เพื่อนใหม่ของเปปป้าพิกและจอร์จ - เพื่อนทางจดหมาย: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Peppa Pig - Official Channel

ความยากในการเรียน
481 คำ 138 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: เปปปาเริ่มเขียนจดหมายโต้ตอบกับเดลฟีน เพื่อนทางจดหมายชาวฝรั่งเศส และพยายามพูดภาษาฝรั่งเศสเมื่อเดลฟีนมาเยี่ยม แม้ทั้งสองครอบครัวจะฟังกันไม่ค่อยเข้าใจ แต่เด็ก ๆ ก็เชื่อมความสัมพันธ์กันได้ด้วยการกระโดดเล่นในแอ่งโคลน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. pen pal — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจคำนามประสมที่หมายถึงเพื่อนซึ่งติดต่อกันด้วยการเขียนจดหมาย และมองเห็นว่าคำนี้เชื่อมเหตุการณ์หลักทั้งการรับจดหมาย การโทรศัพท์ และมิตรภาพระหว่างเด็กต่างประเทศเข้าด้วยกัน 2. That's what I was going to say. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: สังเกตการใช้ประโยคนี้เพื่อรักษาหน้า หลังจากคนอื่นบอกคำตอบที่ถูกต้องไปแล้ว ฉากนี้ตลกเพราะแดดดีพิกอ้างว่ากำลังจะพูดแบบนั้น ทั้งที่เพิ่งแปลภาษาฝรั่งเศสไม่สำเร็จ 3. does not understand Peppa. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้ว่า understand ตามด้วยบุคคลเป็นกรรมได้โดยตรง เมื่อหมายถึงฟังหรือเข้าใจสิ่งที่คนนั้นพูด และใช้รูปแบบนี้บอกได้ว่าการสื่อสารระหว่างผู้พูดคนละภาษาสำเร็จหรือไม่

คำอธิบายในบทเรียนนี้

I'm Peppa Pig.

0:04

หนูชื่อเป๊ปป้า พิก

This is my little brother George. วลี

0:06

นี่จอร์จ น้องชายตัวน้อยของหนู

วลี

my little brother: น้องชายที่อายุน้อยกว่า

my little brother หมายถึงพี่น้องผู้ชายที่อายุน้อยกว่าผู้พูด ในที่นี้ little บอกความสัมพันธ์ด้านอายุ ไม่ได้บอกส่วนสูงหรือรูปร่างของจอร์จ เมื่อต้องการแนะนำสมาชิกในครอบครัว โครงสร้าง my little brother + ชื่อ เป็นรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ หากต้องการเปรียบเทียบอายุอย่างเป็นกลางและชัดเจนขึ้น สามารถใช้ my younger brother ได้

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึง “พี่น้องผู้ชายที่อายุน้อยกว่าฉัน” อย่างเป็นธรรมชาติในประโยคนี้? This is Leo, ____.

  1. my smaller brother
  2. my small brother
  3. my little brother
ดูคำตอบ

my little brother

This is Mummy Pig การใช้คำ

0:08

นี่แม่หมู

and this is Daddy Pig.

0:11

และนี่พ่อหมู

การใช้คำ

Mummy Pig ... Daddy Pig: ชื่อเรียกในครอบครัวที่อบอุ่น

ในประโยคนี้ Mummy และ Daddy หมายถึง “แม่” และ “พ่อ” ในภาษาที่อบอุ่นซึ่งเด็กเล็กและคนในครอบครัวใช้กัน ใน Mummy Pig และ Daddy Pig คำทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของชื่อตัวละคร จึงขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ บริบทของครอบครัวและชื่อทำให้รู้ว่า Mummy ในที่นี้หมายถึง “แม่” ไม่ใช่คำนาม mummy อีกความหมายหนึ่งที่หมายถึงร่างที่เก็บรักษาไว้หรือมัมมี่

แบบฝึกหัด

ในฉากครอบครัวแบบอังกฤษ ประโยคใดฟังเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อเด็กเล็กพูดถึงพ่อแม่ทั้งสองอย่างอบอุ่น?

  1. Mother and Father are waiting outside.
  2. Mummy and Daddy are waiting outside.
  3. Mommy and Daddy are waiting outside.
ดูคำตอบ

Mummy and Daddy are waiting outside.

Peppa Pig

0:15

เป๊ปป้า พิก

Pen Pal

0:18

เพื่อนทางจดหมาย

Peppa and her friends are at their playgroup.

0:20

เป๊ปป้าและเพื่อนๆ อยู่ที่โรงเรียนอนุบาล

Children, who would like a pen pal? น้ำเสียง/เจตนา

0:22

เด็กๆ ใครอยากมีเพื่อนทางจดหมายบ้างจ๊ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Who would like ...?:ถามอย่างสุภาพว่าใครสนใจ

Who would like + คำนาม? ใช้ถามว่าคนใดในกลุ่มต้องการสิ่งที่กล่าวถึง ในประโยคนี้ ครูกำลังชวนให้เด็กที่อยากมีเพื่อนทางจดหมายตอบ would like แสดงความต้องการในปัจจุบันอย่างสุภาพ ดังนั้น would ไม่ได้ทำให้คำถามนี้เป็นอดีต ถ้าถามถึงการกระทำ ให้ใช้ Who would like to + คำกริยา?

แบบฝึกหัด

ใช้ส่วนเริ่มต้นที่เรียนมาเติมคำถามสุภาพที่ครูถามคนทั้งกลุ่มให้สมบูรณ์: ____ to hand out the papers?

ดูคำตอบ

Who would like

Me!

0:26

หนู!

Me!

0:27

ผม!

What's a pen pal?

0:29

เพื่อนทางจดหมายคืออะไรคะ?

A pen pal is a boy or girl you can write letters to. โน้ต

0:30

เพื่อนทางจดหมายคือเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงที่หนูเขียนจดหมายหาได้จ้ะ

ไวยากรณ์

A ... is a ...:รูปแบบพื้นฐานสำหรับให้คำจำกัดความ

A + คำนามนับได้เอกพจน์ + is + a/an + คำนามบอกประเภท เป็นรูปแบบพื้นฐานสำหรับให้คำจำกัดความ คำที่อยู่ก่อน is บอกสิ่งที่กำลังอธิบาย ส่วนคำที่อยู่หลัง is บอกประเภทโดยรวมของสิ่งนั้น ในประโยคนี้ a pen pal คือคำที่กำลังอธิบาย และ a boy or girl คือประเภท ส่วนที่เหลือของประโยคบอกว่าอะไรทำให้คนนั้นเป็น pen pal วลี a boy or girl ไม่ใช่คำตายตัว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นประเภทที่เหมาะกับคำที่จะนิยาม

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมจากรูปแบบที่เรียนเพื่อทำคำนิยามให้สมบูรณ์: A thermometer ____ a device that measures temperature.

ดูคำตอบ

is

การใช้คำ

pen pal: เพื่อนที่ติดต่อกันทางจดหมาย

pen pal เป็นคำนามประสมที่หมายถึงเพื่อนที่คุณรู้จักและติดต่อกันด้วยการแลกเปลี่ยนจดหมาย คำสองคำนี้ทำหน้าที่เป็นชื่อเดียวกัน โดย pen บอกว่าเป็นมิตรภาพที่อาศัยการเขียนจดหมาย จึงไม่ได้หมายถึงเพื่อนที่เป็นของปากกา รูปพหูพจน์คือ pen pals

แบบฝึกหัด

pen pal ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. เพื่อนที่แลกเปลี่ยนจดหมายกับคุณเป็นประจำ
  2. เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งข้างคุณ
  3. เพื่อนที่ให้คุณยืมปากกา
ดูคำตอบ

เพื่อนที่แลกเปลี่ยนจดหมายกับคุณเป็นประจำ

วลี

write letters to ...: ใช้ to เพื่อบอกผู้รับ

รูปแบบ write letters to someone หมายถึง “เขียนจดหมายถึงใครบางคน” คำว่า letters คือสิ่งที่เขียน และบุพบท to ใช้นำหน้าผู้รับ ในที่นี้ to เป็นบุพบท ไม่ใช่คำที่ใช้หน้ากริยารูป infinitive a boy or girl you can write letters to มี a boy or girl เป็นผู้รับและอยู่ก่อนอนุประโยคขยายคำนาม ตำแหน่งที่เข้าใจกันของคำนี้อยู่หลัง to ดังนั้น to จึงคงอยู่ท้ายประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยบุพบทที่ใช้บอกผู้รับ: Maya writes letters ____ her cousin every month.

ดูคำตอบ

to

This little girl lives in France.

0:35

เด็กผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส

Her name is Delphine Donkey.

0:38

เธอชื่อเดลฟีน ดองกี้

Can Delphine Donkey be my pen pal? น้ำเสียง/เจตนา

0:41

เดลฟีน ดองกี้เป็นเพื่อนทางจดหมายของหนูได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can ... be my ...? สำหรับขออนุญาต

ในที่นี้ Can Delphine Donkey be my pen pal? เป็นการถามว่าผู้พูดได้รับอนุญาตให้มี Delphine เป็นเพื่อนทางจดหมายหรือไม่ can ใช้ขออนุญาตเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์นี้ ไม่ได้ถามว่า Delphine มีความสามารถหรือไม่ รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ Can + person + be my + role? ใช้ถามว่าคนใดคนหนึ่งได้รับอนุญาตให้มีบทบาทหรือความสัมพันธ์แบบหนึ่งกับผู้พูดได้หรือไม่

แบบฝึกหัด

ผู้พูดหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า “Can Delphine Donkey be my pen pal?”

  1. ผู้พูดกำลังถามว่า Delphine เขียนหนังสือเป็นหรือไม่
  2. ผู้พูดกำลังถามว่าอนุญาตให้จัดแบบนี้หรือไม่
  3. ผู้พูดกำลังสั่งให้ Delphine มาเป็นเพื่อนทางจดหมาย
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังถามว่าอนุญาตให้จัดแบบนี้หรือไม่

Of course, Peppa. น้ำเสียง/เจตนา

0:44

ได้แน่นอนจ้ะ เป๊ปป้า

น้ำเสียง/เจตนา

Of course สำหรับตอบรับอย่างเป็นมิตรและเต็มใจ

ใน Of course, Peppa. คำว่า Of course เป็นการตอบรับคำขออย่างชัดเจนและเต็มใจ สื่อว่าตอบตกลงได้ง่ายและไม่มีปัญหา เมื่อพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร มักฟังอบอุ่นและช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจมากกว่าการพูดเพียง Yes

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่ใช้ตอบรับอย่างอบอุ่นและเต็มใจ: “May I sit here?” “____.”

ดูคำตอบ

Of course

Hooray!

0:45

ไชโย!

It is early morning.

0:51

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

Mr. Zebra the postman is delivering a letter to Peppa's house. วลี

0:52

คุณม้าลายบุรุษไปรษณีย์กำลังมาส่งจดหมายที่บ้านของเป๊ปป้า

วลี

deliver a letter to Peppa's house: ส่งจดหมายไปที่บ้านของเปปป้า

ในที่นี้ deliver หมายถึงนำสิ่งของไปให้บุคคลหรือสถานที่ปลายทาง โครงสร้างคือ deliver + สิ่งของ + to + ปลายทาง โดย a letter คือสิ่งของที่นำส่ง และ Peppa's house คือปลายทาง คำว่า is delivering เป็นรูป present continuous จึงบอกว่าการนำส่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น ในบริบทงานไปรษณีย์นี้ deliver หมายถึงขนส่งและส่งมอบสิ่งของ ไม่ได้หมายถึงกล่าวสุนทรพจน์

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปในโครงสร้างการนำส่ง: The courier delivered a parcel ____ the office.

ดูคำตอบ

to

Post!

0:56

จดหมายมาแล้ว!

Peppa and George love it when the post arrives. โน้ต

0:57

เป๊ปป้าและจอร์จชอบมากเวลาที่มีจดหมายมาส่ง

ไวยากรณ์

love it when the post arrives: ชอบมากเวลาที่จดหมายมาถึง

Love it when + อนุประโยค หมายถึงชอบสถานการณ์หนึ่งมาก หรือชอบที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ในประโยคนี้ when the post arrives ระบุสถานการณ์ที่เปปป้ากับจอร์จชอบ คำว่า it ทำหน้าที่อยู่ในตำแหน่งกรรมหลัง love ก่อน แล้วอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย when จึงบอกสถานการณ์จริง หลัง when ต้องตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและคำกริยาของตัวเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: I ____ my friends make me laugh.

ดูคำตอบ

love it when

การใช้คำ

the post arrives: ภาษาอังกฤษแบบบริติชที่หมายถึง “ไปรษณียภัณฑ์มาถึง”

ในประโยคภาษาอังกฤษแบบบริติชนี้ the post หมายรวมถึงจดหมาย การ์ด และสิ่งอื่น ๆ ที่ส่งทางไปรษณีย์ ส่วน when the post arrives หมายถึง “เมื่อไปรษณียภัณฑ์เหล่านั้นมาส่งถึงบ้าน” ในที่นี้ post ใช้ร่วมกับ the เพื่อกล่าวถึงไปรษณียภัณฑ์โดยรวม ไม่ได้หมายถึงจดหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The post has arrived; there are two letters for you.' คำว่า the post หมายถึงอะไร

  1. ข้อความหนึ่งรายการที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต
  2. จดหมายและไปรษณียภัณฑ์อื่น ๆ ที่มาส่งแล้ว
  3. เสาหรือค้ำยันที่ทำจากไม้
ดูคำตอบ

จดหมายและไปรษณียภัณฑ์อื่น ๆ ที่มาส่งแล้ว

It's addressed to Miss Peppa Pig. วลี

1:00

จ่าหน้าถึงคุณหนูเป๊ปป้า พิก

วลี

be addressed to ...: ระบุชื่อผู้รับ

Be addressed to + บุคคลหรือองค์กร หมายความว่าจดหมาย พัสดุ หรือสิ่งของลักษณะเดียวกันระบุชื่อบุคคลหรือองค์กรนั้นเป็นผู้รับ ในตัวอย่าง to นำหน้าผู้รับที่ตั้งใจส่งถึงคือ Miss Peppa Pig Addressed เป็นรูปกริยาช่องสามในโครงสร้างกรรมวาจก be addressed to ในที่นี้ address หมายถึงการเขียนข้อมูลผู้รับบนสิ่งของที่ส่ง ไม่ได้หมายถึงการกล่าวสุนทรพจน์ต่อใคร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ address ในรูปกรรมวาจกที่ถูกต้องพร้อมคำบุพบท: The parcel is ____ Mr Brown.

ดูคำตอบ

addressed to

That's me!

1:03

นั่นหนูเอง!

Mummy, can you read it for me? น้ำเสียง/เจตนา

1:04

แม่จ๋า อ่านให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can you ... for me?: การขอความช่วยเหลือ

Can you + กริยารูปพื้นฐาน + กรรม + for me? เป็นรูปประโยคที่ใช้ทั่วไปเมื่อต้องการขอให้อีกฝ่ายทำสิ่งที่ช่วยผู้พูด ในที่นี้ can you read it for me? คือการขอให้แม่อ่านจดหมายออกเสียงให้ฟัง ไม่ใช่การถามว่าแม่มีความสามารถในการอ่านหรือไม่ for me แสดงว่าผู้พูดเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น เวลาแปลอย่างเป็นธรรมชาติ มักมีความหมายว่า “ช่วยฉันโดย...” มากกว่าความหมายตามตัวอักษรว่า “เพื่อฉัน”

แบบฝึกหัด

คุณต้องการขอให้เพื่อนช่วยยกกล่องให้ ประโยคใดเป็นคำขอที่เป็นธรรมชาติ

  1. Can you carry this box for me?
  2. Can I carry this box for you?
  3. Can you carry this box with me?
ดูคำตอบ

Can you carry this box for me?

Of course.

1:07

ได้สิจ๊ะ

It's from Delphine Donkey. วลี

1:08

มาจากเดลฟีน ดองกี้

วลี

It's from ...: ระบุผู้ส่ง

It's from + คน ใช้บอกว่าใครเป็นผู้ส่งหรือผู้ให้จดหมาย ข้อความ การ์ด พัสดุ หรือของขวัญ ในตัวอย่างนี้ it หมายถึงจดหมาย และ Delphine Donkey คือผู้ส่ง from ใช้บอกสถานที่ต้นทางได้เช่นกัน แต่เมื่ออยู่หน้าชื่อคนในบริบทนี้ จะหมายถึง “ส่งมาหรือให้มาโดยคนนั้น”

แบบฝึกหัด

คุณได้รับการ์ดและต้องการบอกว่า Nora เป็นผู้ส่ง เติมประโยคให้สมบูรณ์: It's ____ Nora.

ดูคำตอบ

from

My pen pal!

1:11

เพื่อนทางจดหมายของหนู!

What does she say? น้ำเสียง/เจตนา

1:13

เธอว่ายังไงบ้างคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What does she say?: ถามเนื้อหาที่เธอพูดหรือเขียน

What does she say? ใช้ถามเนื้อหาที่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดหรือเขียน ในประโยคนี้ she หมายถึงผู้เขียนจดหมาย ดังนั้น say จึงหมายถึง “สื่อความในจดหมาย” ไม่ได้จำกัดเฉพาะการพูดออกเสียง โครงสร้างคือ What + does + ประธาน + say? โดย does แสดงกาลปัจจุบันและความสอดคล้องกับประธานบุรุษที่สาม จึงใช้ say ในรูปเดิม การใช้นี้นำไปใช้กับข้อความและงานเขียนอื่น ๆ ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เพื่อนกำลังอ่านจดหมายของ Anna ออกเสียง คำถามใดถามถึงข้อความของ Anna และใช้ Anna เป็นประธาน?

  1. What does the letter say?
  2. What did Anna hear?
  3. What does Anna say?
ดูคำตอบ

What does Anna say?

Bonjour,

1:14

Bonjour,

Peppa.

1:15

เป๊ปป้า

Comment ça va?

1:16

Comment ça va?

Mummy, why are you saying those funny words?

1:19

แม่จ๋า ทำไมแม่พูดคำตลกๆ แบบนั้นล่ะคะ?

It's French, Peppa.

1:23

มันเป็นภาษาฝรั่งเศสจ้ะ เป๊ปป้า

It means "Hello, how are you?" วลี

1:24

แปลว่า "สวัสดี สบายดีไหม?"

วลี

It means ...: ใช้อธิบายความหมายหรือคำแปล

It means ... ใช้นำเสนอความหมายหรือคำแปลของสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว ใช้อธิบายคำ ประโยค ป้าย สัญลักษณ์ หรือท่าทางได้ โดย it อ้างกลับไปยังสิ่งนั้น และคำที่ตามหลัง means บอกความหมายของมัน ในที่นี้กริยา mean หมายถึง “แปลว่า” หรือ “มีความหมายว่า” ไม่ใช่ “ตั้งใจ” เนื่องจาก it เป็นประธานบุรุษที่สามเอกพจน์ในกาลปัจจุบัน จึงใช้รูป means

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ mean เพื่ออธิบายสัญลักษณ์: This symbol ____ 'danger'.

ดูคำตอบ

means

What else does she say? ลำดับความ

1:26

เธอพูดว่าอะไรอีกคะ?

ลำดับความ

What else ...? สำหรับถามข้อมูลเพิ่มเติม

ใน What else does she say? คำว่า else อยู่หลัง what และหมายถึง “อีก” หรือ “อื่น” คำถามนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารู้อยู่แล้วบางส่วนว่าเธอพูดอะไร แล้วจึงถามข้อมูลเพิ่มเติมในหัวข้อเดิม รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ What else + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาหลัก? ในที่นี้ what else หมายถึงเนื้อหาหรือสิ่งเพิ่มเติม ไม่ได้หมายถึงคนอื่น

แบบฝึกหัด

มีการระบุของใช้สำหรับปิกนิกไปแล้วบางอย่าง คำถามใดใช้ถามว่ายังต้องการสิ่งของอะไรเพิ่มอีก?

  1. Where else could we have the picnic?
  2. What else do we need for the picnic?
  3. Who else is coming to the picnic?
ดูคำตอบ

What else do we need for the picnic?

Hmm.

1:28

อืม

I'll help น้ำเสียง/เจตนา

1:29

พ่อช่วยเอง

น้ำเสียง/เจตนา

I'll help สำหรับเสนอช่วยทันที

I'll help เป็นรูปย่อของ I will help ในที่นี้ will แสดงการตัดสินใจที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องช่วย กล่าวคือผู้พูดอาสาช่วย สามารถละกรรมได้เมื่อคนในบทสนทนารู้อยู่แล้วว่าจะช่วยใครหรือช่วยเรื่องอะไร การใช้ I'll ... แบบนี้ใช้กับการเสนอช่วยและการตัดสินใจทันที ไม่ได้ใช้เฉพาะแผนในอนาคตอันไกล

แบบฝึกหัด

เพื่อนของคุณกำลังลำบากกับการยกกล่องหนัก ใช้รูปย่อของ I will และคำกริยา help เพื่อเติมข้อเสนอช่วยทันทีให้สมบูรณ์: ____ you carry it.

ดูคำตอบ

I'll help

J'aime les princesses et jouer avec mes amies.

1:30

J'aime les princesses et jouer avec mes amies.

Clever Daddy!

1:37

พ่อเก่งจัง!

I am an expert at French. วลี

1:39

พ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส

วลี

an expert at French: บอกว่ามีทักษะในระดับสูงมาก

ในประโยคนี้ an expert at French หมายถึงคนที่บอกว่าตนมีทักษะภาษาฝรั่งเศสในระดับสูงมาก expert เป็นคำนามนับได้เอกพจน์ จึงต้องมี an อยู่ข้างหน้า ส่วน at ใช้เชื่อมไปยังทักษะที่กำลังประเมิน สำนวนนี้มีความหมายแรงกว่า good at มาก เพราะเป็นการบอกว่ามีความสามารถระดับสูงมาก ในบทสนทนาแบบสบาย ๆ การพูดถึงตนเองอย่างหนักแน่นเช่นนี้อาจฟังดูมั่นใจหรือเกินจริงเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย an expert at: Priya has repaired hundreds of clocks. She is ____ repairing them.

ดูคำตอบ

an expert at

What does it mean?

1:41

มันแปลว่าอะไรคะ?

Um...

1:43

เอ่อ...

Daddy Pig cleans his glasses so he can see the letter more clearly. ไวยากรณ์

1:45

พ่อหมูเช็ดแว่นตาเพื่อให้มองเห็นจดหมายได้ชัดขึ้น

ไวยากรณ์

so he can see: บอกจุดประสงค์ด้วย so + can

ในที่นี้ so he can see บอกจุดประสงค์ของการกระทำแรก กล่าวคือ Daddy Pig เช็ดแว่นตาเพื่อทำให้เขามองเห็นจดหมายได้ โครงสร้างคือ so + ประธาน + can + กริยารูปพื้นฐาน และ so that he can see ก็ใช้ในความหมายเดียวกันได้ so ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ดังนั้น” ให้ดูความสัมพันธ์ทางเหตุผลเพื่อแยกความหมาย อนุประโยคบอกจุดประสงค์อธิบายเป้าหมายที่ทำให้คนลงมือทำ ส่วนอนุประโยคบอกผลอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นจากข้อเท็จจริงก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย so + ประธาน + can เพื่อบอกจุดประสงค์: Mia moves closer ____ hear the speaker better.

ดูคำตอบ

so she can

Hmm. It's no good. สำนวน

1:49

อืม ดูไม่รู้เรื่องเลย

สำนวน

It's no good: บอกว่าบางอย่างใช้ไม่ได้ผล

ในที่นี้ It's no good หมายถึง “แบบนี้ใช้ไม่ได้ผล” หรือ “สิ่งนี้ไม่มีประโยชน์” เป็นการตัดสินวิธีหรือสิ่งของจากความสามารถในการให้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ในการใช้แบบนี้ ให้เข้าใจ no good เป็นสำนวนหนึ่งชุด ไม่ได้แปลตรงตัวว่า “ไม่มีความดี” และมีความหมายเฉพาะกว่าการพูดกว้าง ๆ ว่าบางอย่าง bad

แบบฝึกหัด

กุญแจดอกหนึ่งเปิดประตูไม่ได้แม้จะลองหลายครั้งแล้ว ประโยคใดบอกชัดเจนที่สุดว่ากุญแจดอกนี้ใช้ไม่ได้สำหรับจุดประสงค์นี้

  1. It's no good.
  2. It's difficult.
  3. It's not perfect.
ดูคำตอบ

It's no good.

It's nonsense. การใช้คำ

1:52

ไร้สาระจริง

การใช้คำ

It's nonsense: ปฏิเสธความคิดอย่างรุนแรง

ในประโยค It's nonsense. คำว่า nonsense เป็นคำนามนับไม่ได้ หมายถึงคำพูดหรือความคิดที่เหลวไหล ไร้ความหมาย หรือไม่สมเหตุสมผล ประโยคนี้ปฏิเสธเนื้อหานั้นอย่างรุนแรง ไม่ได้หมายเพียงว่า “ฉันไม่เข้าใจ” ผู้พูดอาจไม่เข้าใจสิ่งที่จริง ๆ แล้วมีความหมายก็ได้ ดังนั้นการใช้ nonsense จึงย้ายปัญหาจากผู้ฟังไปอยู่ที่ตัวข้อความ

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมชั้นให้คำอธิบายที่คุณไม่คุ้นเคย และคุณเพียงแต่ยังไม่เข้าใจ การพูดว่า It's nonsense. เหมาะสมหรือไม่

  1. เหมาะสม: เป็นการบอกอย่างเป็นกลางว่าคุณยังไม่เข้าใจ
  2. ไม่เหมาะสม: เป็นการดูแคลนคำอธิบายของเพื่อนร่วมชั้นว่าไร้สาระ
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม: เป็นการดูแคลนคำอธิบายของเพื่อนร่วมชั้นว่าไร้สาระ

It means "I like fairy princesses and playing with my friends."

1:53

มันแปลว่า "ฉันชอบเจ้าหญิงในนิทานและชอบเล่นกับเพื่อนๆ"

That's what I was going to say. น้ำเสียง/เจตนา

1:59

นั่นคือสิ่งที่พ่อกำลังจะพูดพอดีเลย

น้ำเสียง/เจตนา

That's what I was going to say: การกล่าวแบบขำ ๆ เพื่อรักษาหน้า

ตามความหมายตรงตัว ประโยคนี้บอกว่าคำพูดของอีกฝ่ายตรงกับสิ่งที่ผู้พูดตั้งใจจะพูด ในที่นี้ ประโยคดังกล่าวตามมาทันทีหลังจากที่คนอื่นให้คำตอบที่ถูกต้อง จึงเป็นการรักษาหน้าแบบขำ ๆ ราวกับจะบอกว่า 'ฉันก็รู้อยู่แล้ว' ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ จังหวะและน้ำเสียงทำให้เห็นว่าเป็นมุกแก้ตัว

แบบฝึกหัด

อีกคนเพิ่งให้คำตอบที่ถูกต้อง ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่า That's what I was going to say?

  1. เขาประกาศว่าจะกล่าวสุนทรพจน์ที่เตรียมไว้
  2. เขาพูดติดตลกว่าตนเองก็มีคำตอบเดียวกันอยู่แล้ว
  3. เขาขอให้อีกฝ่ายพูดคำตอบซ้ำ
ดูคำตอบ

เขาพูดติดตลกว่าตนเองก็มีคำตอบเดียวกันอยู่แล้ว

I want to talk French.

2:02

หนูอยากพูดภาษาฝรั่งเศส

Maybe you could talk to Delphine Donkey. น้ำเสียง/เจตนา

2:05

บางทีลูกอาจจะคุยกับเดลฟีน ดองกี้ได้นะ

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe you could + คำกริยารูปพื้นฐาน สำหรับการเสนอแนะอย่างนุ่มนวล

Maybe you could + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างที่ใช้กันทั่วไปเพื่อเสนอแนะอย่างนุ่มนวล ในประโยคนี้ talk ยังคงเป็นคำกริยารูปพื้นฐานหลัง could could ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต เมื่อใช้ร่วมกับ maybe จะช่วยลดแรงกดดันและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังเลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธคำแนะนำ

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำที่นุ่มนวลด้วยโครงสร้างเป้าหมายสามคำ: ____ ask your teacher for help after class.

ดูคำตอบ

Maybe you could

How? Her phone number is on this letter.

2:07

ยังไงคะ? เบอร์โทรศัพท์ของเธออยู่บนจดหมายนี้ไง

Yippee!

2:11

เย้!

Bonjour. Est-il possible que Peppa parle à Delphine?

2:17

Bonjour. Est-il possible que Peppa parle à Delphine?

Mummy Pig is asking if Peppa may speak to Delphine. ไวยากรณ์

2:22

แม่หมูกำลังถามว่าเป๊ปป้าขอคุยกับเดลฟีนได้ไหม

ไวยากรณ์

asking if Peppa may ...: การถ่ายทอดคำถามขออนุญาต

ใน asking if Peppa may speak to Delphine คำว่า if นำหน้าคำถามแบบอ้อมที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ประเด็นที่ถามคือเป๊ปป้าได้รับอนุญาตให้คุยกับเดลฟีนหรือไม่ ที่นี่ if หมายถึง “ว่า...หรือไม่” ไม่ใช่ “ถ้า” ที่ใช้บอกเงื่อนไข หลัง if ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ Peppa may speak ไม่ใช่ may Peppa speak โครงสร้าง ask if + ประธาน + may + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้ถ่ายทอดคำถามขออนุญาตอย่างสุภาพโดยไม่ยกคำถามเดิมมาตรง ๆ

แบบฝึกหัด

Leo ถามว่า “May I use the phone?” ประโยคใดถ่ายทอดคำถามขออนุญาตของเขาได้ถูกต้อง

  1. Leo is asking me to use the phone.
  2. Leo is asking if he may use the phone.
  3. Leo is asking if may he use the phone.
ดูคำตอบ

Leo is asking if he may use the phone.

Hello.

2:26

ฮัลโหล

Bonjour.

2:27

Bonjour.

Bonjour, um what do I say next? น้ำเสียง/เจตนา

2:28

Bonjour, เอิ่ม หนูต้องพูดอะไรต่อคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

What do I say next?: การขอคำใบ้สำหรับประโยคถัดไป

What do I say next? ใช้ขอให้อีกฝ่ายบอกหรือเตือนคำพูดที่ควรพูดต่อจากสิ่งที่พูดไปแล้ว ในประโยคนี้ เป๊ปป้ารู้คำทักทาย แต่พูดต่อไม่ออกและต้องการคำใบ้ ตรงนี้ next หมายถึง “หลังจากนี้” ในบทสนทนาหรือลำดับ ไม่ได้หมายถึงคนถัดไป

แบบฝึกหัด

ผู้กำกับมีบทอยู่ในมือ และคุณลืมบทที่อยู่ถัดจากคำทักทาย คุณควรถามว่าอะไร

  1. Who speaks next?
  2. What do I say next?
  3. What did I say yesterday?
ดูคำตอบ

What do I say next?

Comment ça va?

2:33

Comment ça va?

Comment ça va?

2:35

Comment ça va?

Bye-bye.

2:38

บ๊ายบาย

Au revoir.

2:39

Au revoir.

Au revoir.

2:40

Au revoir.

What did she say?

2:42

เธอพูดว่าอะไรคะ?

She spoke French.

2:43

เธอพูดภาษาฝรั่งเศสจ้ะ

Bonjour, George.

2:46

Bonjour, จอร์จ

Comment ça va?

2:48

Comment ça va?

Peppa is saying "How are you?" in French.

2:50

เป๊ปป้ากำลังพูดว่า "สบายดีไหม?" เป็นภาษาฝรั่งเศส

Dinosaur.

2:53

ไดโนเสาร์

No, George.

2:55

ไม่ใช่นะจอร์จ

That's not how you speak French. น้ำเสียง/เจตนา

2:57

ภาษาฝรั่งเศสเขาไม่ได้พูดแบบนั้น

น้ำเสียง/เจตนา

That's not how you ... สำหรับแก้ไขวิธีทำ

That's not how + ประธาน + คำกริยา ใช้บอกว่าวิธีที่ใครบางคนกำลังทำสิ่งหนึ่งนั้นไม่ถูกต้อง ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังแก้วิธีที่จอร์จพูดภาษาฝรั่งเศส ไม่ได้กำลังถามคำถาม how ในที่นี้หมายถึง “วิธีที่ทำสิ่งนั้น” สามารถนำรูปแบบ That's not how you + คำกริยารูปพื้นฐาน ไปใช้เพื่อแก้วิธีทำในสถานการณ์อื่นได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนกำลังกดปุ่มผิดเพื่อเริ่มอุปกรณ์ใหม่ ประโยคใดแก้วิธีทำโดยตรง

  1. That's not how you restart the device.
  2. That's not where you restart the device.
  3. You don't know how to restart the device.
ดูคำตอบ

That's not how you restart the device.

It is morning.

3:03

เช้าแล้ว

Mr. Zebra the postman is delivering letters to Peppa's house.

3:04

คุณม้าลายบุรุษไปรษณีย์กำลังมาส่งจดหมายที่บ้านของเป๊ปป้า

Post!

3:08

จดหมายมาแล้ว!

Can I have my letter from Delphine, please? น้ำเสียง/เจตนา

3:10

หนูขอจดหมายจากเดลฟีนได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can I have ..., please? สำหรับขอสิ่งของ

Can I have + คำนาม, please? เป็นวิธีทั่วไปในการขอให้ใครบางคนส่งมอบหรือจัดหาสิ่งของให้ ในประโยคนี้ have หมายถึง “ได้รับ” หรือ “มีคนมอบให้” ไม่ได้หมายถึงเพียง “เป็นเจ้าของ” ในทางไวยากรณ์ ประโยคนี้เป็นคำถาม แต่หน้าที่ในการสนทนาประจำวันคือการขออย่างสุภาพ การวาง please ไว้ท้ายประโยคช่วยเพิ่มความสุภาพ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ Can I have ...? เติมคำขอที่ร้านกาแฟให้สมบูรณ์: Can I ____ a glass of water, please?

ดูคำตอบ

have

Sorry, Peppa. There's no letter for you today. น้ำเสียง/เจตนา

3:13

เสียใจด้วยนะเป๊ปป้า วันนี้ไม่มีจดหมายถึงหนู

น้ำเสียง/เจตนา

There's no ... for you today: วันนี้ไม่มี...สำหรับคุณ

There's no + คำนามนับได้เอกพจน์ หมายถึงไม่มีสิ่งนั้นอยู่หรือพร้อมให้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ในที่นี้ no letter หมายถึงไม่มีจดหมายสักฉบับที่จะส่งให้ Peppa ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของชิ้นหนึ่ง “ไม่ใช่จดหมาย” for you ระบุผู้รับที่ตั้งใจไว้ ส่วน today จำกัดการแจ้งว่าเป็นเรื่องของวันนี้ การขึ้นต้นด้วย Sorry ทำให้การแจ้งข่าวว่าไม่มีของฟังนุ่มนวลขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประกาศของพนักงานด้วยรูปแบบ There's no ... for you today ให้ครบถ้วน: I'm sorry. ____ package ____ today.

ดูคำตอบ

There's no · for you

Oh.

3:16

โธ่

I wonder who that could be. น้ำเสียง/เจตนา

3:18

สงสัยจังว่าใครมา

น้ำเสียง/เจตนา

I wonder who that could be: สงสัยว่านั่นจะเป็นใคร

I wonder ... นำเสนอคำถามในรูปความคิดของผู้พูดเอง ในประโยคนี้ใช้แสดงความสงสัยอย่างนุ่มนวลเกี่ยวกับตัวตนของคนที่ยังไม่รู้จัก จึงตรงน้อยกว่าการถาม Who is that? และไม่จำเป็นต้องคาดหวังคำตอบเสมอไป who that could be เป็นคำถามซ้อน จึงคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าไว้ คือ who + ประธาน that + could be ตรงนี้ could แสดงความไม่แน่ใจหรือความเป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามซ้อนหลัง I wonder ได้ถูกต้อง

  1. I wonder who could that be.
  2. Who could that be?
  3. I wonder who that could be.
ดูคำตอบ

I wonder who that could be.

Bonjour.

3:20

Bonjour.

I am Delphine Donkey.

3:21

ฉันชื่อเดลฟีน ดองกี้

I have come to see Peppa. ไวยากรณ์

3:23

ฉันมาหาเป๊ปป้า

ไวยากรณ์

I have come to ...: การบอกจุดประสงค์ของการมาเยือน

ในประโยคนี้ I have come to see Peppa. หมายถึง “ฉันอยู่ที่นี่เพราะต้องการพบ Peppa” have come เป็น present perfect โดย have เป็นกริยาช่วย และ come เป็นกริยาช่อง past participle รูปนี้เชื่อมการมาถึงที่เกิดขึ้นแล้วกับการที่ผู้พูดอยู่ที่นี่ในตอนนี้ โครงสร้าง I have come to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการมาเยือน ในที่นี้ to see Peppa เป็น infinitive ที่บอกจุดประสงค์ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกริยา present perfect

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อบอกจุดประสงค์ของการมาเยือน: I ____ discuss the repair estimate.

ดูคำตอบ

have come to

It's Delphine!

3:25

เดลฟีนนี่นา!

Bonjour!

3:27

Bonjour!

Bonjour, Peppa.

3:29

Bonjour, เป๊ปป้า

Here are my maman and papa and my brother Didier. วัฒนธรรม

3:31

นี่คือ maman และ papa ของฉัน และน้องชาย ดิดิเยร์

วัฒนธรรม

maman and papa: คำเรียกครอบครัวภาษาฝรั่งเศสในบทสนทนาภาษาอังกฤษ

ในที่นี้ maman เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียก “แม่” อย่างสนิทสนม ส่วน papa เป็นภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึง “พ่อ” คำว่า papa อาจพบในภาษาอังกฤษได้เช่นกัน แต่คู่คำ maman and papa ในประโยคนี้ใช้เป็นภาษาครอบครัวแบบฝรั่งเศส การใส่คำเหล่านี้ไว้ในประโยคที่ส่วนอื่นเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่าการสลับภาษา วิธีนี้แสดงภูมิหลังครอบครัวที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสของผู้พูด ขณะเดียวกันการแนะนำตัวยังทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวชัดเจน

แบบฝึกหัด

maman and papa ในประโยคนี้หมายถึงใคร?

  1. หมายถึงคุณย่าและคุณปู่ของผู้พูด
  2. เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกแม่และพ่อของผู้พูด
  3. เป็นชื่อเมืองสองแห่งในฝรั่งเศส
ดูคำตอบ

เป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่ใช้เรียกแม่และพ่อของผู้พูด

Bonjour.

3:34

Bonjour.

Here are my mummy and daddy and my little brother George. วลี

3:36

นี่คือแม่และพ่อของฉัน และน้องชายตัวน้อย จอร์จ

วลี

Here are my mummy and daddy: การแนะนำคนมากกว่าหนึ่งคน

โครงสร้าง Here are + นามวลีพหูพจน์ เป็นวิธีธรรมชาติในการชี้หรือแนะนำคนหรือสิ่งของมากกว่าหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าหรือกำลังนำมาให้ดู ในประโยคนี้วลี my mummy and daddy หมายถึงคนสองคน จึงใช้กริยา are

แบบฝึกหัด

คุณกำลังแนะนำเพื่อนสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เติมประโยคให้สมบูรณ์: Here ____ my friends, Ava and Ben.

ดูคำตอบ

are

Hello.

3:40

สวัสดี

Dinosaur.

3:42

ไดโนเสาร์

Dragon.

3:44

มังกร

Do you speak French, Mr. Pig? น้ำเสียง/เจตนา

3:49

คุณพูดภาษาฝรั่งเศสได้ไหมครับ คุณหมู?

น้ำเสียง/เจตนา

Do you speak French?: การถามความสามารถทางภาษา

โครงสร้าง Do you speak + ชื่อภาษา? ใช้ถามว่าใครคนหนึ่งมีความสามารถทั่วไปในการใช้ภาษานั้นหรือไม่ ในประโยคนี้เป็นการถามว่าคุณพิกสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสได้หรือไม่ ไม่ได้ถามว่าขณะนั้นกำลังพูดภาษาฝรั่งเศสอยู่หรือไม่ ในภาษาอังกฤษ ชื่อภาษาขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ และในโครงสร้างนี้ตามปกติไม่ใช้คำนำหน้านาม เช่น speak French และ speak Spanish

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง Do you speak ...? เพื่อถามความสามารถในการพูดภาษาสเปน: ____ Spanish?

ดูคำตอบ

Do you speak

I'm an expert at French.

3:51

ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสครับ

Ah, parle sport.

3:53

Ah, parle sport.

J'adore l'équipe de foot de Paris.

3:55

J'adore l'équipe de foot de Paris.

Quelle est votre équipe de foot préférée?

3:56

Quelle est votre équipe de foot préférée?

Uh...

3:58

เอ่อ...

Yes.

3:59

ครับ

Delphine, we could jump up and down in muddy puddles. วลี

4:02

เดลฟีน เรามากระโดดโลดเต้นในบ่อโคลนกันเถอะ

วลี

jump up and down: กระโดดขึ้นลงซ้ำ ๆ

jump up and down หมายถึงการกระโดดในแนวดิ่งซ้ำ ๆ คือร่างกายลอยขึ้นแล้วกลับลงมาอีกครั้ง วลีนี้เจาะจงกว่า jump ซึ่งอาจหมายถึงการกระโดดเพียงครั้งเดียวหรือกระโดดไปทางอื่นก็ได้ up and down ทำหน้าที่เป็นวลีบอกทิศทางหนึ่งชุดที่ตามหลัง jump เมื่อต้องการสื่อถึงการเคลื่อนที่ซ้ำไปมาระหว่างสองทิศทางนี้ ให้ใช้ up and down ครบทั้งชุดตามลำดับเดิม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “กระโดดในแนวดิ่งซ้ำ ๆ”: The children were very excited and began to ____.

ดูคำตอบ

jump up and down

วลี

muddy puddles: ลำดับคำคุณศัพท์ + คำนาม

muddy puddles คือแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่มีโคลนผสมอยู่หรือมีโคลนล้อมรอบ muddy บอกว่าแอ่งน้ำเหล่านั้นมีโคลนหรือเปื้อนโคลน โครงสร้างเรียงเป็นคำคุณศัพท์ + คำนาม โดย muddy อยู่หน้า puddles เพื่อบอกสภาพของแอ่งน้ำ ไม่ได้บอกการกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงแอ่งน้ำเล็ก ๆ ที่มีโคลนผสมอยู่: After the rain, the path was covered with ____.

ดูคำตอบ

muddy puddles

Delphine does not understand Peppa. วลี

4:08

เดลฟีนไม่เข้าใจเป๊ปป้า

วลี

understand + คน ใน does not understand Peppa

ในบริบทของการสนทนา understand + คน สามารถหมายถึง “เข้าใจสิ่งที่คนนั้นพูด” ได้ ในประโยคนี้ does not understand Peppa หมายความว่า Delphine ฟังคำพูดของ Peppa ไม่เข้าใจ การสื่อสารจึงไม่สำเร็จ ในภาษาอังกฤษ understand ตามด้วยคนที่เป็นกรรมได้โดยตรง เช่น understand Peppa ไม่ใช่ understand to Peppa ในบริบทอื่น understand someone อาจหมายถึงเข้าใจความคิดหรือความรู้สึกของคนนั้นได้เช่นกัน ต้องดูสถานการณ์เพื่อเลือกความหมาย

แบบฝึกหัด

Leo กำลังพูดภาษาอิตาลี แต่ฉันไม่รู้ภาษาอิตาลี เติมประโยคด้วย understand + Leo: I can't ____.

ดูคำตอบ

understand Leo

J'adore sauter dans les flaques de boue.

4:10

J'adore sauter dans les flaques de boue.

Peppa does not understand Delphine.

4:13

เป๊ปป้าไม่เข้าใจเดลฟีน

Everything's so different in French, Daddy. น้ำเสียง/เจตนา

4:15

ทุกอย่างดูแตกต่างไปหมดในภาษาฝรั่งเศสค่ะพ่อ

น้ำเสียง/เจตนา

Everything's so different in French: so different และ in + ภาษา

Everything's เป็นรูปย่อของ Everything is คำว่า so ช่วยเน้นระดับของ different แสดงว่าผู้พูดรู้สึกว่าสำนวนภาษาฝรั่งเศสแตกต่างจากสำนวนที่คุ้นเคยมาก พร้อมความรู้สึกประหลาดใจหรือสับสน in French หมายถึง “เมื่อแสดงออกเป็นภาษาฝรั่งเศส” ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแตกต่างเมื่ออยู่ในประเทศฝรั่งเศส

แบบฝึกหัด

ในฉากนี้ Everything's so different in French หมายความว่าอย่างไร

  1. สำนวนภาษาฝรั่งเศสดูแตกต่างจากสำนวนที่ผู้พูดคุ้นเคยมาก
  2. ภาษาฝรั่งเศสแตกต่างเพียงเล็กน้อยและผู้พูดไม่ได้ประหลาดใจ
  3. ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส
ดูคำตอบ

สำนวนภาษาฝรั่งเศสดูแตกต่างจากสำนวนที่ผู้พูดคุ้นเคยมาก

Come on, Peppa. น้ำเสียง/เจตนา

4:20

มาเถอะ เป๊ปป้า

น้ำเสียง/เจตนา

Come on: ชวนหรือให้กำลังใจอีกฝ่ายให้ลงมือทำ

ในประโยคนี้ Come on เป็นคำพูดชวนหรือให้กำลังใจให้เป๊ปป้าลงมือทำหรือลองดู มีความหมายใกล้กับ “เอ้า ลองดูสิ” ไม่ได้หมายถึง “เดินเข้ามาหาฉัน” คำเดียวกันนี้ยังใช้เร่งให้อีกฝ่ายรีบ หรือแสดงความหงุดหงิดและไม่อยากเชื่อได้ด้วย หน้าที่ของคำจึงขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง ส่วนในประโยคนี้เป็นการให้กำลังใจอย่างเป็นมิตร

แบบฝึกหัด

เพื่อนกังวลที่จะลองเต้นแบบใหม่ ประโยคใดให้กำลังใจเพื่อนอย่างเป็นมิตรให้ลอง โดยไม่ได้ขอให้เดินเข้ามาใกล้คุณ

  1. Come here, you can do it.
  2. Come back, you can do it.
  3. Come on, you can do it.
ดูคำตอบ

Come on, you can do it.

J'adore sauter dans les flaques de boue.

4:25

J'adore sauter dans les flaques de boue.

Ah.

4:27

อ๋อ

That's what I was going to show you. ลำดับความ

4:29

นั่นคือสิ่งที่พ่อกำลังจะให้ดูพอดีเลย

ลำดับความ

That's what ...: เชื่อมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับแผนก่อนหน้านี้

That's ชี้ย้อนกลับไปยังการกระทำหรือเนื้อหาที่เพิ่งปรากฏ ส่วน what I was going to show you ระบุว่าสิ่งเดียวกันนั้นคือสิ่งที่ผู้พูดวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะให้ดู ประโยคนี้จึงเชื่อมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสิ่งที่ผู้พูดตั้งใจจะสาธิต ในโครงสร้าง That's what + ประธาน + กริยา คำว่า what หมายถึง “สิ่งที่” ไม่ใช่คำถาม อนุประโยคหลัง what ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เช่น what I wanted to explain

แบบฝึกหัด

ฟังก์ชันที่เพิ่งปรากฏคือฟังก์ชันเดียวกับที่คุณวางแผนจะสาธิต ใช้คำเชื่อมหนึ่งคำที่หมายถึง “the thing that”: That's ____ I was going to show you.

ดูคำตอบ

what

We call it jumping up and down in muddy puddles. วลี

4:31

เราเรียกมันว่าการกระโดดโลดเต้นในบ่อโคลน

วลี

We call it ... สำหรับตั้งชื่อกิจกรรม

ในที่นี้ We call it ... หมายถึง “เราให้ชื่อหรือคำอธิบายแก่กิจกรรมนี้” คำกริยา call หมายถึง “เรียกหรือให้ชื่อ” ไม่ใช่ “โทรศัพท์” โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ call + กรรม + ชื่อหรือคำอธิบาย ในประโยคนี้ it หมายถึงกิจกรรมที่พูดถึง และวลี -ing ที่ตามมาบอกว่ากิจกรรมนั้นทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำ call + กรรม ที่ใช้สำหรับตั้งชื่อ: Our Friday activity has a special name. We ____ Family Game Night.

ดูคำตอบ

call it

J'adore jumping up and down in muddy puddles.

4:37

J'adore jumping up and down in muddy puddles.

Everyone in the whole world loves jumping up and down in muddy puddles. โน้ต

4:41

ทุกๆ คนบนโลกใบนี้ชอบการกระโดดโลดเต้นในบ่อโคลน

วลี

in the whole world: การเน้นขอบเขตทั่วโลกอย่างมาก

in the whole world ขยายขอบเขตให้หมายถึง “ทุกแห่งในโลก” ในประโยคนี้วลีดังกล่าวอยู่หลัง everyone และเน้นความคิดว่าทุกคนชอบกิจกรรมนี้จริง ๆ ในการพูดคุยทั่วไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ขอบเขตที่กว้างมากเช่นนี้มักเป็นการกล่าวเกินจริง ไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่มีหลักฐานรองรับ วลีนี้ยังใช้เน้นคำขั้นสูงสุดได้ เช่น the best ... in the whole world

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษ: This is the best playground in the whole world. ในบทสนทนาทั่วไป ควรตีความแบบใดมากกว่า?

  1. นี่พิสูจน์เสมอว่าสนามเด็กเล่นทุกแห่งในโลกได้รับการเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการแล้ว
  2. นี่อาจเป็นการกล่าวเกินจริงด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงระดับโลกที่ผ่านการวัด
ดูคำตอบ

นี่อาจเป็นการกล่าวเกินจริงด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงระดับโลกที่ผ่านการวัด

ไวยากรณ์

loves jumping: ใช้ love + -ing บอกกิจกรรมที่ชอบ

โครงสร้าง love + คำกริยา-ing ใช้บอกว่าคนหนึ่งชอบทำกิจกรรมบางอย่างมาก ในประโยคนี้ jumping up and down in muddy puddles คือกิจกรรมที่ Everyone ชอบ โดย jumping เป็น gerund ไม่ใช่คำกริยาใน present continuous Everyone เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ จึงต้องใช้กริยา loves รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + love/loves + คำกริยา-ing เพื่อบอกความชอบที่ทำเป็นประจำหรือความชอบโดยทั่วไป

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง love + คำกริยา-ing กริยา draw และรูปกริยาที่สอดคล้องกับประธานให้ถูกต้อง: Maya ____ after school.

ดูคำตอบ

loves drawing