8 กฎการใช้ Articles - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
639 คำ 177 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนใช้เรื่องสั้นเกี่ยวกับโคเปอร์นิคัสและแนวคิดที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เพื่ออธิบายกฎคำนำหน้านามภาษาอังกฤษ 8 ข้อ ได้แก่ การเลือก a/an ตามเสียง การไม่ใช้คำนำหน้านามกับคำนามพหูพจน์ที่กล่าวโดยทั่วไปและคำนามนามธรรม ตลอดจนการใช้ the กับสิ่งที่เฉพาะเจาะจง กล่าวถึงแล้ว หรือมีเพียงหนึ่งเดียว รวมถึงวลีบอกเวลาบางแบบและการออกเสียงหน้าเสียงสระ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. eucalyptus plant begins with an E, และ the sound /ju:/ is a consonant sound. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่าการเลือก a/an ขึ้นอยู่กับเสียงที่ตามมา ไม่ใช่ตัวอักษรแรก เมื่อคำเริ่มด้วยเสียงพยัญชนะ /j/ จึงใช้ a ได้แม้สะกดขึ้นต้นด้วยสระ และหลีกเลี่ยงการเลือก an จากรูปคำเพียงอย่างเดียว 2. that we already talked about, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตได้ว่า the ใช้ชี้คนหรือสิ่งของที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนาแล้ว จึงเปลี่ยนจากการกล่าวครั้งแรกแบบไม่เฉพาะเจาะจง เช่น a boy หรือ a story ไปเป็นสิ่งที่ผู้ฟังระบุได้ เช่น the boy หรือ the story อย่างเป็นธรรมชาติ 3. your head is spinning — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าเป็นความรู้สึกสับสนหรือรับข้อมูลมากจนล้น ไม่ได้หมายถึงศีรษะหมุนจริง ๆ และนำไปใช้หลังบทเรียนที่มีเนื้อหาแน่น คำอธิบายที่ซับซ้อน หรือการประชุมที่ต้องใช้ความคิดมากได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

In today's mini English lesson,

0:00

ในบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ของวันนี้

I'm going to teach you about articles. ลำดับความ

0:01

ฉันจะสอนคุณเกี่ยวกับคำนำหน้านาม

ลำดับความ

I'm going to teach you about + หัวข้อ

รูปแบบ I'm going to teach you about + หัวข้อ ใช้บอกแผนของบทเรียนก่อนเริ่มสอน ในที่นี้ be going to หมายถึงสิ่งที่ตั้งใจและวางแผนจะทำต่อไป ไม่ใช่การคาดเดา ประโยคเปิดนี้ช่วยนำทางผู้ฟัง โดยบอกก่อนว่าจะได้เรียนอะไร แล้วใส่หัวข้อที่เจาะจงไว้หลัง about

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบเปิดบทเรียนจากคำอธิบายนี้เพื่อประกาศหัวข้อ: Today, ____ the water cycle.

ดูคำตอบ

I'm going to teach you about

I'm going to tell you about an old theory that we now know is wrong

0:03

ฉันจะเล่าทฤษฎีเก่าที่ตอนนี้เรารู้ว่าผิดให้คุณฟัง

and at the same time teach you eight rules วลี

0:07

และในขณะเดียวกันก็สอนกฎแปดข้อ

about how to use articles in English.

0:09

เกี่ยวกับวิธีใช้คำนำหน้านามในภาษาอังกฤษ

วลี

at the same time: การกระทำที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

At the same time หมายถึงการกระทำ เหตุการณ์ หรือจุดประสงค์สองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ในประโยคนี้ใช้เพื่อเพิ่มเป้าหมายการสอนข้อที่สองซึ่งเกิดขึ้นร่วมกับกิจกรรมที่กล่าวถึงก่อนหน้า วลีนี้ใช้เชื่อมการกระทำสองอย่าง หรือบอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณสมบัติสองอย่างในเวลาเดียวกันได้ โดยมักอยู่หลังการกระทำอย่างที่สอง แต่ในประโยคนี้วางไว้ข้างหน้าเพื่อส่งสัญญาณว่ากำลังเพิ่มเป้าหมายอีกข้อ

แบบฝึกหัด

ใช้วลีภาษาอังกฤษสี่คำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงการเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน: Leo waved and smiled ____.

ดูคำตอบ

at the same time

So, listen to the story and listen out for the articles. กริยาวลี

0:11

ดังนั้น ฟังเรื่องราวและคอยสังเกตคำนำหน้านามให้ดี

กริยาวลี

listen out for: คอยฟังเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง

listen out for + เป้าหมาย หมายถึงฟังอย่างตั้งใจเพื่อให้สังเกตเห็นเสียง คำ หรือรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจง ในประโยคนี้ ผู้ฟังฟังเรื่องทั้งหมดพร้อมกับใส่ใจคำนำหน้านามเป็นพิเศษ out for ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไปทางข้างนอก เมื่อใช้รวมกัน listen out for จะทำให้สิ่งที่ตามมาเป็นเป้าหมายที่ผู้ฟังไม่ต้องการพลาด

แบบฝึกหัด

ระหว่างการเช็กชื่อ คุณไม่ต้องการพลาดตอนที่เรียกชื่อของคุณ คำสั่งใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Listen out your name during roll call.
  2. Listen out for your name during roll call.
  3. Listen to your name during roll call.
ดูคำตอบ

Listen out for your name during roll call.

Many years ago, ลำดับความ

0:21

เมื่อหลายปีก่อน

people believed that the Earth was the center of the universe. วลี

0:22

ผู้คนเชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล

ลำดับความ

Many years ago: การกำหนดกรอบเวลาในอดีต

Many years ago ที่ต้นประโยคทำหน้าที่กำหนดกรอบเวลาก่อนให้ข้อมูลหลัก โดยบอกผู้ฟังว่าความเชื่อที่ตามมาเป็นเรื่องของอดีตอันไกล การขึ้นต้นแบบนี้ช่วยจัดลำดับเรื่องเล่าหรือคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ บอกเวลาก่อน แล้วจึงอธิบายว่าสิ่งใดเป็นจริงหรือเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้น โดยทั่วไปจะใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นวลีบอกเวลาต้นประโยคกับประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

ใช้คำขึ้นต้นบอกเวลาจากบทเรียนนี้เพื่อกำหนดให้เรื่องเกิดขึ้นในอดีตอันไกล: ____, families crossed the river by boat.

ดูคำตอบ

Many years ago

วลี

the center of the universe: รูปแบบ the center of ...

the center of the universe เป็นกลุ่มคำนามที่หมายถึงจุดศูนย์กลางของจักรวาลทั้งหมด center เป็นคำนามหลัก ส่วน of the universe บอกว่าศูนย์กลางนั้นเป็นของสิ่งที่ใหญ่กว่าสิ่งใด รูปแบบ the center of + กลุ่มคำนาม สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้ เช่น the center of the circle ในประโยคนี้ใช้ the หน้า center เพราะมองศูนย์กลางนั้นเป็นตำแหน่งหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงและระบุได้ ส่วน the universe ก็มองจักรวาลเป็นสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึงจุดศูนย์กลางของวงกลมวงหนึ่งโดยเฉพาะได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. a center to the circle
  2. the center from the circle
  3. the center of the circle
ดูคำตอบ

the center of the circle

But then a boy observed the Sun

0:26

แต่แล้วเด็กชายคนหนึ่งก็สังเกตเห็นดวงอาทิตย์

and he came up with an unusual theory that the Earth actually orbits the Sun. กริยาวลี

0:28

และเขาก็คิดทฤษฎีที่ไม่ธรรมดาขึ้นมาว่าโลกจริงๆ แล้วโคจรรอบดวงอาทิตย์

กริยาวลี

came up with: คิดขึ้นมาหรือเสนอ

came up with เป็นรูปอดีตของกริยาวลี come up with ในประโยคนี้หมายถึงเขาคิดหรือเสนอทฤษฎีที่ไม่ธรรมดาขึ้นมา ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ของร่างกาย ใช้ come up with + idea, plan, solution หรือ theory เมื่อพูดถึงสิ่งที่คนสร้างขึ้นจากการคิด ต้องใช้ทั้งสามคำร่วมกัน และเปลี่ยน come ตามเวลา: come up with, came up with

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come up with: After several tries, Maya ____ a clever solution.

ดูคำตอบ

came up with

The boy's name was Copernicus. วัฒนธรรม

0:34

เด็กชายคนนั้นชื่อโคเปอร์นิคัส

Ever heard of him?

0:36

เคยได้ยินชื่อเขาไหม?

วัฒนธรรม

Copernicus กับแบบจำลองดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

โคเปอร์นิคัสเป็นนักดาราศาสตร์ผู้พัฒนาแบบจำลองระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง หรือแบบจำลองดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ในแบบจำลองนี้ โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อรู้ว่าชื่อนี้หมายถึงใคร ก็จะเข้าใจว่าทำไมแนวคิดถัดไปจึงถูกมองว่าท้าทายความเชื่ออย่างมากในยุคนั้น ประโยคนี้กำลังกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ชื่อดาวเคราะห์หรือชื่อทฤษฎี

แบบฝึกหัด

ข้อความใดให้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเข้าใจ Copernicus ในที่นี้

  1. โคเปอร์นิคัสเป็นนักเขียนผู้คิดคำว่า radical ขึ้นมา
  2. โคเปอร์นิคัสเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบโลก
  3. โคเปอร์นิคัสเกี่ยวข้องกับแบบจำลองดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
ดูคำตอบ

โคเปอร์นิคัสเกี่ยวข้องกับแบบจำลองดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

This theory was such a radical idea at the time ไวยากรณ์

0:37

ทฤษฎีนี้เป็นความคิดที่สุดโต่งมากในเวลานั้น

that people thought that he was crazy.

0:40

จนคนคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว

ไวยากรณ์

such a radical idea ... that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

ใน such a radical idea ... that คำว่า such ขยายทั้งกลุ่มคำนาม a radical idea โครงสร้างคือ such + a/an + คำคุณศัพท์ + คำนามนับได้เอกพจน์ + that + ผลลัพธ์ ใช้บอกว่าคุณสมบัติหนึ่งมีระดับมากจนทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ตามมา วลี at the time อยู่ระหว่างกลุ่มคำนามกับอนุประโยคบอกผล และบอกว่าการประเมินนี้เป็นมุมมองของยุคสมัยนั้น อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that แสดงผลจากการที่แนวคิดนี้ท้าทายความเชื่อเดิมอย่างมาก คือผู้คนคิดว่าเขาเสียสติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ a noisy classroom กับโครงสร้าง such ... that ให้ถูกต้อง: It was ____ the teacher had to raise her voice.

ดูคำตอบ

such a noisy classroom that

But now we know that the Earth really does orbit the Sun ไวยากรณ์

0:42

แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จริงๆ

ไวยากรณ์

really does orbit: ใช้ does เน้นหน้ากริยารูปพื้นฐาน

ใน really does orbit คำว่า does เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นกริยา ในประโยคบอกเล่านี้ does เน้น orbit เพื่อยืนยันว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จริง โดยเฉพาะเมื่อกำลังตอบข้อสงสัยหรือแก้ไขความเชื่อเดิมที่ไม่ถูกต้อง โครงสร้างคือ ประธาน + do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน Earth เป็นประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม จึงใช้ does และคง orbit ไว้ในรูปพื้นฐาน ไม่ใช้ orbits

แบบฝึกหัด

เพื่อนสงสัยว่ายานี้ช่วยได้จริงหรือไม่ ประโยคใดใช้ does เพื่อเน้นและแก้ข้อสงสัยนั้น

  1. The medicine really does help.
  2. Does the medicine really help?
  3. The medicine really helps.
ดูคำตอบ

The medicine really does help.

and that when people have radical ideas,

0:46

และเมื่อผู้คนมีความคิดที่ดูสุดโต่ง

maybe we should listen to them. น้ำเสียง/เจตนา

0:48

บางทีเราก็ควรจะรับฟังพวกเขา

น้ำเสียง/เจตนา

maybe we should listen to them: ข้อเสนอแนะที่นุ่มนวลต่อกลุ่ม

Maybe we should ... ใช้ maybe ร่วมกับ should เพื่อให้ข้อเสนอแนะฟังดูนุ่มนวลแทนที่จะเหมือนคำสั่ง We รวมตัวผู้พูดไว้ในกลุ่มด้วย จึงนำเสนอความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนพิจารณาร่วมกันได้ listen to them ในที่นี้หมายถึงเปิดใจรับฟังคนเหล่านั้นและแนวคิดของพวกเขาอย่างเป็นธรรม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็นด้วยหรือทำตามพวกเขา

แบบฝึกหัด

กลุ่มของคุณต้องการเปลี่ยนแผน ประโยคใดเสนอสิ่งที่ควรทำร่วมกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

  1. You must ask Maya first.
  2. Maybe we should ask Maya first.
  3. Ask Maya now.
ดูคำตอบ

Maybe we should ask Maya first.

Did you hear all the articles I used?

0:50

คุณได้ยินคำนำหน้านามทั้งหมดที่ฉันใช้ไหม?

I'm saying the word article a lot.

0:51

ฉันพูดคำว่า 'คำนำหน้านาม' บ่อยมาก

But what actually are articles? ลำดับความ

0:54

แต่จริงๆ แล้วคำนำหน้านามคืออะไร?

ลำดับความ

What actually are articles?: คำถามเพื่อเปลี่ยนไปสู่คำจำกัดความ

ใน “what actually are articles?” คำว่า actually เน้นให้สนใจว่าคำนำหน้านามคืออะไรกันแน่ เมื่อใช้ร่วมกับ But คำถามนี้จะพาเนื้อหาจากตัวอย่างก่อนหน้าไปสู่คำถามหลัก คือคำจำกัดความ ใช้รูป What actually is/are + แนวคิด? เมื่อต้องการหยุดเพื่อเริ่มคำอธิบายที่ชัดเจน ใช้ is กับสิ่งเดียวหรือแนวคิดเอกพจน์ และใช้ are กับหลายสิ่งหรือแนวคิดพหูพจน์

แบบฝึกหัด

หลังจากยกตัวอย่างเกี่ยวกับพลังงานหลายตัวอย่างแล้ว คำถามใดเหมาะที่สุดสำหรับเปลี่ยนไปสู่คำจำกัดความของพลังงาน

  1. Energy can make things move.
  2. But what actually is energy?
  3. We used energy yesterday.
ดูคำตอบ

But what actually is energy?

An article is a small word that goes before a noun การใช้คำ

0:56

คำนำหน้านามเป็นคำสั้นๆ ที่อยู่หน้าคำนาม

and it tells us if something is general or specific. การใช้คำ

1:00

และมันบอกเราว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง

การใช้คำ

goes before a noun: ใช้อธิบายลำดับคำ

ใน “goes before a noun” วลี goes before หมายถึง “ปรากฏก่อนคำนาม” ตามลำดับคำ เป็นการบอกตำแหน่งในประโยคหรือกลุ่มคำนาม ไม่ได้หมายถึงการเดินจริง ๆ before ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ติดกับคำนามเสมอไป ใน “a red ball” คำนำหน้านาม a อยู่ก่อนคำนาม ball แม้จะมี red คั่นอยู่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายลำดับคำใน “a red ball” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Red goes before the noun ball.
  2. Red goes the noun ball before.
  3. Red walks before the noun ball.
ดูคำตอบ

Red goes before the noun ball.

การใช้คำ

general or specific: การทำให้เข้าใจคำนามแบบทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง

ในประโยคนี้ general หมายถึงการพูดถึงสิ่งหนึ่งเป็นประเภทกว้าง ๆ หรือไม่ได้ระบุคนหรือสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่งอย่างชัดเจน ส่วน specific หมายถึงผู้ฟังสามารถรู้ได้แน่ชัดว่าหมายถึงคนหรือสิ่งของใด ความแตกต่างนี้เป็นเบาะแสพื้นฐานในการเลือกคำนำหน้านาม เมื่อใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์ a/an มักใช้แนะนำสมาชิกหนึ่งรายที่ไม่ชี้เฉพาะในกลุ่ม ส่วน the มักใช้กับสิ่งที่ระบุได้ว่าเป็นสิ่งใด

แบบฝึกหัด

เลือกคำนำหน้านามที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประโยคที่สอง: I saw a dog outside. ___ dog had a red collar.

  1. An
  2. The
  3. A
ดูคำตอบ

The

The first rule I'm going to teach you today is about the indefinite article. การใช้คำ

1:03

กฎข้อแรกที่ฉันจะสอนในวันนี้คือเกี่ยวกับคำนำหน้านามที่ไม่ชี้เฉพาะ

การใช้คำ

the indefinite article: a และ an

The indefinite article เป็นศัพท์ไวยากรณ์ที่ใช้เรียก a และ an โดยวางไว้หน้าคำนามนับได้เอกพจน์เมื่อผู้พูดนำเสนอคนหรือสิ่งของหนึ่งรายในกลุ่ม แทนที่จะเป็นสิ่งที่ระบุได้อยู่แล้ว Indefinite อธิบายวิธีนำเสนอสิ่งที่คำนามอ้างถึง ไม่ได้หมายความว่าคำหรือประโยคนั้นไม่ชัดเจน ใช้ a หน้าพยัญชนะเสียง และใช้ an หน้าสระเสียง

แบบฝึกหัด

คู่ใดเรียกว่า the indefinite article ในภาษาอังกฤษ?

  1. an and the
  2. a and the
  3. a and an
ดูคำตอบ

a and an

The indefinite articles in English are a and an

1:07

คำนำหน้านามที่ไม่ชี้เฉพาะในภาษาอังกฤษคือ a และ an

and we use this before a singular noun. ไวยากรณ์

1:10

และเราใช้มันนำหน้าคำนามเอกพจน์

ไวยากรณ์

before a singular noun: ตำแหน่งของ a/an

“before a singular noun” บอกตำแหน่งของ a/an โดยวางไว้ต้นกลุ่มคำนามที่มีคำนามหลักเป็นคำนามนับได้เอกพจน์ เช่น a book หรือ an old book แค่เป็น “เอกพจน์” ยังไม่พอ โดยทั่วไป a/an ไม่วางตรงหน้าคำนามพหูพจน์หรือคำนามนับไม่ได้

แบบฝึกหัด

กลุ่มคำนามข้อใดใช้คำนำหน้านามแบบไม่ชี้เฉพาะได้ถูกต้อง?

  1. a red bicycle
  2. an information
  3. a bicycles
ดูคำตอบ

a red bicycle

In the story,

1:13

ในเรื่องเล่า

I said a boy,

1:13

ฉันพูดว่า a boy,

a radical idea,

1:15

a radical idea,

and an unusual theory because these are not specific.

1:16

และ an unusual theory เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ชี้เฉพาะ

They're general.

1:20

มันเป็นแบบทั่วไป

They're just some boy,

1:21

พวกเขาเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง

some theory.

1:23

ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง

So, when you're speaking about something non-specific, ไวยากรณ์

1:24

ดังนั้น เวลาที่คุณพูดถึงสิ่งที่ไม่ชี้เฉพาะ

use a or an the indefinite article.

1:27

ให้ใช้ a หรือ an ซึ่งเป็นคำนำหน้านามที่ไม่ชี้เฉพาะ

ไวยากรณ์

something non-specific, use a or an: ใช้ a/an กับสิ่งที่ไม่เฉพาะเจาะจง

Something non-specific หมายถึงคนหรือสิ่งของหนึ่งคนหรือหนึ่งชิ้นจากกลุ่ม โดยไม่ได้บอกชัดว่าเป็นคนไหนหรือชิ้นไหน ใช้ a หรือ an กับคำนามนับได้เอกพจน์เมื่อผู้ฟังไม่จำเป็นต้องระบุสิ่งนั้นอย่างเจาะจง ตัวอย่างเช่น I need a pencil หมายความว่าดินสอที่เหมาะสมแท่งไหนก็ได้ ผู้พูดไม่ได้ชี้ถึงดินสอแท่งหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

คุณต้องการที่นั่งหนึ่งที่และยังไม่ได้เลือกที่นั่งเฉพาะ ข้อใดเหมาะกับสถานการณ์นี้?

  1. Please find a seat.
  2. Please find the seat.
  3. Please find seats.
ดูคำตอบ

Please find a seat.

That brings me to the second rule today,

1:29

ซึ่งนั่นนำฉันไปสู่กฎข้อที่สองในวันนี้

when to use a or an.

1:31

เมื่อไหร่ที่ควรใช้ a หรือ an

We use a when the next sound is a consonant sound. ไวยากรณ์

1:33

เราใช้ a เมื่อเสียงถัดไปเป็นเสียงพยัญชนะ

ไวยากรณ์

ใช้ a เมื่อเสียงถัดไปเป็นพยัญชนะ

เลือก a หรือ an จากเสียงแรกที่ออกจริงหลังคำนำหน้านาม ไม่ใช่ดูแค่ตัวอักษรแรกของคำถัดไป ใช้ a หน้าเสียงพยัญชนะ คำบางคำอาจขึ้นต้นด้วยตัวอักษรสระ แต่เสียงแรกเป็นพยัญชนะ university เริ่มด้วยเสียง /j/ ดังนั้น a university จึงถูกต้อง

แบบฝึกหัด

เติม a หรือ an ในประโยค: Maya studies at ____ university in Scotland.

ดูคำตอบ

a

For example,

1:37

ตัวอย่างเช่น

a megalodon,

1:38

a megalodon,

a eucalyptus plant,

1:39

a eucalyptus plant,

a rainbow unicorn.

1:40

a rainbow unicorn.

I'd like one of those.

1:41

ฉันก็อยากได้แบบนั้นสักตัว

Did you notice that eucalyptus plant begins with an E, ไวยากรณ์

1:42

คุณสังเกตไหมว่า eucalyptus plant ขึ้นต้นด้วย E

which is a vowel of course?

1:46

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสระ?

But the sound /ju:/ is a consonant sound.

1:48

แต่เสียง /ju:/ นั้นเป็นเสียงพยัญชนะ

ไวยากรณ์

eucalyptus ขึ้นต้นด้วย E แต่เสียงแรกคือ /j/

eucalyptus สะกดขึ้นต้นด้วยตัวอักษรสระ E แต่การออกเสียงเริ่มด้วย /juː/ โดยเสียงแรกสุดคือเสียงพยัญชนะ /j/ เหมือนเสียงต้นของ yes ดังนั้น a eucalyptus plant จึงถูกต้อง ไม่ใช่ an eucalyptus plant ถ้าพูดให้แม่นยำ /juː/ ประกอบด้วยสองเสียง คือ /j/ ตามด้วย /uː/ มีเพียงเสียงแรกเท่านั้นที่ใช้ตัดสินว่าจะเลือก a หรือ an

แบบฝึกหัด

เติม a หรือ an: We planted ____ eucalyptus tree beside the school.

ดูคำตอบ

a

So, we use a.

1:52

ดังนั้นเราจึงใช้ a

We use an when the next word begins with a vowel sound. ไวยากรณ์

1:53

เราใช้ an เมื่อคำถัดไปขึ้นต้นด้วยเสียงสระ

ไวยากรณ์

an หน้าเสียงสระ

ใช้ an เมื่อคำที่ตามหลังคำนำหน้านามทันทีเริ่มด้วยเสียงสระ ให้เลือกจากเสียงแรกที่ออกจริง ไม่ใช่ดูเพียงตัวอักษรแรกที่เขียน ถ้ามีคำคุณศัพท์อยู่หน้าคำนาม ให้ฟังเสียงแรกของคำคุณศัพท์ เช่น an unusual idea แต่ใช้ a useful idea เพราะ useful เริ่มด้วยเสียง /j/

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย a หรือ an: Leo had ____ unusual idea for the school show.

ดูคำตอบ

an

For example,

1:57

ตัวอย่างเช่น

an igloo,

1:57

an igloo,

an heir,

1:58

an heir,

an unusual person.

1:59

an unusual person.

Again, remember what I said about eucalyptus plant?

2:01

เอาล่ะ จำที่ฉันพูดเกี่ยวกับ eucalyptus plant ได้ไหม?

Well,

2:04

อืม

heir is similar.

2:04

heir ก็คล้ายกัน

Heir begins with a consonant, ไวยากรณ์

2:05

heir ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ

but the consonant is silent.

2:07

แต่เป็นพยัญชนะที่ไม่ออกเสียง

So, we use an an heir.

2:09

เราจึงใช้ an heir

ไวยากรณ์

heir: h ที่ไม่ออกเสียงและ an heir

ในคำว่า heir ตัวอักษรแรกที่เขียนคือ h ซึ่งเป็นตัวอักษรพยัญชนะ แต่ h นี้ไม่ออกเสียง ในภาษาอังกฤษแบบบริติชมาตรฐาน คำนี้เริ่มด้วยเสียงสระ /eə/ ดังนั้นวลีที่ถูกต้องคือ an heir เมื่อเลือก a หรือ an ให้ดูเสียงแรกที่ออกจริง ถ้าตัวอักษรพยัญชนะไม่ออกเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ a

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย a หรือ an: The prince is ____ heir to the throne.

ดูคำตอบ

an

The third rule is about when we don't use articles.

2:11

กฎข้อที่สามคือเวลาที่เราไม่ใช้คำนำหน้านาม

We don't use articles when we talk about things in general ไวยากรณ์

2:15

เราไม่ใช้คำนำหน้านามเมื่อพูดถึงสิ่งต่างๆ ทั่วไป

and we use the plural form.

2:18

และเราใช้รูปพหูพจน์

ไวยากรณ์

ไม่ใช้คำนำหน้านามกับคำนามพหูพจน์ที่กล่าวโดยทั่วไป

เมื่อคำนามนับได้รูปพหูพจน์หมายถึงสิ่งทั้งประเภทหรือกล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ โดยทั่วไป จะไม่ใส่คำนำหน้านามข้างหน้า วิธีนี้เรียกว่า zero article: Dogs need exercise หมายถึงสุนัขทั้งประเภท อย่าตัดสินจากรูปพหูพจน์เพียงอย่างเดียว เมื่อหมายถึงกลุ่มเฉพาะที่ผู้ฟังรู้ว่าเป็นกลุ่มไหน ให้ใช้ the เช่น The dogs next door need exercise

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวถึงหนังสือทั้งประเภท?

  1. I bought a book yesterday.
  2. The books on this shelf belong to Mia.
  3. Books can teach us a lot.
ดูคำตอบ

Books can teach us a lot.

In the story,

2:19

ในเรื่องเล่า

I said people believe and radical ideas.

2:20

ฉันพูดว่า people believe และ radical ideas

No article.

2:23

ไม่มีคำนำหน้านาม

The fourth rule is that we don't use an article for abstract nouns in English. ไวยากรณ์

2:24

กฎข้อที่สี่คือเราจะไม่ใช้คำนำหน้านามกับคำนามนามธรรมในภาษาอังกฤษ

ไวยากรณ์

ไม่ใช้คำนำหน้านามกับคำนามนามธรรมที่กล่าวโดยทั่วไป

เมื่อคำนามนามธรรม เช่น hope, love หรือ honesty หมายถึงความคิด ความรู้สึก หรือคุณลักษณะโดยทั่วไป คำนามนั้นมักเป็นคำนามนับไม่ได้และไม่ใช้คำนำหน้านาม เช่น Hope helps us continue คำนามนามธรรมไม่ได้อยู่โดยไม่มีคำนำหน้านามเสมอไป ใช้ the เมื่อบริบทระบุสิ่งที่เฉพาะเจาะจง เช่น the hope that we will win ใช้ a หรือ an เมื่อคำนามมีความหมายที่นับได้ เช่น a fear หรือ an idea

แบบฝึกหัด

ประโยคใดไม่ใช้คำนำหน้านามเมื่อกล่าวถึงคุณลักษณะเชิงนามธรรมโดยทั่วไป?

  1. The honesty of her answer surprised me.
  2. She told me an idea.
  3. Honesty matters in a friendship.
ดูคำตอบ

Honesty matters in a friendship.

So, hope, love, or friendship.

2:28

เช่น hope, love, หรือ friendship

Rule number five is about the definite article. การใช้คำ

2:31

กฎข้อที่ห้าเกี่ยวกับคำนำหน้านามชี้เฉพาะ

I used the definite article in the story and just now.

2:34

ฉันใช้คำนำหน้านามชี้เฉพาะในเรื่องเล่าและเมื่อกี้ด้วย

Did you hear it?

2:37

ได้ยินไหม?

It's the.

2:38

มันคือ the

การใช้คำ

the definite article: คำนำหน้านามชี้เฉพาะ the

the definite article เป็นศัพท์ไวยากรณ์ที่ใช้เรียกคำว่า the ในภาษาอังกฤษ คำนี้บอกว่าคำนามหมายถึงคน สิ่งของ หรือกลุ่มที่ผู้ฟังระบุได้จากการกล่าวถึงก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ หรือจากความรู้ที่มีร่วมกัน definite ในที่นี้หมายถึง “ระบุได้หรือชัดเจนแล้ว” ไม่ได้หมายถึงเพียง “แน่นอน” ผู้พูดบอกชื่อศัพท์นี้ก่อน แล้วจึงอธิบายว่าคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะในภาษาอังกฤษคือ the

แบบฝึกหัด

คำภาษาอังกฤษใดคือ definite article?

  1. an
  2. the
  3. a
ดูคำตอบ

the

And there's just one definite article in English.

2:39

และมีคำนำหน้านามชี้เฉพาะแค่ตัวเดียวในภาษาอังกฤษ

Yay!

2:41

เย่!

We can use the with singular or plural nouns when we're talking about something specific ไวยากรณ์

2:42

เราสามารถใช้ the กับคำนามเอกพจน์หรือพหูพจน์ได้เมื่อเราพูดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

ไวยากรณ์

ใช้ the กับคำนามเอกพจน์หรือพหูพจน์เมื่อพูดถึงสิ่งที่ชี้เฉพาะ

the วางหน้าคำนามเอกพจน์ (the book) หรือคำนามพหูพจน์ (the books) ก็ได้ หน้าที่ของ the ไม่ใช่การบอกจำนวน แต่เป็นการบอกว่าผู้ฟังระบุได้ว่าหมายถึงคน สิ่งของ หรือกลุ่มใด ในกฎพื้นฐานนี้ specific หมายถึง “ระบุได้จากบริบท” เช่น มีการกล่าวถึงมาก่อน หรือมีวลีอย่าง on the table ที่ช่วยให้ชัดเจนว่าหมายถึงสิ่งใด การที่ผู้พูดนึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ไม่ได้ทำให้ต้องใช้ the กับคำนามนั้นโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

เติมคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะ ผู้พูดทั้งสองรู้ว่าหน้าต่างใดเปิดอยู่: Please close ____ windows beside the door.

ดูคำตอบ

the

or when we talk about something that we already talked about, ไวยากรณ์

2:47

หรือเมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เราเคยพูดไปแล้ว

like when I said the story

2:51

เหมือนตอนที่ฉันบอกว่า the story

because I'm talking about the story I just told you.

2:52

เพราะฉันกำลังพูดถึงเรื่องราวที่ฉันเพิ่งเล่าให้คุณฟัง

Or when I say the boy

2:55

หรือเมื่อฉันพูดว่า the boy

because I'm talking about the boy I mentioned before.

2:57

เพราะฉันกำลังพูดถึงเด็กผู้ชายที่พูดถึงก่อนหน้านี้

ไวยากรณ์

that we already talked about: ใช้ the เมื่อกล่าวถึงสิ่งเดิมอีกครั้ง

วลี that we already talked about ชี้ไปยังข้อมูลที่กล่าวถึงไปแล้วในการสนทนา เมื่อกล่าวถึงคำนามนับได้เอกพจน์เป็นครั้งแรก มักใช้ a หรือ an ส่วนเมื่อกล่าวถึงคนหรือสิ่งเดิมอีกครั้ง มักใช้ the เพื่อบอกว่าผู้ฟังระบุได้ว่าหมายถึงอะไร ตัวอย่างเช่น เริ่มด้วย a boy แล้วจึงใช้ the boy ในที่นี้ the หมายถึง “คนที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้โดยเฉพาะ” ไม่ใช่เด็กผู้ชายคนใดก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคที่สองด้วยคำนำหน้านามที่ย้อนกลับไปหานกตัวเดิม: I saw a bird in the garden. ____ bird had a red tail.

ดูคำตอบ

The

Remember his name?

3:00

จำชื่อเขาได้ไหม?

Copernicus.

3:01

โคเปอร์นิคัส

We also use the definite article when there's only one of something ไวยากรณ์

3:02

เรายังใช้คำนำหน้านามชี้เฉพาะเมื่อมีของสิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียวด้วย

and this is the sixth rule.

3:05

และนี่คือกฎข้อที่หก

The Sun,

3:07

The Sun,

the Earth,

3:08

the Earth,

the center,

3:09

the center,

and the universe.

3:10

และ the universe

ไวยากรณ์

when there's only one of something: ใช้ the กับสิ่งที่มีหนึ่งเดียว

วลี when there's only one of something อธิบายกฎเรื่องความเป็นสิ่งเดียวสำหรับคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะ ใช้ the เมื่อมีคนหรือสิ่งที่ตรงกับความหมายเพียงหนึ่งเดียวในโลกหรือในสถานการณ์ที่ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจร่วมกัน ผู้ฟังจึงระบุได้ว่าหมายถึงอะไร เช่น the Sun, the Earth และ the universe ความเป็นสิ่งเดียวอาจเกิดจากบริบท ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ในห้องที่มีประตูเพียงบานเดียว Close the door เป็นประโยคที่เป็นธรรมชาติ คำอย่าง center ต้องมีขอบเขตอ้างอิงที่รู้กัน เช่น the center of the room

แบบฝึกหัด

เติมคำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะที่แสดงถึงนาฬิกาเพียงเรือนเดียวในห้องเรียนนี้: This classroom has one clock. ____ clock is five minutes fast.

ดูคำตอบ

The

And coming in seventh today,

3:11

และมาถึงข้อที่เจ็ดในวันนี้

we use the definite article in certain time phrases

3:13

เราใช้คำนำหน้านามชี้เฉพาะในวลีบอกเวลาบางคำ

like at the time วลี

3:15

เช่น at the time

or at the weekend.

3:17

หรือ at the weekend

วลี

at the time ... at the weekend: วลีบอกเวลาที่มี the

at the time และ at the weekend เป็นวลีบอกเวลาที่ใช้กันทั่วไปและมีคำว่า the อยู่ด้วย at the time หมายถึง “ตอนนั้น” หรือ “ในเวลานั้นโดยเฉพาะ” โดยปกติจะกล่าวถึงเวลาที่ทราบชัดจากบริบทแล้ว ส่วนในภาษาอังกฤษแบบบริติช at the weekend หมายถึง “ในช่วงสุดสัปดาห์” ให้จำแต่ละวลีเป็นชุดคำที่สมบูรณ์ว่า at + the + time/weekend เพราะ the เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนเหล่านี้ แนวคิดทั่วไปเรื่อง “เฉพาะเจาะจงหรือทั่วไป” เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกได้ว่าแบบใดฟังเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลีบอกเวลาเป้าหมายทั้งสองวลีได้อย่างเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษแบบบริติช

  1. At the time, I lived near my school, and I visited my grandparents at the weekend.
  2. On the time, I lived near my school, and I visited my grandparents in the weekend.
  3. At time, I lived near my school, and I visited my grandparents at weekend.
ดูคำตอบ

At the time, I lived near my school, and I visited my grandparents at the weekend.

The eighth and final rule we'll look at today กริยาวลี

3:19

กฎข้อที่แปดและข้อสุดท้ายที่เราจะมาดูกันในวันนี้

is about the pronunciation of the word the.

3:21

คือเรื่องการออกเสียงคำว่า the

กริยาวลี

we'll look at: ใช้เกริ่นหัวข้อที่จะอภิปราย

ในประโยคนี้ look at หมายถึง “พิจารณา อภิปราย หรือศึกษา” ไม่ได้หมายถึงเพียงหันสายตาไปมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กรรมของวลีนี้คือ the rule ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผู้พูดวางแผนจะอธิบาย คำว่า we'll look at today ช่วยบอกว่าผู้พูดหมายถึงกฎข้อไหน นั่นคือกฎที่จะนำมาพูดถึงในบทเรียนวันนี้ ในชั้นเรียนและการนำเสนอ we'll look at ใช้บอกล่วงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติว่าจะกล่าวถึงอะไรต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้: In the next lesson, we'll ____ how plants grow.

ดูคำตอบ

look at

Normally,

3:24

โดยปกติ

we say the,

3:24

เราจะออกเสียงว่า the,

the Sun,

3:25

the Sun,

the Moon,

3:26

the Moon,

and all these words are followed by consonant sound.

3:26

และคำเหล่านี้ทั้งหมดตามด้วยเสียงพยัญชนะ

But when the next word is a vowel sound,

3:30

แต่เมื่อคำถัดไปเป็นเสียงสระ

it changes.

3:33

มันจะเปลี่ยนไป

/ðə/ becomes /ði:/.

3:33

/ðə/ จะกลายเป็น /ði:/

It's made longer

3:36

มันจะถูกลากเสียงยาวขึ้น

and there's an intruding /j/ sound,

3:37

และมีเสียงแทรก /j/ เข้ามา

like the Earth.

3:39

เช่น the Earth

Say it after me,

3:41

พูดตามฉันนะ

the Earth.

3:42

the Earth

We also use this pronunciation when we say the Internet,

3:43

เรายังใช้การออกเสียงแบบนี้เมื่อเราพูดว่า the Internet ด้วย

very important.

3:47

สำคัญมากเลย

The Internet.

3:48

The Internet

That was good.

3:50

เก่งมาก

Now,

3:52

เอาล่ะ

after all that information, ลำดับความ

3:53

หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมดนั้นไป

ลำดับความ

after all that information: เปลี่ยนจากรายละเอียดจำนวนมากไปสู่ขั้นตอนถัดไป

after all that information เป็นวลีเชื่อมที่ใช้ตอนต้นประโยค วลีนี้รวบรวมทุกอย่างที่เพิ่งอธิบายให้เป็นก้อนเดียว และบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ปฏิกิริยา บทสรุป คำถาม หรือขั้นตอนถัดไป after แสดงลำดับ ส่วน all that information ย้อนอ้างถึงเนื้อหาจำนวนมากที่เพิ่งกล่าวไป วลีนี้ช่วยจัดระเบียบการพูด ไม่ได้เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอเพิ่งอธิบายเนื้อหายาว ๆ จบ ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเปลี่ยนไปสู่การทบทวนสั้น ๆ

  1. Before all that information, let's review the three main points.
  2. After all that information, let's review the three main points.
  3. After all that information, let's explain every detail again.
ดูคำตอบ

After all that information, let's review the three main points.

I wouldn't be surprised if your head is spinning โน้ต

3:55

ฉันคงไม่แปลกใจเลยถ้าหัวของคุณจะหมุน

as fast as the Earth. ไวยากรณ์

3:57

เร็วเท่ากับโลก

ไวยากรณ์

I wouldn't be surprised if: วิธีพูดถึงความคาดหมายอย่างนุ่มนวล

I wouldn't be surprised if ... หมายความว่าสถานการณ์หนึ่งดูมีแนวโน้มหรือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับผู้พูด แทนที่จะยืนยันโดยตรงว่าเป็นเรื่องจริง ผู้พูดนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่หากเกิดขึ้นก็ไม่น่าแปลกใจ รูปแบบคือ I wouldn't be surprised if + อนุประโยค ในที่นี้ your head is spinning บรรยายปฏิกิริยาที่ผู้ฟังอาจกำลังมีอยู่ จึงทำให้การคาดเดานุ่มนวลขึ้นและทำให้มุกฟังดูเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างถูกต้องและสุภาพว่า Mia น่าจะเหนื่อยหลังจากการเดินทางไกล

  1. I wouldn't be surprised if Mia was tired after the long trip.
  2. I wouldn't be surprise if Mia was tired after the long trip.
  3. I wouldn't surprise if Mia was tired after the long trip.
ดูคำตอบ

I wouldn't be surprised if Mia was tired after the long trip.

สำนวน

your head is spinning: สับสนเพราะข้อมูลมากเกินไป

ในที่นี้ your head is spinning เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงคุณรู้สึกว่าสมองรับไม่ไหวหรือสับสน เพราะมีข้อมูลให้ประมวลผลมากเกินไป ไม่ได้หมายความว่าศีรษะกำลังหมุนจริง ๆ ภาพเปรียบเทียบนี้สื่อว่าความคิดแล่นเร็วมากจนจัดระเบียบได้ยาก รูปแบบ my/your/her head is spinning สามารถนำไปใช้เมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่ามีข้อมูลมากเกินกว่าจะรับไหว

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใดที่สามารถพูดว่า 'My head is spinning' ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อสื่อว่ารับข้อมูลมากเกินไป

  1. คุณเพิ่งได้รับข้อมูลซับซ้อนมากเกินไป
  2. คุณกำลังมองดูล้อหมุน
  3. คุณต้องการบอกว่าใครบางคนวิ่งเร็วมาก
ดูคำตอบ

คุณเพิ่งได้รับข้อมูลซับซ้อนมากเกินไป

ไวยากรณ์

as fast as: เปรียบเทียบความเร็วที่เท่ากันด้วย as ... as

ใน as fast as the Earth คำว่า as สองตำแหน่งสร้างการเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน กล่าวคือ สิ่งหนึ่งกำลังหมุนด้วยความเร็วเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง รูปแบบเต็มคือ as + คำคุณศัพท์/คำกริยาวิเศษณ์ + as ในที่นี้ fast เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ขยาย spinning และ as ตัวที่สองนำเข้าสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบคือ the Earth รูปแบบนี้นำเสนอว่าความเร็วทั้งสองเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน และยังใช้เปรียบเทียบแบบเกินจริงเพื่อความสนุกแทนการวัดอย่างแม่นยำได้ ดังเช่นในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อแสดงว่าความเร็วเท่ากัน: Nora can swim ____ her brother.

ดูคำตอบ

as fast as