อะไรคือสาเหตุของรังแค และเราจะกำจัดมันได้อย่างไร? - โธมัส แอล. ดอว์สัน (Thomas L. Dawson): บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
643 คำ 136 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอวิทยาศาสตร์นี้อธิบายตั้งแต่ยีสต์ Malassezia บนหนังศีรษะกินซีบัม ไปจนถึงกรดไขมันที่เหลือทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เกิดการอักเสบ เร่งการผลัดเซลล์ และกลายเป็นสะเก็ดรังแคที่มองเห็นได้ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการรักษาด้วยยาต้านเชื้อรา และเหตุผลที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมบางคนจึงเกิดรังแคได้ง่ายกว่าคนอื่น ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. We might consider ourselves individuals, but we're really colonies. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การใช้ might consider เพื่อยอมรับมุมมองที่คนทั่วไปคุ้นเคยก่อน แล้วใช้ but พลิกแนวคิดนั้น เพื่อนำเสนอมุมมองทางวิทยาศาสตร์ที่คาดไม่ถึงอย่างชัดเจนและน่าจดจำ 2. Epidermal cells divide, move outwards, die, and form the skin's tough outer layer, — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการเรียงคำกริยารูปปัจจุบันเพื่อถ่ายทอดกระบวนการทางชีววิทยาตามลำดับ และนำรูปแบบเดียวกันไปอธิบายกระบวนการหลายขั้นโดยไม่ต้องกล่าวประธานซ้ำทุกครั้ง 3. dandruff remains a head-scratcher. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่า head-scratcher หมายถึงปัญหาที่ชวนสงสัย พร้อมมองเห็นการเล่นคำกับการเกาศีรษะ จึงสามารถตีความหรือสร้างบทสรุปสั้น ๆ ที่ผสานความไม่แน่นอนซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้เข้ากับอารมณ์ขันทางภาษา

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Here in this abundant forest, ลำดับความ

0:07

ณ ป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้

ลำดับความ

Here in this abundant forest: เปิดเรื่องด้วยฉากเชิงอุปมา

ช่วงเปิดเรื่องวางฉากให้เป็น “ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้” แต่ forest เป็นอุปมาถึงระบบนิเวศบนหนังศีรษะ ไม่ใช่สถานที่จริง Here in ... พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในฉากที่เห็นภาพชัด ส่วน abundant บอกเป็นนัยว่าสภาพแวดล้อมนั้นมีทรัพยากรที่เป็นประโยชน์อยู่มาก นี่คือการจัดข้อมูลแบบ “ให้เห็นภาพก่อน แล้วค่อยอธิบาย” ผู้บรรยายยังไม่เฉลยทันทีว่าป่านี้คืออะไร จึงสร้างความสงสัยก่อนเข้าสู่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในภายหลัง เมื่อวิดีโอวิทยาศาสตร์เริ่มแบบนี้ ให้จำภาพนั้นไว้ แต่รอให้วิดีโอเฉลยหัวข้อที่แท้จริง

แบบฝึกหัด

ประโยคเปิดนี้มีหน้าที่หลักอะไร?

  1. ประโยคนี้บอกอย่างชัดเจนว่าเรื่องเกิดขึ้นในป่าจริง
  2. ประโยคนี้สร้างฉากเชิงอุปมา แล้วค่อยเฉลยภายหลังว่าสภาพแวดล้อมจริงคือหนังศีรษะ
  3. ประโยคนี้ขอให้ผู้ชมเปรียบเทียบขนาดของป่าหลายแห่ง
ดูคำตอบ

ประโยคนี้สร้างฉากเชิงอุปมา แล้วค่อยเฉลยภายหลังว่าสภาพแวดล้อมจริงคือหนังศีรษะ

Malassezia is equipped with everything it could ever need. วลี

0:09

มาลาสซีเซีย (Malassezia) มีทุกสิ่งที่มันต้องการ

วลี

be equipped with everything it could ever need: มีทุกสิ่งที่จำเป็นพร้อมอยู่แล้ว

Be equipped with หมายถึงมีหรือได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์พร้อมไว้ โครงสร้างคือ be + equipped + with + นามวลี ในประโยคนี้ everything it could ever need เป็นนามวลีหลัง with และเน้นว่ามาลาสซีเซียมีทรัพยากรหรือสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่ต้องการ แม้ equipped จะดูเป็นรูปถูกกระทำของ equip แต่ประโยคนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่ามีคนติดตั้งอุปกรณ์จริงให้ คำนี้ยังใช้อธิบายสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นประโยชน์ตามธรรมชาติ หรือมีทรัพยากรที่เอื้อประโยชน์อยู่รอบตัวได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย be equipped with: The rescue boat is ____ life jackets and a radio.

ดูคำตอบ

equipped with

Feasting constantly, ไวยากรณ์

0:13

เพลิดเพลินกับการกินอยู่ตลอดเวลา

it's in paradise. สำนวน

0:15

ที่นี่คือสวรรค์ของมัน

ไวยากรณ์

Feasting constantly: วลี -ing ต้นประโยค

Feasting constantly เป็นวลี present participle ที่วางไว้ต้นประโยค วลีนี้เพิ่มสถานการณ์พื้นหลังให้กับอนุประโยคหลัก โดยประธานกินอย่างต่อเนื่องขณะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะอย่างยิ่ง วลีนี้ต้องอาศัยอนุประโยคหลักและไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์เมื่ออยู่ตามลำพัง ผู้ทำกริยา feasting ที่ไม่ได้ระบุออกมาตรง ๆ คือประธาน it ของอนุประโยคหลัก ซึ่งหมายถึง Malassezia ในโครงสร้างนี้ วลี -ing ต้นประโยคมักอธิบายประธานเดียวกับอนุประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี -ing ต้นประโยคเพื่ออธิบายประธานของอนุประโยคหลักได้ถูกต้อง

  1. Walking home, the rain started suddenly.
  2. Walking home, the streetlights turned on.
  3. Walking home, Mia called her brother.
ดูคำตอบ

Walking home, Mia called her brother.

สำนวน

in paradise: สถานการณ์ที่เหมาะอย่างยิ่ง

In paradise อาจหมายถึงการอยู่บนสวรรค์หรือในสถานที่สมบูรณ์แบบตามความหมายตรงตัว แต่ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือสิ่งมีชีวิตนี้มีสภาพแวดล้อมที่มันชอบครบถ้วน จึงใช้ชีวิตได้อย่างสบายและน่าพอใจอย่างยิ่ง วลีนี้อธิบายสถานการณ์ ไม่ใช่สถานที่จริง โดยทั่วไป be in paradise ใช้กล่าวเกินจริงว่าสภาพแวดล้อมหนึ่งเหมาะกับใครบางคนมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “อยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะอย่างยิ่ง”: With a warm bed and endless snacks, the rescued dog was ____.

ดูคำตอบ

in paradise

But wait, what's this? ลำดับความ

0:16

แต่เดี๋ยวก่อน นี่คืออะไร?

ลำดับความ

But wait, what's this?: การขัดจังหวะเพื่อสร้างความลุ้น

But wait ขัดจังหวะการเล่าเรื่องและส่งสัญญาณให้ผู้ฟังทบทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยินหรือเห็น จากนั้น what's this? จะดึงความสนใจไปยังเบาะแสหรือการค้นพบใหม่ ในที่นี้ ผู้พูดไม่ได้รอให้ผู้ฟังตอบ แต่ใช้คำถามเพื่อสร้างความลุ้นและนำไปสู่การเฉลย รูปแบบการขัดจังหวะแล้วถามนี้นำไปใช้ในการเล่าเรื่องที่มีชีวิตชีวาได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วย But wait, what's this??

  1. ขอให้ผู้ฟังอธิบายอย่างละเอียดก่อนที่จะเล่าเรื่องต่อ
  2. จบการเล่าเรื่องเพราะไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว
  3. ขัดจังหวะการเล่าเรื่องเพื่อดึงความสนใจไปยังการค้นพบที่ไม่คาดคิด
ดูคำตอบ

ขัดจังหวะการเล่าเรื่องเพื่อดึงความสนใจไปยังการค้นพบที่ไม่คาดคิด

In fact, ลำดับความ

0:18

ในความเป็นจริงแล้ว

ลำดับความ

In fact สำหรับแก้ไขความประทับใจก่อนหน้า

In fact เป็นคำเชื่อมในข้อความที่ใช้เกริ่นข้อมูลซึ่งแก้ไข ชี้แจง หรือเน้นสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า โดยบอกผู้ฟังว่าข้อความต่อไปจะให้ภาพที่แม่นยำกว่าความประทับใจก่อนหน้านั้น ในการเปลี่ยนช่วงนี้ In fact พาการเล่าเรื่องออกจากคำบรรยายเชิงจินตนาการไปสู่คำอธิบายตามข้อเท็จจริง จึงมีหน้าที่จัดระเบียบข้อมูลจริง ๆ ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อเติมช่วงหยุด

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดสำหรับขึ้นต้นประโยคที่สอง: The old house looks empty. A family of owls lives in the attic.

  1. Meanwhile
  2. In fact
  3. For example
ดูคำตอบ

In fact

Malassezia is a type of yeast that lives and dines on all of our scalps. โน้ต

0:19

มาลาสซีเซียคือยีสต์ชนิดหนึ่งที่อาศัยและหากินบนหนังศีรษะของพวกเราทุกคน

การใช้คำ

a type of yeast: การจัดประเภท Malassezia

วลี a type of yeast จัด Malassezia ให้อยู่ในกลุ่มที่กว้างกว่า คือ yeast หรือยีสต์ โครงสร้าง X is a type of Y หมายความว่า X อยู่ในประเภท Y ดังนั้น Y จึงเป็นชื่อของประเภทที่กว้างกว่า ในที่นี้ yeast หมายถึงเชื้อราชนิดหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะยีสต์ที่ใช้ทำขนมปัง รูปแบบการให้นิยามนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ เพราะช่วยแนะนำชื่อที่ไม่คุ้นเคยผ่านประเภทที่คุ้นเคยกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคจัดประเภทให้สมบูรณ์ด้วย a type of: A violin is ____ string instrument.

ดูคำตอบ

a type of

สำนวน

lives and dines on: การทำให้มีลักษณะเหมือนมนุษย์แบบขบขัน

ในประโยคนี้ lives and dines on ทำให้จุลินทรีย์ดูเหมือนผู้อยู่อาศัยตัวจิ๋วที่กำลังกินอาหาร คำว่า on ที่ท้ายวลีเชื่อมกับสองความคิดพร้อมกัน คือมันอาศัยอยู่บนหนังศีรษะและกินสารต่าง ๆ ที่พบอยู่ที่นั่น นี่คือการทำให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มีลักษณะเหมือนมนุษย์ โดยบรรยายสิ่งมีชีวิตด้วยการกระทำของคน วิธีนี้ทำให้เนื้อหาวิทยาศาสตร์นึกภาพได้ง่ายและสนุกขึ้น ไม่ได้หมายความว่ายีสต์ไปงานเลี้ยงอาหารค่ำจริง ๆ

แบบฝึกหัด

lives and dines on สร้างผลทางการสื่อความหมายอย่างไรในประโยคต้นฉบับ?

  1. วลีนี้บอกว่ายีสต์ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการกับผู้คน
  2. วลีนี้หมายความว่ายีสต์เคลื่อนที่บนหนังศีรษะโดยไม่กินอาหาร
  3. วลีนี้บรรยายยีสต์อย่างขบขันว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่ใช้ชีวิตและกินอาหารบนหนังศีรษะ
ดูคำตอบ

วลีนี้บรรยายยีสต์อย่างขบขันว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่ใช้ชีวิตและกินอาหารบนหนังศีรษะ

And in about half of the human population, วลี

0:26

และในประชากรมนุษย์ประมาณครึ่งหนึ่ง

วลี

in about half of the human population: สัดส่วนโดยประมาณ

in about half of the human population หมายถึง “ในคนประมาณ 50% ของมนุษย์ทั้งหมด” บุพบท in ระบุว่าสภาวะหรือเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเกิดขึ้นภายในประชากรส่วนนั้น ส่วน about ทำให้ half เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ in + สัดส่วนโดยประมาณ + of + กลุ่ม มักใช้เพื่อเกริ่นข้อมูลสถิติ แล้วตามด้วยข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นภายในกลุ่มนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าผลลัพธ์หนึ่งเกิดขึ้นในสมาชิกประมาณ 50% ของกลุ่ม?

  1. The result occurs in exactly half of the population.
  2. The result occurs in about half of the population.
  3. The result occurs throughout the population.
ดูคำตอบ

The result occurs in about half of the population.

its activity causes dandruff.

0:28

กิจกรรมของมันเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค

So, why do some people have more dandruff than others? ไวยากรณ์

0:31

แล้วทำไมบางคนถึงมีรังแคมากกว่าคนอื่นล่ะ?

ไวยากรณ์

some people have more ... than others: การเปรียบเทียบปริมาณ

คำถามนี้ใช้โครงสร้าง some people + have + more + คำนามนับไม่ได้ + than + others เพื่อเปรียบเทียบปริมาณระหว่างคนสองกลุ่ม Dandruff โดยทั่วไปเป็นคำนามนับไม่ได้ ดังนั้น more dandruff จึงหมายถึงรังแคในปริมาณที่มากกว่า Others ใช้แทน other people เพื่อไม่ต้องพูด people ซ้ำ สิ่งที่เปรียบเทียบคือปริมาณที่แต่ละคนมี โดย others ไม่ได้หมายถึง dandruff

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้แทน other plants เพื่อทำประโยคเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: Some plants need more water than ____.

ดูคำตอบ

others

And how can it be treated? ไวยากรณ์

0:35

และเราจะรักษามันได้อย่างไร?

ไวยากรณ์

can it be treated?: can + กรรมวาจก

ใน can it be treated? คำว่า can อยู่หน้าประธาน it และตามด้วยรูปกรรมวาจก be treated โดยมีโครงสร้าง can + ประธาน + be + กริยาช่องที่ 3 เมื่อเติม how โครงสร้างเต็มจะใช้ถามถึงวิธีที่เป็นไปได้: How can + ประธาน + be + กริยาช่องที่ 3? ในที่นี้ it หมายถึงรังแค ส่วน treated หมายถึงการได้รับการรักษาหรือการดูแลทางการแพทย์ คำถามเน้นว่าสามารถทำอะไรกับอาการนี้ได้บ้าง ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้รักษา

แบบฝึกหัด

เติมคำถามแบบกรรมวาจกโดยใช้รูปกรรมวาจกของ repair: Can the damaged screen ____?

ดูคำตอบ

be repaired

We might consider ourselves individuals, ลำดับความ

0:37

เราอาจจะคิดว่าตัวเราเป็นปัจเจกบุคคล

but we're really colonies.

0:40

แต่แท้จริงแล้วเราคืออาณานิคม

ลำดับความ

might consider ... but ... really ...: การปรับกรอบความคิดใหม่

ประโยคนี้เริ่มด้วย We might consider ourselves individuals เพื่อเสนอวิธีคิดที่ผู้คนคุ้นเคย ในที่นี้ might ทำให้มุมมองดังกล่าวฟังดูสมเหตุสมผลหรือเป็นไปได้ แต่ไม่ได้บอกว่านั่นคือจุดยืนสุดท้ายของผู้พูด จากนั้น but we're really colonies จะเปลี่ยนความสนใจไปยังประเด็นหลักของผู้พูด รูปแบบ might consider X ..., but ... really ... จัดข้อมูลโดยยอมรับมุมมองเดิมก่อน แล้วแทนที่ด้วยกรอบความคิดใหม่ ในที่นี้ colonies เป็นอุปมาทางชีววิทยาที่หมายถึงชุมชนจุลินทรีย์ซึ่งอาศัยอยู่บนและภายในร่างกายมนุษย์ ไม่ใช่อาณานิคมทางการเมือง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยอมรับมุมมองที่คุ้นเคยก่อน แล้วจึงปรับกรอบความคิดใหม่

  1. Do you consider sleep important for learning?
  2. We might consider sleep a waste of time, but it's really essential for learning.
  3. Sleep is essential for learning, and it also helps the body recover.
ดูคำตอบ

We might consider sleep a waste of time, but it's really essential for learning.

Our skin hosts billions of microbes. การใช้คำ

0:41

ผิวหนังของเราเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์นับพันล้านตัว

การใช้คำ

Our skin hosts ...: host ที่ใช้เป็นคำกริยา

ในประโยคนี้ hosts เป็นคำกริยาที่หมายถึง “เป็นสถานที่หรือสภาพแวดล้อมให้บางสิ่งอาศัยอยู่” ผิวหนังคือสภาพแวดล้อมนั้น และจุลินทรีย์หลายพันล้านตัวอาศัยอยู่บนผิวหนัง ในที่นี้ host ไม่ได้หมายถึง “เป็นพิธีกรรายการ” โครงสร้างคือ ประธาน + host + กรรม ประธานเป็นสถานที่หรือระบบที่รองรับบางสิ่ง เช่น ทะเลสาบสามารถ host สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ และเซิร์ฟเวอร์สามารถ host เว็บไซต์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยารูปพื้นฐานของ host ในความหมายว่า “เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย”: A healthy pond can ____ many kinds of insects.

ดูคำตอบ

host

Malassezia yeasts make themselves at home on our skin shortly after we're born. สำนวน

0:45

ยีสต์มาลาสซีเซียเข้ามาอาศัยบนผิวหนังของเราตั้งแต่ไม่นานหลังเราเกิด

สำนวน

make themselves at home on: ตั้งหลักและอยู่อย่างสบายใจในสถานที่หนึ่ง

make themselves at home หมายถึง “ตั้งหลักและอยู่อย่างสบายใจ” คำสรรพนามสะท้อน themselves สอดคล้องกับประธานพหูพจน์ Malassezia yeasts ส่วน on our skin บอกพื้นผิวที่ยีสต์เข้าไปอาศัย ในที่นี้สำนวนดังกล่าวทำให้ยีสต์ดูเหมือนผู้มาเยือนที่พบบ้าน หมายถึงยีสต์ตั้งถิ่นฐานบนผิวหนัง ไม่ได้หมายความว่ายีสต์สร้างหรือจัดบ้านจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้ make oneself at home ในรูปอดีตพร้อมคำสรรพนามสะท้อนที่ถูกต้อง: The stray cat soon ____ in our garage.

ดูคำตอบ

made itself at home

Follicles, ไวยากรณ์

0:51

รูขุมขน

the tiny cavities that grow hairs all over our body,

0:52

โพรงเล็กๆ ที่สร้างเส้นขนทั่วร่างกายของเรา

ไวยากรณ์

Follicles, the tiny cavities ...: การอธิบายศัพท์ด้วยนามวลีซ้อน

ในที่นี้ the tiny cavities that grow hairs all over our body เป็นนามวลีที่วางซ้อนเพื่ออธิบาย Follicles ด้วยถ้อยคำที่คุ้นเคยกว่า ทั้ง Follicles และ cavities หมายถึงสิ่งเดียวกัน ดังนั้น cavities จึงไม่ใช่ประธานใหม่ ภายในส่วนอธิบายนี้ that grow hairs all over our body เป็นอนุประโยคขยายคำนาม cavities งานเขียนวิทยาศาสตร์มักใช้รูปแบบ “คำศัพท์, คำอธิบาย,” และประโยคหลักจะดำเนินต่อหลังเครื่องหมายจุลภาคตัวหลัง เราจึงสามารถพักส่วนอธิบายไว้ชั่วคราวเพื่อหาโครงสร้างหลักของประโยคได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ส่วนขยายซ้อนที่คั่นด้วยจุลภาคเพื่ออธิบายศัพท์วิทยาศาสตร์?

  1. Because Mercury is close to the Sun, it has a very short year.
  2. Mercury is the closest planet to the Sun and has a very short year.
  3. Mercury, the closest planet to the Sun, has a very short year.
ดูคำตอบ

Mercury, the closest planet to the Sun, has a very short year.

make for especially popular living quarters. กริยาวลี

0:56

เป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

กริยาวลี

make for especially popular living quarters: make for ที่ใช้บอกผลลัพธ์

ในที่นี้ make for + คำนาม ใช้อธิบายผลลัพธ์หรือสภาพที่ประธานทำให้เกิดขึ้น Follicles make for especially popular living quarters หมายความว่าลักษณะของรูขุมขนทำให้มันเป็นสถานที่อยู่อาศัยที่น่าดึงดูดมาก ไม่ได้หมายถึง “ทำบางสิ่งให้ใครบางคน” ตามตัวอักษร Living quarters หมายถึงสถานที่ที่คนหรือสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ถ้อยคำนี้เปรียบสิ่งที่อาศัยอยู่ในนั้นเป็นผู้อยู่อาศัย และเปรียบรูขุมขนเป็นบ้านของพวกมัน ส่วน especially ขยาย popular เพื่อเน้นว่าบ้านเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make for ในความหมายว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์: Good lighting can ____ a more welcoming room.

ดูคำตอบ

make for

Malassezia are fond of these hideouts วลี

0:59

มาลาสซีเซียชื่นชอบแหล่งกบดานเหล่านี้

วลี

are fond of these hideouts: การแสดงความชอบ

Be fond of หมายถึง “ชอบ” หรือ “มีความชอบต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง” ในที่นี้ are fond of these hideouts บอกว่ามาลาสซีเซียมักชอบรูขุมขนที่ถูกเปรียบว่าเป็นที่ซ่อน Fond เป็นคำคุณศัพท์ ดังนั้นโครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be fond of + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing การเรียกรูขุมขนว่า hideouts และบอกว่าจุลินทรีย์ชอบบริเวณเหล่านั้น ทำให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มีการใช้บุคลาธิษฐานเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be fond of: Leo ____ drawing maps in his notebook.

ดูคำตอบ

is fond of

because they contain glands that secrete an oil called sebum การใช้คำ

1:02

เพราะมันมีต่อมที่หลั่งน้ำมันที่เรียกว่าซีบัม (sebum)

การใช้คำ

secrete an oil called sebum: อธิบายการหลั่งและการตั้งชื่อ

อนุประโยคขยาย that secrete an oil called sebum ใช้อธิบาย glands คำว่า secrete หมายถึงต่อมผลิตและปล่อยสารออกมา ในที่นี้สารดังกล่าวคือน้ำมันที่ชื่อว่า sebum ใน an oil called sebum วลี called sebum เป็นวลีรูปถูกกระทำแบบย่อ หมายถึง “ซึ่งเรียกว่า sebum” โครงสร้างที่พบบ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นี้จะบอกก่อนว่าสิ่งหนึ่งทำอะไร แล้วจึงแนะนำชื่อของสารนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายได้ถูกต้องว่าต่อมผลิตและปล่อยสารที่มีลักษณะเป็นน้ำมันซึ่งชื่อว่า sebum?

  1. The glands reveal a secret oily substance named sebum.
  2. The glands secrete an oily substance called sebum.
  3. The glands keep an oily substance hidden and call it sebum.
ดูคำตอบ

The glands secrete an oily substance called sebum.

that's thought to lubricate and strengthen our hair. ไวยากรณ์

1:06

ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยหล่อลื่นและเสริมความแข็งแรงให้กับเส้นผมของเรา

ไวยากรณ์

that's thought to lubricate: การรายงานข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์อย่างระมัดระวัง

ใน that's thought to lubricate คำว่า that's เป็นรูปย่อของ that is และ that หมายถึงซีบัม โครงสร้าง ประธาน + be thought to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าโดยทั่วไปผู้คนหรือนักวิจัยเชื่อว่าประธานทำสิ่งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประธานกำลังคิดเอง ในที่นี้ lubricate หมายถึงทำให้เส้นผมลื่นขึ้นด้วยการลดแรงเสียดทาน โครงสร้างรายงานแบบถูกกระทำนี้ไม่ระบุว่าใครเป็นเจ้าของความเห็น และนำเสนอหน้าที่ดังกล่าวในฐานะข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอนเด็ดขาด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be thought to: The ancient tool ____ have been used for cooking.

ดูคำตอบ

is thought to

Malassezia evolved to consume our skin's proteins and oils. วลี

1:10

มาลาสซีเซียวิวัฒนาการมาเพื่อบริโภคโปรตีนและน้ำมันจากผิวหนังของเรา

วลี

evolved to consume: ความสามารถที่เกิดจากวิวัฒนาการ

evolved to consume หมายความว่า ตลอดหลายชั่วรุ่น มาลาสซีเซียได้พัฒนาความสามารถหรือการปรับตัวทางชีววิทยาเพื่อรับและใช้โปรตีนกับน้ำมัน ในที่นี้ consume หมายถึงรับไปใช้เป็นสารอาหาร ไม่ใช่ซื้อสินค้า โครงสร้าง evolve to + คำกริยารูปพื้นฐาน มักนำเสนอหน้าที่หรือความสามารถที่เกิดจากวิวัฒนาการ โดยอธิบายผลที่เกิดกับประชากรตลอดหลายชั่วรุ่น ไม่ใช่แผนที่สิ่งมีชีวิตตั้งใจวางไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย evolved to: Over many generations, these moths ____ blend into dark tree bark.

ดูคำตอบ

evolved to

And because of its many sebum-secreting follicles, ไวยากรณ์

1:15

และเนื่องจากมีรูขุมขนที่หลั่งซีบัมอยู่มากมาย

ไวยากรณ์

because of + นามวลี: บอกสาเหตุ

because of ตามด้วยนามวลีและใช้บอกสาเหตุของผลลัพธ์ ในที่นี้ its many sebum-secreting follicles เป็นนามวลีที่บอกสาเหตุ และ its หมายถึง scalp หรือหนังศีรษะ วลีต้นประโยคนี้บอกสาเหตุก่อน ส่วนผลหลักจะมาต่อหลังเครื่องหมายจุลภาค because of ไม่ได้นำหน้าอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย because of: The outdoor concert was canceled ____ heavy rain.

ดูคำตอบ

because of

our scalp is one of the oiliest places on our body ไวยากรณ์

1:18

หนังศีรษะของเราจึงเป็นหนึ่งในบริเวณที่มันเยิ้มที่สุดในร่างกาย

ไวยากรณ์

one of the oiliest places: one of the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามพหูพจน์

โครงสร้าง one of the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามนับได้พหูพจน์ หมายความว่าสิ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีคุณสมบัตินั้นในระดับสูงสุด ในที่นี้ หนังศีรษะเป็นหนึ่งในบริเวณที่มันที่สุดของร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังศีรษะเป็นบริเวณเดียวที่มันที่สุดเสมอไป คำนามนับได้หลังคำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดต้องเป็นพหูพจน์ เพราะเลือกหนึ่งสิ่งจากหลายสิ่ง: one of the oiliest places อย่างไรก็ตาม วลีทั้งหมดหมายถึงสมาชิกหนึ่งสิ่ง ดังนั้นเมื่อเป็นประธานจึงมักใช้กริยาเอกพจน์: One of the places is closed.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย one of the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามพหูพจน์ เพื่อให้หมายถึง “หนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุด”: This is ____ in the city.

ดูคำตอบ

one of the oldest buildings

and consequently, การใช้คำ

1:22

และด้วยเหตุนี้

one of the yeastiest

1:23

จึงเป็นหนึ่งในบริเวณที่มียีสต์ชุกชุมที่สุด

การใช้คำ

consequently, one of the yeastiest: ผลที่ตามมากับคำขั้นสุดแบบขี้เล่น

Consequently หมายถึง “ด้วยเหตุนี้” หรือ “ผลก็คือ” คำนี้บอกผู้ฟังว่าคำอธิบายที่ตามมาเป็นผลจากข้อเท็จจริงหรือสาเหตุที่กล่าวไว้ก่อนหน้า Yeastiest เป็นคำขั้นสุดที่สร้างขึ้นชั่วคราวอย่างขี้เล่นจาก yeast: yeast → yeasty → yeastiest ในที่นี้หมายโดยประมาณว่า “อยู่ในกลุ่มที่มียีสต์มากที่สุด” รูปแบบ one of the + superlative จัดสิ่งหนึ่งไว้ในกลุ่มที่มีระดับสูงสุด โดยเข้าใจคำนามพหูพจน์ได้จากถ้อยคำก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

consequently, one of the yeastiest ทำหน้าที่อะไรในข้อความส่วนนี้?

  1. นำเสนอตัวอย่างและบอกว่าไม่มียีสต์อยู่เลย
  2. แสดงผลที่ตามมาและบรรยายอย่างขี้เล่นว่าสิ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่มียีสต์มากที่สุด
  3. นำเสนอความขัดแย้งและบอกชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการของเชื้อราชนิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

แสดงผลที่ตามมาและบรรยายอย่างขี้เล่นว่าสิ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่มียีสต์มากที่สุด

As these fungi feast on our scalp's oils, ไวยากรณ์

1:26

ในขณะที่เชื้อราเหล่านี้กัดกินน้ำมันบนหนังศีรษะของเรา

dandruff may form.

1:28

รังแคก็อาจก่อตัวขึ้นได้

ไวยากรณ์

As these fungi feast...: As ที่นำเข้าสู่กระบวนการเบื้องหลังที่กำลังดำเนินไป

ในที่นี้ As นำเข้าสู่กระบวนการเบื้องหลังที่เกิดขึ้นพร้อมกับการดำเนินไปของเหตุการณ์หลัก ความหมายใกล้กับ “ในขณะที่” หรือ “เมื่อกระบวนการดำเนินต่อไป” คือเชื้อรากินน้ำมันบนหนังศีรษะ และรังแคอาจก่อตัวขึ้นระหว่างกระบวนการนั้น เนื่องจากประโยคหลักกล่าวถึงผลที่อาจเกิดขึ้น As จึงแฝงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลเล็กน้อยด้วย แต่ไม่ได้บอกเหตุผลตรงเท่า because และในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึง “เหมือน” ในการเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ As เพื่อแสดงกระบวนการเบื้องหลังที่ดำเนินไปพร้อมกับผลที่อาจเกิดขึ้น?

  1. This bag is as heavy as mine.
  2. As the temperature dropped, ice began to form on the pond.
  3. Leo works as a guide during the summer.
ดูคำตอบ

As the temperature dropped, ice began to form on the pond.

This is because sebum is composed of both saturated and unsaturated fatty acids. โน้ต

1:30

นี่เป็นเพราะซีบัมประกอบด้วยทั้งกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว

ลำดับความ

This is because: การนำเข้าสาเหตุของผลลัพธ์

ในประโยคนี้ This is because ย้อนกลับไปถึงผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และบอกว่าอนุประโยคถัดไปจะให้สาเหตุของผลนั้น คำว่า This ไม่ได้ชี้ถึงวัตถุ แต่สรุปสถานการณ์ก่อนหน้า รูปแบบคือ ผลหรือข้อสังเกต ตามด้วย This is because + สาเหตุ รูปแบบนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปสู่เหตุผลที่ทำให้เกิด

แบบฝึกหัด

The pond froze overnight. เลือกประโยคที่นำเข้าสาเหตุได้อย่างถูกต้อง

  1. This is why the temperature fell below zero.
  2. This is when the temperature fell below zero.
  3. This is because the temperature fell below zero.
ดูคำตอบ

This is because the temperature fell below zero.

การใช้คำ

is composed of both ... and ...: การระบุองค์ประกอบสองชนิด

โครงสร้างกรรมวาจก be composed of ใช้ระบุส่วนหรือสารที่ประกอบกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในที่นี้ sebum คือสิ่งที่เป็นองค์รวม ส่วน saturated and unsaturated fatty acids คือองค์ประกอบสองชนิด both A and B เน้นว่ามีหมวดหมู่ที่วางขนานกันทั้งสองอย่าง ในประโยคนี้ saturated และ unsaturated ต่างก็ขยาย fatty acids จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวคำนามที่ใช้ร่วมกันซ้ำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย is composed of both ... and ...: The committee ____ teachers ____ parents.

ดูคำตอบ

is composed of both · and

Saturated fats neatly pack together. วลี

1:36

ไขมันอิ่มตัวสามารถรวมตัวกันได้อย่างเป็นระเบียบ

วลี

neatly pack together: เรียงชิดกันอย่างเป็นระเบียบ

ในประโยคนี้ neatly pack together หมายถึง โมเลกุลของไขมันอิ่มตัวสามารถอยู่ชิดกันมากและเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ คำว่า pack บอกลักษณะที่โมเลกุลเข้ามาอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างแน่นหนา ไม่ได้หมายถึงการใส่ลงในถุงหรือกล่อง โครงสร้าง X packs together ใช้บอกว่าสิ่งของที่คล้ายกันหลายชิ้นวางชิดกันแบบเรียงข้างกัน คำว่า neatly เพิ่มความหมายว่าการจัดวางนั้นเป็นระเบียบ และแทบไม่มีความยุ่งเหยิงหรือพื้นที่ที่เสียไป

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The flat blocks pack together neatly. pack together neatly หมายถึงอะไร?

  1. บล็อกถูกใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง
  2. บล็อกกระจายออกโดยมีช่องว่างกว้าง
  3. บล็อกวางชิดกันเป็นระเบียบ
ดูคำตอบ

บล็อกวางชิดกันเป็นระเบียบ

Unsaturated fats, on the other hand, ลำดับความ

1:39

ในขณะที่ไขมันไม่อิ่มตัว

ลำดับความ

on the other hand: คำเชื่อมที่แสดงอีกด้านที่แตกต่างกัน

on the other hand ใช้เพื่อนำเสนออีกด้าน อีกประเภท หรืออีกข้อพิจารณาที่แตกต่างกันภายในหัวข้อเดียวกัน ในที่นี้ผู้พูดเปลี่ยนจากไขมันอิ่มตัวไปพูดถึงไขมันไม่อิ่มตัว และส่งสัญญาณว่าโครงสร้างของมันจะแตกต่างกัน วลีนี้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่ใช้เปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงมืออีกข้างจริง ๆ ในรูปแบบ subject, on the other hand, verb... จะใช้เครื่องหมายจุลภาคแยกวลีนี้ออกจากส่วนอื่นของประโยค

แบบฝึกหัด

อ่าน: Solar panels cost a lot at first. On the other hand, they can lower electricity bills over time. On the other hand บอกความสัมพันธ์แบบใด?

  1. ประโยคที่สองแสดงผลที่เกิดจากข้อความแรก
  2. ประโยคที่สองนำเสนออีกด้านที่แตกต่างกันของหัวข้อเดียวกัน
  3. ประโยคที่สองยกตัวอย่างของข้อความแรก
ดูคำตอบ

ประโยคที่สองนำเสนออีกด้านที่แตกต่างกันของหัวข้อเดียวกัน

contain double bonds that create an irregular kink in their structure. การใช้คำ

1:41

มีพันธะคู่ที่ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวผิดปกติในโครงสร้างของมัน

การใช้คำ

contain double bonds that create an irregular kink: เชื่อมโครงสร้างกับผลที่เกิดขึ้น

ในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ contain ใช้บอกว่าสารหรือโครงสร้างมีองค์ประกอบบางอย่างอยู่ กล่าวคือ ประธานมี double bonds หรือพันธะคู่ อนุประโยคสัมพันธ์ that create an irregular kink in their structure ขยาย double bonds และบอกผลที่พันธะคู่นั้นทำให้เกิดขึ้น ในที่นี้ create หมายถึง “ทำให้เกิด” และ kink หมายถึงรอยหักงอในรูปร่างของโมเลกุล สำนวนนี้เชื่อมลักษณะทางโครงสร้างกับผลทางกายภาพ โดย kink ไม่ได้หมายถึงความชอบแปลก ๆ ของบุคคล

แบบฝึกหัด

อนุประโยค “that create an irregular kink in their structure” บอกอะไรแก่เรา?

  1. ระบุบุคคลที่ค้นพบน้ำมัน
  2. บอกผลของพันธะคู่ที่มีต่อโครงสร้าง
  3. อธิบายความชอบแปลก ๆ ของบุคคลหนึ่ง
ดูคำตอบ

บอกผลของพันธะคู่ที่มีต่อโครงสร้าง

Malassezia eat sebum by secreting an enzyme that releases all of the oil's fatty acids, ไวยากรณ์

1:46

มาลาสซีเซียกินซีบัมโดยการหลั่งเอนไซม์ที่ปล่อยกรดไขมันทั้งหมดในน้ำมันออกมา

ไวยากรณ์

by secreting ... that releases ...: วิธีการและหน้าที่

by + คำกริยา-ing ใช้อธิบายวิธีที่ใช้ทำกริยาหลัก ในที่นี้ by secreting an enzyme ตอบว่ามาลาสซีเซียกินซีบัม “อย่างไร” คือทำโดยการหลั่งเอนไซม์ อนุประโยคสัมพันธ์ that releases all of the oil's fatty acids ขยาย an enzyme และอธิบายหน้าที่ของเอนไซม์ การใช้สองโครงสร้างนี้ร่วมกันเหมาะกับการอธิบายกระบวนการ โดยบอกวิธีก่อน แล้วจึงอธิบายว่าเครื่องมือหรือสารนั้นทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ produce ในรูป by + -ing: Bacteria digest starch ____ an enzyme that breaks it down.

ดูคำตอบ

by producing

but they only consume the saturated fats, ไวยากรณ์

1:54

แต่มันจะบริโภคเฉพาะไขมันอิ่มตัวเท่านั้น

ไวยากรณ์

only consume the saturated fats: จำกัดสิ่งที่ถูกบริโภค

ในประโยคนี้ only จำกัดว่ามีการบริโภคไขมันชนิดใด กล่าวคือ ประธานบริโภคไขมันอิ่มตัว ไม่ใช่ไขมันไม่อิ่มตัวที่นำมาเปรียบเทียบกัน แม้ only จะอยู่หน้า consume แต่ในภาษาอังกฤษทั่วไปมักวาง only ไว้หน้าคำกริยา ถึงแม้จุดเน้นที่ต้องการจะเป็นกรรมที่ตามหลังก็ตาม ส่วนที่ only จำกัดเรียกว่าขอบเขตของคำนี้ บริบทและการเน้นเสียงขณะพูดช่วยบอกขอบเขตดังกล่าวได้ หากต้องการให้ชัดเจนที่สุดในการเขียนอย่างรอบคอบ รูป consume only the saturated fats จะวาง only ไว้ติดกับกรรมโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ชัดเจนที่สุดว่าเครื่องสแกนอ่านรหัส QR และไม่อ่านรหัสชนิดอื่น

  1. The scanner reads QR codes only at night.
  2. The scanner reads only QR codes.
  3. Only the scanner reads QR codes.
ดูคำตอบ

The scanner reads only QR codes.

leaving the unsaturated ones behind. กริยาวลี

1:57

และทิ้งไขมันไม่อิ่มตัวเอาไว้

กริยาวลี

leaving ... behind: บอกว่าสิ่งใดยังคงเหลืออยู่

leave something behind หมายถึงสิ่งหนึ่งยังคงอยู่หลังจากสิ่งอื่นถูกนำไป ใช้ กำจัด หรือจัดการแล้ว ในที่นี้ the unsaturated ones ไม่ถูกบริโภค ดังนั้น behind จึงหมายถึงว่าสิ่งเหล่านั้นยังคงอยู่ ไม่ได้หมายถึงอยู่ด้านหลังในทางกายภาพ leaving ... เป็นอนุประโยคบอกผลแบบ -ing ซึ่งเพิ่มผลที่เกิดจากการกระทำก่อนหน้า ones ใช้แทนคำนาม fats เพื่อไม่ให้กล่าวซ้ำ ความหมายเต็มจึงเป็น leaving the unsaturated fats behind

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ leave ... behind: The gardener removed the weeds, ____ the flowers ____.

ดูคำตอบ

leaving · behind

These irregularly shaped leftovers soak into the skin กริยาวลี

2:00

ของเหลือที่รูปร่างผิดปกติเหล่านี้จะซึมเข้าสู่ผิวหนัง

กริยาวลี

soak into the skin: ซึมจากพื้นผิวเข้าสู่ภายใน

ในประโยคนี้ soak into the skin หมายถึงสารที่เหลือถูกดูดซึมจากพื้นผิวแล้วเคลื่อนเข้าไปในผิวหนัง Into แสดงการเคลื่อนจากภายนอกสู่ภายใน ไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นเพียงคงอยู่บนผิวหรือถูกผิวล้อมรอบไว้ ใช้ soak into เมื่อของเหลวหรือสารค่อย ๆ เข้าไปในวัสดุหรือพื้นผิวที่ดูดซับได้ เช่น ผิวหนัง ผ้า กระดาษ หรือดิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย soak into: The spilled juice began to ____ the carpet.

ดูคำตอบ

soak into

and pry its barrier open, วลี

2:05

และงัดเกราะป้องกันผิวให้เปิดออก

วลี

pry its barrier open: กริยา + กรรม + ผลลัพธ์ด้วย open

ใน pry its barrier open คำว่า pry คือการกระทำ its barrier คือกรรม และ open คือส่วนเติมเต็มที่บอกผลลัพธ์ โดยระบุสภาพที่เกิดจากการกระทำนั้น โครงสร้างคือ pry + กรรม + open ข้อความนี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ สารเหล่านี้ไม่ได้ใช้เครื่องมือ แต่ทำลายหรือฝืนแยกเกราะป้องกันของผิวหนังจนไม่สามารถปิดสนิทได้อีก

แบบฝึกหัด

เติมด้วย pry + กรรม + open: She used a screwdriver to ____ the stuck lid ____.

ดูคำตอบ

pry · open

allowing water to escape. ไวยากรณ์

2:08

ทำให้ความชื้นระเหยออกไป

ไวยากรณ์

allowing water to escape: อนุประโยค -ing ที่บอกผลลัพธ์

อนุประโยค -ing allowing water to escape ใช้เสริมผลที่เกิดจากเหตุการณ์ซึ่งกล่าวไว้ก่อนหน้า หมายความว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าทำให้น้ำสามารถไหลออกไปได้ ประธานโดยนัยของ allowing คือเหตุการณ์หรือสถานการณ์ก่อนหน้า ไม่ใช่ water ภายในอนุประโยค water เป็นกรรมของ allowing และเป็นประธานโดยนัยของ to escape

แบบฝึกหัด

เติมอนุประโยคบอกผลลัพธ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของ allow และ escape: The seal split, ____ air ____.

ดูคำตอบ

allowing · to escape

The body detects these breaches and responds defensively, วลี

2:10

ร่างกายจะตรวจพบรอยรั่วเหล่านี้และตอบสนองด้วยการป้องกัน

วลี

detects these breaches and responds defensively: ตรวจพบรอยขาดและตอบสนองเพื่อป้องกัน

ในที่นี้ breaches หมายถึงรอยขาดหรือช่องเปิดในเกราะป้องกัน ตามบริบทคือบริเวณที่เกราะป้องกันผิวหนังเสียหาย ไม่ได้หมายถึงการละเมิดกฎหมายหรือสัญญา คำกริยาสองคำที่เชื่อมกันแสดงลำดับการตรวจพบและตอบสนอง คือร่างกายตรวจพบความเสียหายก่อน แล้วจึง responds defensively ด้วยการเปิดการทำงานของระบบป้องกัน Defensively อธิบายลักษณะของการตอบสนอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ breach และ respond ในความหมายเกี่ยวกับเกราะป้องกันและการป้องกันแบบเดียวกัน

  1. The lawyer detects a breach of contract and responds by sending a notice.
  2. Maya responds defensively when asked about the broken cup.
  3. The security system detects a breach in the fence and responds by locking the gate.
ดูคำตอบ

The security system detects a breach in the fence and responds by locking the gate.

causing the inflammation that gives dandruff its itch. ไวยากรณ์

2:15

ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่รังแคทำให้เกิดอาการคัน

ไวยากรณ์

causing ... that gives dandruff its itch: ห่วงโซ่เหตุและผลสองขั้น

causing the inflammation แสดงให้เห็นว่า inflammation เป็นผลจากการกระทำที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ อนุประโยค -ing นี้เพิ่มผลลัพธ์เข้ามาโดยไม่ต้องเริ่มประโยคสมบูรณ์ใหม่ that gives dandruff its itch เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย inflammation ในที่นี้ give X its Y หมายถึง “ทำให้ X มี Y” ไม่ใช่การมอบสิ่งของให้ใคร ทั้งสองอนุประโยคย่อห่วงโซ่เหตุและผลสองขั้น: การกระทำก่อนหน้าทำให้เกิดการอักเสบ และการอักเสบทำให้เกิดอาการคันที่เกี่ยวข้องกับรังแค

แบบฝึกหัด

โครงสร้างที่เน้นไว้แสดงห่วงโซ่เหตุและผลแบบใด?

  1. อาการคันทำให้เกิดการอักเสบ แล้วการอักเสบจึงทำให้เกิดรังแค
  2. การกระทำก่อนหน้าทำให้เกิดการอักเสบและอาการคันแยกจากกัน
  3. การกระทำก่อนหน้าทำให้เกิดการอักเสบ และการอักเสบทำให้เกิดอาการคัน
ดูคำตอบ

การกระทำก่อนหน้าทำให้เกิดการอักเสบ และการอักเสบทำให้เกิดอาการคัน

It also makes the skin cells proliferate ไวยากรณ์

2:19

มันยังทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเพิ่มขึ้น

ไวยากรณ์

makes the skin cells proliferate: make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน

make + กรรม + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “ทำให้กรรมทำบางสิ่ง” ใน makes the skin cells proliferate นั้น the skin cells เป็นกรรม และ proliferate คงอยู่ในรูปพื้นฐาน ในโครงสร้าง active นี้ ห้ามเติม to หลัง make proliferate หมายถึงเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเซลล์หรือสิ่งมีชีวิต ในที่นี้คำนี้เจาะจงกว่า grow เพราะประเด็นคือจำนวนเซลล์ผิวหนังเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เซลล์แต่ละเซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ make และ proliferate: High nutrient levels ____ these bacteria ____ rapidly.

ดูคำตอบ

make · proliferate

to repair the damaged barrier. ไวยากรณ์

2:21

เพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันที่เสียหาย

ไวยากรณ์

to repair the damaged barrier: การใช้ infinitive บอกจุดประสงค์

ในที่นี้ to repair the damaged barrier เป็นวลี infinitive ที่บอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าเหตุใดการกระทำก่อนหน้า ซึ่งคือการเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิว จึงเกิดขึ้น นั่นคือเซลล์เพิ่มจำนวนเพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวที่เสียหาย ในโครงสร้างนี้ to เป็นตัวบอก infinitive ที่ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน repair ไม่ใช่คำบุพบท ผู้ที่ทำกริยา repair ก็คือเซลล์กลุ่มเดียวกับที่ทำการกระทำก่อนหน้า โดยทั่วไป “การกระทำหลัก + to + คำกริยารูปพื้นฐาน” ใช้บอกจุดประสงค์หรือหน้าที่ของการกระทำนั้นได้

แบบฝึกหัด

ใช้ repair ในรูป infinitive ที่บอกจุดประสงค์เพื่อเติมประโยค: The crew blocked the walkway ____ the damaged safety barrier.

ดูคำตอบ

to repair

Usually, our skin's outer surface or epidermis completely renews itself every 2 to 3 weeks. การใช้คำ

2:24

โดยปกติแล้ว ผิวหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้าของเราจะผลัดเซลล์ใหม่ทั้งหมดทุกๆ 2 ถึง 3 สัปดาห์

การใช้คำ

our skin's outer surface or epidermis: or ที่ใช้เพื่ออธิบาย

ในนามวลี our skin's outer surface or epidermis คำว่า or ทำหน้าที่อธิบายเพิ่มเติม โดย epidermis เป็นชื่อทางเทคนิคของ outer surface ไม่ใช่อวัยวะอีกส่วนหนึ่งหรือตัวเลือกอื่น ในที่นี้ or เข้าใจได้ว่า “กล่าวคือ” หรือ “เรียกอีกอย่างว่า” รูปแบบนี้พบได้บ่อยในงานเขียนวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มจากคำอธิบายที่คุ้นเคยแล้วจึงให้ศัพท์เฉพาะ: ชื่อทั่วไป + or + ศัพท์เฉพาะ ทั้งวลีหมายถึงผิวชั้นเดียว renews จึงเป็นรูปเอกพจน์ และ itself ก็อ้างกลับไปยังผิวชั้นเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The kneecap, or patella, protects the knee,” คำว่า or ทำหน้าที่อะไร?

  1. ใช้แนะนำชื่อทางเทคนิคของอวัยวะส่วนเดียวกัน
  2. แสดงว่าชื่อทั้งสองหมายถึงส่วนที่แตกต่างกันของหัวเข่า
  3. ขอให้ผู้อ่านเลือกว่าอวัยวะส่วนใดปกป้องหัวเข่า
ดูคำตอบ

ใช้แนะนำชื่อทางเทคนิคของอวัยวะส่วนเดียวกัน

Epidermal cells divide, move outwards, die, ลำดับความ

2:31

เซลล์หนังกำพร้าจะแบ่งตัว เคลื่อนตัวออกมาด้านนอก ตายลง

and form the skin's tough outer layer,

2:35

และสร้างผิวหนังชั้นนอกที่แข็งแรง

ลำดับความ

divide, move outwards, die, and form: ชุดการกระทำที่เรียงตามลำดับ

คำกริยาทั้งสี่คำ divide, move outwards, die และ form ใช้ประธานร่วมกันคือ Epidermal cells เครื่องหมายจุลภาคแยกขั้นตอนก่อนหน้า ส่วน and นำเข้าสู่การกระทำสุดท้าย จึงไม่ต้องกล่าวประธานซ้ำ คำกริยาที่เชื่อมแบบขนานไม่ได้แสดงลำดับเวลาเสมอไป แต่บริบทของกระบวนการทางชีววิทยาในที่นี้ทำให้เข้าใจว่าการกระทำเกิดขึ้นตามลำดับ การเรียงคำกริยาแบบนี้ช่วยอธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงให้เห็นชัดที่สุดว่าประธานเดียวทำกระบวนการสี่ขั้นตอนตามลำดับ?

  1. The baker is patient, careful, busy, and ready.
  2. The baker bakes the dough, mixes it, lets it rise, and shapes it.
  3. The baker mixes the dough, lets it rise, shapes it, and bakes it.
ดูคำตอบ

The baker mixes the dough, lets it rise, shapes it, and bakes it.

which gradually sheds off in single cells far too small to see. โน้ต

2:37

ซึ่งจะค่อยๆ หลุดลอกออกเป็นเซลล์เดี่ยวๆ ที่เล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้

กริยาวลี

sheds off: ค่อย ๆ หลุดออกจากพื้นผิว

ในที่นี้ sheds off หมายถึงค่อย ๆ หลุดออกจากพื้นผิว ประธานคือชั้นนอกของผิวหนัง และ in single cells อธิบายลักษณะการหลุดออกว่าเซลล์เล็ก ๆ แต่ละเซลล์ค่อย ๆ แยกออกไปตามเวลา คำว่า shed เองมีความหมายว่าหลุดร่วงตามธรรมชาติหรือทำให้ร่วงอยู่แล้ว ดังนั้น off จึงเพิ่มภาพของการแยกออก แต่โดยทั่วไปไม่จำเป็น ประโยคนี้กล่าวถึงกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่การที่ใครตั้งใจเอาเซลล์ออก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนมาตรฐานที่เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่ออธิบายว่าใบไม้ร่วงตามกระบวนการธรรมชาติ?

  1. Many trees shed their leaves in autumn.
  2. Many trees take off their leaves in autumn.
  3. Many trees shed off their leaves in autumn.
ดูคำตอบ

Many trees shed their leaves in autumn.

ไวยากรณ์

far too small to see: โครงสร้าง too ... to ... ที่เน้นระดับให้แรงขึ้น

ใน far too small to see โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + to-infinitive บอกว่าระดับนั้นเกินขีดที่การกระทำจะเป็นไปได้ ในที่นี้เซลล์เล็กมากจนมองไม่เห็น far ในที่นี้ขยายความ too ให้แรงขึ้น หมายถึง “มาก” หรือ “อย่างมาก” ไม่ได้หมายถึงระยะทาง โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกการกระทำอื่นที่เป็นไปไม่ได้เพราะระดับนั้นมากเกินไปได้

แบบฝึกหัด

ใช้ far too + คำคุณศัพท์ + to-infinitive เติมประโยคให้มีความหมายว่า “หนักเกินไปมาก”: The suitcase is ____ to carry upstairs alone.

ดูคำตอบ

far too heavy

But with dandruff,

2:42

แต่สำหรับรังแค

cells churn out quickly to correct the broken barrier, กริยาวลี

2:43

เซลล์จะถูกผลิตออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันที่พังทลาย

กริยาวลี

cells churn out quickly: churn out สำหรับการผลิตจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

churn out ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า “ผลิตอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก” สิ่งที่ต้องการสื่อคือเซลล์ผิวหนังถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกัน ไม่ได้หมายถึงมีใครกำลังกวนเซลล์เหล่านั้น ในโครงสร้างประโยค active มาตรฐาน ผู้ผลิตเป็นประธานและผลิตภัณฑ์เป็นกรรม: the skin churns out cells หากใช้ cells เป็นประธาน รูปที่ใช้ตามปกติคือ passive: cells are churned out quickly ส่วน cells churn out quickly ในคำบรรยายเป็นการพูดแบบย่อและไม่เป็นทางการเพื่อสื่อถึงการผลิตนี้

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลี churn out เติมประโยคให้สมบูรณ์: This press can ____ 2,000 labels an hour.

ดูคำตอบ

churn out

meaning they don't mature and differentiate properly. ไวยากรณ์

2:47

ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้เติบโตและแยกชนิดได้อย่างเหมาะสม

ไวยากรณ์

meaning + อนุประโยค: นำไปสู่ผลลัพธ์

ในที่นี้ meaning คือรูป -ing ของ mean โดยย้อนอ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวไว้ก่อนหน้า แล้วนำไปสู่ผลของสถานการณ์นั้น นั่นคือเซลล์ผิวหนังที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วไม่เจริญเต็มที่และไม่เปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะอย่างเหมาะสม ตรงนี้ meaning ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “ความหมาย” โครงสร้างนี้มักตามหลังอนุประโยคหนึ่ง โดยมักมีเครื่องหมายจุลภาคคั่น: ข้อความบอกข้อเท็จจริง, meaning + อนุประโยค เป็นวิธีพูดแบบกระชับแทน which means that ... และพบได้บ่อยในคำอธิบายกับภาษาพูด

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกผลแบบกระชับด้วยรูป -ing ของ mean: The gym is closed, ____ we have to practice outside.

ดูคำตอบ

meaning

Instead, they form large greasy clumps around the hair follicle that are shed as visible flakes. โน้ต

2:50

แต่มันกลับก่อตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ที่มันเยิ้มรอบๆ รูขุมขนและหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นรังแคที่มองเห็นได้

การใช้คำ

large greasy clumps: ก้อนมันขนาดใหญ่ที่ติดกัน

clump คือก้อนแน่นที่เกิดจากชิ้นส่วนหรืออนุภาคเล็ก ๆ มาติดหรือรวมกัน ดังนั้น large greasy clumps จึงทำให้นึกถึงก้อนขนาดใหญ่หลายก้อนที่มีรูปร่างไม่เรียบ ไม่ใช่เซลล์ที่แยกจากกันหรือชั้นที่เรียบเสมอกัน greasy ใช้บรรยายพื้นผิวหรือวัสดุที่มีน้ำมันหรือไขมันเคลือบจนรู้สึกลื่น และมักให้ความรู้สึกไม่สบายใจ ใช้กับผม ผิว ฝุ่น หรือเครื่องจักรได้ ไม่ได้ใช้กับอาหารเท่านั้น ในวลีนี้ large บอกขนาด ส่วน greasy บอกลักษณะผิวสัมผัสหน้าคำนามพหูพจน์ clumps

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ large greasy clumps มากที่สุด

  1. ก้อนขนาดใหญ่ที่ลื่นและมัน โดยส่วนต่าง ๆ ติดกันอยู่
  2. ชั้นบางและแห้งที่แผ่กระจายบนพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ
  3. อนุภาคเล็ก ๆ ที่แยกจากกันและลอยอย่างอิสระ
ดูคำตอบ

ก้อนขนาดใหญ่ที่ลื่นและมัน โดยส่วนต่าง ๆ ติดกันอยู่

ไวยากรณ์

are shed as visible flakes: รูปถูกกระทำและรูปแบบที่ปรากฏ

วลีกริยาแบบถูกกระทำ are shed เน้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเนื้อสาร คือเนื้อสารหลุดออกหรือถูกกำจัด โดยผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่สำคัญ shed เป็นคำกริยาไม่ปกติ และรูป past participle เหมือนรูปพื้นฐาน ใน as visible flakes คำว่า as นำหน้ารูปแบบที่เนื้อสารปรากฏเมื่อตอนหลุดออกมา นั่นคือชิ้นหรือสะเก็ดที่มองเห็นได้ ในที่นี้ as หมายถึง “ในรูปของ” ไม่ได้หมายถึง “เพราะว่า”

แบบฝึกหัด

เติม as เพื่อให้ประโยคมีความหมายว่า “ในรูปของ”: The medicine is released ____ tiny droplets.

ดูคำตอบ

as

This is how Malassezia's voracious appetite and our body's reaction to its byproducts lead to dandruff. โน้ต

2:58

นี่คือวิธีการที่ความอยากอาหารอย่างตะกละตะกลามของมาลาสซีเซียและปฏิกิริยาของร่างกายต่อผลพลอยได้ของมันนำไปสู่การเกิดรังแค

ลำดับความ

This is how ... lead to ...: การสรุปคำอธิบายกลไก

This is how ... ย้อนกลับไปกล่าวถึงกระบวนการที่เพิ่งอธิบาย และเปลี่ยนให้เป็นประโยคสรุปเกี่ยวกับกลไก how ใช้บอกว่ากระบวนการนั้นทำงานอย่างไร ไม่ได้ใช้ถามคำถาม ในอนุประโยคที่นำด้วย how ส่วน Malassezia's voracious appetite และ our body's reaction เป็นสาเหตุสองอย่างที่เชื่อมด้วย and จึงใช้กริยาพหูพจน์ lead ให้สอดคล้องกับทั้งสองส่วน รูปแบบ This is how A and B lead to C ใช้ปิดท้ายคำอธิบายโดยเชื่อมขั้นตอนก่อนหน้าเข้ากับผลลัพธ์สุดท้าย

แบบฝึกหัด

ประโยคก่อนหน้าได้อธิบายขั้นตอนที่การแข็งตัวและละลายซ้ำ ๆ ทำให้ถนนเสียหาย ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับปิดท้ายคำอธิบายกลไกนี้

  1. This is why repeated freezing and thawing create cracks in the road.
  2. This is how repeated freezing and thawing create cracks in the road.
  3. How do repeated freezing and thawing create cracks in the road?
ดูคำตอบ

This is how repeated freezing and thawing create cracks in the road.

การใช้คำ

voracious appetite: ความต้องการบริโภคที่รุนแรงมาก

voracious appetite หมายถึงความต้องการกินหรือบริโภคในปริมาณมากอย่างรุนแรงมาก voracious มีน้ำหนักแรงกว่า hungry ธรรมดามาก และมักสื่อถึงการบริโภคซ้ำ ๆ หรือในปริมาณมาก ในที่นี้วลีนี้ทำให้ Malassezia ดูเหมือนมนุษย์ จุลชีพนี้ไม่ได้มีความอยากแบบมนุษย์จริง ๆ แต่มันใช้น้ำมันบนผิวหนังอย่างมาก จึงมีการวาดภาพกระบวนการนี้ว่าเป็น “ความอยากอาหาร” ที่รุนแรง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The puppy has a voracious appetite.' วลี voracious appetite สื่อความหมายใด?

  1. ลูกสุนัขต้องการกินเพียงนิดเดียว
  2. ลูกสุนัขอยากกินอาหารเป็นจำนวนมาก
  3. ลูกสุนัขปฏิเสธอาหารทุกอย่าง
ดูคำตอบ

ลูกสุนัขอยากกินอาหารเป็นจำนวนมาก

Currently, the most effective way to get rid of dandruff is by using antifungals in things like shampoos โน้ต

3:06

ในปัจจุบัน วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการกำจัดรังแคคือการใช้สารต้านเชื้อราในสิ่งต่างๆ เช่น แชมพู

ไวยากรณ์

the most effective way to ... is by ...: เชื่อมเป้าหมายกับวิธีการ

โครงสร้าง the most effective way to + กริยารูปพื้นฐาน + is by + รูป -ing ระบุเป้าหมายไว้หลัง to และระบุวิธีการไว้หลัง by ในประโยคนี้ get rid of dandruff คือเป้าหมาย ส่วน using antifungals คือวิธีการ ตรงนี้ by เป็นคำบุพบท กริยาที่ตามมาจึงต้องอยู่ในรูป -ing โดยใช้ by using ไม่ใช่ by use ส่วน most effective หมายความว่าวิธีนี้ถูกมองว่าได้ผลดีกว่าทางเลือกอื่น ไม่ได้หมายความว่าเป็นวิธีเดียวที่ทำได้

แบบฝึกหัด

ใช้ by และรูป -ing ของ turn เติมประโยคให้สมบูรณ์: The most effective way to save energy is ____ off unused lights.

ดูคำตอบ

by turning

กริยาวลี

get rid of dandruff: ขจัดปัญหาที่ไม่ต้องการ

get rid of dandruff หมายถึงการขจัดรังแคหรือทำให้ปัญหารังแคหมดไป get rid of เป็นสำนวนตายตัวที่ตามด้วยคน สิ่งของ หรือปัญหาที่ไม่ต้องการ ให้จำ get rid of เป็นกลุ่มคำเดียวกัน ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ปกติจะไม่ใช้ rid เพียงคำเดียวในโครงสร้างนี้ และห้ามตัด of ออก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “ขจัดปัญหาที่ไม่ต้องการ”: We need to ____ the mold in the bathroom.

ดูคำตอบ

get rid of

applied directly to the scalp to kill Malassezia. ไวยากรณ์

3:12

ชโลมโดยตรงลงบนหนังศีรษะเพื่อฆ่าเชื้อมาลาสซีเซีย

ไวยากรณ์

applied directly to ... to kill ...: ตำแหน่งที่ใช้และจุดประสงค์

Applied directly to the scalp เป็นวลี past participle แบบลดรูปที่ขยายแชมพู ผลิตภัณฑ์ หรือการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราซึ่งเข้าใจได้จากบริบท สามารถขยายเป็น that is applied directly to the scalp และมีความหมายแบบถูกกระทำ คือผลิตภัณฑ์นั้นถูกทาลงบนหนังศีรษะโดยตรง apply ในที่นี้หมายถึงการใส่หรือทาสารลงบนพื้นผิว ไม่ได้หมายถึงการสมัคร To kill Malassezia เป็น infinitive ที่บอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าทำไมจึงใช้ผลิตภัณฑ์นั้น คำว่า to สองตำแหน่งทำหน้าที่ต่างกัน to ใน applied ... to the scalp เป็นคำบุพบทที่บอกจุดหมายหรือพื้นผิว ส่วน to ใน to kill ใช้เริ่ม infinitive ที่บอกจุดประสงค์ ในประโยคที่สมบูรณ์ วลีลดรูปนี้วางหลังคำนามที่มันขยายได้ เช่น an antifungal treatment applied directly to the scalp to kill Malassezia

แบบฝึกหัด

เติมคำอธิบายผลิตภัณฑ์โดยใช้รูปและลำดับที่ถูกต้องของ apply, directly และ to: The treatment uses a cream ____ the skin to reduce redness.

ดูคำตอบ

applied directly to

For those who experience dandruff, วลี

3:16

สำหรับผู้ที่เป็นรังแค

วลี

For those who experience ...: ระบุกลุ่มเป้าหมายของข้อมูล

ในวลีนี้ those หมายถึง “คนเหล่านั้น” และ who experience dandruff ระบุว่าเป็นคนกลุ่มใด ส่วน experience เป็นคำกริยาที่หมายถึง “มีหรือประสบภาวะบางอย่าง” ไม่ได้หมายถึงประสบการณ์การทำงานในที่นี้ เมื่อวาง For those who experience ... ไว้ต้นประโยค จะเป็นการบอกว่าข้อมูลหรือคำแนะนำต่อจากนั้นมีไว้สำหรับใคร รูปแบบนี้ใช้เปิดคำแนะนำโดยระบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีระบุกลุ่มเป้าหมายที่เรียนไปข้างต้นให้ตรงตามรูปแบบ: ____ seasonal allergies, checking the pollen forecast can help.

ดูคำตอบ

For those who experience

it usually comes and goes สำนวน

3:18

มันมักจะเป็นๆ หายๆ

สำนวน

comes and goes: ภาวะที่เป็น ๆ หาย ๆ

Comes and goes เป็นสำนวนที่ใช้กับอาการ ความรู้สึก หรือปัญหาที่เกิดขึ้น หายไป แล้วกลับมาอีก ในประโยคนี้ it หมายถึงรังแค จึงสื่อว่าบางช่วงมีรังแคและบางช่วงไม่มี ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปมาระหว่างสถานที่จริง ๆ คำว่า usually บอกว่านี่เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นตามปกติ Comes and goes สื่อถึงการเกิดซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดตามรอบเวลาที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษให้จบแล้วเลือกข้อความที่ได้ยิน ให้สังเกต and ที่ออกเสียงเบา รวมถึงเสียงท้ายของ comes และ goes

  1. The pain comes and grows worse during the day.
  2. The pain comes, then goes away for good.
  3. The pain comes and goes during the day.
ดูคำตอบ

The pain comes and goes during the day.

as sebum secretions vary throughout one's lifetime ไวยากรณ์

3:19

เนื่องจากปริมาณการหลั่งซีบัมจะแปรผันตลอดช่วงชีวิตของคนเรา

due to hormonal changes.

3:22

อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ไวยากรณ์

as ... vary ... due to ...: การเปลี่ยนแปลงตามเวลาและสาเหตุ

ในประโยคนี้ as หมายถึง “เมื่อบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป” ไม่ได้หมายถึง “เพราะว่า” โดยใช้เกริ่นการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปตามเวลา ส่วน sebum คือไขมันธรรมชาติบนผิวหนัง และปริมาณการหลั่งซีบัมจะเปลี่ยนไปตลอดชีวิตของคนเรา due to hormonal changes บอกสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนั้น โดย due to ตามด้วยกลุ่มคำนาม hormonal changes เมื่อใช้โครงสร้าง as + อนุประโยค ... due to + กลุ่มคำนาม จึงเป็นการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อเนื่องแล้วระบุสาเหตุของมัน

แบบฝึกหัด

เติม as สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปตามเวลา และ due to หน้าสาเหตุที่เป็นกลุ่มคำนาม: River levels vary ____ mountain snow melts ____ warmer spring temperatures.

ดูคำตอบ

as · due to

But despite the fact that Malassezia colonize everyone to a similar extent, โน้ต

3:24

แต่ถึงแม้ว่ามาลาสซีเซียจะเข้ามาอาศัยอยู่ในตัวทุกคนในระดับที่ใกล้เคียงกัน

การใช้คำ

Malassezia ตั้งถิ่นในทุกคนในระดับใกล้เคียงกัน

ในบริบทชีววิทยาและการแพทย์ colonize หมายถึงจุลชีพเข้าไปตั้งถิ่นและรักษากลุ่มประชากรไว้บนหรือในโฮสต์หรือบริเวณหนึ่งของร่างกาย ในที่นี้ Malassezia เป็นผู้ทำกริยา ส่วน everyone คือโฮสต์ที่จุลชีพเข้าไปตั้งถิ่น ไม่ได้หมายถึงการล่าอาณานิคมทางการเมือง to a similar extent หมายถึงระดับการตั้งถิ่นในแต่ละคนใกล้เคียงกันโดยประมาณ ไม่ใช่ว่ามีปริมาณเท่ากันทุกประการ อนุประโยคนี้เปรียบเทียบว่าจุลชีพตั้งถิ่นมากน้อยเพียงใด และไม่ได้บอกว่าทุกคนจะมีอาการ

แบบฝึกหัด

ในบทความทางการแพทย์ วลี bacteria colonize the skin หมายถึงอะไร

  1. จุลชีพเข้าสู่กระแสเลือดและก่อโรคเสมอ
  2. จุลชีพกำจัดจุลชีพชนิดอื่นทั้งหมดออกจากผิวหนัง
  3. จุลชีพสร้างกลุ่มประชากรบนผิวหนังโดยไม่จำเป็นต้องก่อโรค
ดูคำตอบ

จุลชีพสร้างกลุ่มประชากรบนผิวหนังโดยไม่จำเป็นต้องก่อโรค

not everyone gets dandruff.

3:29

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรังแค

ไวยากรณ์

despite the fact that ... not everyone ...: การยอมรับข้อเท็จจริงที่ขัดกับผลลัพธ์และการปฏิเสธบางส่วน

Despite the fact that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่อาจทำให้คาดว่าจะเกิดผลลัพธ์อีกแบบหนึ่ง เนื่องจาก despite เป็นคำบุพบท จึงต้องมี the fact that เพื่อให้ตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ Malassezia colonize everyone to a similar extent ได้ ข้อเท็จจริงนี้บอกว่า Malassezia มีอยู่บนทุกคนในระดับใกล้เคียงกัน แต่ประโยคหลักกลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างจากที่คาด Not everyone เป็นการปฏิเสธเพียงบางส่วน หมายถึง “บางคนไม่...” ไม่ได้หมายถึง “ไม่มีใคร...” โครงสร้างนี้ใช้ได้เมื่อทุกคนมีเงื่อนไขร่วมกัน แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนกันสำหรับทุกคน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเกริ่นความขัดแย้งและวลีปฏิเสธบางส่วนจากบทเรียน: ____ the safety rules were clear, ____ followed them.

ดูคำตอบ

Despite the fact that · not everyone

Some people are more susceptible. การใช้คำ

3:31

บางคนอาจจะไวต่อการเกิดรังแคมากกว่า

Exactly why is unclear.

3:33

เหตุผลที่แน่ชัดนั้นยังไม่ชัดเจน

การใช้คำ

are more susceptible: ได้รับผลกระทบได้ง่ายกว่า

susceptible หมายถึงมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหรืออันตรายจากบางสิ่งมากกว่า more susceptible เป็นรูปเปรียบเทียบ หมายความว่าบางคนมีโอกาสเกิดภาวะนั้นมากกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ be susceptible to + คำนามหรือรูป -ing สามารถละส่วนเติมเต็มได้เมื่อบริบทระบุภาวะนั้นไว้แล้ว ในที่นี้มีความหมายเต็มว่า more susceptible to dandruff หรือมีแนวโน้มเป็นรังแคมากกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้ susceptible พร้อมคำบุพบทที่ถูกต้อง: Young plants are more ____ frost damage than mature plants.

ดูคำตอบ

susceptible to

Do people with dandruff have a certain genetic predisposition? การใช้คำ

3:35

คนที่เป็นรังแคมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมบางอย่างหรือไม่?

การใช้คำ

a certain genetic predisposition: แนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่ความแน่นอน

วลีนาม a certain genetic predisposition หมายถึงแนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ภาวะหนึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น genetic บอกที่มาของแนวโน้ม ส่วน a certain หมายถึงบางชนิดที่เฉพาะเจาะจง แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นชนิดใด การมีแนวโน้มเปลี่ยนเพียงความเป็นไปได้หรือความเสี่ยง ไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์แน่นอน คำถามนี้กำลังถามว่าพันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าได้รับการวินิจฉัยแล้วหรือภาวะนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย genetic predisposition ได้ถูกต้องที่สุด

  1. Genetic predisposition อาจเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดภาวะนั้น
  2. Genetic predisposition หมายความว่าภาวะนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
  3. Genetic predisposition พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นมีภาวะดังกล่าวอยู่แล้ว
ดูคำตอบ

Genetic predisposition อาจเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดภาวะนั้น

Is their skin barrier more permeable? การใช้คำ

3:39

เกราะป้องกันผิวหนังของพวกเขาซึมผ่านได้ง่ายกว่าหรือเปล่า?

การใช้คำ

their skin barrier more permeable: สารผ่านเกราะป้องกันได้ง่ายขึ้น

คำบรรยายสำคัญใน their skin barrier more permeable คือวลีเปรียบเทียบ more permeable ซึ่งหมายความว่าสารต่าง ๆ ผ่านเกราะป้องกันผิวนี้ได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับสิ่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง เช่น เกราะป้องกันผิวทั่วไป ความสามารถในการซึมผ่านเป็นเรื่องของระดับการผ่าน ไม่ได้หมายความว่าต้องมีรูที่มองเห็นได้หรือเกราะป้องกันเสียหายทั้งหมด เมื่อระบุสารที่ผ่าน ให้ใช้รูปแบบ permeable to + คำนาม เช่น permeable to water

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย permeable และคำบุพบทที่ถูกต้อง: This fabric is ____ air.

ดูคำตอบ

permeable to

Scientists are currently investigating if people with dandruff do, in fact, โน้ต

3:41

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบว่าคนที่มีรังแคนั้น แท้จริงแล้ว

วลี

Scientists are currently investigating if ...: การตรวจสอบที่ยังดำเนินอยู่

Scientists are currently investigating if ... ใช้เปิดประเด็นคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่นักวิจัยยังคงพยายามหาคำตอบอยู่ ในที่นี้ if หมายถึง “ว่า...หรือไม่” ไม่ได้หมายถึงเงื่อนไขว่า “ถ้า” currently และรูปปัจจุบันกำลังกระทำ are investigating แสดงว่างานวิจัยยังดำเนินอยู่ ถ้อยคำนี้สื่อความไม่แน่นอนอย่างระมัดระวัง และไม่ได้บอกว่าข้อความหลัง if ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้บอกอะไรเกี่ยวกับสถานะของงานวิจัย “Scientists are currently investigating if the new material is safe.”

  1. ประเด็นเรื่องความปลอดภัยยังอยู่ระหว่างการศึกษา
  2. นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าวัสดุนี้ปลอดภัย
  3. นักวิทยาศาสตร์ไม่สนใจแล้วว่าวัสดุนี้ปลอดภัยหรือไม่
ดูคำตอบ

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยยังอยู่ระหว่างการศึกษา

lose more water through their scalps

3:45

สูญเสียน้ำทางหนังศีรษะมากกว่า

ไวยากรณ์

do, in fact, + กริยารูปพื้นฐาน: do ที่ใช้เพื่อเน้น

ใน do, in fact, lose คำว่า do เป็นกริยาช่วยเพื่อเน้น ไม่ได้หมายถึง “ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” แต่ช่วยเน้นประโยคบอกเล่าว่าคนเหล่านั้นสูญเสียน้ำมากกว่าจริง ๆ ส่วน in fact ย้ำอีกชั้นว่าข้อความนั้นเป็นจริง โดยมักใช้เมื่อตอบข้อสงสัยหรือเมื่อข้อเท็จจริงต่างจากที่คาดไว้ รูปแบบคือ do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน ประธานพหูพจน์ people ใช้ do และ lose ยังคงเป็นรูปพื้นฐานแม้จะแทรก in fact ไว้ตรงกลาง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ do, in fact, เพื่อเน้นกริยาได้ถูกต้อง

  1. The results do, in fact, supports the original theory.
  2. The results are do, in fact, support the original theory.
  3. The results do, in fact, support the original theory.
ดูคำตอบ

The results do, in fact, support the original theory.

and whether this is what's leading their skin cells to proliferate. ไวยากรณ์

3:48

และนี่คือสิ่งที่ทำให้เซลล์ผิวหนังของพวกเขาเกิดการแบ่งตัวหรือไม่

ไวยากรณ์

whether this is what's leading ... to proliferate: ถามว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุหรือไม่

whether นำคำถามแบบใช่หรือไม่โดยอ้อม กล่าวคือ นักวิจัยกำลังตรวจสอบว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุ ในที่นี้ this หมายถึงการสูญเสียน้ำผ่านหนังศีรษะ what's leading ... เป็นรูปย่อของ what is leading .... what หมายถึง “สิ่งหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลนั้น” และ lead A to do B หมายถึง “ทำให้ A ทำ B” ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงถามว่าปัจจัยดังกล่าวกำลังทำให้เซลล์ผิวหนังเพิ่มจำนวนหรือไม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามได้ถูกต้องว่าปัจจัยหนึ่งเป็นสาเหตุของผลอีกอย่างหนึ่งหรือไม่

  1. The team has confirmed that overheating is leading the motor to fail.
  2. The team is investigating whether overheating is what's leading the motor to fail.
  3. The team is investigating where the damaged motor was taken.
ดูคำตอบ

The team is investigating whether overheating is what's leading the motor to fail.

Researchers are learning that Malassezia communicate with our immune system วลี

3:52

นักวิจัยกำลังเรียนรู้ว่ามาลาสซีเซียสื่อสารกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา

using small oily molecules called oxylipins that regulate inflammation. การใช้คำ

3:56

โดยใช้โมเลกุลน้ำมันขนาดเล็กที่เรียกว่า ออกซีลิพิน (oxylipins) เพื่อควบคุมการอักเสบ

วลี

communicate with our immune system: แลกเปลี่ยนสัญญาณทางชีวภาพ

ในที่นี้ communicate with ไม่ได้หมายความว่า Malassezia ใช้ภาษาพูด แต่หมายถึงจุลินทรีย์เหล่านี้ส่งสัญญาณระดับโมเลกุลที่ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับและตอบสนองได้ โดยออกซิลิพินคือโมเลกุลที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณนั้น communicate with ใช้อธิบายการส่งข้อมูลหรือสัญญาณระหว่างคน เซลล์ อวัยวะ อุปกรณ์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ได้ เมื่อประธานไม่ใช่มนุษย์ ให้สังเกตช่องทางหรือสัญญาณที่กล่าวถึงในประโยคเพื่อทำความเข้าใจว่าการสื่อสารเกิดขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ communicate with กับระบบที่ไม่ใช่มนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The sensors discuss their weekend with the control system.
  2. The sensors communicate with the control system through radio signals.
  3. The sensors pronounce radio signals to the control system.
ดูคำตอบ

The sensors communicate with the control system through radio signals.

การใช้คำ

using ... called oxylipins that ...: วิธี ชื่อ และหน้าที่

วลี using ที่อยู่ตอนต้นบอกว่าการกระทำในประโยคที่ใหญ่กว่าเกิดขึ้นด้วยวิธีหรือเครื่องมือใด วลีนี้ไม่ใช่อนุประโยคที่อยู่ได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยประโยคหลัก Called oxylipins เป็นรูปย่อของโครงสร้างกรรมวาจก that are called oxylipins และใช้บอกชื่อของโมเลกุล ส่วน that regulate inflammation เป็นอนุประโยคขยายที่อธิบายหน้าที่ของมัน ในที่นี้ regulate หมายถึงควบคุมหรือปรับระดับการตอบสนองทางชีวภาพ ไม่ได้หมายถึงออกกฎ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างเดียวกันเพื่อแนะนำวิธี ศัพท์เฉพาะ และหน้าที่ของสิ่งนั้น

  1. The camera works because photodiodes are small sensors.
  2. The camera works using sensors called photodiodes that detect light.
  3. The camera uses light, and the sensors have a technical name.
ดูคำตอบ

The camera works using sensors called photodiodes that detect light.

If they can find a way to inhibit inflammatory oxylipins and boost anti-inflammatory ones, โน้ต

4:02

หากพวกเขาสามารถหาวิธีในการยับยั้งออกซีลิพินที่ทำให้เกิดการอักเสบ และเพิ่มออกซีลิพินที่ต้านการอักเสบได้

วลี

inhibit ... and boost ... ones: โครงสร้างสมดุลแบบลดสิ่งหนึ่งและเพิ่มอีกสิ่งหนึ่ง

inhibit A and boost B สร้างความเปรียบต่างที่สมดุล คือ ลดหรือยับยั้ง A พร้อมกับเพิ่มหรือเสริม B ในที่นี้สิ่งที่กล่าวถึงคือออกซิลิพินสองประเภทที่มี作用ตรงข้ามกัน คำกริยาทั้งสองใช้รูปพื้นฐานเพราะใช้ to ตัวก่อนหน้าร่วมกัน: to inhibit ... and (to) boost .... Ones ใช้แทนคำนามพหูพจน์ oxylipins ดังนั้น anti-inflammatory ones จึงหมายถึง anti-inflammatory oxylipins

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาเป้าหมายให้สมบูรณ์: This update is designed to ____ harmful processes and ____ useful ones.

ดูคำตอบ

inhibit · boost

they could develop new treatments.

4:08

พวกเขาก็อาจพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ๆ ได้

ไวยากรณ์

If ... can ..., ... could ...: บอกผลลัพธ์ที่เป็นไปได้อย่างระมัดระวัง

If they can find a way ... ระบุเงื่อนไขที่นักวิจัยต้องทำให้สำเร็จก่อน เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้จริงในอนาคตด้วยอนุประโยค if ภาษาอังกฤษมักใช้รูปปัจจุบันอย่าง can ไม่ใช่ will ประโยคหลัก they could develop new treatments บอกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่คำรับรอง could ทำให้การคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์มีน้ำเสียงระมัดระวัง กล่าวคือ การทำตามเงื่อนไขได้อาจทำให้ผลลัพธ์นั้นเป็นไปได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับบอกผลการวิจัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยไม่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง

  1. If researchers can identify the cause, they could develop a more accurate test.
  2. If researchers identify the cause, they will definitely solve every related problem.
  3. If researchers could identify the cause yesterday, they develop a more accurate test.
ดูคำตอบ

If researchers can identify the cause, they could develop a more accurate test.

Scientists are also investigating if there's any benefit to our relationship with Malassezia. ไวยากรณ์

4:11

นักวิทยาศาสตร์ยังกำลังตรวจสอบด้วยว่ามีความได้เปรียบใดๆ ในความสัมพันธ์ของเรากับมาลาสซีเซียหรือไม่

ไวยากรณ์

if there's any benefit to ...: ถามว่ามีข้อดีหรือไม่โดยไม่ตั้งสมมติฐานล่วงหน้า

อนุประโยค if there's any benefit to ... แสดงคำถามที่กำลังศึกษา คือ กิจกรรมหรือความสัมพันธ์นั้นมีข้อดีหรือไม่ คำว่า any ทำให้คำตอบยังเปิดกว้าง นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าต้องมีประโยชน์ ในที่นี้ our relationship with Malassezia หมายถึงการอยู่ร่วมกันและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผิวหนังมนุษย์กับเชื้อราชนิดนี้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความรัก รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ investigate if/whether there's any benefit to + คำนามหรือรูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบคำถามเป้าหมายให้ประโยคการวิจัยสมบูรณ์: Researchers are investigating ____ changing the school start time.

ดูคำตอบ

if there's any benefit to

They hypothesize that dandruff, which can be uncomfortable and embarrassing for us, ไวยากรณ์

4:17

พวกเขาตั้งสมมติฐานว่ารังแค ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัวและน่าอาย

ไวยากรณ์

hypothesize that ... กับอนุประโยค which ที่คั่นด้วยจุลภาค

โครงสร้าง hypothesize that ใช้รายงานคำอธิบายที่ถูกเสนอขึ้นมา โดยอนุประโยคที่ตามหลัง that บอกเนื้อหาของสมมติฐาน คำว่า hypothesize แสดงว่าแนวคิดนั้นยังต้องผ่านการทดสอบ ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์แล้ว ส่วน which can be uncomfortable and embarrassing for us เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความ เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่าส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลเสริมเกี่ยวกับ dandruff ไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้ระบุว่าเป็นรังแคชนิดใด เมื่อตัดส่วนนี้ออก โครงสร้างหลักยังคงเป็น They hypothesize that dandruff creates ...

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเสนอสมมติฐานที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และเพิ่มข้อมูลเสริมด้วยอนุประโยค which ที่คั่นด้วยจุลภาค

  1. Researchers hypothesize that the lake which freezes every winter supports a rare microbe.
  2. Researchers hypothesize that the lake, which freezes every winter, supports a rare microbe.
  3. Researchers have proved that the lake, which freezes every winter, supports a rare microbe.
ดูคำตอบ

Researchers hypothesize that the lake, which freezes every winter, supports a rare microbe.

creates a reliable oily food source for the yeast. วลี

4:22

แท้จริงแล้วอาจสร้างแหล่งอาหารที่มีน้ำมันที่เชื่อถือได้สำหรับยีสต์

วลี

creates a reliable oily food source for ...: สร้างแหล่งอาหารที่มีน้ำมันและสม่ำเสมอ

โครงสร้าง create a source for someone or something หมายถึงการทำให้มีแหล่งสิ่งที่ผู้รับสามารถนำไปใช้ได้ ในที่นี้รังแคให้สารที่มีน้ำมันซึ่งยีสต์ใช้เป็นอาหารได้ Reliable ใช้บอกว่าแหล่งนั้นมีให้อย่างสม่ำเสมอหรือพึ่งพาได้ ไม่ได้หมายถึงซื่อสัตย์ ในทางชีววิทยา food source คือสิ่งใดก็ตามที่สิ่งมีชีวิตใช้รับพลังงานหรือสารอาหารได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่ทำไว้ให้มนุษย์ ส่วน the yeast ในที่นี้หมายถึง Malassezia

แบบฝึกหัด

เติมประโยคใหม่ด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้ ซึ่งหมายถึง “จัดหาแหล่งอาหารที่มีอย่างสม่ำเสมอ”: Fallen fruit can ____ insects.

ดูคำตอบ

create a reliable food source for

But dandruff isn't contagious or a great threat to our health. การใช้คำ

4:26

แต่รังแคไม่ใช่โรคติดต่อหรือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของเรา

การใช้คำ

isn't contagious or a great threat to our health: ไม่ติดต่อและไม่ใช่ภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพ

contagious บอกว่าภาวะหนึ่งสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้หรือไม่ ส่วน a great threat to our health บอกว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนั้นร้ายแรงเพียงใด ใน isn't contagious or a great threat คำว่า or เชื่อมสองสิ่งที่อยู่ภายใต้การปฏิเสธเดียวกัน กล่าวคือ รังแคถูกอธิบายว่าไม่ติดต่อและไม่ใช่อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ คำพูดที่ช่วยให้สบายใจนี้ไม่ได้หมายความว่ารังแคจะไม่มีวันทำให้คันหรือไม่สบายตัว แต่เป็นการปฏิเสธความกังวลสองอย่างนี้โดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

ข้อความใดแยกความหมายของการติดต่อกับผลกระทบต่อสุขภาพได้ถูกต้อง

  1. ภัยคุกคามต่อสุขภาพทุกอย่างแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
  2. ภาวะหนึ่งอาจทำให้ไม่สบายได้โดยไม่เป็นโรคติดต่อ
  3. ถ้าภาวะหนึ่งไม่ติดต่อ ก็จะไม่ทำให้เกิดความไม่สบายใด ๆ
ดูคำตอบ

ภาวะหนึ่งอาจทำให้ไม่สบายได้โดยไม่เป็นโรคติดต่อ

And Malassezia seem to excel at defending their territory, วลี

4:29

และมาลาสซีเซียดูเหมือนจะมีความเป็นเลิศในการปกป้องอาณาเขตของมัน

วลี

seem to excel at defending their territory: ดูเหมือนจะเก่งมากในการปกป้องอาณาเขตของตน

วลี seem to ทำให้คำกล่าวมีความระมัดระวัง กล่าวคือ จุลินทรีย์เหล่านี้ดูเหมือนจะมีความสามารถนี้ แทนที่ผู้พูดจะยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงแน่นอน ส่วน excel at หมายถึง “เก่งเป็นพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” และฟังเป็นทางการกับเน้นความสามารถมากกว่า be good at เล็กน้อย โครงสร้างคือ seem to + กริยารูปพื้นฐาน แล้วตามด้วย excel at + รูป -ing: seem to excel at defending Defending their territory เป็นการเปรียบเทียบ their territory หมายถึงพื้นที่บนผิวหนังที่พวกมันอาศัยอยู่ ไม่ใช่ดินแดนที่เป็นของประเทศหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ seem, excel และคำเชื่อมที่ถูกต้อง: From the test results, these robots ____ sorting small objects quickly.

ดูคำตอบ

seem to excel at

our skin,

4:33

ซึ่งก็คือผิวหนังของเรา

from other more harmful microbes like Staphylococcus aureus. วัฒนธรรม

4:34

จากจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายอื่นๆ เช่น สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus)

วัฒนธรรม

like Staphylococcus aureus: ตัวอย่างของจุลชีพที่เป็นอันตรายมากกว่า

Staphylococcus aureus เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ในประโยคนี้ ชื่อนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของ “จุลชีพที่เป็นอันตรายมากกว่า” ที่กำลังกล่าวถึง คำว่า like ในที่นี้หมายถึง “เช่น” และใช้เพื่อนำเข้าสู่ตัวอย่างนั้น Staphylococcus aureus เป็นชื่อวิทยาศาสตร์หนึ่งชื่อที่สมบูรณ์ ดังนั้น aureus จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ทั่วไปที่แยกออกมาต่างหาก

แบบฝึกหัด

like Staphylococcus aureus ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. ประโยคนี้ยก Staphylococcus aureus เป็นตัวอย่างของจุลชีพที่เป็นอันตรายมากกว่า
  2. ประโยคนี้ใช้ aureus เป็นคำคุณศัพท์ทั่วไปที่ขยายจุลชีพทุกชนิด
  3. ประโยคนี้บอกว่าจุลชีพมีรูปร่างคล้าย Staphylococcus aureus
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ยก Staphylococcus aureus เป็นตัวอย่างของจุลชีพที่เป็นอันตรายมากกว่า

So, while scientists have gotten to the bottom of many mysteries surrounding this condition, สำนวน

4:40

ดังนั้น แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะค้นพบความลี้ลับหลายอย่างเกี่ยวกับสภาวะนี้แล้ว

สำนวน

while ... have gotten to the bottom of ...: ยอมรับความคืบหน้าก่อนแสดงข้อมูลที่ขัดแย้ง

Get to the bottom of something เป็นสำนวนที่หมายถึงการสืบหาหรือศึกษาบางเรื่องจนค้นพบคำอธิบาย สาเหตุ หรือข้อเท็จจริงที่แท้จริง ส่วน have gotten แสดงว่างานส่วนใหญ่ได้เสร็จสิ้นแล้วจนถึงตอนนี้ while ในที่นี้หมายถึง “แม้ว่า” ไม่ใช่ “ในช่วงเวลาที่” โดยยอมรับความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วเตรียมเข้าสู่ข้อมูลที่ขัดแย้งกันในส่วนถัดไป เช่น สิ่งที่ยังไม่เป็นที่ทราบ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “สืบหาจนพบสาเหตุที่แท้จริง”: The engineers promised to ____ the repeated shutdowns.

ดูคำตอบ

get to the bottom of

it must be said, ลำดับความ

4:45

แต่ก็ต้องยอมรับว่า

ลำดับความ

it must be said: การเกริ่นความเห็นที่ต้องการเน้น

it must be said เป็นกรอบคำพูดที่บอกผู้ฟังว่าเนื้อหาถัดไปคือข้อสรุปที่ผู้พูดเห็นว่าสำคัญ ตรงไปตรงมา หรือมีการประเมินอยู่ด้วย ในที่นี้ it เป็นประธานเชิงรูปแบบและไม่ได้แทนสิ่งใดโดยเฉพาะ วลีนี้ไม่ได้หมายความว่ามีใครถูกบังคับให้พูด เมื่อวางไว้ก่อนความเห็นปิดท้าย วลีนี้จะเปลี่ยนทิศทางข้อมูลจากคำอธิบายหลักไปสู่การประเมินของผู้พูดเอง น้ำเสียงที่ค่อนข้างเป็นทางการยังนำไปใช้โดยตั้งใจในคำบรรยายเบา ๆ หรือขบขัน เพื่อสร้างตอนจบที่ทำเป็นจริงจังได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ผู้รีวิวต้องการเกริ่นข้อสรุปที่ต้องการเน้น จงเติมประโยคด้วยสำนวนที่ตรงกับบทเรียน: ____, the revised guide is easier to follow.

ดูคำตอบ

It must be said

dandruff remains a head-scratcher. สำนวน

4:47

รังแคยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องเกาหัวต่อไป

สำนวน

a head-scratcher: ปัญหาชวนสับสนและการเล่นคำ

a head-scratcher เป็นคำนามแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึงปัญหา ผลลัพธ์ หรือสถานการณ์ที่เข้าใจหรืออธิบายได้ยาก ใน dandruff remains a head-scratcher คำว่า remains หมายถึงเรื่องนี้ยังคงชวนสับสน ส่วน head-scratcher ไม่ใช่อุปกรณ์หรือคนที่คอยเกาหัวให้ผู้อื่น ประโยคนี้ยังมีการเล่นคำด้วย ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คนที่สับสนอาจเกาหัว ส่วนในความหมายตรง รังแคอาจทำให้หนังศีรษะคันจนต้องเกาหัวจริง ๆ คำเดียวกันจึงเชื่อมคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเข้ากับการกระทำจริง ทำให้ข้อสรุปมีอารมณ์ขัน

แบบฝึกหัด

ประโยค “The sudden change is a real head-scratcher” หมายความว่าอย่างไร?

  1. การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับศีรษะ
  2. การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้นทำให้หนังศีรษะของทุกคนคัน
  3. การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้นอธิบายได้ยาก
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้นอธิบายได้ยาก

Dandruff isn't the only unpleasant condition that microbes and our bodies conspire to create. สำนวน

4:50

รังแคไม่ใช่สภาวะอันไม่พึงประสงค์เพียงอย่างเดียวที่จุลินทรีย์และร่างกายของเราร่วมกันสร้างขึ้น

สำนวน

conspire to create: ทำให้ปัจจัยที่ก่อผลเสียมีลักษณะเหมือนคน

โดยทั่วไป conspire to หมายถึงคนวางแผนบางอย่างร่วมกันอย่างลับ ๆ ซึ่งมักเป็นเรื่องไม่ดี แต่จุลชีพกับร่างกายของเราในประโยคนี้ไม่สามารถวางแผนลับจริง ๆ ได้ จึงเป็นการทำให้ทั้งสองสิ่งมีลักษณะเหมือนคน ความหมายจริงคือปัจจัยทางชีวภาพเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์และร่วมกันทำให้เกิดภาวะอันไม่พึงประสงค์ ถ้อยคำทำให้ดูเหมือนว่าปัจจัยเหล่านี้กำลังร่วมมือกันเล่นงานเรา แต่ไม่ได้บอกว่าพวกมันมีเจตนาอย่างมีสติ

แบบฝึกหัด

conspire to create ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ร่างกายป้องกันไม่ให้จุลชีพก่อให้เกิดภาวะใด ๆ
  2. จุลชีพกับร่างกายมีปฏิสัมพันธ์และร่วมกันทำให้เกิดภาวะอันไม่พึงประสงค์
  3. จุลชีพกับร่างกายวางแผนลับร่วมกันอย่างมีสติ
ดูคำตอบ

จุลชีพกับร่างกายมีปฏิสัมพันธ์และร่วมกันทำให้เกิดภาวะอันไม่พึงประสงค์

If you could eradicate body odor or bad breath, โน้ต

4:56

หากคุณสามารถกำจัดกลิ่นตัวหรือกลิ่นปากให้สิ้นซากได้

การใช้คำ

eradicate body odor or bad breath: การกำจัดอย่างหมดสิ้นในสำนวนทางการ

ในวลีนี้ eradicate หมายถึงกำจัดให้หมดสิ้น ไม่ใช่แค่กลบหรือลดปัญหา คำนี้นำเสนอ body odor และ bad breath ว่าเป็นปัญหาที่กำจัดได้ถึงต้นเหตุ จึงให้ความรู้สึกหนักแน่นและอาจสื่อว่าผลลัพธ์คงอยู่ได้นาน body odor หมายถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์จากร่างกาย ส่วน bad breath หมายถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์จากปาก ในที่นี้ทั้งสองคำเป็นชื่อเรียกปัญหาโดยทั่วไป จึงใช้โดยไม่มีคำนำหน้านาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ eradicate ได้เป็นธรรมชาติในความหมายว่ากำจัดให้หมดสิ้น

  1. This mint eradicates bad breath for five minutes, but then the odor returns.
  2. The public health program aims to eradicate malaria from the region.
  3. I eradicated one pencil from my backpack before school.
ดูคำตอบ

The public health program aims to eradicate malaria from the region.

which would you choose?

4:59

คุณจะเลือกอะไร?

ไวยากรณ์

If you could ..., which would you choose?: การเลือกในสถานการณ์สมมติ

โครงสร้าง If you could + คำกริยารูปพื้นฐาน ..., which would you choose? ใช้ขอให้ผู้ฟังจินตนาการถึงความสามารถหรือโอกาสหนึ่ง แล้วเลือกจากตัวเลือกที่มีขอบเขตจำกัด could สร้างเงื่อนไขสมมติ ส่วน would ถามถึงการเลือกภายในสถานการณ์สมมตินั้น ทั้งสองคำไม่ได้หมายถึงอดีตในที่นี้ และ which ชี้ไปยังตัวเลือกที่กล่าวไว้แล้วหรือผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจตรงกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำในคำถามเชิงสมมตินี้ให้สมบูรณ์: If you ____ visit any planet, which ____ you choose?

ดูคำตอบ

could · would

Click one of these videos to vote.

5:00

คลิกที่วิดีโอใดวิดีโอหนึ่งนี้เพื่อโหวต