การเล่าเรื่อง: Tense สำหรับการเล่าเรื่อง - มินิบทเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
313 คำ 170 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้สอนวิธีสร้างความลุ้นระทึกด้วยการเล่าเหตุการณ์ปริศนาด้วย past simple ก่อน แล้วจึงใช้ past perfect เปิดเผยสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เรื่องของนักบินที่ติดอยู่ในป่าแสดงให้เห็นว่า การชะลอคำอธิบายไว้จนท้ายเรื่องทำให้ผู้ฟังยังสงสัยจนกว่าจะรู้ความจริง ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. keep us guessing — สำนวนและภาษาภาพพจน์ หมายถึงการทำให้ผู้ชมยังไม่แน่ใจในคำตอบหรือตอนจบ ไม่ใช่การบังคับให้เดาตามความหมายตรงตัว ผู้เรียนใช้บรรยายได้ว่าเรื่องลึกลับ หนังระทึกขวัญ ปริศนา หรือการแข่งขันที่สูสี รักษาความอยากรู้ไว้จนกว่าความจริงหรือผลลัพธ์จะปรากฏอย่างไร 2. had run out of fuel, / had landed — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค past perfect ทั้งสองรูปวางเหตุการณ์น้ำมันหมดและการลงจอดไว้ก่อนเวลาที่นักเดินป่าพบนักบิน ผู้เรียนจะใช้ had ตามด้วย past participle เพื่อเสริมสาเหตุและภูมิหลังที่เกิดก่อนหน้า หลังจากเล่าเหตุการณ์หลักในอดีตไปแล้ว 3. went back to a time before we met him and explained what had happened. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์ แสดงวิธีที่ผู้เล่าสร้างช่องว่างของข้อมูลก่อน แล้วค่อยย้อนลำดับเวลาไปคลี่คลายช่องว่างนั้น ผู้เรียนจึงจัดเรื่องปริศนาแบบย้อนอดีตได้ โดยนำเสนอสถานการณ์ที่ชวนสงสัยก่อน แล้วเปิดเผยเหตุการณ์ก่อนหน้าที่อธิบายสถานการณ์นั้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

We all love stories with mystery and suspense. วลี

0:00

เราทุกคนชอบเรื่องราวที่มีความลึกลับและน่าตื่นเต้น

วลี

mystery and suspense: ความลึกลับและความลุ้นระทึก

ในประโยคนี้ mystery หมายถึงความลับหรือปริศนาในเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบ ส่วน suspense คือความรู้สึกตื่นเต้นและตึงเครียดขณะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คำคู่ mystery and suspense บอกว่าเรื่องนั้นมีทั้งปริศนาให้ไขและความลุ้นระทึกที่ทำให้อยากดูหรืออ่านต่อ ในที่นี้ suspense ไม่ได้หมายถึงการหยุดชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากความไม่แน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคู่ภาษาอังกฤษที่หมายถึงทั้งปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบและความลุ้นระทึก: The novel is full of ____.

ดูคำตอบ

mystery and suspense

They keep us guessing สำนวน

0:03

มันทำให้เราต้องคาดเดา

right until the very end. วลี

0:04

ไปจนถึงตอนจบ

สำนวน

keep us guessing: ทำให้เราเดาไปเรื่อย ๆ

ใน keep us guessing โครงสร้าง keep + object + -ing หมายถึงทำให้ใครบางคนทำสิ่งหนึ่งต่อเนื่องหรืออยู่ในสภาวะหนึ่งต่อไป ในที่นี้ เรื่องราวทำให้ผู้ชมยังไม่แน่ใจและพยายามคิดต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมกำลังทำแบบฝึกหัดทายคำทั่วไป ใจความสำคัญคือคำตอบยังถูกซ่อนไว้และความไม่แน่นอนยังคงดำเนินต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้ keep, us และ guess ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: The magician hid the method, so the trick ____ until the show ended.

ดูคำตอบ

kept us guessing

วลี

right until the very end: ดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสุดท้าย

ใน right until the very end คำว่า right ทำให้ until มีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ได้แปลว่า “ถูกต้อง” หรือ “ทิศตรงข้ามกับซ้าย” ทั้งวลีหมายถึงการกระทำหรือสภาวะที่ดำเนินต่อไปจนถึงช่วงสุดท้าย ในประโยคนี้ การคาดเดาดำเนินต่อไปตลอดทั้งเรื่อง ใช้ right until + เวลา หรือจุดสิ้นสุด เมื่อต้องการเน้นว่าไม่มีอะไรหยุดหรือเปลี่ยนไปก่อนหน้านั้น very ช่วยเน้น end เพิ่มขึ้นอีก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าไม่มีใครรู้ว่าใครจะชนะก่อนถึงวินาทีสุดท้าย

  1. The winner remained unclear right until the very end.
  2. The winner became clear near the beginning.
  3. The winner was announced by the end.
ดูคำตอบ

The winner remained unclear right until the very end.

So, I'd like to show you a technique น้ำเสียง/เจตนา

0:07

ดังนั้น ผมอยากจะแสดงเทคนิคหนึ่งให้คุณดู

น้ำเสียง/เจตนา

I'd like to show you: คำเปิดการสาธิตอย่างสุภาพ

I'd like to show you เป็นวิธีเริ่มการสาธิตหรือคำอธิบายอย่างสุภาพ I'd เป็นรูปย่อของ I would ในที่นี้ would like to บอกว่าผู้พูดต้องการทำอะไรตอนนี้ ไม่ได้อธิบายสถานการณ์สมมติ วางสิ่งที่จะให้ดูต่อจาก you หรือเติมอนุประโยค เช่น how it works: I'd like to show you the plan; I'd like to show you how it works.

แบบฝึกหัด

เติมคำเปิดการนำเสนออย่างสุภาพโดยใช้รูปย่อของ I would like to show you: ____ how the app works.

ดูคำตอบ

I'd like to show you

that you can use to create mystery and suspense in your stories.

0:09

ที่คุณสามารถใช้สร้างความลึกลับและน่าตื่นเต้นในเรื่องราวของคุณได้

It involves using the past simple ไวยากรณ์

0:19

มันเกี่ยวข้องกับการใช้ Past Simple

and the past perfect together.

0:21

และ Past Perfect ร่วมกัน

ไวยากรณ์

involves using: involve ตามด้วยรูป -ing

ในประโยคนี้ involves using หมายถึง การใช้สิ่งหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่วิธีนั้นต้องทำ เมื่อ involve ตามด้วยการกระทำ คำกริยาถัดไปต้องอยู่ในรูป -ing: involve doing something ดังนั้น use จึงเปลี่ยนเป็น using ไม่ใช่ to use โครงสร้างนี้ใช้บอกว่างาน กิจกรรม หรือวิธีการหนึ่ง ๆ มีอะไรเป็นส่วนประกอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปที่ถูกต้องของ use: This method involves ____ two pictures.

ดูคำตอบ

using

ไวยากรณ์

the past simple and the past perfect together: เวลาสองชั้นในอดีต

ในที่นี้มีการใช้กาลอดีตสองแบบร่วมกัน แต่แต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน past simple ใช้เล่าเหตุการณ์หลักในอดีต ส่วน past perfect ใช้ had + past participle เพื่อแสดงว่าบางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอีก การใช้ร่วมกันแบบนี้ช่วยให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังก่อน แล้วค่อยอธิบายสาเหตุหรือภูมิหลังที่เกิดก่อน กาลทั้งสองไม่สามารถใช้แทนกันได้ตามใจ เพราะรูปกาลช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่าเหตุการณ์ใดในอดีตเกิดก่อน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ past simple กับเหตุการณ์หลักในอดีต และใช้ past perfect กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหน้านั้น

  1. When Mia arrived, she saw that someone had broken the lock.
  2. When Mia arrives, she sees that someone broke the lock.
  3. When Mia arrived, she saw someone breaking the lock.
ดูคำตอบ

When Mia arrived, she saw that someone had broken the lock.

Let's see an example of that in action. วลี

0:24

มาดูตัวอย่างจริงของเรื่องนี้กัน

วลี

in action: ดูบางสิ่งทำงานจริง

in action หมายถึงช่วงที่บางสิ่งกำลังทำงานหรือถูกนำมาใช้จริง ในประโยคนี้ an example of that in action บอกว่าจะให้เห็นแนวคิดนั้นถูกนำไปใช้ ไม่ใช่แค่อธิบายซ้ำ วลีนี้มักตามหลัง see, watch หรือ show เช่น see something in action ตรงนี้ action ไม่ได้หมายถึง “ภาพยนตร์แอ็กชัน” หรือ “การต่อสู้”

แบบฝึกหัด

เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “กำลังทำงานจริง” ให้สมบูรณ์: We watched the firefighters ____.

ดูคำตอบ

in action

Questions are going to come up on the screen. กริยาวลี

0:26

คำถามกำลังจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

กริยาวลี

come up: ปรากฏบนหน้าจอ

come up ในประโยคนี้หมายถึง “ปรากฏ” หรือ “แสดงขึ้นมา” ส่วน on the screen บอกว่าคำถามจะปรากฏที่ไหน วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนขึ้นด้านบนจริง ๆ ในรูปแบบนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นประธาน เช่น Questions come up และ come up ไม่มีกรรมตรงตามหลัง นอกจากนี้ยังใช้เมื่อหัวข้อหรือปัญหาเข้ามาอยู่ในความสนใจได้ เช่น A question came up

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าข้อความเตือนจะปรากฏบนหน้าจอ?

  1. The teacher will bring up the deadline in class.
  2. A reminder will come up on the screen.
  3. We need to come up with a reminder message.
ดูคำตอบ

A reminder will come up on the screen.

Think about them while I tell you the story. ไวยากรณ์

0:29

ลองคิดถึงคำถามเหล่านั้นในขณะที่ผมเล่าเรื่องให้คุณฟัง

ไวยากรณ์

while I tell you the story: การกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ในประโยคนี้ while นำหน้าอนุประโยค I tell you the story และบอกว่าควรทำตามคำสั่งหลัก Think about them เมื่อใด การคิดและการเล่าเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน while ในที่นี้เป็นคำสันธานบอกเวลาที่หมายถึง “ในช่วงเวลาที่……” และไม่ได้หมายถึง “แม้ว่า……” ในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติม while เพื่อแสดงว่าการกระทำสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน: Please take notes ____ I explain the steps.

ดูคำตอบ

while

Me and a friend went out hiking โน้ต

0:31

ผมและเพื่อนคนหนึ่งออกไปเดินป่า

การใช้คำ

Me and a friend กับ A friend and I เมื่อทำหน้าที่เป็นประธาน

ในประโยคต้นฉบับ Me and a friend เป็นประธานของ went out hiking การเรียงลำดับแบบนี้และการใช้ me พบได้บ่อยในบทสนทนาแบบสบาย ๆ จึงอาจได้ยินในการเล่าประสบการณ์ส่วนตัว ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน โดยเฉพาะภาษาเขียน ให้ใช้ A friend and I เป็นประธาน: A friend and I went out hiking วิธีตรวจสอบอย่างรวดเร็วคือเอา a friend ออก โดย I went hiking เป็นรูปมาตรฐาน แต่ Me went hiking ไม่ใช่

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่เหมาะที่สุดสำหรับรายงานโรงเรียนแบบเป็นทางการ

  1. A friend and me completed the project.
  2. A friend and I completed the project.
  3. Me and a friend completed the project.
ดูคำตอบ

A friend and I completed the project.

วลี

went out hiking: ออกไปทำกิจกรรม

went out hiking หมายถึงพวกเขาออกจากบ้านหรือสถานที่ที่อยู่เป็นประจำเพื่อไปเดินป่า went เป็นรูปอดีตของ go และ hiking บอกว่ากิจกรรมนั้นคืออะไร โครงสร้างคือ go out + -ing คำว่า out เพิ่มความหมายว่าออกไปข้างนอกเพื่อทำกิจกรรมนั้น ไม่ใช่คำที่ไม่มีหน้าที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงออกไปเดินป่า: Last Saturday, we ____ in the hills.

ดูคำตอบ

went out hiking

and the strangest thing happened. ลำดับความ

0:33

และเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น

ลำดับความ

the strangest thing happened: ประโยคเปิดเรื่องที่สร้างความลุ้น

The strangest thing happened เป็นประโยคเปิดเรื่องที่สร้างความอยากรู้ โดยบอกก่อนว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดามาก แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด วิธีนี้พาเรื่องจากข้อมูลพื้นหลังเข้าสู่เหตุการณ์หลัก และทำให้ผู้ฟังอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป strangest เป็นรูปขั้นสูงสุดของ strange จึงนำเสนอว่าเหตุการณ์นี้แปลกที่สุดในประสบการณ์นั้น และทำให้ประโยคเปิดเรื่องมีพลังมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนนี้เป็นประโยคเปิดเรื่องเพื่อสร้างความอยากรู้ แล้วจึงเปิดเผยเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาได้ดีที่สุด

  1. Then every clock in the room stopped at once.
  2. Then the oldest clock in the room stopped at noon.
  3. Then the strangest thing happened: every clock in the room stopped at once.
ดูคำตอบ

Then the strangest thing happened: every clock in the room stopped at once.

We saw a man in the forest.

0:34

เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งในป่า

He was covered in blood and he was shouting. วลี

0:37

เขาเต็มไปด้วยเลือดและกำลังตะโกน

วลี

was covered in blood: โครงสร้าง be covered in + สารหรือสิ่งที่ติดอยู่

was covered in blood ใช้โครงสร้าง be covered in + สารหรือสิ่งที่ติดอยู่บนพื้นผิว โครงสร้างนี้บอกสภาพที่มองเห็นได้ คือมีเลือดเปื้อนอยู่มากบนตัวหรือเสื้อผ้าของเขา ประโยคเน้นสภาพนั้น ไม่ได้เน้นว่าอะไรทำให้เกิดขึ้น คำเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเลือดเป็นของเขา และไม่ได้บอกว่าใครบาดเจ็บอย่างไร โดยทั่วไป be covered in ใช้บอกว่าคนหรือสิ่งของมีบางอย่างติดอยู่เต็มพื้นผิว เช่น be covered in mud หรือ be covered in dust

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be covered in ได้ถูกต้องเพื่อบอกว่าเสื้อผ้าของลีโอเปื้อนสีเต็มไปหมด

  1. After art class, paint was covered in Leo's clothes.
  2. After art class, Leo's clothes were covered in paint.
  3. After art class, Leo's clothes covered in paint.
ดูคำตอบ

After art class, Leo's clothes were covered in paint.

He ran over to us. กริยาวลี

0:40

เขาวิ่งตรงมาหาเรา

กริยาวลี

ran over to us: run over to + จุดหมาย

ran over to us หมายถึงเขาวิ่งข้ามระยะห่างมาถึงจุดที่ผู้พูดอยู่ ในโครงสร้าง run over to + คนหรือสถานที่ คำว่า over เพิ่มความหมายว่าข้ามระยะสั้น ๆ ส่วน to ระบุจุดหมาย วลีนี้แสดงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาทางผู้พูด ไม่ได้หมายความว่าเขาวิ่งผ่านผู้พูดไป แต่หมายความว่าเขาเข้ามาใกล้และมาถึงบริเวณที่ผู้พูดอยู่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ามายาวิ่งเข้าไปหาครู

  1. Maya ran over to her teacher to ask a question.
  2. Maya ran past her teacher without stopping.
  3. Maya ran her teacher over with a car.
ดูคำตอบ

Maya ran over to her teacher to ask a question.

He was so happy to see us. ไวยากรณ์

0:41

เขาดีใจมากที่ได้เห็นเรา

ไวยากรณ์

so happy to see us: ความรู้สึกที่เข้มข้นและสาเหตุ

ใน so happy คำว่า so ขยายระดับของ happy ให้แรงขึ้น โดยหมายถึง “มาก” หรือ “ในระดับที่เข้มข้น” ส่วน to see us บอกว่าเหตุการณ์ที่ทำให้เขาดีใจคือการได้เจอพวกเรา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ so + คำคุณศัพท์บอกอารมณ์ + to-infinitive เช่น so glad to hear the news และ so excited to meet you ในรูปแบบนี้ to-infinitive บอกสิ่งที่กระตุ้นความรู้สึก ไม่ได้บอกจุดประสงค์ของการทำอีกอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้ so, glad และ hear เติมรูปแบบที่แสดงความรู้สึกอย่างมากให้สมบูรณ์: I was ____ the good news.

ดูคำตอบ

so glad to hear

We gave him something to eat and he told us everything. ไวยากรณ์

0:43

เราให้ของกินเขา และเขาก็เล่าทุกอย่างให้เราฟัง

ไวยากรณ์

gave him something to eat: something + to-infinitive

รูปแบบหลักคือ give + คน + สิ่งของ ซึ่งเห็นได้ใน gave him something ใน something to eat คำว่า to eat อยู่หลัง something และอธิบายว่าสิ่งนั้นเป็นของที่เขากินได้ to-infinitive นี้ขยาย something ไม่ได้บอกจุดประสงค์โดยรวมของ gave รูปแบบเดียวกันพบได้ใน something to drink, a book to read และ a place to stay

แบบฝึกหัด

ใช้ eat เติมรูปแบบ something + to-infinitive ให้สมบูรณ์: After the game, Dad gave us something ____.

ดูคำตอบ

to eat

He was a pilot.

0:47

เขาเป็นนักบิน

His plane had run out of fuel, โน้ต

0:48

เครื่องบินของเขาน้ำมันหมด

กริยาวลี

run out of fuel: ไม่มีเชื้อเพลิงเหลือ

run out of fuel หมายถึงไม่มีเชื้อเพลิงเหลือ เพราะเชื้อเพลิงที่มีอยู่ถูกใช้จนหมด ในโครงสร้าง run out of + ทรัพยากร ประธานคือคน ยานพาหนะ สถานที่ หรือกลุ่มที่ไม่มีทรัพยากรนั้นเหลือแล้ว สามารถเปลี่ยนชื่อทรัพยากรได้ เช่น run out of time, run out of money, run out of water หรือ run out of ideas วลีนี้ไม่ได้หมายถึงวิ่งออกมาจากข้างในเชื้อเพลิงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้ run out of เพื่อบอกว่าไม่มีเชื้อเพลิงเหลือ: By noon, the generators had ____.

ดูคำตอบ

run out of fuel

so he had landed in the forest.

0:50

ดังนั้นเขาจึงลงจอดในป่า

ไวยากรณ์

had run out of fuel ... had landed: past perfect สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน

ทั้ง had run out และ had landed ใช้ past perfect ซึ่งมีโครงสร้าง had + past participle รูปทั้งสองวางเหตุการณ์เชื้อเพลิงหมดและการลงจอดไว้ก่อนจุดเวลาในอดีตที่เกิดทีหลัง ซึ่งเป็นตอนที่คนอื่นเห็นนักบิน ภายในภูมิหลังที่เกิดก่อนหน้านี้ so แสดงเหตุและผล คือเครื่องบินเชื้อเพลิงหมดก่อน แล้วนักบินจึงลงจอด had ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อเน้น แต่บอกว่าเหตุการณ์เกิดก่อนจุดอ้างอิงในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมคำช่วยของ past perfect ลงในช่องว่างทั้งสอง เพื่อแสดงว่าเหตุการณ์ทั้งคู่เกิดก่อนทีมกู้ภัยมาถึง: Before the rescue team arrived, his plane ____ run out of fuel, so he ____ landed in a field.

ดูคำตอบ

had · had

He had been attacked by wild animals. ไวยากรณ์

0:53

เขาถูกสัตว์ป่าโจมตี

ไวยากรณ์

had been attacked by wild animals: past perfect รูปถูกกระทำ

Had been attacked เป็น past perfect รูปถูกกระทำ โดยมีโครงสร้าง had + been + กริยาช่องที่ 3 แสดงว่าเขาเป็นผู้ถูกโจมตีก่อนจุดเวลาอีกจุดหนึ่งในอดีตของเรื่อง จึงเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำ By wild animals ระบุผู้กระทำ ซึ่งก็คือสัตว์ป่าที่โจมตีเขา รูป had been + กริยาช่องที่ 3 ใช้บอกการกระทำที่เกิดกับคนหรือสิ่งของไปแล้ว ก่อนเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ damage ในรูป past perfect แบบถูกกระทำ: Before the police arrived, the door ____.

ดูคำตอบ

had been damaged

He'd been there for three days. ไวยากรณ์

0:56

เขาอยู่ที่นั่นมาสามวันแล้ว

ไวยากรณ์

He'd been there for three days: He'd = He had

ใน He'd been คำว่า He'd ย่อมาจาก He had คำว่า been เป็นกริยาช่องที่ 3 ดังนั้น had been จึงเป็น past perfect และไม่อาจหมายถึง He would been เพราะหลัง would ต้องใช้กริยารูปพื้นฐาน be For three days บอกระยะเวลา ประโยคนี้แสดงว่าสภาวะที่เขาอยู่ที่นั่นเริ่มก่อนหน้าและดำเนินมาแล้วสามวันเมื่อถึงอีกจุดหนึ่งในอดีต ตัวประโยคไม่ได้บอกว่าสภาวะนี้ดำเนินต่อหลังจากจุดเวลานั้นหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใน He'd been waiting for two hours before the bus came. คำว่า He'd และ for two hours หมายถึงอะไร?

  1. He had; การรอดำเนินมาเป็นเวลาสองชั่วโมงจนถึงจุดหนึ่งในอดีต
  2. He would; มีแผนว่าจะรอเป็นเวลาสองชั่วโมงในอนาคต
  3. He did; การรอเริ่มขึ้นหลังจากรถบัสมาถึง
ดูคำตอบ

He had; การรอดำเนินมาเป็นเวลาสองชั่วโมงจนถึงจุดหนึ่งในอดีต

So, did you see what I did there? น้ำเสียง/เจตนา

0:58

เอาล่ะ คุณเห็นไหมว่าผมทำอะไรไปบ้าง?

น้ำเสียง/เจตนา

Did you see what I did there? ในฐานะคำพูดที่ย้อนอธิบายวิธีของตนเอง

ในที่นี้ see หมายถึง “สังเกตและเข้าใจ” ไม่ใช่เพียง “มองเห็นด้วยตา” ประโยค Did you see what I did there? ชวนให้ผู้ฟังย้อนคิดและมองให้ออกว่าผู้พูดเพิ่งใช้เทคนิคอะไรไป คำถามนี้เป็นการพูดถึงวิธีนำเสนอของตัวเอง ผู้พูดหยุดออกจากเรื่องราว การสาธิต หรือมุกชั่วครู่ เพื่อแสดงความคิดเห็นว่าตนเองนำเสนออย่างไร ใช้เพื่อชี้ให้เห็นวิธีการ การเล่นคำ หรือการเลือกที่ตั้งใจทำได้

แบบฝึกหัด

หลังจากครูสาธิตวิธีลัดแล้วถามว่า “Did you see what I did there?” ครูน่าจะกำลังทำอะไรอยู่มากที่สุด?

  1. ถามว่าชั้นเรียนวางแผนจะทำอะไรต่อไป
  2. ดึงความสนใจไปที่เทคนิคที่เพิ่งสาธิต
  3. ตรวจสอบว่าทุกคนมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลหรือไม่
ดูคำตอบ

ดึงความสนใจไปที่เทคนิคที่เพิ่งสาธิต

I used the past simple to outline the mystery. ลำดับความ

1:00

ผมใช้ Past Simple เพื่อเล่าเค้าโครงของความลึกลับ

ลำดับความ

used the past simple to outline the mystery: ใช้กาลจัดข้อมูลในเรื่อง

โครงสร้าง use A to do B บอกเครื่องมือและจุดประสงค์ โดย A คือ the past simple และจุดประสงค์คือ outline the mystery ในที่นี้ outline หมายถึงการบอกเหตุการณ์และเบาะแสหลัก ไม่ใช่การวาดเส้นรอบรูปของสิ่งของ การเลือกกาลนี้ช่วยจัดข้อมูลในเรื่อง past simple วางเหตุการณ์หลักไว้บนเส้นเวลาหลักของเรื่อง แสดงว่าเกิดอะไรขึ้น และสร้างปริศนาก่อนที่จะอธิบายสาเหตุหรือเฉลยคำตอบ

แบบฝึกหัด

ผู้เขียนนำเสนอเหตุการณ์แปลกที่สำคัญก่อน แต่ยังไม่เปิดเผยคำตอบ ประโยคใดอธิบายการเลือกนี้ได้ดีที่สุด?

  1. The writer used the past simple to solve the mystery.
  2. The writer used the past simple to hide every event.
  3. The writer used the past simple to outline the mystery.
ดูคำตอบ

The writer used the past simple to outline the mystery.

You didn't know who he was. ลำดับความ

1:03

คุณไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

You didn't know why he was there.

1:06

คุณไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นั่น

You didn't know why he was covered in blood.

1:08

คุณไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเต็มไปด้วยเลือด

ลำดับความ

You didn't know...: การย้ำข้อมูลที่ยังไม่รู้เพื่อสร้างความลุ้นระทึก

แต่ละประโยคเริ่มด้วย You didn't know... แล้วตามด้วยข้อมูลที่ยังไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ชายคนนั้นเป็นใคร เขาอยู่ที่นั่นทำไม และทำไมตัวเขาจึงเต็มไปด้วยเลือด การย้ำคำขึ้นต้นแบบเดิมทำให้ติดตามช่องว่างของข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย โครงสร้างที่ย้ำซ้ำนี้สร้างความลุ้นระทึก เพราะผู้ฟังเห็นสิ่งผิดปกติก่อนจะได้รับคำอธิบาย หลัง know คำว่า who และ why ใช้ขึ้นต้นคำถามทางอ้อม จึงต้องใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เช่น who he was และ why he was there ไม่ใช่ who was he หรือ why was he there

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง You didn't know... ที่ย้ำซ้ำเพื่อเติมข้อความชวนลุ้นนี้ให้สมบูรณ์: The key was gone. ____ who had taken it. ____ why the back door was open.

ดูคำตอบ

You didn't know · You didn't know

At the end of the story, ลำดับความ

1:11

ในตอนจบของเรื่อง

I explained the mystery.

1:12

ผมได้อธิบายความลึกลับนั้น

ลำดับความ

At the end of the story: ระบุตำแหน่งที่เปิดเผยคำตอบ

At the end of the story ชี้ถึงตำแหน่งเฉพาะในโครงสร้างเรื่อง ซึ่งก็คือส่วนสุดท้าย เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทางที่บอกผู้ฟังว่าคำอธิบายกำลังจะมาถึง ในที่นี้ explained the mystery หมายถึงการเปิดเผยเหตุผลเบื้องหลังเหตุการณ์ที่น่าสงสัยและทำให้เข้าใจได้ ไม่ได้หมายถึงการอธิบายความหมายของคำว่า mystery

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุตำแหน่งเฉพาะที่ส่วนท้ายของเรื่องได้อย่างชัดเจน?

  1. In the end of the story, the detective explained every clue.
  2. At the end of the story, the detective explained every clue.
  3. In the end, the detective explained every clue.
ดูคำตอบ

At the end of the story, the detective explained every clue.

I went back to a time before we met him ลำดับความ

1:13

ผมย้อนเวลากลับไปก่อนที่เราจะพบเขา

and explained what had happened.

1:17

และอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น

ลำดับความ

went back to a time ... what had happened: ย้อนเรื่องไปสู่อดีตที่ก่อนหน้านั้น

went back to a time before we met him ทำให้เส้นเวลาของเรื่องย้อนกลับไป โดยพาผู้ฟังออกจากจุดปัจจุบันของเรื่องให้ไปนึกถึงช่วงที่ก่อนหน้านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเดินทางกลับไปยังสถานที่จริง ๆ we met him เป็นจุดอ้างอิงในอดีต ส่วน what had happened ให้ข้อมูลเบื้องหลังที่เกิดก่อนจุดนั้น ทำให้ผู้ฟังแยกสาเหตุหรือสถานการณ์ที่เกิดก่อนออกจากเหตุการณ์หลักที่เกิดภายหลังได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดย้อนการเล่าเรื่องไปยังเวลาก่อนเหตุการณ์หนึ่งในอดีตอย่างชัดเจน และแสดงว่าข้อมูลเบื้องหลังเกิดก่อนหน้านั้น?

  1. The podcast went back to the week before the final and explained what had happened.
  2. The podcast jumps to next week and explains what will happen.
  3. The podcast stayed with the final and described what happened during it.
ดูคำตอบ

The podcast went back to the week before the final and explained what had happened.

We use the past perfect for this.

1:19

เราใช้ Past Perfect สำหรับสิ่งนี้

His plane had run out of fuel.

1:21

เครื่องบินของเขาน้ำมันหมด

He had landed.

1:24

เขาลงจอดแล้ว

Wild animals had attacked him.

1:26

สัตว์ป่าได้โจมตีเขา

He had been there for three days.

1:27

เขาอยู่ที่นั่นมาสามวันแล้ว

The past perfect has the structure

1:30

Past Perfect มีโครงสร้างคือ

subject plus had plus the past participle. ไวยากรณ์

1:32

ประธาน บวก had บวก กริยาช่อง 3

ไวยากรณ์

subject + had + past participle: สูตรของ past perfect

รูปแบบคือ subject + had + past participle หรือ “ประธาน + had + กริยาช่อง past participle” ประธานบอกว่าใครหรืออะไรเป็นผู้กระทำ had เป็นกริยาช่วย และ past participle เป็นรูปของกริยาหลัก ใน he had left คำว่า he เป็นประธาน had เป็นกริยาช่วย และ left เป็น past participle had มีรูปเหมือนเดิมกับทุกประธาน อย่านำรูป simple past มาวางหลัง had โดยอัตโนมัติ กริยาปกติมักมีรูป simple past และ past participle เหมือนกัน แต่กริยาไม่ปกติหลายคำมีรูปต่างกัน ตัวอย่างเช่น go–went–gone ต้องเป็น had gone ไม่ใช่ had went

แบบฝึกหัด

ใช้รูป past perfect ของ go: Before the bus arrived, Mia ____ home.

ดูคำตอบ

had gone

We use it to talk about an event or period ไวยากรณ์

1:36

เราใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์หรือช่วงเวลา

that happens before another event in the past.

1:39

ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์อื่นในอดีต

ไวยากรณ์

before another event in the past: ความสัมพันธ์ของเวลาใน past perfect

คำสรรพนาม it ในประโยคหมายถึง past perfect รูปกาลนี้สร้างเวลาในอดีตสองชั้น โดยเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดทีหลังเป็นจุดอ้างอิง และ past perfect วางอีกเหตุการณ์หนึ่ง สภาวะหนึ่ง หรือช่วงเวลาหนึ่งไว้ก่อนจุดนั้น แนวคิดสำคัญไม่ใช่เพียง “อดีต” แต่คือ “ก่อนอีกจุดหนึ่งในอดีต” past perfect สร้างด้วย had + กริยาช่องที่ 3 เช่น had left

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่ารถบัสออกไปก่อน Noah มาถึงป้าย?

  1. After Noah reached the stop, the bus left.
  2. By the time Noah reached the stop, the bus had left.
  3. When Noah reached the stop, the bus was leaving.
ดูคำตอบ

By the time Noah reached the stop, the bus had left.

So, over to you. น้ำเสียง/เจตนา

1:43

เอาล่ะ ถึงตาคุณแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

over to you: ส่งต่อคิวพูดหรืองานให้อีกฝ่าย

Over to you เป็นวลีสั้น ๆ สำหรับส่งต่อหน้าที่หรือคิวพูด หมายความว่าผู้พูดทำส่วนของตนเสร็จแล้ว และมอบคิว งาน หรือโอกาสตอบครั้งต่อไปให้ผู้ฟัง ใน So, over to you คำว่า so แสดงการเปลี่ยนไปยังขั้นต่อไป ส่วน over ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ในพื้นที่ ทั้งวลีหมายถึง “ตอนนี้เป็นตาของคุณแล้ว”

แบบฝึกหัด

เติมคำเพื่อส่งต่อหน้าที่ด้วยวลีจากบทเรียน: I've shown you how to fold the paper. Now, ____.

ดูคำตอบ

over to you

Think about a mystery.

1:44

ลองคิดถึงเรื่องลึกลับดูสิ

Explain the events using the past simple ลำดับความ

1:46

อธิบายเหตุการณ์โดยใช้ Past Simple

and then at the end reveal the mystery.

1:49

แล้วค่อยเปิดเผยความลึกลับในตอนท้าย

ลำดับความ

Explain the events ... then reveal the mystery: เล่าเหตุการณ์แล้วเปิดเผยปริศนาในตอนท้าย

คำสั่งนี้แบ่งเรื่องออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรก ให้เล่าเหตุการณ์ที่จบไปแล้วโดยใช้ past simple คำว่า and then และ at the end ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายอยู่หลังเหตุการณ์เหล่านั้น จึงยังไม่เฉลยคำตอบจนกว่าจะถึงตอนท้าย ในที่นี้ reveal the mystery หมายถึงเปิดเผยความจริงหรือคำเฉลยที่ซ่อนอยู่ ไม่ได้หมายถึงสร้างปริศนาใหม่ ลำดับข้อมูลแบบนี้ทำให้ผู้ฟังสงสัยก่อน แล้วจึงได้รับคำอธิบายในตอนท้าย

แบบฝึกหัด

แผนการเล่าเรื่องข้อใดทำตามคำสั่งได้ดีที่สุด?

  1. Reveal the answer first, and then describe the events.
  2. Describe the completed events in the past simple, and reveal the answer only at the end.
  3. Describe the events, but never explain what caused them.
ดูคำตอบ

Describe the completed events in the past simple, and reveal the answer only at the end.

Go back to a time before the story

1:52

ย้อนกลับไปช่วงเวลาก่อนเกิดเรื่องราว

to explain what had happened.

1:54

เพื่ออธิบายว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

And please share your stories in the comment section.

1:56

และอย่าลืมแชร์เรื่องราวของคุณในช่องคอมเมนต์นะครับ