วิธีออกเสียงคำลงท้ายรูปอดีต - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
397 คำ 156 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนการออกเสียงนี้อธิบายเสียงลงท้าย -ed ในภาษาอังกฤษ 3 แบบ ได้แก่ /ɪd/ หลังคำกริยาที่ลงท้ายด้วย /t/ หรือ /d/ และ /t/ หรือ /d/ หลังเสียงท้ายอื่น ๆ พร้อมแสดงให้เห็นว่าจำนวนพยางค์และการสั่นของเส้นเสียงช่วยกำหนดรูปออกเสียงที่ถูกต้องอย่างไร ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. add a syllable — ความหมายและระดับการใช้คำศัพท์: เข้าใจว่าในทางสัทวิทยาวลีนี้หมายถึงการเพิ่มพยางค์ในการออกเสียง และใช้วลีนี้อธิบายได้ว่า wanted กับ needed มีหน่วยเสียงพูดเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย ขณะที่ played, closed และ focused ยังคงมีจำนวนพยางค์เท่ากับรูปคำเดิม 2. If the sound is unvoiced, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: มองออกว่านี่คือการตั้งเงื่อนไขที่ทำให้เกิดผลด้านการออกเสียง และใช้โครงสร้าง If + ปัจจุบัน, then + ผลลัพธ์ เพื่ออธิบายว่าเมื่อเสียงท้ายไม่ก้อง เช่น /s/ จะเติมเสียง /t/ ดังตัวอย่าง focused 3. The only important thing is not to add an extra syllable, unless — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้โครงสร้างนี้เพื่อเน้นข้อจำกัดหลักและบอกข้อยกเว้นไว้ในประโยคเดียวกันได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ รูป -ed ส่วนใหญ่ต้องคงจำนวนพยางค์เดิม ยกเว้นเมื่อเสียงท้ายเป็น /t/ หรือ /d/

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Today's mini English lesson is about how to pronounce -ed endings. โน้ต

0:04

บทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ วันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงคำลงท้าย -ed

ลำดับความ

Today's mini English lesson: การเกริ่นกรอบของบทเรียนครั้งนี้

Today's mini English lesson เป็นวลีคำนามที่ใช้บอกชื่อและกำหนดกรอบของเนื้อหาที่ผู้ฟังกำลังจะได้ฟัง ในที่นี้ today's หมายถึงตอนนี้หรือบทเรียนนี้ ไม่จำเป็นต้องเน้นว่าเป็นวันเดียวกับวันที่รับชมจริง วลีนี้ทำหน้าที่เป็นประธานในรูปแบบ X is about Y รูปแบบนี้จะบอกประเภทของบทเรียนก่อน แล้วจึงแนะนำหัวข้อ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้รวดเร็วว่าเนื้อหาต่อไปคืออะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเปิดบทเรียนสั้น ๆ โดยบอกก่อนว่าเป็นบทเรียนอะไร แล้วจึงแนะนำหัวข้อ?

  1. Today's mini science lesson is about how rainbows form.
  2. How long is today's science lesson?
  3. I watched a mini science lesson about rainbows yesterday.
ดูคำตอบ

Today's mini science lesson is about how rainbows form.

วลี

how to pronounce + กรรม: ถามวิธีออกเสียง

how to pronounce + กรรม หมายถึงวิธีเปล่งเสียงของคำ ชื่อ หรือคำลงท้ายนั้น ในประโยคนี้ -ed endings เป็นกรรมของ pronounce วลี how to + คำกริยารูปพื้นฐานทั้งชุดสามารถตามหลังคำอย่าง about, learn, know หรือ show ได้ ในที่นี้ pronounce ต้องมีกรรม จึงต้องระบุคำ ชื่อ หรือคำลงท้ายที่ต้องการรู้วิธีออกเสียง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยสำนวนที่ใช้ถามเรื่องการออกเสียงโดยเฉพาะ: Can you show me ____ this name?

ดูคำตอบ

how to pronounce

These are common on regular past simple verbs, การใช้คำ

0:08

ซึ่งมักพบในคำกริยาปกติในอดีตกาล

การใช้คำ

regular past simple verbs: รูปอดีตปกติที่เติม -ed

“Regular past simple verbs” ในที่นี้หมายถึงคำกริยาปกติที่ใช้ใน past simple รูปอดีตของคำกริยาเหล่านี้เป็นไปตามกฎการสะกดทั่วไป โดยมักเติม -ed: walk → walked “Past simple” เป็นชื่อของกาล ใช้บอกว่าการกระทำหรือสภาวะอยู่ในอดีต ไม่ได้หมายความว่า ‘อดีตนั้นง่าย’ ใน “Mia walked home yesterday.” คำว่า walked คือรูป past simple ของคำกริยาปกติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำกริยาปกติในรูป past simple?

  1. Lina has walked to school many times.
  2. Lina went to school yesterday.
  3. Lina walked to school yesterday.
ดูคำตอบ

Lina walked to school yesterday.

regular past participles, การใช้คำ

0:11

กริยาช่องที่ 3 แบบปกติ

การใช้คำ

regular past participles: รูป past participle ปกติที่เติม -ed

“Regular past participles” คือรูป past participle หรือกริยาช่อง 3 ของคำกริยาปกติ โดยทั่วไปจะลงท้ายด้วย -ed เช่น finished และ opened Past participle มักตามหลัง have, has หรือ had ในโครงสร้าง perfect เช่น “The team has finished.” และยังตามหลังรูปหนึ่งของ be ในประโยค passive ได้ เช่น “The door was opened.” สำหรับคำกริยาปกติ past participle กับ past simple มักสะกดเหมือนกัน แต่ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์ต่างกัน

แบบฝึกหัด

completed เป็น past participle ในประโยคใด?

  1. The team completes the project every year.
  2. The team has completed the project.
  3. The team completed the project yesterday.
ดูคำตอบ

The team has completed the project.

and also lots of adjectives.

0:12

และคำคุณศัพท์อีกมากมาย

When you see an -ed ending, ไวยากรณ์

0:14

เมื่อคุณเห็นคำลงท้าย -ed

there are three different possible pronunciations.

0:16

มีความเป็นไปได้ในการออกเสียง 3 แบบที่แตกต่างกัน

ไวยากรณ์

When you see an -ed ending: ใช้ When + present simple บอกเงื่อนไขทั่วไป

ใน “When you see an -ed ending,” คำว่า when นำเงื่อนไขที่ใช้ได้ทุกครั้งที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้น หมายถึงทุกครั้งที่พบคำลงท้ายนี้ ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในอดีต เมื่อต้องการบอกกฎหรือผลที่เกิดซ้ำ สามารถใช้ When + present simple เพื่อบอกเงื่อนไข แล้วใช้ประโยคหลักบอกสิ่งที่เกิดขึ้น: When X happens, Y happens.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ When + present simple เพื่อบอกกฎทั่วไป

  1. When you heated the ice yesterday, it melted.
  2. When the show ended last night, we went home.
  3. When you heat ice, it melts.
ดูคำตอบ

When you heat ice, it melts.

And we can divide these into two main categories. วลี

0:19

และเราสามารถแบ่งสิ่งเหล่านี้ออกเป็นสองประเภทหลัก

วลี

divide these into two main categories: divide A into B

“Divide A into B” หมายถึงแบ่ง A ออกเป็นส่วนหรือหมวดหมู่ที่ B ระบุ ในประโยคนี้ “these” คือชุดสิ่งที่นำมาจัดหมวดหมู่ และ “two main categories” คือกลุ่มที่ได้จากการแบ่ง โครงสร้างคือ divide + A + into + B เมื่อจัดหมวดหมู่ into ใช้นำผลลัพธ์ที่แบ่งได้ และไม่ใช้ to แทน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง divide A into B: The coach divided the players ____ three teams.

ดูคำตอบ

into

Here are some verbs from the first category. ลำดับความ

0:22

นี่คือคำกริยาบางคำจากประเภทแรก

ลำดับความ

Here are some verbs: การยกตัวอย่าง

Here are some verbs ใช้เสนอชุดตัวอย่างให้ผู้ฟัง ในประโยคนี้ here ช่วยเปลี่ยนคำอธิบายจากกฎไปสู่ตัวอย่างที่จะตามมา ไม่ได้เน้นการชี้สถานที่จริง ใช้ Here are หน้าคำนามพหูพจน์ เช่น some verbs และใช้ Here is เมื่อนำเสนอสิ่งเดียว

แบบฝึกหัด

หลังจากอธิบายกฎแล้ว ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับการนำเสนอตัวอย่างสามตัวอย่างต่อทันที

  1. Here are three examples of the rule.
  2. There are three examples in the textbook.
  3. Here is three examples of the rule.
ดูคำตอบ

Here are three examples of the rule.

Want becomes wanted.

0:24

Want กลายเป็น wanted

Need becomes needed.

0:27

Need กลายเป็น needed

In this category,

0:30

ในประเภทนี้

we add a syllable when we pronounce it. การใช้คำ

0:30

เราเพิ่มพยางค์เข้าไปเมื่อเราออกเสียง

การใช้คำ

add a syllable: เพิ่มหนึ่งพยางค์ในการออกเสียง

Add a syllable หมายถึงคำที่พูดออกมามีพยางค์หรือจังหวะเสียงเพิ่มขึ้นหนึ่งจังหวะ เป็นการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของการออกเสียง ไม่ใช่เพียงการมีตัวอักษรเพิ่มขึ้นในรูปเขียน ใน wanted และ needed ตัว -ed หลังเสียง /t/ หรือ /d/ ออกเสียงเป็น /ɪd/ ส่วนท้ายนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งพยางค์ ทำให้คำรูปอดีตแต่ละคำมีสองพยางค์

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย wanted เมื่อเทียบกับ want ได้ถูกต้อง

  1. Wanted has the same number of syllables as want.
  2. Wanted has one syllable because -ed is silent.
  3. Wanted has one more syllable than want.
ดูคำตอบ

Wanted has one more syllable than want.

So to want,

0:33

ดังนั้นสำหรับ want

a one syllable word,

0:34

ซึ่งเป็นคำพยางค์เดียว

we add /ɪd/, making a two syllable word, ไวยากรณ์

0:35

เราเติม /ɪd/ เข้าไป ทำให้กลายเป็นคำสองพยางค์

wanted.

0:38

wanted

ไวยากรณ์

making a two syllable word: ใช้อนุประโยค -ing เพื่อบอกผลลัพธ์

อนุประโยค making หลังจุลภาคอธิบายผลที่เกิดจากการกระทำในอนุประโยคแรก ในที่นี้ การเติม /ɪd/ ทำให้ wanted กลายเป็นคำสองพยางค์ making เป็นรูป -ing ที่ไม่ผันตามกาล ไม่ใช่กริยาหลักตัวใหม่ สาเหตุของผลลัพธ์นี้คือการกระทำทั้งหมดก่อนจุลภาค โครงสร้างนี้ใช้เติมการเปลี่ยนแปลงหรือผลที่ตามมาจากการกระทำได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ making เพื่อบอกผลที่เกิดจากการกระทำก่อนจุลภาค

  1. Mia was making a paper boat after school.
  2. The snow melted, making the path wet.
  3. We left early to make time for a snack.
ดูคำตอบ

The snow melted, making the path wet.

The same for need,

0:39

เช่นเดียวกับ need

one syllable,

0:40

มีหนึ่งพยางค์

we add /ɪd/, needed.

0:41

เราเติม /ɪd/ เป็น needed

Here are some other verbs in this category.

0:44

นี่คือคำกริยาอื่นๆ ในประเภทนี้

Wait,

0:46

Wait,

waited.

0:47

waited.

Recommend,

0:48

Recommend,

recommended.

0:49

recommended.

Can you see the pattern? น้ำเสียง/เจตนา

0:50

คุณเห็นรูปแบบไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Can you see the pattern?: ชวนผู้ฟังหากฎ

Can you see the pattern? เป็นคำถามว่าผู้ฟังสังเกตเห็นกฎที่ตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างมีร่วมกันหรือไม่ ในที่นี้ see หมายถึงมองออกหรือเข้าใจ ไม่ใช่เพียงมองเห็นด้วยตา ครูหรือผู้นำเสนอสามารถถามคำถามนี้ก่อนอธิบายกฎได้ คำถามนี้ยังไม่บอกคำตอบทันที แต่ชวนผู้ฟังให้สังเกตและคิดหาเหตุผล

แบบฝึกหัด

หลังจากครูแสดงตัวอย่างหลายตัวอย่าง Can you see the pattern? ชวนให้ทั้งชั้นทำอะไร

  1. ลอกภาพลวดลาย
  2. ตรวจดูว่ามองเห็นกระดานหรือไม่
  3. หากฎที่ตัวอย่างเหล่านี้มีร่วมกัน
ดูคำตอบ

หากฎที่ตัวอย่างเหล่านี้มีร่วมกัน

All of these verbs end with D or T. วลี

0:51

คำกริยาเหล่านี้ล้วนลงท้ายด้วย D หรือ T

วลี

end with D or T: บอกส่วนที่อยู่ท้ายสุด

รูปแบบ end with + ส่วนท้าย บอกว่าสิ่งใดอยู่ท้ายสุดของคำ ประโยค ลำดับ หรือสิ่งของ ในประโยคนี้ ตัวอักษรสุดท้ายของคำกริยาแต่ละคำคือ D หรือ T ประธานคือสิ่งที่มีส่วนท้ายนั้น และข้อความหลัง with ระบุว่าส่วนท้ายนั้นคืออะไร ไม่ได้หมายถึงใครบางคนจบการกระทำโดยใช้ D หรือ T

แบบฝึกหัด

ใช้ end with เติมกฎการเขียนให้สมบูรณ์: A question should ____ a question mark.

ดูคำตอบ

end with

If the final letter of the verb is D or T, ไวยากรณ์

0:55

หากตัวอักษรตัวสุดท้ายของคำกริยาคือ D หรือ T

you can add a syllable in the past simple.

0:58

คุณสามารถเพิ่มพยางค์ในรูปอดีตกาลได้

ไวยากรณ์

If the final letter ... is ...: กำหนดเงื่อนไขของกฎ

อนุประโยค if คือ If the final letter of the verb is D or T ใช้บอกเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริง จากนั้นประโยคหลักจะบอกผลที่เกิดขึ้นในกรณีนั้น เมื่อต้องการอธิบายกฎทั่วไป ให้ใช้ present simple ในอนุประโยค if และใช้ can + กริยารูปพื้นฐานในส่วนผลลัพธ์: If + present simple, ... can + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ can บอกผลที่เป็นไปได้หรือเป็นไปตามกฎ ไม่ได้บอกความสามารถของบุคคล

แบบฝึกหัด

เติมกฎทั่วไปด้วย If ... can ...: ____ the answer is correct, you ____ move to the next question.

ดูคำตอบ

If · can

You add /ɪd/.

1:00

คุณเติม /ɪd/

That's the first category.

1:01

นั่นคือประเภทแรก

Let's look at the second category. ลำดับความ

1:03

ลองมาดูประเภทที่สองกัน

ลำดับความ

Let's look at: นำผู้ฟังเข้าสู่ส่วนถัดไป

Let's look at... ใช้ชวนผู้ฟังให้สนใจหัวข้อที่กำลังจะกล่าวถึง ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนไปอธิบาย “หมวดที่สอง” จึงเป็นคำเชื่อมเข้าสู่ส่วนถัดไปที่ชัดเจน ในบทเรียนหรือการสนทนา look at ไม่ได้หมายถึงการมองด้วยตาเสมอไป แต่ยังหมายถึง “พิจารณา” หรือ “ตรวจดู” ได้ด้วย หลัง let's ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน look

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำที่ใช้ชวนผู้ฟังให้พิจารณาตัวอย่างถัดไป: ____ the next example.

ดูคำตอบ

Let's look at

Here are some example verbs.

1:05

นี่คือตัวอย่างคำกริยา

Play,

1:07

Play,

played.

1:08

played.

Live,

1:09

Live,

lived.

1:09

lived.

With these verbs,

1:10

สำหรับคำกริยาเหล่านี้

we do not add another syllable. ไวยากรณ์

1:11

เราจะไม่เพิ่มพยางค์อื่นเข้าไป

ไวยากรณ์

do not add: สร้างกฎเชิงปฏิเสธในปัจจุบันกาลทั่วไป

ใน we do not add คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้สร้างประโยคปฏิเสธในปัจจุบันกาลทั่วไป คำว่า not ทำให้การกระทำเป็นปฏิเสธ และ add ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐานหลัง do not เนื่องจากประธานคือ we ประโยคนี้จึงบอกกฎว่าไม่มีการเพิ่มพยางค์อีก ไม่ใช่คำสั่งที่บอกผู้ฟังว่าห้ามทำอะไร

แบบฝึกหัด

ใช้ add และรูปเต็มที่ไม่ย่อเพื่อเติมกฎเชิงปฏิเสธให้สมบูรณ์: In this game, we ____ extra points for a tie.

ดูคำตอบ

do not add

If you say /pleɪed/,

1:14

ถ้าคุณพูดว่า /pleɪed/

it's wrong.

1:16

ถือว่าผิด

Remember,

1:17

จำไว้ว่า

the only verbs that add an extra syllable end in T or D. ไวยากรณ์

1:17

คำกริยาประเภทเดียวที่เพิ่มพยางค์เข้ามาคือคำที่ลงท้ายด้วย T หรือ D

ไวยากรณ์

the only verbs that add an extra syllable: จำกัดขอบเขตให้เหลือกลุ่มเดียว

วลี the only verbs that add an extra syllable ระบุกลุ่มคำกริยาที่ถูกจำกัดไว้อย่างชัดเจน ส่วน that add an extra syllable เป็นอนุประโยคขยาย verbs เพื่อบอกว่ากำลังพูดถึงคำกริยากลุ่มใด only ครอบคลุมนามวลีทั้งหมด ไม่ได้ขยายแค่ add จากนั้นประโยคหลักบอกลักษณะของคำกริยาเหล่านั้นว่า ลงท้ายด้วย T หรือ D โครงสร้าง the only + คำนามพหูพจน์ + อนุประโยคขยายคำนาม + กริยาพหูพจน์ ใช้บอกว่ามีเพียงกลุ่มเดียวที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเท่านั้นที่ตรงตามเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง the only + คำนามพหูพจน์ + อนุประโยคขยายคำนาม ได้ถูกต้อง เพื่อสื่อว่าไฟล์ทุกไฟล์ที่ต้องใช้รหัสผ่านอยู่ในโฟลเดอร์นี้

  1. The only files that need a password are in this folder.
  2. The files in this folder need only one password.
  3. Only this folder has a password for the files.
ดูคำตอบ

The only files that need a password are in this folder.

All other verbs, ลำดับความ

1:22

คำกริยาอื่นๆ ทั้งหมด

they keep the same number of syllables.

1:23

จะเก็บจำนวนพยางค์ไว้เท่าเดิม

ลำดับความ

All other verbs: ครอบคลุมกรณีที่เหลือทั้งหมด

All other verbs ย้อนกลับไปกล่าวถึงกลุ่มที่พูดถึงแล้ว และหมายถึงคำกริยาทุกคำที่อยู่นอกกลุ่มนั้น all ทำให้ครอบคลุมส่วนที่เหลือทั้งหมด ส่วน other ตัดกลุ่มก่อนหน้าออก วลีนี้จัดข้อมูลเป็นสองขั้น ขั้นแรกบอกกลุ่มพิเศษ แล้วจึงบอกกฎสำหรับทุกสิ่งที่เหลือ ในประโยคพูด All other verbs ถูกยกขึ้นมาเป็นหัวข้อก่อน และ they ย้อนกลับไปอ้างถึงหัวข้อนั้น

แบบฝึกหัด

รถโดยสารหนึ่งคันไปสนามบิน ประโยคใดบอกว่ารถโดยสารที่เหลือทุกคันไปตัวเมือง

  1. Another bus goes downtown.
  2. Some other buses go downtown.
  3. All other buses go downtown.
ดูคำตอบ

All other buses go downtown.

Close is one syllable,

1:25

Close มีหนึ่งพยางค์

and the past is closed.

1:27

และรูปอดีตคือ closed

Still one syllable.

1:30

ก็ยังมีพยางค์เดียว

Focus is two syllables,

1:31

Focus มีสองพยางค์

and the past is focused.

1:33

และรูปอดีตคือ focused

Still two syllables.

1:35

ก็ยังมีสองพยางค์

But there is a little difference in this category.

1:36

แต่มีความแตกต่างเล็กน้อยในประเภทนี้

We don't add an extra syllable, ไวยากรณ์

1:39

เราไม่ได้เพิ่มพยางค์เข้าไป

but we do add an extra sound to make the past simple. ไวยากรณ์

1:41

แต่เราเพิ่มเสียงพิเศษเข้าไปเพื่อสร้างรูปอดีตกาล

ไวยากรณ์

We don't add..., but we do add...: แก้ความเข้าใจและเน้นข้อมูลที่ถูกต้อง

รูปแบบ We don't add A, but we do add B จะปฏิเสธความคิดหนึ่งก่อน แล้วจึงบอกข้อมูลที่ถูกต้อง ในประโยคนี้เป็นการเปรียบต่างระหว่างการเพิ่มพยางค์กับการเพิ่มเสียง ใน do add คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น รูปบอกเล่าพื้นฐานคือ we add เมื่อเติม do จะมีความหมายว่า “เพิ่มจริง ๆ” หรือ “เพิ่มอย่างแน่นอน” do ไม่ได้หมายถึงการกระทำอีกอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยที่ใช้เน้นเพื่อทำประโยคเปรียบต่างให้สมบูรณ์: We don't need more paint, but we ____ need a bigger brush.

ดูคำตอบ

do

ไวยากรณ์

to make the past simple: ใช้ infinitive เพื่อบอกจุดประสงค์

To make the past simple เป็นวลี infinitive ที่มี to วลีนี้บอกจุดประสงค์ของการเพิ่มเสียงอีกหนึ่งเสียง คือเพิ่มเสียงเพื่อให้คำกริยาอยู่ในรูป past simple ในที่นี้ make หมายถึง “สร้างรูป” หรือ “สร้างรูปทางไวยากรณ์” ไม่ได้หมายถึงทำให้อดีตง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ to + คำกริยาเพื่ออธิบายจุดประสงค์ของการกระทำ?

  1. We carried the box yesterday.
  2. We add a handle to make the box easier to carry.
  3. The box has a strong handle.
ดูคำตอบ

We add a handle to make the box easier to carry.

And for this,

1:44

และสำหรับสิ่งนี้

you have two options. วลี

1:45

คุณมีสองทางเลือก

The sound could be /d/ or /t/.

1:46

เสียงอาจจะเป็น /d/ หรือ /t/

วลี

have two options: บอกว่ามีตัวเลือกอยู่สองอย่างพอดี

“You have two options” หมายถึงมีตัวเลือกหรือคำตอบที่เป็นไปได้อยู่สองอย่างพอดี ตัวเลขวางไว้หน้าคำนามพหูพจน์ options เพื่อบอกว่ามีกี่ตัวเลือก ในที่นี้ ประโยคถัดไปบอกตัวเลือกทั้งสองคือ /d/ และ /t/ รูปแบบนี้มักใช้เกริ่นรายการตัวเลือกสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายความว่ามีตัวเลือกอยู่สองอย่างพอดี: You ____: take the bus or walk home.

ดูคำตอบ

have two options

Let's compare those two verbs again,

1:49

มาเปรียบเทียบคำกริยาสองคำนั้นกันอีกครั้ง

close and focus.

1:50

close และ focus

The verb focus ends with a /s/ sound, like a snake. โน้ต

1:52

คำกริยา focus ลงท้ายด้วยเสียง /s/ เหมือนงู

วลี

ends with a /s/ sound: อธิบายเสียงสุดท้ายของคำ

“Ends with a /s/ sound” หมายถึง /s/ เป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินในคำนั้น รูปแบบ “คำ + ends with + เสียงที่ระบุ” ใช้อธิบายการออกเสียง เสียงสุดท้ายของคำไม่จำเป็นต้องตรงกับตัวอักษรสุดท้ายที่เขียนเสมอไป ในคำว่า focus ตัวอักษร s ที่เขียนอยู่ท้ายคำก็ออกเสียงเป็น /s/

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายเสียงสุดท้ายของ rice ได้ถูกต้อง

  1. The word rice ends with a /s/ sound.
  2. The word rice starts with a /s/ sound.
  3. The word rice ends with the letter S.
ดูคำตอบ

The word rice ends with a /s/ sound.

ลำดับความ

like a snake: ทำให้เสียง /s/ เข้าใจง่ายด้วยสิ่งที่คุ้นเคย

like a snake เป็นการเปรียบเทียบที่อธิบายเสียง /s/ ซึ่งเพิ่งกล่าวถึง โดยชวนให้นึกถึงเสียงขู่ฟ่อของงู ไม่ได้หมายความว่าคำว่า focus เป็นงู เมื่อวาง like + สิ่งที่คุ้นเคยไว้หลังคำอธิบายเสียง ผู้ฟังจะนึกภาพหรือนึกเสียงตามได้อย่างรวดเร็ว รูปแบบนี้ช่วยให้เข้าใจเสียงหรือแนวคิดที่ไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

like a snake ในประโยคนี้อธิบายอะไร?

  1. ผู้พูดต้องการให้งูตั้งใจจดจ่อ
  2. เสียง /s/ ถูกเปรียบเทียบกับเสียงขู่ฟ่อของงู
  3. คำว่า focus เป็นงูชนิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

เสียง /s/ ถูกเปรียบเทียบกับเสียงขู่ฟ่อของงู

When you say /s/,

1:57

เมื่อคุณพูดเสียง /s/

If you put your hand here, วลี

1:59

ถ้าคุณวางมือไว้ตรงนี้

you can't feel it.

2:00

คุณจะไม่รู้สึกถึงมัน

วลี

put your hand here: รูปแบบ put + กรรม + สถานที่

ใน If you put your hand here คำที่เน้นไว้อธิบายการกระทำที่ผู้พูดขอให้ผู้ฟังลองทำ put หมายถึงขยับแล้ววาง your hand คือสิ่งที่ถูกขยับ และ here คือตำแหน่งที่ผู้พูดชี้ให้ดู รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ put + สิ่งของหรือส่วนของร่างกาย + สถานที่ มักใช้ในการสาธิตและคำสั่งง่าย ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งในการสาธิตด้วยวลี put + your hand + here ตามนี้: ____.

ดูคำตอบ

Put your hand here

This means it is unvoiced. โน้ต

2:03

นี่หมายความว่ามันเป็นเสียงไม่ก้อง

ลำดับความ

This means ...: เปลี่ยนข้อสังเกตให้เป็นข้อสรุป

This อ้างย้อนถึงข้อสังเกตหรือข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวไป ในประโยคนี้หมายถึงการที่ไม่รู้สึกถึงการสั่นขณะออกเสียง /s/ means นำไปสู่สิ่งที่หลักฐานนั้นบอกเรา นั่นคือเสียงนี้เป็นเสียงไม่ก้อง โครงสร้าง ข้อสังเกตหรือข้อเท็จจริง + This means ... ช่วยเชื่อมจากหลักฐานไปสู่ข้อสรุปได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

อ่านประโยค The traffic light is green. แล้วเลือกประโยคถัดไปที่ใช้ This means เพื่อบอกข้อสรุป

  1. This is the meaning of the word green.
  2. This means we can go.
  3. This means the light was green yesterday.
ดูคำตอบ

This means we can go.

การใช้คำ

unvoiced: เสียงที่เปล่งโดยเส้นเสียงไม่สั่น

unvoiced เป็นศัพท์ทางสัทศาสตร์ที่ใช้เรียกเสียงซึ่งเปล่งโดยไม่มีการสั่นของเส้นเสียง ในประโยคนี้ คำดังกล่าวจำแนกเสียงตามการสั่นที่รู้สึกได้บริเวณลำคอ โดย /s/ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเสียงนั้นไม่ได้ถูกเปล่งหรือไม่ได้ยิน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายเสียง /s/ ในคำว่า sun ได้ถูกต้อง

  1. The /s/ sound is voiced because it is easy to hear.
  2. The /s/ sound is silent because the vocal folds do not vibrate.
  3. The /s/ sound is unvoiced because the vocal folds do not vibrate.
ดูคำตอบ

The /s/ sound is unvoiced because the vocal folds do not vibrate.

For the verb close,

2:05

สำหรับคำกริยา close

it ends with a /z/.

2:07

มันลงท้ายด้วยเสียง /z/

When you say /z/,

2:08

เมื่อคุณพูดเสียง /z/

if you put your hand here,

2:10

ถ้าคุณวางมือไว้ตรงนี้

you can feel it. การใช้คำ

2:11

คุณจะรู้สึกได้

การใช้คำ

can feel it: รับรู้ความรู้สึกทางกาย

ใน can feel it คำว่า can feel หมายถึงสามารถรับรู้บางสิ่งผ่านร่างกายได้ ในที่นี้ it หมายถึงแรงสั่นที่รู้สึกได้บริเวณลำคอหรือคอขณะออกเสียง /z/ นี่เป็นความหมายของ feel ที่เกี่ยวกับการรับรู้ทางกาย ไม่ใช่อารมณ์หรือความคิดเห็น สิ่งที่สรรพนาม it อ้างถึงเข้าใจได้จากการกระทำก่อนหน้า ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าเราสามารถรับรู้แรงสั่นนั้นด้วยร่างกายได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ feel ในความหมายว่าร่างกายรับรู้บางสิ่งได้โดยตรง

  1. I feel excited about the trip.
  2. I feel that this plan will work.
  3. I can feel the phone vibrating in my pocket.
ดูคำตอบ

I can feel the phone vibrating in my pocket.

/z/

2:13

/z/

And that means it is voiced. การใช้คำ

2:14

และนั่นหมายความว่ามันเป็นเสียงก้อง

การใช้คำ

voiced: เสียงที่เส้นเสียงสั่น

ในสัทศาสตร์ voiced ใช้อธิบายเสียงพูดที่เกิดขึ้นขณะเส้นเสียงสั่น แรงสั่นที่เพิ่งรู้สึกได้ตอนออกเสียง /z/ คือหลักฐานที่ that อ้างถึง ในที่นี้ voiced เป็นคำคุณศัพท์ทางเทคนิค ไม่ได้หมายความว่าเสียงนั้นถูกพูดออกมาดัง ๆ และไม่ได้หมายความว่าเสียงนั้นมีระดับเสียงดัง

แบบฝึกหัด

ในสัทศาสตร์ voiced หมายถึงอะไร

  1. เส้นเสียงสั่นขณะสร้างเสียง
  2. เสียงนั้นต้องดังกว่าเสียงอื่น
  3. เสียงนั้นเขียนด้วยตัวอักษร v
ดูคำตอบ

เส้นเสียงสั่นขณะสร้างเสียง

So we have /s/ unvoiced,

2:16

ดังนั้นเราจึงมีเสียง /s/ ที่ไม่ก้อง

/z/ voiced.

2:19

และเสียง /z/ ที่ก้อง

If the sound is unvoiced, ไวยากรณ์

2:21

ถ้าเสียงนั้นไม่ก้อง

like /s/

2:23

เช่น /s/

then we add a /t/ sound to make the past.

2:24

จากนั้นเราก็เติมเสียง /t/ เข้าไปเพื่อทำเป็นรูปอดีต

ไวยากรณ์

If the sound is unvoiced, ...: ใช้ If ... then บอกเงื่อนไขและผลลัพธ์ของกฎ

อนุประโยค If the sound is unvoiced บอกเงื่อนไขที่ทำให้กฎการออกเสียงนี้นำมาใช้ ส่วนประโยคหลักบอกผลลัพธ์ คือให้เติมเสียง /t/ เมื่อต้องอธิบายกฎหรือขั้นตอน สามารถใช้รูปแบบ If + เงื่อนไข, (then) + ผลลัพธ์ ได้ ที่นี่ then เน้นผลลัพธ์เชิงเหตุผล ไม่ได้หมายถึงเพียงเหตุการณ์ถัดไปตามลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

เติมกฎนี้ให้สมบูรณ์ด้วย If และ then: ____ a file is too large, ____ compress it before uploading.

ดูคำตอบ

If · then

Focus,

2:27

Focus,

focused.

2:29

focused.

If the sound is voiced, /z/ ไวยากรณ์

2:30

ถ้าเสียงนั้นก้อง คือเสียง /z/

we add a /d/ sound to make the past.

2:33

เราก็เติมเสียง /d/ เข้าไปเพื่อทำเป็นรูปอดีต

ไวยากรณ์

If the sound is voiced, ...: ใช้รูปแบบ If + เงื่อนไขซ้ำ

อนุประโยค If the sound is voiced บอกเงื่อนไขของกฎการออกเสียง /d/ ในทางสัทศาสตร์ voiced หมายถึงเส้นเสียงสั่นขณะเปล่งเสียง ไม่ได้หมายความว่าเสียงดัง โครงสร้างที่นำกลับมาใช้ได้คือ If + เงื่อนไข, ผลลัพธ์ สามารถเติม then เพื่อบอกผลลัพธ์ได้ แต่ไม่จำเป็น ประโยคนี้เชื่อมจากเงื่อนไขไปยังผลลัพธ์โดยตรง การคงโครงสร้างเดิมไว้แล้วเปลี่ยนเงื่อนไขกับผลลัพธ์ช่วยให้เปรียบเทียบกฎที่เกี่ยวข้องได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ If + เงื่อนไข, ผลลัพธ์ แบบเดียวกัน?

  1. If the card is valid, the gate opens.
  2. Check the card and open the gate.
  3. The card is valid, but the gate is closed.
ดูคำตอบ

If the card is valid, the gate opens.

Close,

2:36

Close,

closed.

2:37

closed.

The only important thing is not to add an extra syllable, ไวยากรณ์

2:38

สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวคืออย่าเพิ่มพยางค์เข้าไป

unless the verb ends in T or D. วลี

2:42

ยกเว้นว่าคำกริยานั้นจะลงท้ายด้วย T หรือ D

ไวยากรณ์

The only important thing is ... unless ...: กฎหลักหนึ่งข้อพร้อมข้อยกเว้น

The only important thing is + ส่วนเติมเต็ม ใช้เสนอประเด็นหนึ่งว่าเป็นสิ่งหลักที่ต้องจำ ในประโยคนี้ not to add an extra syllable เป็นส่วนเติมเต็ม จึงมีคำสั่งสำคัญว่า “อย่าเพิ่มพยางค์อีกหนึ่งพยางค์” ไม่ใช่ “การเพิ่มพยางค์นั้นไม่สำคัญ” unless ใช้นำเงื่อนไขที่ทำให้กฎทั่วไปใช้ไม่ได้ รูปแบบการเรียงข้อมูลคือ บอกกฎหลักก่อน แล้วค่อยเพิ่มข้อยกเว้นหลัง unless ในที่นี้ข้อยกเว้นคือคำกริยาที่ลงท้ายด้วย T หรือ D

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดกล่าวกฎและข้อยกเว้นนี้ได้ถูกต้อง?

  1. อย่าเพิ่มพยางค์เกินมา แม้ว่าคำกริยาจะลงท้ายด้วย T หรือ D
  2. เพิ่มพยางค์อีกหนึ่งพยางค์ให้คำกริยาทุกคำ
  3. โดยทั่วไปอย่าเพิ่มพยางค์เกินมา แต่ให้ยกเว้นเมื่อคำกริยาลงท้ายด้วย T หรือ D
ดูคำตอบ

โดยทั่วไปอย่าเพิ่มพยางค์เกินมา แต่ให้ยกเว้นเมื่อคำกริยาลงท้ายด้วย T หรือ D

วลี

ends in T or D: การบอกตัวอักษรหรือรูปแบบที่อยู่ท้ายคำ

Ends in T or D หมายถึง “มี T หรือ D เป็นตัวลงท้าย” ประธานคือ the verb และหลัง end in จะตามด้วยตัวอักษร เสียง ปัจจัยท้ายคำ หรือรูปแบบอื่นที่อยู่ท้ายคำ ในที่นี้ in เป็นส่วนหนึ่งของวลี end in ไม่ได้หมายความว่าสิ่งหนึ่งไปจบอยู่ข้างใน T หรือ D ในประโยคนี้ T และ D หมายถึงตัวอักษรที่อยู่ท้ายคำกริยา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ end in อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่า -ing อยู่ท้ายคำ?

  1. The word ends in -ing.
  2. The word begins with -ing.
  3. The word contains -ing.
ดูคำตอบ

The word ends in -ing.

In all other cases, ลำดับความ

2:46

ในกรณีอื่นๆ ทั้งหมด

keep the same number of syllables and just add the sound /t/ or /d/.

2:47

ให้คงจำนวนพยางค์ไว้เท่าเดิม และแค่เติมเสียง /t/ หรือ /d/ เข้าไป

ลำดับความ

In all other cases: ครอบคลุมทุกกรณีนอกเหนือจากข้อยกเว้น

In all other cases เป็นวลีที่บอกขอบเขตของกฎ วลีนี้ตัดกรณีที่กล่าวไว้แล้วว่าเป็นข้อยกเว้นออก และบอกผู้ฟังว่ากฎเดียวกันใช้กับสถานการณ์ที่เหลือทั้งหมด คำว่า cases ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์หรือประเภทภายในกฎ ไม่ใช่คดีความ เมื่อวางวลีนี้ไว้ต้นประโยค จะเป็นสัญญาณว่าคำอธิบายกำลังเปลี่ยนจากข้อยกเว้นไปสู่กฎทั่วไปสำหรับกรณีที่เหลือ

แบบฝึกหัด

หลังจากผู้พูดระบุข้อยกเว้นบางอย่างแล้ว In all other cases ทำหน้าที่อะไร

  1. วลีนี้หมายความว่าข้อยกเว้นก่อนหน้านี้ไม่สำคัญอีกต่อไป
  2. วลีนี้เริ่มบอกกฎหนึ่งข้อสำหรับทุกสถานการณ์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง
  3. วลีนี้บอกว่าตัวอย่างเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย
ดูคำตอบ

วลีนี้เริ่มบอกกฎหนึ่งข้อสำหรับทุกสถานการณ์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

So I hope you enjoyed the video, น้ำเสียง/เจตนา

2:52

ดังนั้นฉันหวังว่าคุณจะสนุกกับวิดีโอนี้

and that you got everything you needed. วลี

2:55

และคุณได้รับทุกสิ่งที่คุณต้องการ

น้ำเสียง/เจตนา

I hope you enjoyed the video: คำปิดท้ายอย่างเป็นมิตรหลังชมจบ

I hope you enjoyed the video เป็นวิธีปิดท้ายอย่างเป็นมิตรเมื่อดูวิดีโอจบแล้วหรือใกล้จะจบ โครงสร้าง I hope + อนุประโยคแสดงความปรารถนาดี ไม่ได้ยืนยันว่าผู้ชมชอบวิดีโออย่างแน่นอน Enjoyed เป็นรูปอดีต เพราะมองว่าการรับชมเสร็จสิ้นแล้ว หากเปลี่ยนคำนามด้านหลัง ก็ใช้โครงสร้างเดียวกันปิดท้ายการบรรยาย ชั้นเรียน เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมที่เพิ่งจบได้

แบบฝึกหัด

การบรรยายเพิ่งจบลง ประโยคใดเป็นคำปิดท้ายอย่างเป็นมิตรที่เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I know you enjoyed the talk.
  2. I hope you enjoy the talk tomorrow.
  3. I hope you enjoyed the talk.
ดูคำตอบ

I hope you enjoyed the talk.

วลี

everything you needed: สิ่งของ ข้อมูล หรือความช่วยเหลือทั้งหมดที่จำเป็น

everything you needed หมายถึงสิ่งของ ข้อมูล หรือความช่วยเหลือทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องใช้ ในประโยคนี้ หมายความว่าผู้ชมได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทั้งหมดที่ตนต้องการจากวิดีโอ ในโครงสร้าง everything (that) you needed ส่วน you needed เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์ที่ขยาย everything สามารถละ that ได้เพราะทำหน้าที่เป็นกรรมของ needed คำว่า needed มองย้อนกลับไปยังความต้องการที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์การรับชมที่จบแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ความต้องการนั้นหมดไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ everything + we + needed: The coach gave us ____ to start practicing.

ดูคำตอบ

everything we needed

Bye.

2:57

ลาก่อน