หมายถึง “the community”
  2. หมายถึงเลข 1
  3. ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ “park”
ดูคำตอบ

ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์ “park”

วลี

change for the better: เปลี่ยนไปสู่สภาพที่ดีขึ้น

“Change for the better” เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ดีขึ้น” หรือ “ทำให้บางสิ่งดีขึ้น” ส่วน “for the better” บอกว่าทิศทางหรือผลของการเปลี่ยนแปลงเป็นด้านบวก โดย the better หมายถึงสภาพที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายถึงคนที่ดีกว่า ในประโยคนี้ เราเข้าใจได้จากข้อความก่อนหน้าว่าสิ่งที่ถูกเปลี่ยนคือ world สำนวนนี้ปิดท้ายความคิดด้วยการบอกว่าเราสามารถทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ไปในทิศทางที่ดี” ให้ประโยคสมบูรณ์: The new library program changed our afternoons ____.

ดูคำตอบ

for the better