ปริศนาของดันเจี้ยนมาสเตอร์ - Alex Rosenthal: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
708 คำ 154 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: จอมขมังเวทผู้ควบคุมความตายต้องหาว่าใครคือนักบวชในหมู่นักผจญภัยสามคนที่ขยับตัวไม่ได้ เมื่อตรวจคำตอบจริงหรือเท็จและเงื่อนไขของ OR แบบเฉพาะ จึงสรุปได้ว่า Agan คือนักบวชที่พูดความจริง ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. Judging by the trail of destruction, — วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้การเริ่มข้อสรุปด้วยการระบุหลักฐานที่มองเห็นได้ซึ่งรองรับการอนุมานนั้น รูปแบบนี้ช่วยบอกว่าความเห็นเกิดจากเบาะแสที่สังเกตพบ ไม่ใช่การนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอนตั้งแต่ต้น 2. "Either Agan drank a lying potion or I am not a cleric." — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า either A or B เชื่อมสองประพจน์อย่างไร และเหตุใดในบริบทนี้จึงหมายถึงมีเพียงข้อเดียวที่เป็นจริง จึงสามารถติดตามทางเลือกและประเมินเงื่อนไขค่าความจริงในโจทย์ตรรกะได้ 3. electronic logic gates — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: รู้จักคำเรียกส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ที่ทำงานแบบบูลีนในคอมพิวเตอร์ ความเชื่อมโยงนี้แสดงให้เห็นว่าตารางจริง–เท็จของปริศนาเกี่ยวข้องกับการคำนวณด้วยเลขหนึ่งและศูนย์ด้วย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

It's a Monday, which means yet another party of adventurers has broken into your lair, โน้ต

0:06

วันนี้เป็นวันจันทร์ ซึ่งหมายความว่ามีกลุ่มนักผจญภัยอีกกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในรังของคุณ

การใช้คำ

yet another: อีกหนึ่งสิ่งประเภทเดิม

yet another หมายถึง “อีกหนึ่งคนหรือสิ่งที่เป็นประเภทเดิม” และเน้นเพิ่มว่าคนหรือเหตุการณ์คล้ายกันเคยปรากฏมาก่อนแล้ว ในประโยคนี้ การมาถึงของนักผจญภัยถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องกวนใจที่เกิดซ้ำ จึงสร้างน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายแบบขำ ๆ ว่า “มาอีกแล้วหรือ” โครงสร้างที่พบบ่อยคือ yet another + คำนามนับได้เอกพจน์ เช่น yet another delay ท่าทีของผู้พูดขึ้นอยู่กับบริบท เพราะวลีนี้เน้นการเกิดซ้ำ แต่ไม่ได้แสดงความรำคาญเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นประเภทเดิม”: After three delays, we faced ____ delay.

ดูคำตอบ

yet another

วัฒนธรรม

party of adventurers: ทีมผจญภัยในโลกแฟนตาซี

ในเรื่องแฟนตาซีและเกมสวมบทบาท party อาจหมายถึงทีมตัวละครขนาดเล็กที่เดินทาง สำรวจ และเผชิญอันตรายร่วมกัน ดังนั้น party of adventurers จึงหมายถึง “ทีมนักผจญภัย” ไม่ใช่งานเลี้ยง ความหมายเฉพาะนี้ชัดเจนจากบริบทแฟนตาซีรอบข้าง เพราะนักผจญภัยทำงานเป็นกลุ่มและเข้าไปในรังศัตรู ในบริบททั่วไป party มักหมายถึงงานสังสรรค์หรือพรรคการเมืองมากกว่า

แบบฝึกหัด

ในเกมสวมบทบาทแนวแฟนตาซี “a party of adventurers” มักหมายถึงอะไร?

  1. ทีมตัวละครที่เดินทางและเผชิญความท้าทายร่วมกัน
  2. งานฉลองสังสรรค์ที่จัดโดยนักผจญภัย
  3. องค์กรการเมืองที่บริหารโดยนักผจญภัย
ดูคำตอบ

ทีมตัวละครที่เดินทางและเผชิญความท้าทายร่วมกัน

กริยาวลี

break into: เข้าไปในสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ใน has broken into your lair คำว่า broken into เป็นรูป past participle ของ break into โครงสร้าง break into + สถานที่ หมายถึงเข้าไปในสถานที่นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต และมักสื่อถึงการใช้กำลังหรือการผ่านกุญแจหรือระบบรักษาความปลอดภัยเข้าไป วลีนี้เน้นว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีใครทำสิ่งของแตกจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ break into: Last night, a thief ____ the locked shop through a back window.

ดูคำตอบ

broke into

here to slay your minions and steal your treasures. โน้ต

0:12

เพื่อมาสังหารสมุนและขโมยสมบัติของคุณ

ไวยากรณ์

here to + คำกริยา: บอกจุดประสงค์ของการมา

ในโครงสร้าง be here to + คำกริยารูปพื้นฐาน ส่วนที่ตามหลัง to บอกจุดประสงค์ของการมาหรืออยู่ ณ สถานที่ปัจจุบัน here to slay หมายความว่าการสังหารสมุนคือเหตุผลที่นักผจญภัยอยู่ที่นั่น ดังนั้น here จึงไม่ได้บอกเพียงสถานที่เท่านั้น to ต้องตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน เมื่อเชื่อมคำกริยาอีกคำด้วย and สามารถใช้ to เพียงครั้งเดียวกับคำกริยาทั้งสองได้ เช่น here to slay ... and steal ...

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย here to และคำกริยา repair เพื่อบอกว่าเหตุใดผู้พูดจึงมา: I'm ____ your bicycle.

ดูคำตอบ

here to repair

การใช้คำ

slay your minions: ภาษาที่เร้าอารมณ์ในเรื่องแฟนตาซี

ในประโยคนี้ slay your minions หมายถึงการฆ่าหรือกำจัดลูกสมุนระดับล่างที่รับใช้คุณ slay ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ โบราณ หรือเร้าอารมณ์กว่า kill ทั่วไป ส่วน minions ชวนให้นึกถึงผู้ติดตามชั้นผู้น้อยที่เชื่อฟังผู้มีอำนาจ ซึ่งมักเป็นตัวร้าย เมื่อนำสองคำนี้มาใช้ด้วยกัน จะเกิดน้ำเสียงแบบการผจญภัยแฟนตาซีหรือเกม วลีนี้ไม่ใช่วิธีพูดอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับการเอาชนะผู้ช่วยของคนจริง ๆ

แบบฝึกหัด

slay your minions จะฟังดูเป็นธรรมชาติในสถานการณ์ใด

  1. เด็กคนหนึ่งชวนเพื่อน ๆ เข้าร่วมโครงงานของโรงเรียน
  2. ผู้จัดการให้คำสั่งอย่างเป็นกลางแก่ผู้ช่วยในสำนักงาน
  3. อัศวินเล่าถึงการปราบคนรับใช้ของแม่มดในการต่อสู้แฟนตาซี
ดูคำตอบ

อัศวินเล่าถึงการปราบคนรับใช้ของแม่มดในการต่อสู้แฟนตาซี

Judging by the trail of destruction, วลี

0:15

ตัดสินจากร่องรอยการทำลายล้างแล้ว

วลี

Judging by ... เพื่อเกริ่นหลักฐานที่ใช้อนุมาน

Judging by + คำนามหรือวลีคำนาม ใช้เกริ่นหลักฐานที่นำไปสู่การอนุมาน ในที่นี้ the trail of destruction คือหลักฐาน ส่วน judging หมายถึงการสร้างข้อวินิจฉัย ไม่ใช่การพิจารณาคดีใครในศาล โดยปกติสำนวนนี้จะอยู่หน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์ซึ่งบอกข้อสรุป เช่น Judging by the trail of destruction, ... สำนวนนี้แสดงว่าข้อสรุปเกิดจากการอนุมานอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายในประโยคเพื่อเกริ่นหลักฐานที่มองเห็นได้: ____ the muddy shoes, the children must have been playing outside.

ดูคำตอบ

Judging by

you're up against a fighter, โน้ต

0:17

คุณกำลังเผชิญหน้ากับนักรบ

a rogue, and a cleric.

0:19

นักฆ่า และนักบวช

กริยาวลี

you're up against: เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้หรือความท้าทาย

Be up against someone or something หมายถึงการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้หรือสถานการณ์ที่ยาก ในที่นี้ you're up against ใช้เกริ่นถึงตัวละครสามตัวที่ผู้ฟังต้องรับมือ ให้มอง be up against เป็นวลีเดียว โดยรูปของ be จะเปลี่ยนตามประธานและกาล เช่น I'm up against, we're up against หรือ they were up against คำว่า up ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทิศทางด้านบนตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be up against: Our team ____ the strongest team in the league.

ดูคำตอบ

is up against

วัฒนธรรม

a fighter, a rogue, and a cleric: คลาสตัวละครใน RPG

ในเกมสวมบทบาท fighter, rogue และ cleric คือคลาสตัวละคร หรือหมวดหมู่ในเกมที่มอบทักษะและหน้าที่ในปาร์ตี้ที่ต่างกันให้ตัวละคร โดย fighter มักเน้นการต่อสู้โดยตรง rogue มักใช้การลอบเร้นและจัดการกุญแจหรือกับดัก ส่วน cleric มักใช้เวทศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเวทรักษาหรือป้องกัน ความสามารถที่แน่นอนแตกต่างกันไปในแต่ละเกม ในประโยคนี้ให้เข้าใจคำเหล่านี้ว่าเป็นบทบาทในเกมแฟนตาซี ไม่ใช่เพียงนักต่อสู้ คนไม่ซื่อสัตย์ และนักบวชในโลกจริง

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับความหมายทั่วไปของ fighter, rogue และ cleric ใน RPG มากที่สุด

  1. fighter เน้นการรักษา rogue เชี่ยวชาญชุดเกราะหนัก และ cleric เปิดกุญแจ
  2. fighter รับหน้าที่ต่อสู้โดยตรง rogue ใช้การลอบเร้นและจัดการกับดัก ส่วน cleric ใช้เวทศักดิ์สิทธิ์หรือเวทรักษา
  3. ทั้งสามคำหมายถึงอาชีพตายตัวในโลกจริง ไม่ใช่บทบาทในเกม
ดูคำตอบ

fighter รับหน้าที่ต่อสู้โดยตรง rogue ใช้การลอบเร้นและจัดการกับดัก ส่วน cleric ใช้เวทศักดิ์สิทธิ์หรือเวทรักษา

The first two won't be a problem for a powerful necromancer like you, โน้ต

0:21

สองคนแรกไม่เป็นปัญหาสำหรับเนโครแมนเซอร์ผู้ทรงพลังอย่างคุณ

วลี

won't be a problem for ...: บอกว่าบางสิ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับใครบางคน

X won't be a problem for Y หมายความว่า Y สามารถรับมือกับ X ได้อย่างง่ายดาย หรือ X ไม่น่าจะสร้างความลำบากร้ายแรงให้ Y โดย X คืองาน บุคคล หรือสถานการณ์ที่กำลังประเมิน ส่วน Y หลัง for คือบุคคลหรือกลุ่มที่ต้องรับมือกับสิ่งนั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดมองว่าสองอย่างแรกเป็นเรื่องที่เนโครแมนเซอร์ผู้ทรงพลังจัดการได้ง่าย โครงสร้างนี้ใช้เพื่อทำให้อีกฝ่ายสบายใจ หรือเพื่อประเมินความสามารถของเขาอย่างมั่นใจได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย won't be a problem for: With her map and compass, the forest trail ____ Ava.

ดูคำตอบ

won't be a problem for

วัฒนธรรม

necromancer: ผู้ใช้เวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนตาย

necromancer คือผู้ใช้เวทมนตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนตาย วิญญาณของผู้ตาย หรือสิ่งมีชีวิตอันเดด ในเรื่องแฟนตาซี necromancer อาจเรียกวิญญาณ หรือทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาแล้วควบคุมพวกเขา คำนี้หมายถึงผู้ใช้เวทมนตร์ประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึง magician หรือ wizard ทุกคน ในที่นี้ powerful necromancer บอกเราว่าคนที่ผู้พูดกำลังพูดด้วยมีเวทมนตร์เกี่ยวกับความตาย และคาดว่าจะจัดการสองอย่างแรกได้อย่างง่ายดาย

แบบฝึกหัด

ในเรื่องแฟนตาซี คำอธิบายใดตรงกับ necromancer มากที่สุด

  1. ผู้ใช้เวทมนตร์ที่มีพลังเกี่ยวข้องกับคนตายหรือสิ่งมีชีวิตอันเดด
  2. นักแสดงที่สร้างความบันเทิงด้วยกลไพ่
  3. ผู้รักษาที่ใช้เพียงพืชและยา
ดูคำตอบ

ผู้ใช้เวทมนตร์ที่มีพลังเกี่ยวข้องกับคนตายหรือสิ่งมีชีวิตอันเดด

but the cleric's spells are trouble. วลี

0:26

แต่เวทมนตร์ของนักบวชนั้นคือปัญหา

วลี

X is/are trouble: ต้นเหตุของปัญหาหรืออันตราย

ในรูป X is/are trouble คำว่า trouble หมายความว่า X เป็นตัวก่อปัญหาหรือเป็นแหล่งอันตราย ในประโยคนี้ ผู้พูดมองว่าคาถาของนักบวชเป็นภัยหรือรับมือยาก ไม่ได้หมายความว่าคาถาเหล่านั้นกำลังกังวล รูปประโยคนี้ใช้ประเมินความเสี่ยงแบบสั้นและตรงไปตรงมา วางสิ่งที่ต้องการประเมินไว้หน้า is หรือ are แล้วใช้ trouble เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นมีแนวโน้มจะก่อปัญหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าสายไฟที่หลวมนั้นเป็นแหล่งอันตรายเสียเอง

  1. That loose wire is trouble.
  2. That loose wire has trouble working.
  3. That loose wire is in trouble.
ดูคำตอบ

That loose wire is trouble.

If they can cast even one on you, การใช้คำ

0:29

ถ้าพวกเขาสามารถร่ายเวทมนตร์ใส่คุณได้แม้แต่บทเดียว

การใช้คำ

cast even one on you: ร่ายคาถาแม้แต่บทเดียวใส่เป้าหมาย

ในบริบทของเวทมนตร์ cast a spell หมายถึงร่ายหรือปล่อยคาถา ใน cast one on you คำว่า one ใช้แทน spell ที่กล่าวถึงก่อนหน้า ส่วน on you ระบุคนที่ได้รับผลของคาถา cast ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการขว้างสิ่งของจริง ๆ even one เน้นจำนวนที่น้อยที่สุด คือคาถาเพียงบทเดียวก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายที่กำลังพูดถึง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างเวทมนตร์ cast a spell on someone ได้ถูกต้อง

  1. The wizard threw a shield spell at Mina.
  2. The wizard cast a shield spell on Mina.
  3. The wizard cast Mina on a shield spell.
ดูคำตอบ

The wizard cast a shield spell on Mina.

you're a goner. สำนวน

0:31

คุณก็จบสิ้น

สำนวน

You're a goner: คำเตือนแบบไม่เป็นทางการว่าอีกฝ่ายจบเห่แล้ว

You're a goner เป็นสำนวนไม่เป็นทางการและไม่ได้หมายตามตัวอักษร ใช้บอกว่าสถานการณ์ของอีกฝ่ายดูหมดหวัง อีกฝ่ายน่าจะแพ้ ถูกจับ บาดเจ็บหนัก หรือจบไม่สวย ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวสร้างคำขู่ที่สั้นและมีอารมณ์รุนแรง A goner ใช้เรียกคน สัตว์ หรือสิ่งของที่ดูเหมือนจะช่วยไว้ไม่ได้แล้ว ไม่ได้หมายถึงเพียง “คนที่จากไปแล้ว” ส่วนผลร้ายที่เจาะจงต้องดูจากบริบท

แบบฝึกหัด

“it's a goner” ในที่นี้หมายความว่าอะไร? If my phone falls into the pool, it's a goner.

  1. โทรศัพท์ไปอยู่ที่อื่นแล้ว
  2. โทรศัพท์น่าจะเสียจนช่วยไว้ไม่ได้แล้ว
  3. โทรศัพท์ชาร์จเต็มแล้ว
ดูคำตอบ

โทรศัพท์น่าจะเสียจนช่วยไว้ไม่ได้แล้ว

Which is why it's lucky that the party has fallen prey to one of your traps. โน้ต

0:32

จึงโชคดีมากที่กลุ่มนี้ตกลงไปในกับดักของคุณ

ลำดับความ

Which is why: เชื่อมเหตุเข้ากับผล

Which is why ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า และนำเสนอข้อความที่ตามมาเป็นผลลัพธ์หรือคำอธิบาย ในประโยคนี้ which ไม่ได้ชี้ไปที่คำนามคำเดียว แต่สรุปสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด ส่วน it's lucky that... คือข้อสรุปที่ได้จากสถานการณ์นั้น รูปแบบนี้จัดข้อมูลโดยวางเหตุก่อนและผลทีหลัง: [ข้อเท็จจริงก่อนหน้า], which is why [ผลลัพธ์] แม้ในภาษาพูดจะขึ้นประโยคใหม่ด้วย Which is why... เหตุก็ยังมาจากประโยคก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมจากเหตุไปสู่ผลที่เรียนในบทนี้: The roads are icy, ____ the buses are delayed.

ดูคำตอบ

which is why

สำนวน

has fallen prey to: ตกเป็นเหยื่อของภัยคุกคาม

fall prey to หมายถึง “ตกเป็นเหยื่อของ” สิ่งที่เป็นอันตรายหรือหลอกลวง สำนวนนี้มาจากภาพของเหยื่อที่ถูกจับ แต่ใช้กับกับดัก การฉ้อโกง โรคภัย แรงกดดัน หรืออิทธิพลที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ได้เช่นกัน ในประโยคนี้ has fallen prey to บอกว่าคณะนั้นตกเป็นเหยื่อของกับดักไปแล้ว และผลของเหตุการณ์นั้นยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายในรูป present perfect: The team ____ a clever trap.

ดูคำตอบ

has fallen prey to

In order to enter your inner sanctum, โน้ต

0:37

เพื่อที่จะเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชั้นในของคุณ

ไวยากรณ์

In order to + กริยารูปพื้นฐาน: บอกจุดประสงค์

in order to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำ หมายถึง “เพื่อทำบางสิ่ง” ในที่นี้ in order to enter บอกว่าเป้าหมายคือการเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชั้นใน โครงสร้างนี้ยาวกว่าและระบุจุดประสงค์ชัดเจนกว่าการใช้ to เพื่อบอกจุดประสงค์ ในวลีนี้ order ไม่ได้หมายถึง “ลำดับ” หรือ “การจัดเรียง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ใช้บอกจุดประสงค์: We left early ____ catch the first train.

ดูคำตอบ

in order to

วัฒนธรรม

inner sanctum: ใจกลางที่เป็นส่วนตัวและได้รับการปกป้อง

inner sanctum หมายถึงส่วนที่เป็นส่วนตัวที่สุดและได้รับการปกป้องมากที่สุดของสถานที่แห่งหนึ่ง ในที่นี้ your inner sanctum คือห้องลับตรงใจกลางรัง ไม่ได้หมายถึงเพียงห้องที่ใช้เพื่อศาสนาเท่านั้น วลีนี้ทำให้จุดหมายดูเป็นความลับและยากที่คนนอกจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังใช้ในเชิงเปรียบเทียบถึงพื้นที่ส่วนตัวหรือกลุ่มวงในที่จำกัดคนได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ในป้อมปราการแฟนตาซี inner sanctum น่าจะหมายถึงสิ่งใดมากที่สุด?

  1. ทางเดินธรรมดาระหว่างห้อง
  2. ห้องที่เป็นส่วนตัวและได้รับการปกป้องแน่นหนาที่สุด
  3. ลานสาธารณะที่เปิดให้ผู้มาเยือนทุกคน
ดูคำตอบ

ห้องที่เป็นส่วนตัวและได้รับการปกป้องแน่นหนาที่สุด

each adventurer had to drink either a truth or lying potion. ไวยากรณ์

0:40

นักผจญภัยแต่ละคนต้องดื่มน้ำยาพูดความจริงหรือน้ำยาโกหกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไวยากรณ์

either ... or ...: เลือกหนึ่งอย่างจากสองทางเลือก

either ... or ... ใช้นำเสนอทางเลือกสองอย่าง ในกฎนี้ นักผจญภัยแต่ละคนต้องเลือกยาหนึ่งชนิดจากสองชนิด คือยาพูดความจริงหรือยาโกหก either เริ่มทางเลือกแรก และ or นำเข้าสู่ทางเลือกที่สอง ถ้อยคำในต้นฉบับถูกย่อให้กระชับ เพราะคำนามร่วม potion ปรากฏเพียงครั้งเดียวที่ท้ายวลี ในภาษาอังกฤษทั่วไป หากต้องการให้ชัดเจนขึ้น สามารถพูดว่า either a truth potion or a lying potion เพื่อให้ทางเลือกทั้งสองมีโครงสร้างขนานกัน

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง either ... or ... ให้สมบูรณ์: You may choose ____ the red badge ____ the blue badge.

ดูคำตอบ

either · or

Then, foolishly,

0:45

จากนั้น ด้วยความโง่เขลา

one picked up a cursed skull, กริยาวลี

0:46

มีคนหนึ่งหยิบหัวกะโหลกต้องคำสาปขึ้นมา

กริยาวลี

picked up: หยิบสิ่งของขึ้น ไม่ใช่เลือกสิ่งของ

picked up เป็นรูปอดีตของกริยาวลี pick up ในที่นี้หมายถึงหยิบกะโหลกจากจุดที่วางอยู่แล้วยกขึ้น ไม่ได้หมายถึงเลือกกะโหลกหนึ่งชิ้น ถ้ากรรมเป็นคำนาม จะใช้ pick up the skull หรือ pick the skull up ก็ได้ ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างคำกริยากับ up: pick it up

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่า Maya ยกโทรศัพท์ขึ้นจากโต๊ะ?

  1. Maya picked up the phone from the desk.
  2. Maya picked the phone she wanted from a catalog.
  3. Maya looked up the phone number at her desk.
ดูคำตอบ

Maya picked up the phone from the desk.

which immobilized all three adventurers' limbs for 10 minutes ไวยากรณ์

0:49

ซึ่งทำให้แขนขาของนักผจญภัยทั้งสามคนขยับไม่ได้เป็นเวลา 10 นาที

or until you physically interact with one of them. วลี

0:53

หรือจนกว่าคุณจะสัมผัสทางกายภาพกับคนใดคนหนึ่ง

ไวยากรณ์

for ... or until ...: ขีดจำกัดเวลาที่เป็นไปได้สองแบบ

โครงสร้าง for + ระยะเวลา or until + เหตุการณ์ ระบุจุดสิ้นสุดที่เป็นไปได้สองจุดสำหรับสถานะหรือผลเดียวกัน ในที่นี้ 10 minutes คือขีดจำกัดเวลา ส่วนการสัมผัสทางกายกับนักผจญภัยคนหนึ่งคือเหตุการณ์ที่อาจทำให้ผลของการขยับไม่ได้สิ้นสุดเร็วขึ้น ในกฎลักษณะนี้ ผลจะสิ้นสุดเมื่อถึงจุดใดจุดหนึ่งก่อน อนุประโยคหลัง until เป็นเงื่อนไขการสิ้นสุด ไม่ใช่การกระทำอีกอย่างที่เกิดพร้อมกับการขยับไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง for + ระยะเวลา or until + เหตุการณ์: Keep the bandage on ____ two hours ____ until it becomes wet.

ดูคำตอบ

for · or

วลี

physically interact with: สัมผัสหรือใช้งานจริงทางกายภาพ

physically interact with หมายถึงการสัมผัสโดยตรงในโลกจริงกับบุคคลหรือสิ่งของ เช่น แตะ จับ กด เคลื่อนย้าย หรือใช้งานสิ่งนั้น ในประโยคนี้ physically ตัดความหมายของการโต้ตอบที่มีเพียงการพูด การมอง หรือการส่งผลจากระยะไกลออกไป วลีนี้มีความหมายกว้างกว่า touch เพราะ touch อาจเป็นเพียงการแตะชั่วครู่ แต่การมีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพอาจรวมถึงการกระทำที่มากกว่านั้น เช่น หยิบสิ่งของหรือใช้อุปกรณ์ควบคุม

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะกับประโยคภาษาอังกฤษ “Maya physically interacted with the machine” มากที่สุด

  1. เธออ่านบทความเกี่ยวกับเครื่องนั้น
  2. เธอดูเครื่องนั้นผ่านวิดีโอ
  3. เธอใช้มือกดปุ่มบนเครื่อง
ดูคำตอบ

เธอใช้มือกดปุ่มบนเครื่อง

You rush to the scene,

0:57

คุณรีบไปที่เกิดเหตุ

bearing a magical ring that can render a cleric harmless โน้ต

0:59

พร้อมกับแหวนวิเศษที่สามารถทำให้นักบวชไร้พิษสงได้

การใช้คำ

bearing: ถือหรือมีบางสิ่งติดตัวในภาษาที่เป็นทางการ

bearing ในที่นี้เป็นรูป -ing ของ bear ซึ่งหมายถึง “ถือ สวม หรือมีบางสิ่งติดตัว” วลี bearing a magical ring บรรยายว่าบุคคลนั้นมีแหวนวิเศษอยู่กับตัว ไม่ได้ใช้ bear ในความหมายว่า “อดทน” การใช้แบบนี้มักทำให้คำบรรยายมีน้ำเสียงเป็นทางการ เชิงวรรณกรรม หรือเหมือนการเล่าเรื่อง บริบทจะบอกลักษณะที่แน่ชัด เช่น bearing a ring อาจหมายถึงพกหรือสวมแหวน ส่วน bearing a shield โดยทั่วไปหมายถึงถือหรือพกโล่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ bearing ในความหมายที่เป็นทางการเหมือนกับ “ถือหรือมีบางสิ่งติดตัว”

  1. The beam was bearing the weight of the roof.
  2. She was bearing the pain without complaint.
  3. The messenger arrived bearing a sealed letter.
ดูคำตอบ

The messenger arrived bearing a sealed letter.

วลี

render + กรรม + คำคุณศัพท์ ใน can render a cleric harmless

ใน can render a cleric harmless คำว่า render ใช้โครงสร้าง render + กรรม + คำคุณศัพท์ ซึ่งหมายถึง ‘ทำให้กรรมอยู่ในสภาพที่ระบุ’ a cleric เป็นกรรม และ harmless บอกสภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์ เนื่องจาก can เป็นกริยาช่วย render จึงคงอยู่ในรูปพื้นฐาน ในที่นี้ render หมายถึง ‘ทำให้กลายเป็น’ ไม่ใช่ ‘สร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์’

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ render: The flood ____ the basement unsafe.

ดูคำตอบ

rendered

and have no idea which adventurer is which. ไวยากรณ์

1:03

และไม่รู้เลยว่านักผจญภัยคนไหนเป็นคนไหน

ไวยากรณ์

have no idea which adventurer is which เพื่อบอกว่าไม่รู้ว่าใครหรือสิ่งใดตรงกับอะไร

have no idea + อนุประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย wh- หมายถึงผู้พูดไม่รู้คำตอบเลย ในประโยคนี้ อนุประโยค wh- ระบุชัดว่าสิ่งที่ไม่รู้นั้นคืออะไร which adventurer is which หมายถึงผู้พูดไม่สามารถจับคู่นักผจญภัยแต่ละคนกับตัวตน บทบาท หรือป้ายชื่อที่ถูกต้องได้ which ทั้งสองคำเป็นส่วนหนึ่งของคำถามเรื่องการจับคู่เดียวกัน หลัง have no idea ให้คงอนุประโยคซ้อนเป็น which adventurer is which และไม่เติม do หรือ does

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าผู้พูดไม่สามารถจับคู่กุญแจแต่ละดอกกับประตูที่มันเปิดได้

  1. I have no idea which key opens which door.
  2. I know exactly which key opens each door.
  3. I have no idea why the doors are open.
ดูคำตอบ

I have no idea which key opens which door.

Well,

1:07

เอาล่ะ

that's okay.

1:07

ไม่เป็นไร

The potions they drank will compel each to answer one question with either the truth or a lie. วลี

1:09

น้ำยาที่พวกเขาดื่มจะบังคับให้แต่ละคนตอบคำถามหนึ่งข้อด้วยความจริงหรือคำโกหก

วลี

compel someone to do something: บังคับให้ใครทำบางอย่าง

ใน will compel each to answer คำว่า compel ใช้โครงสร้าง compel + คน + to-infinitive และหมายถึง “บังคับให้ใครสักคนลงมือทำ” each เป็นคำสรรพนามที่หมายถึงแต่ละคนในกลุ่ม โดยเป็นกรรมของ compel ส่วน to answer ระบุการกระทำที่ถูกบังคับให้ทำ will แสดงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยาวิเศษจะทำให้ทุกคนแทบไม่มีทางเลือกเรื่องการตอบ จึงมีน้ำหนักแรงกว่าการขอหรือการสนับสนุนให้ใครตอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ compel: The court order will ____ the company to release the records.

ดูคำตอบ

compel

You demand,

1:16

คุณถามว่า

"Which one of you is the cleric?"

1:18

"ใครในพวกเจ้าคือนักบวช?"

Agan answers,

1:20

Agan ตอบว่า

"Beorn is not both a lying potion drinker and a cleric." ไวยากรณ์

1:22

"Beorn ไม่ได้เป็นทั้งคนที่ดื่มน้ำยาโกหกและเป็นนักบวช"

ไวยากรณ์

not both A and B: A และ B ไม่ได้เป็นจริงพร้อมกัน

not both A and B หมายความว่า A กับ B ไม่สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้ ในประโยคนี้ Beorn ไม่สามารถมีทั้งสองสถานะที่กล่าวมาพร้อมกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองสถานะไม่เป็นจริง อาจเป็นจริงเฉพาะ A เฉพาะ B หรือไม่เป็นจริงทั้งคู่ก็ได้ กรณีเดียวที่ถูกตัดออกคือ A และ B เป็นจริงพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: “Sam is not both a pilot and a doctor” จำเป็นต้องหมายความว่า Sam ไม่ได้เป็นทั้งนักบินและแพทย์

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ผิด

Beorn says,

1:27

Beorn พูดว่า

"Either Agan drank a lying potion or I am not a cleric." ไวยากรณ์

1:28

"ไม่ Agan ดื่มน้ำยาโกหก ฉันก็ไม่ได้เป็นนักบวช"

ไวยากรณ์

Either A or B: ทางเลือกแบบเลือกได้เพียงอย่างเดียวในโจทย์นี้

Either A or B เชื่อมข้อความสมบูรณ์สองข้อความให้เป็นทางเลือก โดย A คือข้อความ Agan drank a lying potion และ B คือข้อความ I am not a cleric ตามกติกาของโจทย์ตรรกะนี้ ทางเลือกทั้งสองเป็นแบบเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ A กับ B ต้องมีข้อความที่เป็นจริงเพียงข้อความเดียว ถ้า A เป็นจริง B ต้องเป็นเท็จ และในทางกลับกัน

แบบฝึกหัด

ตามการตีความแบบเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่ใช้ในโจทย์นี้ ให้ตัดสินข้อความต่อไปนี้: ถ้า A เป็นจริง B ต้องเป็นเท็จ

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

จริง

And Cedar replies,

1:32

และ Cedar ตอบกลับว่า

"The cleric drank a lying potion."

1:34

"นักบวชดื่มน้ำยาโกหก"

Quick,

1:36

เร็วเข้า

who is the cleric?

1:37

ใครคือนักบวช?

In order to find the cleric in this puzzle,

1:45

เพื่อค้นหานักบวชในปริศนานี้

originally crafted by master logician Raymond Smullyan, โน้ต

1:48

ซึ่งเดิมทีสร้างขึ้นโดยนักตรรกวิทยาชั้นครู Raymond Smullyan

วลี

originally crafted by: ระบุผู้สร้างหรือผู้ออกแบบคนแรก

Originally crafted by หมายถึง “สร้างหรือออกแบบขึ้นครั้งแรกโดย...” crafted เป็นคำกริยาช่องสามในโครงสร้างถูกกระทำ และ by ใช้บอกผู้รับผิดชอบ ส่วน originally ชี้ไปที่ฉบับหรือต้นกำเนิดแรกสุด ในที่นี้ crafted หมายถึงการออกแบบโจทย์ตรรกะอย่างประณีต ไม่ใช่การทำสิ่งของด้วยมือ วลีนี้ระบุว่าเรย์มอนด์ สมุลเลียนเป็นผู้ออกแบบโจทย์คนแรก

แบบฝึกหัด

ใช้ originally crafted by เติมประโยคให้สมบูรณ์: This puzzle was ____ a mathematics teacher.

ดูคำตอบ

originally crafted by

วัฒนธรรม

master logician Raymond Smullyan: ผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกะ

logician คือผู้ที่ศึกษาหรือใช้การให้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างเป็นระบบ ในที่นี้ master หมายถึง “มีความเชี่ยวชาญสูง” ดังนั้น master logician จึงแนะนำว่า Raymond Smullyan เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกะ ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเจ้าของใคร Raymond Smullyan มีชื่อเสียงจากปริศนาตรรกะ การระบุว่าเขาเป็นผู้สร้างปริศนานี้ช่วยบอกที่มา และส่งสัญญาณว่าโจทย์ต่อไปเป็นปริศนาตรรกะที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องเล่าธรรมดา

แบบฝึกหัด

master logician Raymond Smullyan สื่อข้อมูลอะไรในประโยคนี้?

  1. Raymond Smullyan เป็นเจ้าของผู้คนในปริศนา
  2. Raymond Smullyan กำลังได้รับการแนะนำว่าเป็นตัวละครหลักของปริศนา
  3. Raymond Smullyan เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกะที่มีฝีมือสูงและเป็นผู้สร้างปริศนานี้
ดูคำตอบ

Raymond Smullyan เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกะที่มีฝีมือสูงและเป็นผู้สร้างปริศนานี้

we'll need to also figure out who drank what. โน้ต

1:52

เราจำเป็นต้องหาด้วยว่าใครดื่มอะไร

กริยาวลี

figure out: หาคำตอบด้วยการคิดวิเคราะห์

figure out หมายถึงการหาคำตอบหรือเข้าใจบางสิ่งด้วยการคิด วิเคราะห์ หรือลองทำหลายวิธี ในที่นี้ต้องใช้เบาะแสเพื่อระบุว่าใครดื่มอะไร ไม่ได้หมายถึงการวาดรูปทรง เมื่อกรรมเป็นคำนาม วลีนี้จะอยู่ติดกันหรือแยกกันก็ได้ เช่น figure out the answer และ figure the answer out แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง เช่น figure it out ไม่ใช่ figure out it นอกจากนี้ยังตามด้วยอนุประโยคคำถามได้ เช่น figure out who drank what

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงชัดเจนที่สุดว่ามีคนหาคำตอบได้จากการคิดวิเคราะห์เบาะแส?

  1. Maya found out the meeting time from an email.
  2. After comparing every clue, Maya figured out the password.
  3. Maya wrote the password on a card.
ดูคำตอบ

After comparing every clue, Maya figured out the password.

ไวยากรณ์

who drank what: คำ wh สองคำในอนุประโยคแบบฝัง

ใน who drank what คำว่า who เป็นประธานของ drank ส่วน what เป็นกรรม ทั้งสองคำใช้ร่วมกันเพื่อถามว่าแต่ละคนดื่มอะไร อนุประโยคทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่หลัง figure out จึงเป็นอนุประโยค wh แบบฝัง ไม่ใช่คำถามที่แยกเป็นประโยคเดี่ยว ให้คงลำดับแบบสั้น who + คำกริยา + what และไม่เติม did เนื่องจาก who เป็นประธานอยู่แล้ว แม้แต่คำถามตรง Who drank what? ก็ไม่ใช้ did

แบบฝึกหัด

บรรณารักษ์ต้องจับคู่ผู้ยืมแต่ละคนกับสิ่งของที่ยืม ประโยคใดถามข้อมูลทั้งสองอย่าง?

  1. We need to find out what the books contain.
  2. We need to find out who borrowed what.
  3. We need to find out who borrowed the books.
ดูคำตอบ

We need to find out who borrowed what.

There are several paths to the solution, วลี

1:55

มีหลายวิธีในการเข้าถึงคำตอบ

วลี

several paths to the solution: หลายวิธีที่นำไปสู่คำตอบ

Several paths to the solution หมายถึงมีหลายวิธีที่สามารถนำไปสู่คำตอบได้ paths ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยนึกถึงวิธีต่าง ๆ ว่าเป็นเส้นทาง และนึกถึง solution ว่าเป็นจุดหมาย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ path to + คำนามหรือรูป -ing เช่น a path to success และ a path to solving the problem ในรูปแบบนี้ to เป็นคำบุพบท ดังนั้นถ้าตามด้วยคำกริยา คำกริยาจะใช้รูป -ing

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ paths ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อหมายถึงวิธีต่าง ๆ ในการไปถึงเป้าหมาย?

  1. There are several paths to reducing the school's energy use.
  2. There are several walking paths behind the school.
  3. The school has already reduced its energy use.
ดูคำตอบ

There are several paths to reducing the school's energy use.

but Cedar's statement is more straightforward than the other two. ไวยากรณ์

1:57

แต่คำกล่าวของ Cedar นั้นตรงไปตรงมากว่าอีกสองคน

ไวยากรณ์

more straightforward than: เปรียบเทียบว่าสิ่งใดตรงไปตรงมากกว่า

More straightforward than ใช้โครงสร้าง more + คำคุณศัพท์ + than เพื่อเปรียบเทียบสองฝ่าย ในที่นี้ straightforward หมายถึงชัดเจน ตรงไปตรงมา และไม่ซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจ ไม่ได้หมายถึงแค่ “ง่าย” วลีหลัง than ระบุสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ the other two หมายถึงคำกล่าวอีกสองคำกล่าวที่เหลืออยู่ ดังนั้นจึงเป็นการเปรียบเทียบคำกล่าวของ Cedar กับทั้งสองคำกล่าวนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย more straightforward than: The picture guide is ____ the long manual.

ดูคำตอบ

more straightforward than

So,

2:01

ดังนั้น

let's start there.

2:01

มาเริ่มกันที่จุดนั้น

If Cedar's telling the truth, ไวยากรณ์

2:03

หาก Cedar พูดความจริง

she can't be the cleric,

2:04

เธอไม่สามารถเป็นนักบวชได้

since then the cleric would also have to be a liar. ไวยากรณ์

2:06

เพราะถ้างั้นนักบวชก็ต้องเป็นคนโกหกด้วย

ไวยากรณ์

If Cedar's telling the truth: ตั้งข้อสมมติเพื่อทดสอบ

If Cedar's telling the truth ตั้งเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อพิจารณา ผู้พูดสมมติชั่วคราวว่า Cedar กำลังพูดความจริง แล้วจึงไล่ดูผลที่ตามมา โดย if ไม่ได้ยืนยันว่าเงื่อนไขนั้นเป็นจริงอยู่แล้ว ในที่นี้ Cedar's เป็นรูปย่อของ Cedar is ส่วน present progressive is telling เน้นสิ่งที่ Cedar กำลังพูดในสถานการณ์นี้ และ if-clause ทั้งหมดทำหน้าที่จัดลำดับการให้เหตุผลที่ตามมา

แบบฝึกหัด

ตัดสินการตีความต่อไปนี้: ใน "If Cedar's telling the truth, we should check the evidence," ผู้พูดยืนยันแล้วว่า Cedar กำลังพูดความจริง

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ผิด

ไวยากรณ์

would also have to: ความจำเป็นทางตรรกะภายใต้เงื่อนไข

ใน would also have to คำว่า would ทำให้ผลลัพธ์อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำลังพิจารณา have to แสดงว่าผลลัพธ์นั้นจำเป็นตามหลักเหตุผล และ also แสดงว่าเป็นข้อสรุปอีกข้อที่เพิ่มเข้ามา ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงหน้าที่ในอนาคต แต่หมายความว่า หากสมมติฐานก่อนหน้านี้เป็นจริง เหตุผลก็ทำให้ต้องสรุปว่านักบวชเป็นคนโกหกด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ would also have to เพื่อบอกข้อสรุปที่จำเป็นและขึ้นอยู่กับสมมติฐาน

  1. If the first clue were true, the blue door would also have to be locked.
  2. Workers must lock the blue door every night.
  3. The blue door will have to be locked tomorrow because the museum is closing.
ดูคำตอบ

If the first clue were true, the blue door would also have to be locked.

But if she's lying,

2:09

แต่ถ้าเธอโกหก

she also can't be the cleric

2:10

เธอก็เป็นนักบวชไม่ได้เช่นกัน

because then the cleric should have told the truth. ไวยากรณ์

2:12

เพราะถ้างั้นนักบวชควรจะพูดความจริง

ไวยากรณ์

should have told: การกระทำที่ควรเกิดขึ้นในอดีต

Should have told ใช้โครงสร้าง should have + กริยาช่องที่ 3 เพื่อย้อนประเมินการกระทำในอดีตที่ควรหรือถูกคาดหวังให้เกิดขึ้น told เป็นกริยาช่องที่ 3 ของ tell ในประโยคนี้ การให้เหตุผลบอกว่านักบวชควรพูดความจริงไปก่อนหน้านี้ แต่ผลที่คาดไว้นั้นไม่สอดคล้องกับหลักฐาน จึงเป็นการประเมินอดีต ไม่ใช่คำแนะนำว่าตอนนี้ควรทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย should have told เพื่อแสดงว่าการกระทำนั้นควรเกิดขึ้นในอดีตแต่ไม่ได้เกิดขึ้น: He ____ us about the change yesterday, but he stayed silent.

ดูคำตอบ

should have told

So,

2:15

ดังนั้น

the cleric must be Agan or Beorn. ไวยากรณ์

2:16

นักบวชต้องเป็น Agan หรือ Beorn

ไวยากรณ์

the cleric must be: ข้อสรุปที่มั่นใจจากหลักฐาน

ในประโยคนี้ the cleric must be หมายถึงหลักฐานที่มีทำให้ผู้พูดสรุปอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตัวตนของนักบวชว่า คนที่เป็นไปได้มีเพียง Agan หรือ Beorn เท่านั้น must ในที่นี้แสดงความมั่นใจเชิงเหตุผล ไม่ใช่หน้าที่หรือข้อบังคับ ส่วน be เชื่อมบุคคลเข้ากับตัวตน ไม่ได้หมายถึง “กลายเป็น” โดยทั่วไป เมื่อมีเบาะแสรองรับ สามารถใช้ must be + คำนามหรือคำคุณศัพท์เพื่ออนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตัวตนหรือสภาพได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ must be เพื่อสรุปอย่างมั่นใจจากหลักฐาน?

  1. The lights are off, so everyone must be asleep.
  2. You must be quiet in the library.
  3. All visitors must be over eighteen.
ดูคำตอบ

The lights are off, so everyone must be asleep.

Let's assume that Cedar is telling the truth, วลี

2:19

สมมติว่า Cedar พูดความจริง

วลี

Let's assume that: การเสนอสมมติฐานชั่วคราว

Let's assume that ใช้เสนอเงื่อนไขตั้งต้นชั่วคราวที่ผู้พูดและผู้ฟังจะนำไปใช้คิดต่อ โครงสร้างคือ Let's assume that + อนุประโยคที่สมบูรณ์ สิ่งที่สมมติยังไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง เราสามารถตรวจดูผลที่ตามมา แล้วจึงตัดสินใจว่าจะคงหรือปฏิเสธสมมติฐานนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้ Let's assume that เติมขั้นตอนการให้เหตุผลนี้ให้สมบูรณ์: ____ the battery is dead, and then check whether replacing it solves the problem.

ดูคำตอบ

Let's assume that

meaning the cleric is lying. ลำดับความ

2:22

หมายความว่านักบวชกำลังโกหก

ลำดับความ

meaning ...: เชื่อมข้อความเข้ากับข้อสรุปโดยตรง

ใน meaning the cleric is lying คำว่า meaning ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อความก่อนหน้าและบอกข้อสรุปโดยตรง ถ้าข้อความก่อนหน้าเป็นจริง นักบวชก็กำลังโกหกอยู่ รูปแบบ statement, meaning + clause เป็นรูปที่กระชับของ statement, which means (that) + clause ในที่นี้ meaning เป็นรูปกริยาที่ใช้จัดลำดับเหตุผล ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “ความหมาย”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมหนึ่งคำจากบทเรียนนี้ที่มีความหมายว่า "which means that": The road is flooded, ____ the bus cannot get through.

ดูคำตอบ

meaning

If Agan is also telling the truth,

2:25

หาก Agan พูดความจริงด้วย

Beorn must be the lying cleric by the process of elimination. วลี

2:28

Beorn จะต้องเป็นนักบวชที่พูดโกหกโดยการตัดตัวเลือก

วลี

by the process of elimination: หาคำตอบด้วยการตัดตัวเลือกอื่นออก

By the process of elimination หมายถึงการหาข้อสรุปด้วยการตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ออกไปจนเหลือเพียงตัวเลือกเดียว ในประโยคนี้ ผู้ต้องสงสัยคนอื่นถูกตัดออกแล้ว ดังนั้นเบออร์นจึงต้องเป็นนักบวชที่โกหกอยู่ by ในที่นี้ใช้บอกวิธีที่นำไปสู่ข้อสรุป วลีนี้เป็นชื่อวิธีใช้เหตุผล ไม่ใช่กระบวนการทางธุรการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษห้าคำจากบทเรียนนี้ที่ใช้เรียกวิธีตัดตัวเลือกอื่นออก: After checking the other three boxes, Luis chose the last one ____.

ดูคำตอบ

by the process of elimination

But Agan's statement contradicts this by saying that Beorn can't be both lying and a cleric, การใช้คำ

2:32

แต่คำพูดของ Agan ขัดแย้งกับสิ่งนี้โดยบอกว่า Beorn ไม่สามารถเป็นทั้งคนโกหกและนักบวช

การใช้คำ

statement contradicts this: ความขัดแย้งทางตรรกะ

ใน statement contradicts this คำว่า statement เป็นประธาน contradicts เป็นสกรรมกริยา และ this เป็นกรรม ในที่นี้ this ย้อนกลับไปหมายถึงข้อสรุปก่อนหน้าว่า Beorn ต้องเป็นนักบวชที่กำลังโกหก การบอกว่าข้อความหนึ่ง contradicts อีกข้อความหนึ่ง หมายความว่าทั้งสองข้อความไม่อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ A contradicts B และไม่เติม with หลัง contradict

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าหลักฐานใหม่กับข้อสรุปเดิมไม่อาจเป็นจริงพร้อมกันได้

  1. The new evidence contradicts the original conclusion.
  2. The new evidence agrees with the original conclusion.
  3. The researcher disagrees with the original conclusion.
ดูคำตอบ

The new evidence contradicts the original conclusion.

leaving no possible cleric. ไวยากรณ์

2:39

ทำให้ไม่มีใครสามารถเป็นนักบวชได้

ไวยากรณ์

leaving no possible cleric: วลี -ing ที่บอกผลลัพธ์

leaving no possible cleric เป็นวลีคำกริยารูป -ing ที่บอกผลจากสถานการณ์ก่อนหน้า หมายความว่าสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ทำให้ไม่เหลือใครที่อาจเป็นนักบวชได้ โดย leaving ไม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนเดินจากไป รูปแบบที่นำไปใช้ได้คืออนุประโยคที่สมบูรณ์ ตามด้วยจุลภาคและ leaving + วลีบอกผล รูปแบบนี้ช่วยบอกอย่างกระชับว่าสถานการณ์แรกทำให้เกิดผลอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ leave เพื่อบอกผลลัพธ์: The last bus was canceled, ____ us no way to get home.

ดูคำตอบ

leaving

If,

2:42

หาก

on the other hand, ลำดับความ

2:42

ในทางกลับกัน

ลำดับความ

on the other hand: นำเสนออีกด้านที่ขัดแย้งกัน

On the other hand เป็นคำเชื่อมที่พาเนื้อหาจากด้านหนึ่งของคำถาม ตัวเลือก หรือกรณีสมมติ ไปสู่อีกด้านที่ขัดแย้งกัน คำนี้บอกผู้ฟังให้นำข้อมูลถัดไปไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า ในประโยคนี้ คำดังกล่าวเปลี่ยนไปกล่าวถึงอีกกรณีหนึ่งที่ขัดแย้งกันในคำอธิบาย hand ไม่ได้หมายถึงมือจริง ๆ แต่ทั้งวลีมีความหมายโดยประมาณว่าเมื่อมองจากมุมที่ตรงข้ามกัน

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดสำหรับนำเสนออีกด้านที่ขัดแย้งกัน: Working from home saves commuting time. ____ it can sometimes feel isolating.

  1. In other words,
  2. On the other hand,
  3. For example,
ดูคำตอบ

On the other hand,

Agan is lying,

2:43

Agan กำลังโกหก

then her statement means Beorn is a lying cleric.

2:45

คำพูดของเธอจะหมายความว่า Beorn เป็นนักบวชที่พูดโกหก

Now,

2:50

ตอนนี้

we need to look at Bjorn's sentence, กริยาวลี

2:50

เราต้องมาดูที่ประโยคของ Beorn

and this is where things get tricky, วลี

2:52

และนี่คือจุดที่สิ่งต่างๆ เริ่มซับซ้อน

กริยาวลี

we need to look at: แสดงว่าการวิเคราะห์เป็นสิ่งจำเป็น

ในโครงสร้าง we need to look at + คำนาม คำว่า look at หมายถึงตรวจสอบหรือพิจารณา ไม่ใช่เพียงหันสายตาไปมองบางสิ่ง เนื่องจากกรรมคือ Bjorn's sentence และผู้พูดบอกว่าเรื่องเริ่มซับซ้อน วลีนี้จึงสื่อว่าต้องวิเคราะห์ถ้อยคำหรือตรรกะของประโยค We need to ทำให้การวิเคราะห์นี้เป็นขั้นตอนถัดไปที่จำเป็น ส่วน we ชวนผู้ฟังเข้ามาร่วมกระบวนการคิด โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับสิ่งต่าง ๆ เช่น ปัญหา หลักฐาน ข้อมูล หรือตัวเลือกได้

แบบฝึกหัด

รายงานเปิดอยู่แล้ว ประโยคใดบอกว่าขั้นตอนถัดไปที่จำเป็นคือการตรวจสอบรายงานอย่างละเอียด?

  1. We need to look at the report.
  2. We only need to glance at the report.
  3. We need to look for the report.
ดูคำตอบ

We need to look at the report.

วลี

this is where things get tricky: ระบุช่วงที่เริ่มยาก

ใน this is where things get tricky คำว่า where หมายถึงช่วงหนึ่งของคำอธิบายหรือกระบวนการ ไม่ใช่สถานที่จริง สำนวนนี้หมายความว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ เรื่องต่าง ๆ เริ่มซับซ้อน ตัดสินได้ยาก หรือผิดพลาดได้ง่าย ผู้พูดใช้สำนวนนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าช่วงถัดไปต้องตั้งใจเป็นพิเศษ โครงสร้าง This is where + อนุประโยค ก็สามารถใช้ระบุจุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือขั้นตอนสำคัญได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเตือนอย่างเป็นธรรมชาติว่ากระบวนการกำลังเริ่มยากขึ้น

  1. This is where we parked the car.
  2. This is why the problem disappeared.
  3. The first two steps are easy, but this is where things get tricky.
ดูคำตอบ

The first two steps are easy, but this is where things get tricky.

because the way it's structured, ไวยากรณ์

2:55

เพราะด้วยโครงสร้างของประโยค

it can be confusing understanding what a lie would be. ไวยากรณ์

2:56

มันอาจทำให้สับสนในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือคำโกหก

ไวยากรณ์

because the way it's structured: ใช้ the way + อนุประโยค เพื่อบอกวิธี

ใน the way it's structured คำว่า the way หมายถึง «วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้นหรือถูกทำ» ส่วน it's structured เป็นอนุประโยคที่อธิบายวิธีนั้น ทั้งวลีจึงหมายถึง «วิธีที่สิ่งนั้นถูกจัดหรือประกอบขึ้น» ที่ต้นประโยคพูดนี้ because แสดงว่าการจัดโครงสร้างดังกล่าวเป็นสาเหตุของความสับสน ในงานเขียนภาษาอังกฤษมาตรฐานที่รอบคอบ ควรใช้ because of the way it's structured เพราะ the way it's structured เป็นนามวลี ไม่ใช่อนุประโยคบอกเหตุผลที่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the way + อนุประโยค อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อหมายถึง «วิธีที่บางสิ่งเกิดขึ้นหรือถูกทำ»

  1. I like the way does this guide explain the rules.
  2. I like the way this guide explains the rules.
  3. I like the way how this guide explains the rules.
ดูคำตอบ

I like the way this guide explains the rules.

ไวยากรณ์

what a lie would be: ลำดับคำในอนุประโยคคำถาม wh แบบฝัง

ในที่นี้ what a lie would be เป็นอนุประโยคคำถาม wh แบบฝังที่ตามหลัง understanding โดยระบุเนื้อหาที่เข้าใจได้ยากว่า ในสถานการณ์ที่กำลังพูดถึงนั้นอะไรจะนับว่าเป็นคำโกหก would แสดงว่าคำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเหล่านั้น เนื่องจากคำถามนี้ฝังอยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what + ประธาน + would be ส่วนลำดับคำแบบคำถามตรง What would a lie be? ใช้หลัง understanding ไม่ได้

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้อนุประโยคคำถาม wh แบบฝังได้ถูกต้อง

  1. We need to decide what the backup plan be would.
  2. We need to decide what the backup plan would be.
  3. We need to decide what would the backup plan be.
ดูคำตอบ

We need to decide what the backup plan would be.

So,

3:00

ดังนั้น

let's simplify.

3:01

เรามาทำให้มันง่ายขึ้น

Beorn stated two facts and said that exactly one of them is true. การใช้คำ

3:02

Beorn ระบุข้อเท็จจริงสองประการและบอกว่ามีเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่เป็นความจริง

การใช้คำ

exactly one of them is true: จำนวนที่ต้องเป็นหนึ่งพอดี

Exactly one of them is true หมายความว่าจากข้อเท็จจริงสองข้อ มีหนึ่งข้อและเพียงหนึ่งข้อเท่านั้นที่เป็นจริง them หมายถึงข้อเท็จจริงสองข้อที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หากทั้งสองข้อไม่เป็นจริง หรือทั้งสองข้อเป็นจริง ก็ไม่ตรงตามเงื่อนไข ในข้อความเกี่ยวกับตรรกะและกฎ exactly กำหนดจำนวนให้เป็นหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่ได้หมายถึงประมาณหนึ่ง อย่างน้อยหนึ่ง หรือไม่เกินหนึ่ง

แบบฝึกหัด

โจทย์ตรรกะระบุว่า "Exactly one of the three statements is true." สถานการณ์ใดตรงตามกฎนี้

  1. มีเพียงข้อความที่ 2 ที่เป็นจริง
  2. ข้อความทั้งสามข้อไม่เป็นจริง
  3. ข้อความที่ 1 และ 2 เป็นจริง
ดูคำตอบ

มีเพียงข้อความที่ 2 ที่เป็นจริง

So,

3:07

ดังนั้น

if Beorn is telling the truth,

3:08

หาก Beorn พูดความจริง

it could be that one is true and two is false ไวยากรณ์

3:10

อาจเป็นไปได้ว่าข้อหนึ่งเป็นจริงและข้อสองเป็นเท็จ

ไวยากรณ์

การใช้ it could be that เพื่อเสนอความเป็นไปได้

โครงสร้าง it could be that + อนุประโยคใช้เสนอเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นไปได้ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวเปิดแขนงหนึ่งของการให้เหตุผลว่า ถ้า Beorn พูดความจริง ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งคือข้อหนึ่งเป็นจริงและข้อสองเป็นเท็จ could ในโครงสร้างนี้แสดงความไม่แน่ใจหรือความเป็นไปได้ ไม่ได้แสดงความสามารถ ผู้พูดกำลังพิจารณากรณีหนึ่ง ไม่ได้ยืนยันว่าเกิดขึ้นแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อเสนอคำอธิบายที่ยังไม่แน่นอน: The office is dark; ____ everyone has gone home.

ดูคำตอบ

it could be that

or one is false and two is true.

3:13

หรือข้อหนึ่งเป็นเท็จและข้อสองเป็นจริง

And if Beorn is lying,

3:17

และหาก Beorn กำลังโกหก

it means that one and two are both true or both false. ไวยากรณ์

3:19

นั่นหมายความว่าข้อหนึ่งและข้อสองเป็นจริงทั้งคู่หรือเป็นเท็จทั้งคู่

ไวยากรณ์

one and two are both true or both false: ค่าความจริงตรงกัน

คำว่า one and two ทำหน้าที่เป็นประธานร่วมซึ่งหมายถึงข้อความสองข้อที่มีหมายเลขกำกับ ใน both true คำว่า both หมายความว่าทั้งข้อหนึ่งและข้อสองเป็นจริง ส่วนใน both false หมายความว่าทั้งสองข้อเป็นเท็จ เมื่อเชื่อมสองส่วนด้วย or โครงสร้างนี้หมายความว่าข้อความทั้งสองมีค่าความจริงตรงกัน โดยเป็นจริง/จริงหรือเท็จ/เท็จ แต่ไม่รวมกรณีที่ข้อหนึ่งจริงและอีกข้อหนึ่งเท็จ

แบบฝึกหัด

"The two claims are both true or both false" หมายความว่าอย่างไร?

  1. มีเพียงข้อความข้อหนึ่งเท่านั้นที่เป็นจริงได้
  2. มีข้อความที่เป็นจริงเพียงหนึ่งข้อพอดี
  3. ทั้งสองมีค่าความจริงเหมือนกัน
ดูคำตอบ

ทั้งสองมีค่าความจริงเหมือนกัน

This is equivalent to the XOR โน้ต

3:23

สิ่งนี้เทียบเท่ากับฟังก์ชัน XOR

or exclusive OR function in Boolean algebra,

3:25

หรือฟังก์ชัน exclusive OR ในพีชคณิตบูลีน

วลี

is equivalent to: แสดงผลลัพธ์หรือหน้าที่ที่เหมือนกัน

Be equivalent to หมายถึง “มีค่า ความหมาย ผลลัพธ์ หรือหน้าที่เหมือนกันภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง” ในประโยคนี้ กฎที่กล่าวไว้ก่อนหน้าและ XOR ให้ผลทางตรรกะเหมือนกัน ไม่ใช่แค่คล้ายกัน โครงสร้างคือ A is equivalent to B โดยใช้บุพบท to และคำนามหรือรูป -ing ที่ตามมาจะระบุสิ่งที่มีผลหรือให้ผลลัพธ์เหมือนกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุได้ถูกต้องว่ากฎสองข้อนี้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันเสมอ

  1. Rule A is equivalent with Rule B.
  2. Rule A is similar to Rule B.
  3. Rule A is equivalent to Rule B.
ดูคำตอบ

Rule A is equivalent to Rule B.

วัฒนธรรม

XOR หรือ exclusive OR ในพีชคณิตบูลีน

XOR ย่อมาจาก exclusive OR หรือ “OR แบบเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” เมื่อมีอินพุตสองค่าที่เป็นจริงหรือเท็จ XOR จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีอินพุตจริงเพียงหนึ่งค่าเท่านั้น ถ้าทั้งคู่เป็นจริงหรือทั้งคู่เป็นเท็จ ผลลัพธ์จะเป็นเท็จ พีชคณิตบูลีนเป็นระบบที่ใช้จัดการค่าทางตรรกะ เช่น จริงและเท็จ ในที่นี้ชื่อ XOR เป็นคำศัพท์ทางเทคนิคสำหรับกฎ “อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”

แบบฝึกหัด

XOR จะเป็นจริงเมื่อใดสำหรับอินพุตบูลีนสองค่า

  1. อินพุตทั้งสองเป็นจริง
  2. อินพุตสองค่ามีเพียงค่าเดียวที่เป็นจริง
  3. มีอินพุตอย่างน้อยหนึ่งค่าที่เป็นจริง รวมถึงกรณีที่ทั้งคู่เป็นจริง
ดูคำตอบ

อินพุตสองค่ามีเพียงค่าเดียวที่เป็นจริง

a branch of mathematics that deals with logical operations. วลี

3:29

ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางตรรกะ

วลี

deals with logical operations: การบอกหัวข้อที่กล่าวถึง

ในคำนิยามนี้ deals with หมายถึง “ศึกษา เกี่ยวข้องกับ หรือว่าด้วย” ประธานคือ a branch of mathematics ดังนั้นวลีนี้จึงบอกหัวข้อที่สาขานี้ศึกษา คือ logical operations ไม่ได้หมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์กันตามตัวอักษร รูปแบบ a field, book, or course + deals with + topic ใช้บอกว่าสาขา หนังสือ หรือหลักสูตรครอบคลุมหัวข้อใด แต่เมื่อประธานเป็นคนและกรรมเป็นปัญหา deal with มักหมายถึง “จัดการ”

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่หมายถึง “กล่าวถึงเป็นหัวข้อ” ให้สมบูรณ์: This textbook ____ the history of space travel.

ดูคำตอบ

deals with

Boolean algebra is the underpinning of the electronic logic gates that allow computers to function โน้ต

3:33

พีชคณิตบูลีนเป็นรากฐานของลอจิกเกตอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้

การใช้คำ

the underpinning of: รากฐานสำคัญที่ค้ำจุนสิ่งหนึ่ง

ในประโยคนี้ the underpinning of หมายถึง “รากฐานสำคัญที่ค้ำจุนบางสิ่ง” พีชคณิตบูลีนให้แนวคิดที่ลอจิกเกตอิเล็กทรอนิกส์ต้องพึ่งพา ไม่ใช่ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ที่มองเห็นได้ Underpinning เป็นคำเปรียบเทียบที่มาจากการค้ำจุนทางกายภาพ เมื่อใช้ในความหมายเชิงนามธรรม คำนี้หมายถึงหลักการ ทฤษฎี หรือเงื่อนไขที่ทำให้ระบบที่ใหญ่กว่าสามารถเกิดขึ้นได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “รากฐานสำคัญของ” ให้สมบูรณ์: Honesty is ____ a strong friendship.

ดูคำตอบ

the underpinning of

วัฒนธรรม

ลอจิกเกตอิเล็กทรอนิกส์: ฮาร์ดแวร์สำหรับการดำเนินการทางตรรกะ

ลอจิกเกตอิเล็กทรอนิกส์เป็นชิ้นส่วนวงจรที่ทำการดำเนินการทางตรรกะพื้นฐาน เกตอย่าง AND, OR และ NOT รับข้อมูลเข้าแบบไบนารีแล้วสร้างผลลัพธ์ตามกฎ ในที่นี้ gates เป็นศัพท์ทางเทคนิคด้านฮาร์ดแวร์ ไม่ได้หมายถึงประตูทั่วไป พีชคณิตบูลีนกำหนดกฎ และวงจรจริงนำกฎเหล่านั้นไปทำงานเพื่อช่วยให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ electronic logic gates คืออะไร?

  1. ประตูที่ควบคุมการเข้าออกห้องคอมพิวเตอร์
  2. โปรแกรมที่แสดงตารางเลขฐานสอง
  3. ส่วนประกอบวงจรที่ทำการดำเนินการทางตรรกะ
ดูคำตอบ

ส่วนประกอบวงจรที่ทำการดำเนินการทางตรรกะ

using ones and zeros instead of true and false. วัฒนธรรม

3:39

โดยใช้เลขหนึ่งและศูนย์แทนค่าจริงและเท็จ

วัฒนธรรม

using ones and zeros instead of true and false: ใช้ 1 และ 0 แทนค่าจริงและเท็จ

ในตรรกะไบนารี ones and zeros หมายถึงเลขฐานสองสองตัว คือ 1 และ 0 ซึ่งใช้แทนสถานะทางตรรกะสองสถานะ โดยตามข้อตกลงทั่วไป 1 ตรงกับ true และ 0 ตรงกับ false โครงสร้าง using A instead of B หมายถึงใช้ A เป็นสิ่งแทน B ความแตกต่างระหว่างจริงกับเท็จยังเหมือนเดิม มีเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

using ones and zeros instead of true and false บอกอะไรเกี่ยวกับตรรกะไบนารี?

  1. ตรรกะไบนารีใช้ 1 และ 0 แทนค่าจริงและเท็จ
  2. ตรรกะไบนารีถือว่าทุกข้อความเป็นเท็จ
  3. ตรรกะไบนารีแทนที่กฎทางตรรกะด้วยตัวเลขสุ่ม
ดูคำตอบ

ตรรกะไบนารีใช้ 1 และ 0 แทนค่าจริงและเท็จ

So,

3:43

ดังนั้น

now let's assess Beorn's statement based on what we know.

3:44

ตอนนี้เรามาประเมินคำพูดของ Beorn จากสิ่งที่เรารู้กันเถอะ

We're assuming that Agan is a liar,

3:48

เราสมมติว่า Agan เป็นคนโกหก

making one true and two false ไวยากรณ์

3:50

ทำให้ข้อหนึ่งเป็นจริงและข้อสองเป็นเท็จ

because Beorn would be the cleric.

3:53

เพราะ Beorn จะต้องเป็นนักบวช

ไวยากรณ์

making one true and two false: อนุประโยค -ing ที่บอกผล

Making one true and two false เป็นอนุประโยครูป -ing ที่บอกผลจากสมมติฐานก่อนหน้า สมมติฐานนั้นทำให้ข้อความข้อหนึ่งเป็นจริงและข้อสองเป็นเท็จ ในที่นี้ making หมายถึงทำให้เกิดสภาพหรือผลบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงสร้างสิ่งของ โครงสร้างคือ make + กรรม + ส่วนเติมเต็มที่เป็นคำคุณศัพท์ เช่น make one true และ make two false การใช้ making เชื่อมผลนี้เข้ากับเหตุผลก่อนหน้าโดยตรง โดยไม่ต้องเริ่มประโยคสมบูรณ์ใหม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ making เพื่อบอกผลได้อย่างถูกต้อง

  1. The new evidence matched Sam's account, making his story believe.
  2. The new evidence matched Sam's account, making his story believably.
  3. The new evidence matched Sam's account, making his story believable.
ดูคำตอบ

The new evidence matched Sam's account, making his story believable.

But in that case,

3:56

แต่ในกรณีนั้น

Beorn would be telling the truth,

3:57

Beorn จะเป็นการพูดความจริง

which contradicts the idea that the cleric is a liar.

3:59

ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดที่ว่านักบวชคือคนโกหก

In other words, ลำดับความ

4:02

พูดอีกอย่างก็คือ

ลำดับความ

In other words: สัญญาณของการกล่าวใหม่

In other words เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะกล่าวแนวคิดก่อนหน้าอีกครั้งด้วยวิธีที่ชัดเจน ง่าย หรือใช้คำตรงกว่าเดิม สำนวนนี้ช่วยจัดระเบียบความเข้าใจของผู้ฟัง ไม่ได้ใช้เพื่อประกาศข้อเท็จจริงใหม่ โดยทั่วไปจะอยู่หน้าข้อความที่กล่าวใหม่และตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค: In other words, + แนวคิดที่กล่าวใหม่

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่แสดงว่าประโยคที่สองกล่าวซ้ำความหมายของประโยคแรกด้วยถ้อยคำใหม่: The fee is nonrefundable. ____ You cannot get the money back.

  1. In other words,
  2. As a result,
  3. For example,
ดูคำตอบ

In other words,

if Cedar is telling the truth,

4:04

หาก Cedar พูดความจริง

Agan can't be telling the truth or lying.

4:06

Agan ไม่สามารถพูดความจริงหรือโกหกได้เลย

Therefore,

4:09

ดังนั้น

Cedar must be lying,

4:10

Cedar จะต้องกำลังโกหก

so the cleric is telling the truth.

4:12

นักบวชจึงเป็นคนที่กำลังพูดความจริง

So,

4:15

ดังนั้น

again,

4:15

เอาล่ะ

let's consider the possibilities for Agan. วลี

4:16

ลองพิจารณาความเป็นไปได้สำหรับ Agan กันเถอะ

วลี

let's consider the possibilities: ชวนกันวิเคราะห์ความเป็นไปได้

Let's + คำกริยารูปพื้นฐานใช้ชวนผู้ฟังให้ทำสิ่งต่อไปร่วมกับผู้พูด ในที่นี้ let's consider นำทุกคนเข้าสู่ขั้นตอนการวิเคราะห์ร่วมกัน Consider the possibilities หมายถึงการพิจารณาผลลัพธ์หรือกรณีต่าง ๆ ที่อาจใช้ได้ ในที่นี้ consider หมายถึง “คิดอย่างรอบคอบ” ไม่ใช่ “เอาใจใส่ผู้อื่น”

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนเป้าหมายเพื่อชวนทุกคนพิจารณาตัวเลือกทั้งหมด: ____ before we choose a plan.

ดูคำตอบ

Let's consider the possibilities

She can't be lying

4:19

เธอไม่สามารถโกหกได้

because then Beorn would be a lying cleric,

4:20

เพราะนั่นจะทำให้ Beorn กลายเป็นนักบวชที่พูดโกหก

which we know isn't possible.

4:23

ซึ่งเรารู้ว่าเป็นไปไม่ได้

So,

4:25

ดังนั้น

Agan must be telling the truth,

4:26

Agan ต้องพูดความจริง

and we're back to our truth table for Beorn. วลี

4:28

และเราจะกลับไปที่ตารางค่าความจริงของ Beorn

วลี

we're back to our truth table: กลับสู่กรอบการวิเคราะห์ก่อนหน้า

We're back to ... บอกว่ากลับมาสู่สิ่งที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ในที่นี้เป็นการกลับมาในกระบวนการให้เหตุผล ผู้พูดนำตารางค่าความจริงกลับมาใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ปัจจุบันอีกครั้ง ไม่ได้เคลื่อนที่ไปยังสถานที่ใดจริง ๆ ตารางค่าความจริงแสดงชุดค่าจริงและเท็จในรูปแบบต่าง ๆ ส่วน for Beorn ระบุว่าตารางนี้กำลังใช้วิเคราะห์กรณีของใคร

แบบฝึกหัด

"we're back to" แสดงความหมายใดในประโยคนี้: "After checking the new evidence, we're back to the original theory."

  1. ผู้พูดย้ายไปยังสถานที่อื่น
  2. การให้เหตุผลกลับมาสู่แนวคิดก่อนหน้านี้
  3. แนวคิดก่อนหน้านี้ถูกปฏิเสธอย่างถาวร
ดูคำตอบ

การให้เหตุผลกลับมาสู่แนวคิดก่อนหน้านี้

Statement one is false,

4:32

ข้อความที่หนึ่งเป็นเท็จ

and if the second were false, ไวยากรณ์

4:34

และถ้าข้อที่สองเป็นเท็จด้วย

ไวยากรณ์

if the second were false: ใช้ were เพื่อวางเงื่อนไขสมมติ

ใน if the second were false คำว่า the second หมายถึงข้อความหรือข้ออ้างลำดับที่สองที่กล่าวถึงก่อนหน้า อนุประโยค if ตั้งสมมติฐานชั่วคราวว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้พูดใช้สมมติฐานนี้เป็นฐานในการให้เหตุผลต่อไป were เป็นรูป irrealis หรือ subjunctive ของ be แม้ the second เป็นเอกพจน์ ก็ยังใช้ were เพื่อแสดงว่าเป็นเงื่อนไขสมมติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ if + ประธาน + were + ส่วนเติมเต็ม และมักตามด้วยผลลัพธ์ที่ใช้ would

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอว่ารายงานเป็นเท็จในฐานะข้อสมมติได้ชัดเจนที่สุด

  1. If the report were false, the investigators would reconsider the case.
  2. If the report is false, the investigators will reconsider the case.
  3. If the report was false, the investigators made a serious mistake.
ดูคำตอบ

If the report were false, the investigators would reconsider the case.

Beorn would be a lying cleric,

4:35

Beorn จะเป็นนักบวชที่พูดโกหก

again,

4:37

อีกครั้ง

impossible.

4:38

เป็นไปไม่ได้

So,

4:39

ดังนั้น

statement two is true,

4:39

ข้อความที่สองจึงเป็นความจริง

making both Agan and Beorn truth-tellers ไวยากรณ์

4:41

ทำให้ทั้ง Agan และ Beorn เป็นคนพูดความจริง

ไวยากรณ์

making both Agan and Beorn truth-tellers ในฐานะอนุประโยคบอกผล

ในที่นี้ making นำหน้าอนุประโยคกริยารูป -ing ที่บอกผลจากการให้เหตุผลก่อนหน้า ในบริบทนี้หมายความว่าข้อสรุปก่อนหน้าทำให้ทั้งสองคนถูกจัดเป็น truth-tellers หรือคนพูดความจริง ไม่ได้หมายถึงการสร้างคนขึ้นมาจริง ๆ รูปแบบคือ อนุประโยคหลัก + making + กรรม + ส่วนเติมเต็มกรรม โดย both Agan and Beorn เป็นกรรมของ making และ truth-tellers เป็นส่วนเติมเต็มกรรมที่บอกว่าทั้งสองคนถูกจัดอยู่ในกลุ่มใด โครงสร้างนี้ใช้เชื่อมผลลัพธ์เข้ากับใจความก่อนหน้าทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ making + กรรม + ส่วนเติมเต็ม เพื่อบอกผลจากอนุประโยคแรก

  1. Making both Ana and Leo winners was the judges' plan.
  2. The final scores were tied, making both Ana and Leo winners.
  3. Both Ana and Leo practiced before the final scores were tied.
ดูคำตอบ

The final scores were tied, making both Ana and Leo winners.

and Agan the cleric.

4:44

และ Agan คือนักบวช

You slide the ring onto her finger, วลี

4:47

คุณสวมแหวนที่นิ้วของเธอ

วลี

slide the ring onto her finger: เลื่อนอย่างนุ่มนวลจนเข้าที่

ในที่นี้ slide the ring onto her finger หมายถึงเลื่อนแหวนไปตามนิ้วของเธออย่างนุ่มนวลจนเข้าที่ คำว่า slide แสดงภาพการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนกว่าคำทั่วไปอย่าง put โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ slide + กรรม + onto + จุดหมาย onto แสดงการเคลื่อนไปยังพื้นผิวหรือตำแหน่ง ไม่ได้บอกเพียงว่าสิ่งของอยู่ที่ไหนอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าเลื่อนสร้อยข้อมืออย่างนุ่มนวลจนสวมเข้าที่บนข้อมือของเธอ?

  1. The bracelet was on her wrist.
  2. She slid the bracelet onto her wrist.
  3. She slid the bracelet into her wrist.
ดูคำตอบ

She slid the bracelet onto her wrist.

polymorph all three into skeletal mice, วัฒนธรรม

4:49

เปลี่ยนพวกเขาทั้งสามคนให้กลายเป็นหนูโครงกระดูก

วัฒนธรรม

polymorph all three into skeletal mice: การแปลงร่างด้วยเวทมนตร์

ในภาษาของเรื่องแฟนตาซีและเกมสวมบทบาท polymorph เป็นคำกริยาที่หมายถึงใช้เวทมนตร์เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตให้เป็นอีกร่างหนึ่ง โครงสร้างคือ polymorph + กรรม + into + ร่างใหม่ ส่วน all three หมายถึงสมาชิกทั้งสามรายได้รับผลทั้งหมด ในที่นี้ skeletal mice คือหนูในร่างโครงกระดูกแบบอันเดด จึงเพิ่มบรรยากาศของเวทมนตร์ปลุกศพ ประเด็นสำคัญคือ polymorph แสดงการแปลงร่างด้วยเวทมนตร์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงธรรมดาในชีวิตจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ polymorph ... into ... ได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. The editor polymorphed the typo into correct spelling.
  2. The wizard polymorphed the guard into a raven.
  3. The mechanic polymorphed the damaged tire into a new one.
ดูคำตอบ

The wizard polymorphed the guard into a raven.

temporarily,

4:52

ชั่วคราว

of course, น้ำเสียง/เจตนา

4:53

แน่นอน

you're not a monster,

4:54

คุณไม่ใช่สัตว์ประหลาด

น้ำเสียง/เจตนา

“Of course, you're not a monster” ในฐานะคำแก้ตัวเชิงประชด

Of course มักใช้ทำให้ข้อความที่ตามมาดูเป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว หากเข้าใจตามตัวอักษร you're not a monster จะฟังเหมือนคำปลอบใจหรือการปกป้องนิสัยของใครบางคน แต่ในที่นี้ การปกป้องนั้นขัดกับการกระทำที่โหดร้ายซึ่งเพิ่งกล่าวถึง ประโยคนี้จึงเป็นการแก้ตัวแบบประชด แทนที่จะพิสูจน์ว่าเป็นคนดี กลับยิ่งเน้นว่าพฤติกรรมนั้นเหมือนสัตว์ประหลาดเพียงใด ถ้อยคำที่สงบและดูมีเหตุผลสร้างอารมณ์ขันแบบมืดมน

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใด “Of course, you're not a monster” เป็นการประชดอย่างชัดเจน?

  1. ก่อนที่ Leo จะทำอะไร คนแปลกหน้าพูดว่า “Of course, you're not a monster.”
  2. หลังจาก Leo จงใจทำลายผลงานของทุกคน เพื่อนของเขาพูดว่า “Of course, you're not a monster.”
  3. หลังจาก Leo ช่วยนกที่บาดเจ็บอย่างอ่อนโยน เพื่อนของเขาพูดว่า “Of course, you're not a monster.”
ดูคำตอบ

หลังจาก Leo จงใจทำลายผลงานของทุกคน เพื่อนของเขาพูดว่า “Of course, you're not a monster.”

and send them on their merry way. สำนวน

4:55

และส่งพวกเขากลับไปตามทางอย่างมีความสุข

สำนวน

“Send someone on their merry way”: ทำให้หรือปล่อยให้ใครบางคนออกไป

Send someone on their merry way เป็นสำนวนที่หมายถึงทำให้หรืออนุญาตให้ใครบางคนออกไปและเดินทางต่อไปยังที่อื่น บางครั้งมีความหมายว่าจัดการเสร็จแล้วก็ส่งเขาไป คำแสดงความเป็นเจ้าของต้องสอดคล้องกับคนที่ออกไป เช่น your, his, her, our หรือ their Merry ทำให้สำนวนนี้มีน้ำเสียงเบาและขี้เล่นอย่างตั้งใจ ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นมีความสุขจริง ๆ ในที่นี้ ถ้อยคำที่ร่าเริงทำให้ผลลัพธ์ที่โหดร้ายฟังเหมือนเป็นการปิดเรื่องอย่างสบาย ๆ จึงเกิดความขัดแย้งที่ชวนขำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่มี merry: After giving the hikers a map, the ranger sent them ____.

ดูคำตอบ

on their merry way

But in that moment,

4:57

แต่ในวินาทีนั้น

was there a connection?

4:58

มีความผูกพันเกิดขึ้นหรือเปล่านะ?

Looking for your next challenge? ลำดับความ

5:02

กำลังมองหาความท้าทายต่อไปอยู่ใช่ไหม?

ลำดับความ

Looking for your next challenge? ในฐานะคำถามโฆษณาแบบย่อ

Looking for your next challenge? เป็นรูปย่อของ Are you looking for your next challenge? ในหัวข้อโฆษณา ภาษาอังกฤษสามารถละประธาน you และกริยาช่วย are ได้ โดยข้อความนั้นยังคงทำหน้าที่เป็นคำถามที่สมบูรณ์ในการสื่อสาร ในที่นี้ คำถามสั้น ๆ ดึงความสนใจไปยังผู้ชมโดยตรงและเปิดข้อความประชาสัมพันธ์เรื่องใหม่ รูปแบบ Looking for ...? ช่วยนำเสนอข้อเสนออย่างรวดเร็วด้วยการถามว่าสิ่งนั้นตรงกับความต้องการของผู้ชมหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำถามแบบเต็มที่อยู่เบื้องหลังข้อความโฆษณานี้: ____ looking for your next challenge?

ดูคำตอบ

Are you

TED Games are here

5:04

TED Games มาแล้ว

and we want you to play.

5:06

และเราอยากให้คุณมาเล่น

See if you have what it takes to beat the daily one-of-a-kind puzzles at ted.com/games. โน้ต

5:08

มาดูกันว่าคุณมีดีพอที่จะเอาชนะปริศนาที่ไม่เหมือนใครในแต่ละวันที่ ted.com/games หรือไม่

สำนวน

See if you have what it takes to beat ... เพื่อท้าทายความสามารถ

Have what it takes to do something หมายถึงมีความสามารถ คุณสมบัติ และความมุ่งมั่นที่จำเป็นต่อความสำเร็จ ในสำนวนนี้ it ไม่ได้ชี้ถึงสิ่งของชิ้นใด ส่วน what it takes หมายถึงสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จ See if เป็นการชวนให้ใครสักคนทดสอบหรือค้นหาว่าบางสิ่งเป็นจริงหรือไม่ เมื่อรวมกัน See if you have what it takes to beat ... จะนำเสนอกิจกรรมนั้นเป็นความท้าทายและกระตุ้นให้ผู้ชมพิสูจน์ความสามารถของตน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่มี what และหมายถึง ‘มีความสามารถและคุณสมบัติที่จำเป็นต่อความสำเร็จ’: Do you ____ to lead the team?

ดูคำตอบ

have what it takes

การใช้คำ

daily one-of-a-kind puzzles: คำขยายสองคำหน้าคำนาม

ใน one-of-a-kind puzzles คำว่า one-of-a-kind เป็นคำคุณศัพท์ประสม หมายถึง “มีเพียงหนึ่งเดียว” หรือ “ไม่เหมือนสิ่งอื่นใด” เครื่องหมายยัติภังค์แสดงว่าคำทั้งสี่ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นคำขยายหนึ่งหน่วยหน้าคำว่า puzzles ไม่ได้หมายถึง “ปริศนาชนิดหนึ่ง” ใน daily one-of-a-kind puzzles คำว่า daily และ one-of-a-kind เป็นคำขยายคนละส่วนของ puzzles โดย daily บอกว่าปริศนาปรากฏบ่อยเพียงใด ส่วน one-of-a-kind บอกว่าปริศนานั้นพิเศษหรือไม่เหมือนใครเพียงใด

แบบฝึกหัด

เขียน one of a kind ให้อยู่ในรูปที่ถูกต้องเมื่อวางหน้าคำนาม: The museum displayed a ____ clock.

ดูคำตอบ

one-of-a-kind