คุณไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย: บทเรียนภาษาอังกฤษ
Vsauce
ภาพรวมวิดีโอ: Michael ตั้งคำถามว่าคนและวัตถุสัมผัสกันจริงตามความหมายตรงตัวหรือไม่ เขาเริ่มจากแรงผลักของอิเล็กตรอนและ Pauli Exclusion Principle แล้วเชื่อมไปสู่รังสีในชีวิตประจำวัน ปฏิกิริยาเคมี และบทสรุปแบบเล่นคำเกี่ยวกับครอบครัว ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “for all intents and purposes” - สำนวนและภาษาภาพพจน์: ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งถือว่าเป็นจริงในทางปฏิบัติ แม้ยังมีข้อยกเว้นทางเทคนิคอยู่ 2. “Pauli Exclusion Principle,” - วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: รู้ว่าเป็นชื่อหลักการฟิสิกส์ที่รองรับคำอธิบาย ไม่ใช่การกีดกันในความหมายทั่วไป 3. “I guess what I'm trying to say is that” - วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ใช้กรอบภาษาที่นุ่มนวลเพื่อรวบเหตุผลยาว ๆ ให้เป็นข้อสรุปส่วนตัวอย่างระมัดระวัง
คำอธิบายในบทเรียนนี้
what's the closest we can get to other objects and other people? ไวยากรณ์
0:08เราจะเข้าใกล้วัตถุอื่นและคนอื่นได้มากที่สุดแค่ไหน
What's the closest we can get to ...?:ถามว่าเข้าใกล้ได้มากที่สุดแค่ไหน
รูปแบบ What's the closest + ประธาน + can get to + เป้าหมาย? ใช้ถามระยะที่ใกล้เป้าหมายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หรือกล่าวอย่างกว้างกว่านั้นคือถามระดับความใกล้สูงสุดที่ทำได้ ในที่นี้ get to ทำงานร่วมกับ closest โดย we can get to other objects หมายถึง “เราสามารถเข้าใกล้วัตถุอื่นได้” ไม่ได้ใช้ความหมายแยกของ get to ที่แปลว่า “ไปถึงสถานที่หนึ่ง”
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยรูปแบบเต็มจากบทเรียน: ____ the stage without special passes?
ดูคำตอบ
What's the closest we can get to
it's quite complex and might leave you feeling a little bit alone. ไวยากรณ์
0:17มันกลับซับซ้อนมาก และอาจทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวนิด ๆ
Get down to the atoms of it:เจาะลึกถึงระดับอะตอม
Get down to โดยทั่วไปสื่อถึงการก้าวพ้นมุมมองผิวเผินแบบง่าย ๆ แล้วตรวจสอบความจริงพื้นฐานหรือรายละเอียดของสิ่งหนึ่ง ผู้พูดเปลี่ยนสำนวนที่คาดไว้ เช่น get down to the basics of it ให้เป็น the atoms of it การเลือกคำนี้สร้างการเล่นคำที่เข้ากับหัวข้อ เพราะ atoms ในเชิงเปรียบเทียบชวนให้นึกถึงระดับพื้นฐานที่เล็กที่สุด และอะตอมก็เป็นหัวข้อจริงของคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ลงด้านล่างจริง ๆ และ the atoms of it เป็นถ้อยคำที่สร้างขึ้นอย่างมีลูกเล่น ไม่ใช่สำนวนตายตัว
แบบฝึกหัด
ในประโยค “When you get down to the atoms of it,” เหตุใด atoms จึงเป็นคำที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- Atoms หมายถึงทั้งระดับที่พื้นฐานที่สุดและหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงจริง ๆ
- เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้แทน basics ได้ในทุกหัวข้อ
- หมายความว่าผู้พูดต้องเคลื่อนลงด้านล่างจริง ๆ เพื่อหา atoms
ดูคำตอบ
Atoms หมายถึงทั้งระดับที่พื้นฐานที่สุดและหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงจริง ๆ
leave you feeling: ทำให้ใครลงเอยด้วยสภาวะอารมณ์บางอย่าง
ในประโยคนี้ leave you feeling หมายถึง “ทำให้คุณลงเอยด้วยการอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบหนึ่ง” leave ไม่ได้หมายถึงการจากคุณไปทางกายภาพ แต่ใช้บอกผลที่ยังคงอยู่หลังจากประสบการณ์อันซับซ้อนนั้น โครงสร้างคือ leave + บุคคล + feeling + คำคุณศัพท์หรือวลีบอกอารมณ์ ใช้ได้เมื่อเหตุการณ์ ข่าวสาร หรือการกระทำทิ้งผลกระทบทางอารมณ์ไว้ ไม่ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่
แบบฝึกหัด
ใช้รูปอดีตของ leave + me + feeling เติมประโยคให้สมบูรณ์: The sudden rejection ____ discouraged for days.
ดูคำตอบ
left me feeling
my fingers for all intents and purposes are touching, สำนวน
0:24ถ้ามองในทางปฏิบัติ นิ้วของผมกำลังแตะกันอยู่
for all intents and purposes: เป็นจริงในทางปฏิบัติ
for all intents and purposes เป็นวลีแสดงความเห็นแบบตายตัว หมายถึง “ในทางปฏิบัติ” หรือ “ในแง่ที่สำคัญต่อสถานการณ์นั้น” วลีนี้นำเสนอข้อความหนึ่งว่าเป็นจริงโดยผลที่เกิดขึ้นจริง พร้อมเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้นทางเทคนิคเล็กน้อย ในที่นี้วลีดังกล่าววางกรอบให้ my fingers ... are touching กล่าวคือ ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันถือว่านิ้วกำลังสัมผัสกัน แม้ว่าคำอธิบายในระดับอะตอมจะเพิ่มเงื่อนไขบางอย่าง ควรเข้าใจวลีทั้งหมดเป็นหน่วยเดียว ไม่ได้กล่าวถึง intents และ purposes แยกกัน
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ในทางปฏิบัติ” ให้สมบูรณ์: Technically, the two accounts remain separate, but ____, they function as one.
ดูคำตอบ
for all intents and purposes
at an atomic level: กำหนดมาตราส่วนของการวิเคราะห์
ในประโยคนี้ at an atomic level กำหนดมาตราส่วนที่ทำให้ข้อความนั้นเป็นจริง หมายถึง “เมื่อพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในระดับอะตอม” ดังนั้น level จึงหมายถึงชั้นของการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชั้นของอาคารหรือลำดับขั้น รูปแบบ at a/an + คำคุณศัพท์ + level ช่วยให้ผู้พูดจำกัดขอบเขตของข้อความด้วยการเปลี่ยนมุมมอง ข้อความหนึ่งอาจเป็นจริงในระดับชีวิตประจำวัน แต่ไม่จริงในระดับจุลภาค ระดับโมเลกุล ระดับองค์กร หรือระดับการใช้งานจริง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้: In everyday life the tabletop looks solid, but ____ it is mostly empty space.
ดูคำตอบ
at an atomic level
your body is technically not touching the chair at all.
0:34ในทางเทคนิค ร่างกายคุณไม่ได้สัมผัสเก้าอี้เลย
too small for us to even see: รูปแบบ too ... for someone to do
โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + for someone + to-infinitive บอกว่าระดับของคุณสมบัติหนึ่งเกินขีดจำกัด จึงทำให้คนนั้นไม่สามารถทำกริยาที่ตามมาได้ ในที่นี้ too small ... to see หมายถึงขนาดเล็กกว่าขีดจำกัดที่สายตามนุษย์จะมองเห็นได้ ดังนั้นเราจึงมองไม่เห็นสิ่งนั้น Even เน้นผลลัพธ์ให้ชัดขึ้น โดยนำเสนอว่าการมองเห็นเป็นการกระทำพื้นฐานที่สุด แต่แม้แต่การกระทำนั้นก็ยังทำไม่ได้ For us ระบุว่าความสามารถของใครถูกจำกัด ส่วนผู้สังเกตคนอื่นอาจมีขีดจำกัดต่างกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบ too ... for ... to โดยใช้ small และ read: The print is ____ for my grandfather ____ without his glasses.
ดูคำตอบ
too small · to read
And it's caused by the fact that your butt and the chair are made out of atoms. ไวยากรณ์
0:49สาเหตุก็เพราะก้นของคุณกับเก้าอี้ล้วนประกอบด้วยอะตอม
be caused by the fact that + อนุประโยค
“be caused by the fact that + อนุประโยค” เชื่อมผลลัพธ์เข้ากับสาเหตุที่กล่าวเป็นข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์ ในประโยคนี้ “it” คือผลลัพธ์ และ “your butt and the chair are made out of atoms” คืออนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกเหตุผล รูปแบบนี้มีประโยชน์เมื่อสาเหตุซับซ้อนเกินกว่าจะบอกด้วยนามวลีง่าย ๆ: ผลลัพธ์ + be caused by the fact that + ประธาน + กริยา
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกสาเหตุที่เน้นไว้: The cancellation ____ the venue had flooded.
ดูคำตอบ
was caused by the fact that
the matter that we deal with every day is made out of atoms.
0:55สสารที่เราพบเจอทุกวันประกอบด้วยอะตอม
as we all know ในฐานะเครื่องหมายแสดงความรู้ร่วมกัน
“As we all know” เป็นข้อความแทรกที่นำเสนอข้อความถัดไปว่าเป็นความรู้ร่วมกันระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ในที่นี้ช่วยสร้างจุดเริ่มต้นร่วมกันก่อนอธิบายเรื่องสสารและอะตอม นี่เป็นเครื่องหมายเชิงวาทศิลป์ที่แสดงฉันทามติ ไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ฟังทุกคนรู้ข้อเท็จจริงนั้นจริง ๆ เมื่อตัดออก ข้อความหลักก็ยังถูกต้องตามไวยากรณ์: “The matter ... is made out of atoms.”
แบบฝึกหัด
ผู้ฟังอาจไม่รู้จักงานวิจัยนี้ ให้ตัดสินว่าประโยคเปิดต่อไปนี้เหมาะกับการนำเสนออย่างเป็นกลางหรือไม่: “As we all know, this new treatment is completely safe.”
- ไม่เหมาะสม
- เหมาะสม
ดูคำตอบ
ไม่เหมาะสม
And an atom is a nucleus surrounded by an outer shell of orbiting electrons. ไวยากรณ์
0:58และอะตอมก็คือนิวเคลียสที่ล้อมรอบด้วยเปลือกชั้นนอกซึ่งมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่
A nucleus surrounded by an outer shell: อนุประโยคสัมพันธ์แบบถูกกระทำที่ย่อรูป
ใน a nucleus surrounded by an outer shell กลุ่มคำ surrounded by an outer shell วางไว้หลัง nucleus เพื่อขยายคำนั้น โดยมีความหมายเท่ากับ a nucleus that is surrounded by an outer shell Surrounded เป็นคำกริยารูป past participle ที่มีความหมายแบบถูกกระทำ กล่าวคือ เปลือกอยู่รอบนิวเคลียส ส่วนนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ย่อรูป ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สอง โครงสร้างกระชับนี้พบได้บ่อยในการนิยามหรือบรรยายสิ่งต่าง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมวลีแบบถูกกระทำที่ย่อรูปและมีความหมายว่า that was surrounded by: We found a playground ____ a high fence.
ดูคำตอบ
surrounded by
that aren't going to bond or chemically react,
1:06โดยที่ไม่ได้กำลังจะสร้างพันธะหรือทำปฏิกิริยาเคมี
Have trouble touching: โครงสร้าง have trouble + -ing
Have trouble touching each other หมายความว่าสิ่งหนึ่งสัมผัสอีกสิ่งหนึ่งได้ยาก รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ have trouble + รูป -ing เช่น have trouble doing something ในที่นี้ trouble หมายถึงความยากลำบากและเป็นคำนามนับไม่ได้ในโครงสร้างนี้ Touching คือรูป -ing ที่ตามหลัง trouble ไม่ใช่ infinitive ที่มี to
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ have trouble และรูป -ing ของ open: Nina ____ the heavy door.
ดูคำตอบ
has trouble opening
Because electrons repel one another because they have the same charge. การใช้คำ
1:10เพราะอิเล็กตรอนมีประจุเหมือนกัน จึงผลักกันเอง
repel one another: แรงผลักทางกายภาพที่กระทำต่อกัน
ในประโยคฟิสิกส์นี้ repel หมายถึงการออกแรงที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ แยกออกจากกัน เนื่องจากอิเล็กตรอนมีประจุชนิดเดียวกัน อิเล็กตรอนแต่ละตัวจึงส่งแรงต่ออิเล็กตรอนตัวอื่นในทิศทางที่ทำให้ห่างออกไป ไม่ได้หมายความว่าอิเล็กตรอนไม่ชอบกัน one another แสดงการกระทำที่มีต่อกัน กล่าวคือ อิเล็กตรอน A ผลักอิเล็กตรอน B และอิเล็กตรอน B ก็ผลักอิเล็กตรอน A โครงสร้าง ประธานพหูพจน์ + กริยา + one another ใช้บรรยายการกระทำที่สมาชิกในกลุ่มทำต่อกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ผลักกันให้ห่างออกไป”: Two positive charges ____ when they come close.
ดูคำตอบ
repel one another
cannot be all pushed down to the same energy level
1:22ไม่สามารถถูกบีบให้ลงไปอยู่ในระดับพลังงานเดียวกัน
Pauli Exclusion Principle: ชื่อของกฎฟิสิกส์
Pauli Exclusion Principle เป็นชื่อเฉพาะของกฎฟิสิกส์ที่ตั้งชื่อตามว็อล์ฟกัง เพาลี สำหรับอะตอม ความหมายที่แม่นยำคือ อิเล็กตรอนสองตัวไม่สามารถมีสถานะควอนตัมที่สมบูรณ์เหมือนกันทุกประการได้ วิดีโอใช้ภาพที่เข้าใจง่ายกว่า คือไม่สามารถผลักอิเล็กตรอนทั้งหมดเข้าไปอยู่ในระดับพลังงานหรือชั้นเดียวกันได้ เนื่องจากนี่เป็นชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ exclusion จึงไม่ได้หมายถึงการกันใครออกไปในชีวิตประจำวัน วลีนี้บอกว่าผู้พูดกำลังอ้างกฎที่ใช้รองรับคำอธิบาย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยชื่อมาตรฐานของกฎนี้: The rule stating that no two electrons in an atom can have the same complete quantum state is the ____.
ดูคำตอบ
Pauli Exclusion Principle
all together: วลีสองคำสำหรับกลุ่มที่ทำสิ่งหนึ่งพร้อมกัน
ในประโยคนี้ all together เป็นวลีสองคำที่หมายถึง “ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน” หรือ “เป็นกลุ่มเดียวกัน” ประโยคนี้บอกว่าไม่สามารถบังคับให้อิเล็กตรอนทั้งหมดเข้าไปอยู่ในระดับพลังงานเดียวกันพร้อมกันได้ all กล่าวถึงทั้งกลุ่ม ส่วน together อธิบายการกระทำหรือสภาวะที่มีร่วมกัน วลีนี้ไม่ได้หมายถึง “อย่างสมบูรณ์”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “เป็นกลุ่มเดียวกันหรือในเวลาเดียวกัน”: The children called out the answer ____.
ดูคำตอบ
all together
what this means is that: การนำเสนอนัยจากข้อมูลก่อนหน้า
กรอบ what this means is that ใช้ this ชี้ย้อนกลับไปยังคำอธิบายก่อนหน้า และใช้ that นำไปสู่ผลที่ตามมา ในที่นี้ กรอบนี้เปลี่ยนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นข้อสรุปที่เข้าใจง่าย ใช้ what this means is that + อนุประโยค หลังข้อมูลก่อนหน้าเมื่อต้องการกล่าวสิ่งที่ข้อมูลนั้นบ่งชี้อย่างชัดเจน กรอบนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูล ไม่ได้เพิ่มหลักฐานใหม่
แบบฝึกหัด
เติมข้อสรุปด้วยกรอบภาษาที่นำเสนอนัยของประโยคก่อนหน้า: Several trials produced the same result. ____ the effect is repeatable.
ดูคำตอบ
What this means is that
“electromagnetic repulsion ... is saying”: ทำให้แรงมีเสียงพูด
ประโยคนี้ทำให้แรงมีลักษณะเหมือนมนุษย์ แรงผลักทางแม่เหล็กไฟฟ้าพูดไม่ได้จริง ๆ แต่ผู้บรรยายให้มันพูดว่า “No, no, no, no closer” การปฏิเสธในจินตนาการนี้ช่วยให้เรานึกภาพแรงต้านที่มองไม่เห็นขณะอะตอมเข้าใกล้กันได้ง่ายขึ้น ในการอธิบาย สามารถใช้รูปแบบ X is saying, “...” เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่กระบวนการหรือสัญญาณบ่งบอกให้เป็นข้อความที่เหมือนเสียงของมนุษย์ ตรงนี้ but แสดงการเปลี่ยนจากอะตอมที่กำลังเข้าใกล้กันไปสู่แรงที่ขัดขวางไม่ให้เข้าใกล้กว่านี้
แบบฝึกหัด
ข้อความ “No, no, no, no closer” มีหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- รายงานคำพูดที่อิเล็กตรอนพูดจริง ๆ ระหว่างการทดลอง
- หมายความว่าอะตอมได้เคลื่อนห่างออกจากกันเองแล้ว
- ทำให้แรงผลักทางแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนมนุษย์ที่ปฏิเสธไม่ให้เข้าใกล้มากขึ้น
ดูคำตอบ
ทำให้แรงผลักทางแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนมนุษย์ที่ปฏิเสธไม่ให้เข้าใกล้มากขึ้น
the nerves in my skin can feel that repulsive force,
1:42เส้นประสาทในผิวหนังของผมรับรู้แรงผลักนั้นได้
and that's what I call the texture or the feeling of the object.
1:45และนั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่าเนื้อสัมผัสหรือความรู้สึกจากวัตถุนั้น
push it out of the way: ดันสิ่งกีดขวางออกให้พ้นทาง
Push something out of the way หมายถึงการย้ายสิ่งของจากตำแหน่งเดิมเพื่อไม่ให้มันขวาง กินพื้นที่ หรือรบกวนพื้นที่ที่ต้องใช้ ในที่นี้วลีนี้บอกผลว่าตัวสสารถูกดันออกไป ไม่ได้บอกเส้นทางที่มันเคลื่อนที่ไปตามนั้น โครงสร้างคือ push + object + out of the way เมื่อใช้คำสรรพนาม ให้วางไว้ระหว่าง push กับ out โดยพูดว่า push it out of the way ไม่ใช่ push out of the way it ส่วน Out of the way บอกผลหลังจากการเคลื่อนที่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึง “ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ขวางทางอีกต่อไป”: A suitcase was blocking the hallway, so Maya pushed it ____.
ดูคำตอบ
out of the way
Even though, so you can cut things really easily like this,
2:02เพราะฉะนั้น ถึงคุณจะตัดสิ่งของแบบนี้ได้ง่าย ๆ
This is where ... ในฐานะเครื่องหมายบอกจุดเปลี่ยน
This is where ... นำเสนอจุดที่คำอธิบายดำเนินมาถึงว่าเป็นจุดเปลี่ยน ในที่นี้ where หมายถึง ‘ในขั้นนี้ของการอธิบาย’ ไม่ใช่ ‘ในสถานที่นี้’ อนุประโยคหลัง where บอกถึงความเปลี่ยนแปลง โดย it gets depressing หมายความว่าหัวข้อเริ่มทำให้รู้สึกเศร้าหรือท้อใจ รูปแบบ This is where + อนุประโยค ใช้เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับพัฒนาการใหม่ ผลที่ตามมา หรือการเปลี่ยนน้ำเสียงได้
แบบฝึกหัด
where ใน “This is where it gets depressing” สื่อถึงอะไร?
- ผู้พูดกำลังถามว่าเหตุการณ์เศร้าเกิดขึ้นที่ไหน
- ผู้พูดมาถึงสถานที่จริงที่ชวนให้หดหู่
- การอธิบายดำเนินมาถึงขั้นที่น้ำเสียงเริ่มเศร้าหรือชวนท้อใจ
ดูคำตอบ
การอธิบายดำเนินมาถึงขั้นที่น้ำเสียงเริ่มเศร้าหรือชวนท้อใจ
What all of this means is that when you kiss your girlfriend or pet your dog or hug your grandmother,
2:10ทั้งหมดนี้หมายความว่า เมื่อคุณจูบแฟนสาว ลูบสุนัข หรือกอดคุณยาย
you're not actually making contact with their matter. วลี
2:16ที่จริงแล้ว คุณไม่ได้สัมผัสกับสสารที่ประกอบเป็นตัวพวกเขาเลย
คำที่มักใช้ร่วมกัน make contact with
ในโครงสร้าง make contact with + คำนาม คำว่า contact เป็นคำนาม และ make contact เป็นวลีกริยาตายตัว ส่วน with ใช้นำหน้าคนหรือสิ่งที่เราเชื่อมต่อหรือสัมผัส ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวหมายถึงปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพกับสสาร ในบริบทอื่นอาจหมายถึงการติดต่อสื่อสารได้สำเร็จ ดังนั้นบริบทรอบข้างจะบอกว่าเป็นการสัมผัสทางกายภาพหรือการติดต่อสื่อสาร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้วลีสามคำ make contact with: Before taking a reading, the sensor must ____ the metal surface.
ดูคำตอบ
make contact with
You're just feeling the repulsive force of their electrons.
2:23คุณแค่รู้สึกถึงแรงผลักจากอิเล็กตรอนของพวกเขา
But maybe there's hope: เปิดทางไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่
But เปลี่ยนทิศทางของข้อความจากข้อสรุปที่ชวนให้หมดหวังไปสู่อีกทางหนึ่ง คำนี้บอกว่าแนวคิดถัดไปจะเปลี่ยนกระแสของสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า maybe ทำให้ข้อความยังไม่แน่นอน ส่วน there's hope หมายความว่าผลลัพธ์ที่ดีหรือหนทางที่มีประโยชน์อาจยังเป็นไปได้ เมื่อรวมกันแล้ว ประโยคนี้เปิดทางให้สำรวจแนวคิดใหม่โดยไม่ยืนยันผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
ผู้พูดสื่ออะไรเมื่อพูดว่า But maybe there's hope.?
- ความเป็นไปได้ที่ดีกว่าอาจยังควรค่าแก่การสำรวจ
- ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอนแล้ว
- ไม่มีเหตุผลที่จะทำต่อ
ดูคำตอบ
ความเป็นไปได้ที่ดีกว่าอาจยังควรค่าแก่การสำรวจ
what can we do to affect the nucleus of someone else's atoms?
2:34เราจะทำอะไรเพื่อส่งผลต่อนิวเคลียสของอะตอมในตัวคนอื่นได้บ้าง
altogether: อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ all together
ในที่นี้ altogether เป็นคำวิเศษณ์ที่เขียนเป็นคำเดียวและหมายถึง “อย่างสมบูรณ์” หรือ “โดยสิ้นเชิง” คำนี้ขยาย avoid โดยแผนคือหลีกเลี่ยงอิเล็กตรอนในทุกด้าน ไม่ใช่แค่ให้ความสนใจน้อยลง การใช้นี้ทำให้ขอบเขตเป็นทั้งหมด กล่าวคือวางอิเล็กตรอนไว้ข้าง ๆ อย่างสิ้นเชิงก่อนพิจารณาส่วนอื่นของอะตอม
แบบฝึกหัด
ใช้รูปคำเดียวที่ต่างจาก all together: Mia stopped using the broken machine ____.
ดูคำตอบ
altogether
You're going to have to be a little bit radioactive if you're going to want to do this. ไวยากรณ์
2:41ถ้าอยากทำแบบนั้น ตัวคุณต้องมีกัมมันตภาพรังสีอยู่นิดหน่อย
You're going to have to: การคาดการณ์ความจำเป็นในอนาคต
“You're going to have to” เป็นการรวม be going to กับ have to โดย be going to แสดงว่าข้อกำหนดนี้คาดได้จากสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วน have to แสดงว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ความต้องการ ในประโยคนี้ ผู้พูดคาดการณ์เงื่อนไขที่จำเป็นต่อการทำสิ่งนั้น กล่าวคือ ผู้ฟังจะต้องมีกัมมันตรังสีอยู่เล็กน้อย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ ประธาน + be going to have to + กริยารูปพื้นฐาน และมักตามด้วยอนุประโยค if ที่อธิบายเป้าหมายหรือเงื่อนไข
แบบฝึกหัด
เติมกลุ่มคำสี่คำที่รวมการคาดการณ์อนาคตกับความจำเป็นให้สมบูรณ์: If the road is still closed tomorrow, we're ____ take another route.
ดูคำตอบ
going to have to
And luckily, people are a little bit radioactive.
2:45และโชคดีที่คนเรามีกัมมันตภาพรังสีอยู่นิดหน่อย
In fact, if you sleep in a bed with another person for an entire year,
2:49ที่จริง ถ้าคุณนอนเตียงเดียวกับอีกคนตลอดหนึ่งปี
your body is actually exposed to 1 millirem more radiation than someone who sleeps alone. วลี
2:54ร่างกายคุณจะได้รับรังสีมากกว่าคนที่นอนคนเดียว 1 มิลลิเร็ม
exposed to: การสัมผัสปัจจัยหรืออิทธิพลบางอย่าง
“Exposed to” ใช้ตามหลัง be และหมายถึงการสัมผัสหรือได้รับผลจากบางสิ่ง ซึ่งมักเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยง ข้อมูล หรืออิทธิพล ส่วน to ใช้นำหน้าสิ่งที่เข้าถึงหรือส่งผลต่อประธาน ในที่นี้ “your body is actually exposed to ... radiation” หมายถึงร่างกายได้รับรังสีปริมาณเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าร่างกายถูกเปิดเผยหรือไม่มีสิ่งปกปิด ตัววลีบอกเพียงว่ามีการสัมผัสหรือได้รับอิทธิพล ไม่ได้แปลว่าเกิดอันตรายเสมอไป
แบบฝึกหัด
เติม exposed พร้อมคำบุพบทที่ต้องใช้ตามหลังให้สมบูรณ์: Without protective gloves, workers may be ____ harmful chemicals.
ดูคำตอบ
exposed to
Now, we are talking about tiny tiny amounts that really don't affect your body at all. น้ำเสียง/เจตนา
3:00แต่เรากำลังพูดถึงปริมาณที่น้อยมาก ๆ จนไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายเลย
การใช้ we are talking about เพื่อกำหนดกรอบของปริมาณ
ในที่นี้ we are talking about ไม่ได้เพียงบอกว่ากำลังสนทนากันอยู่ แต่ชี้ไปยังปริมาณที่ตามมา คือ tiny tiny amounts และกำหนดกรอบให้ผู้ฟังเข้าใจว่าปริมาณนั้นอยู่ในระดับใด ผู้พูดใช้โครงสร้าง we are talking about + นามวลีหรือจำนวน เพื่อทำให้หัวข้อ ผลที่ตามมา หรือขนาดมีความเป็นรูปธรรม และมักใช้แก้ความเข้าใจที่เกินจริง: We're talking about a few seconds, not hours.
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนสี่คำที่ใช้กำหนดกรอบขนาดของปริมาณให้สมบูรณ์: The delay may sound serious, but ____ two minutes at most.
ดูคำตอบ
we are talking about
Well, carbon 14 is in the air and potassium 40 is in bananas. วัฒนธรรม
3:08คาร์บอน-14 อยู่ในอากาศ และโพแทสเซียม-40 อยู่ในกล้วย
carbon 14 และ potassium 40: ชื่อธาตุที่มีเลขมวล
Carbon 14 และ potassium 40 เป็นชื่อของไอโซโทปเฉพาะ รูปแบบคือ ชื่อธาตุ + เลขมวล ใน carbon 14 คำว่า carbon ระบุธาตุ ส่วน 14 ระบุไอโซโทปที่มีโปรตอนและนิวตรอนรวมกัน 14 อนุภาคในนิวเคลียส รูปแบบเดียวกันนี้ใช้กับ potassium 40 ในประโยคนี้ ชื่อเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าอาจมีสารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในปริมาณน้อยมากอยู่ในอากาศและอาหาร ตัวเลขใช้ระบุชนิดของไอโซโทป ไม่ใช่จำนวนอะตอมหรือจำนวนกล้วย
แบบฝึกหัด
ในชื่อไอโซโทป potassium 40 ตัวเลข 40 ระบุอะไร?
- เลขมวลของไอโซโทป
- จำนวนอะตอมโพแทสเซียมสี่สิบอะตอม
- อุณหภูมิสี่สิบองศา
ดูคำตอบ
เลขมวลของไอโซโทป
high potassium content: รูปแบบ high + สาร + content
ใน high potassium content คำว่า high ขยาย content ซึ่งหมายถึงปริมาณโพแทสเซียมที่อยู่ในสิ่งหนึ่ง วลีนี้หมายถึง “มีโพแทสเซียมในปริมาณมาก” ไม่ได้หมายความว่าโพแทสเซียมอยู่ในตำแหน่งที่สูง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ high + สารหรือวัสดุ + content โดยมักอยู่หลัง have หรือ has และ really ในประโยคนี้ช่วยเน้น high ให้แรงขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบ high + substance + content โดยใช้ sugar เป็นสาร: This canned drink has a ____.
ดูคำตอบ
high sugar content
In fact, any food that has a lot of potassium in it like Brazil nuts
3:16ที่จริง อาหารทุกชนิดที่มีโพแทสเซียมมาก อย่างถั่วบราซิล
fine and dandy, ... but: ตอนแรกว่าดี แล้วจึงพูดถึงปัญหา
fine and dandy เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ไม่มีปัญหาเลย” หรือ “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ในที่นี้ dandy ไม่ได้บรรยายคนที่แต่งตัวดี แต่เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว ในโครงสร้าง X is fine and dandy, but Y ผู้พูดยอมรับ X ชั่วครู่ แล้วใช้ but เพื่อกล่าวถึงปัญหา ข้อจำกัด หรือข้อยกเว้นที่สำคัญ สำนวนนี้อาจฟังดูสบาย ๆ ขี้เล่น หรือประชดเล็กน้อย ดังนั้นข้อความเชิงบวกตอนแรกอาจไม่ใช่ความเห็นสุดท้ายของผู้พูด
แบบฝึกหัด
เลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุดของ fine and dandy ในประโยคนี้: A bigger screen is fine and dandy, but I need a laptop that is light.
- หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเป็นปัญหาร้ายแรงและควรหลีกเลี่ยง
- หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเป็นข้อดี แต่ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
- หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นดูมีสไตล์ ดังนั้นน้ำหนักจึงไม่สำคัญ
ดูคำตอบ
หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเป็นข้อดี แต่ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า
about one out of every 8,000 or so: สัดส่วนโดยประมาณ
one out of every 8,000 หมายถึงมี 1 หน่วยในกลุ่ม 8,000 หน่วย ซึ่งเป็นสัดส่วนพื้นฐาน 1 ต่อ 8,000 โครงสร้างคือ one out of every + ตัวเลข + คำนามพหูพจน์ ในที่นี้ about และ or so ต่างก็บอกว่า 8,000 เป็นค่าประมาณ เมื่อใช้ร่วมกัน ตัวเลขจะมีความหมายว่าเป็นค่าคร่าว ๆ ไม่ใช่ค่าที่แน่นอน และไม่ได้หมายถึงการเพิ่มอะตอมอีกหนึ่งอะตอมในแต่ละกลุ่ม
แบบฝึกหัด
about one out of every 8,000 or so ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- มีอะตอมเพิ่มหนึ่งอะตอมหลังจากแต่ละกลุ่มที่ครบ 8,000 อะตอม
- เท่ากับ 8,001 ในทุก ๆ 8,000 อย่างแน่นอน
- ประมาณ 1 ในทุก ๆ 8,000
ดูคำตอบ
ประมาณ 1 ในทุก ๆ 8,000
it would be the equivalent of getting a chest X-ray. วลี
3:33ก็จะเทียบเท่ากับการเอกซเรย์ทรวงอกหนึ่งครั้ง
if you were to ... it would be: เงื่อนไขและผลลัพธ์ที่จินตนาการขึ้น
รูปแบบ if + ประธาน + were to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้ตั้งสถานการณ์ที่จินตนาการขึ้นหรือห่างจากความเป็นจริง were ไม่ได้บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริงในอดีต ในที่นี้ were to eat หมายถึง สมมติว่าคุณกิน อนุประโยคผลลัพธ์ใช้ would + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกผลภายในสถานการณ์ที่จินตนาการนั้น นี่เป็นการทดลองทางความคิด ไม่ได้บอกว่าคนนั้นทำจริงแล้ว และไม่ได้ทำนายอย่างแน่นอนว่าจะทำในอนาคต
แบบฝึกหัด
เติมรูปกริยาสองรูปให้ครบตามรูปแบบสมมติเป้าหมาย: If you ____ touch that button, it ____ start the test.
ดูคำตอบ
were to · would
the equivalent of + คำนามหรือรูป -ing
นามวลี the equivalent of บอกว่าสิ่งหนึ่งเทียบได้กับอีกสิ่งหนึ่งในด้านปริมาณ ผลกระทบ หรือคุณค่า เป็นการเปรียบเทียบตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งนั้นเหมือนกันทุกด้าน ในประโยคนี้ หมายถึงปริมาณรังสีที่กล่าวถึงใกล้เคียงกับปริมาณรังสีจากการเอกซเรย์ทรวงอกหนึ่งครั้ง ในโครงสร้าง the equivalent of + คำนามหรือรูป -ing นั้น getting a chest X-ray ทำหน้าที่คล้ายคำนาม
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนเป้าหมายเพื่อทำประโยคเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: In this game, collecting ten silver stars is ____ collecting one gold star.
ดูคำตอบ
the equivalent of
and get absorbed into a nucleus of one of their atoms
3:48ก่อนจะถูกนิวเคลียสของอะตอมหนึ่งในตัวเขาดูดกลืน
and then we can really finally say that we touched on a fundamental level? วลี
3:50แล้วในที่สุด เราจะพูดได้ไหมว่าเราได้สัมผัสกันจริง ๆ ในระดับพื้นฐาน
on a fundamental level: ในระดับพื้นฐาน
On a ... level บอกว่าข้อความหนึ่งเป็นจริงเมื่อมองจากระดับหรือมุมมองใด Fundamental หมายถึงระดับที่ลึกที่สุดหรือพื้นฐานที่สุด ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็นบนผิวหน้า ในที่นี้ on a fundamental level บอกว่าจะนับการสัมผัสที่จินตนาการไว้อย่างไร คือพิจารณาในระดับนิวเคลียสของอะตอม คำว่า on เป็นจุดเริ่มต้นของวลีที่บอกระดับนี้ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ touch on
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The two designs look different, but on a fundamental level they solve the same problem,” คำว่า on a fundamental level หมายถึงอะไร
- บนชั้นใดชั้นหนึ่งของอาคาร
- ในระดับที่ลึกที่สุดหรือพื้นฐานที่สุด
- โดยกล่าวถึงหัวข้อหนึ่งสั้น ๆ
ดูคำตอบ
ในระดับที่ลึกที่สุดหรือพื้นฐานที่สุด
The radiation that comes out of us is very unlikely to hit someone else's atoms. ไวยากรณ์
3:57รังสีที่ออกจากตัวเรามีโอกาสน้อยมากที่จะชนอะตอมของคนอื่น
very unlikely to + กริยารูปพื้นฐาน
ในโครงสร้าง be + very unlikely to + กริยารูปพื้นฐาน คำว่า unlikely แสดงการประเมินความน่าจะเป็นของผู้พูดว่าเหตุการณ์ที่ตามหลัง to ไม่น่าจะเกิดขึ้น ส่วน very ทำให้การประเมินนี้หนักแน่นขึ้น จึงหมายถึงโอกาสที่ต่ำเป็นพิเศษ โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้พูดจึงสามารถคาดการณ์อย่างระมัดระวังโดยอาศัยหลักฐาน พร้อมกับยังคงยอมรับว่ามีโอกาสเกิดขึ้นเล็กน้อย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนบอกความน่าจะเป็นที่เน้นไว้: Based on the latest forecast, the storm is ____ reach the city.
ดูคำตอบ
very unlikely to
And because people don't contain a lot of radioactive material in their bodies,
4:02และเพราะร่างกายคนเราไม่ได้มีสารกัมมันตรังสีมากนัก
like I said เพื่อย้อนอ้างถึงสิ่งที่พูดไว้แล้ว
Like I said เป็นวลีแทรกในภาษาพูดที่ย้อนกลับไปอ้างถึงสิ่งที่ผู้พูดเคยพูดไว้ก่อนหน้า ในที่นี้วลีดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าข้อสรุปปัจจุบันเป็นการย้ำหรือต่อยอดจากการประเมินความน่าจะเป็นก่อนหน้า จึงช่วยเชื่อมประโยคใหม่เข้ากับคำอธิบายที่มาก่อน ในวลีนี้ like มีความหมายเหมือน as ไม่ได้หมายถึง enjoy เนื่องจากวลีนี้ทำหน้าที่จัดระเบียบบทสนทนา ไม่ได้เปลี่ยนข้อสรุปหลัก ใจความสำคัญของประโยคจึงยังเหมือนเดิมหากตัดวลีแทรกออก
แบบฝึกหัด
like I said ทำหน้าที่อะไรในประโยค Like I said, the library closes at six.?
- วลีนี้แสดงว่าผู้พูดชอบพูดประโยคดังกล่าว
- วลีนี้เสนอข้อมูลที่ผู้พูดไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน
- วลีนี้ย้อนอ้างถึงข้อมูลที่ผู้พูดเคยให้ไว้ก่อนหน้า
ดูคำตอบ
วลีนี้ย้อนอ้างถึงข้อมูลที่ผู้พูดเคยให้ไว้ก่อนหน้า
super unlikely: super ในฐานะคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ
ในที่นี้ super เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับแบบไม่เป็นทางการที่ขยาย unlikely คำว่า super unlikely หมายถึง “แทบไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง” คือมีโอกาสน้อยมาก แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง โครงสร้าง super + คำคุณศัพท์ เพิ่มน้ำเสียงเน้นที่มีชีวิตชีวาและเป็นภาษาสนทนา เช่น super easy หรือ super helpful ในที่นี้ super ไม่ใช่คำคุณศัพท์ที่หมายถึง “ยอดเยี่ยม” หรือ “ทรงพลังเป็นพิเศษ”
แบบฝึกหัด
คุณกำลังปลอบเพื่อนแบบสบาย ๆ ว่าปัญหาหนึ่งคงจะไม่เกิดขึ้น ประโยคใดตรงกับความหมายและน้ำเสียงนี้มากที่สุด?
- It's super unlikely to happen.
- We have not considered whether it will happen.
- It definitely cannot happen.
ดูคำตอบ
It's super unlikely to happen.
maybe we should go back a little bit and talk about chemical reactions. ลำดับความ
4:14บางทีเราควรย้อนกลับไปนิดหนึ่ง แล้วพูดถึงปฏิกิริยาเคมี
go back a little bit and talk about: กลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า
ในที่นี้ go back a little bit and talk about จัดระเบียบคำอธิบายด้วยการบอกว่าจะย้อนกลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า go back หมายถึงการกลับไปที่เนื้อหาการสนทนา ไม่ใช่การเคลื่อนตัวถอยหลัง ส่วน and talk about ใช้เกริ่นหัวข้อที่จะกลับมาพูดถึง คำว่า a little bit ทำให้การเปลี่ยนเรื่องนุ่มนวลขึ้น การเปลี่ยนทิศจึงดูเป็นเพียงชั่วคราวและไม่หักมุมเกินไป โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเหตุใดผู้พูดจึงย้อนกลับไปพูดถึงข้อมูลก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
เติมคำเชื่อมให้สมบูรณ์ด้วยวลีเป้าหมาย ก่อนหน้านี้เราข้ามประเด็นหนึ่งไป: Let's ____ the budget assumptions before we discuss the timeline.
ดูคำตอบ
go back a little bit and talk about
get together เมื่ออะตอมเข้ารวมกัน
Get together โดยทั่วไปหมายถึงผู้คนมาพบหรือรวมตัวกัน ในประโยคนี้มีการนำไปใช้กับอะตอมอย่างเป็นกันเอง โดยอะตอมเคลื่อนเข้าใกล้กันมากพอที่จะมีปฏิสัมพันธ์และใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน ถ้อยคำนี้ทำให้อะตอมดูเหมือนคนที่กำลังเป็นมิตรกัน จึงช่วยให้เห็นภาพง่าย ๆ ของการเกิดพันธะ แต่ get together เพียงอย่างเดียวไม่ได้ระบุขั้นตอนทางเคมีทั้งหมดหรือพันธะทุกชนิด
แบบฝึกหัด
ในประโยคเกี่ยวกับอะตอม get together สื่อถึงอะไร
- พวกมันเข้าใกล้กันมากพอที่จะมีปฏิสัมพันธ์และสร้างพันธะ
- พวกมันหยุดกิจกรรมทางเคมีทั้งหมด
- พวกมันจัดงานพบปะทางสังคมเหมือนคน
ดูคำตอบ
พวกมันเข้าใกล้กันมากพอที่จะมีปฏิสัมพันธ์และสร้างพันธะ
my body is chemically reacting with that food to take out the nutrients, การใช้คำ
4:31ร่างกายผมจะทำปฏิกิริยาเคมีกับอาหารเพื่อดึงสารอาหารออกมา
reacting with เพื่อระบุสารที่เป็นคู่ปฏิกิริยา
ในบริบททางเคมี react with ใช้ระบุสารอีกชนิดที่เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเดียวกัน ในที่นี้ that food คือสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภายในร่างกาย รูปแบบคือ react with + substance โดยเน้นสารอีกชนิดที่เป็นคู่ปฏิกิริยา ไม่ใช่การตอบสนองของคนหรือร่างกายต่อสิ่งกระตุ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเคมีด้วยรูปของ react และคำบุพบทที่ถูกต้อง: Iron can ____ oxygen to form rust.
ดูคำตอบ
react with
get rid of + สิ่งที่ไม่ต้องการ
get rid of ทำหน้าที่เป็นสำนวนเดียว หมายถึงเอาไปทิ้ง กำจัด หรือทำให้ตนเองหลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ต้องการหรือผลกระทบของสิ่งนั้น ในประโยคนี้ สำนวนนี้กล่าวถึงการกำจัดสิ่งของที่ผู้พูดไม่ต้องการ โครงสร้างคือ get rid of + คำนามหรือคำสรรพนาม กรรมจะอยู่หลัง of ดังนั้น the stuff I don't want คือสิ่งที่จะถูกกำจัด และไม่ควรแยกตีความ get ว่า “ได้รับ”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “กำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการ”: We need to ____ these broken chairs before the move.
ดูคำตอบ
get rid of
how can I get chemically reactionally close to a person? การใช้คำ
4:42ผมจะเข้าใกล้ใครสักคนผ่านปฏิกิริยาเคมีได้อย่างไร
short of being a cannibal: ตัดตัวเลือกสุดโต่งออก
ที่ต้นคำถาม short of being a cannibal หมายถึง “โดยไม่ไปไกลถึงขั้นเป็นมนุษย์กินคน” หรือ “นอกเหนือจากความเป็นไปได้ที่รุนแรงนั้น” วลีนี้ตัดตัวเลือกที่ไร้เหตุผลดังกล่าวออกจากการพิจารณาก่อนถามหาวิธีอื่น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ short of + คำนามหรือรูป -ing ซึ่งนำเสนอสิ่งหนึ่งเป็นขีดจำกัดหรือทางเลือกสุดท้าย ไม่ได้หมายถึงระยะทางทางกายภาพที่สั้น ในที่นี้ ตัวอย่างที่น่ากลัวเป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ เพื่อสร้างอารมณ์ขันและบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้พูดจะทำจริง
แบบฝึกหัด
ใน “Short of selling my car, how can I pay the bill?” วลี short of selling my car สื่อความหมายใด
- เพราะฉันไม่มีรถที่สามารถขายได้
- ก่อนขายรถของฉัน เพราะมีแผนจะขายรถอยู่แล้ว
- โดยไม่ไปไกลถึงขั้นขายรถของฉัน เพราะการขายรถคือตัวเลือกสุดโต่งที่ถูกตัดออก
ดูคำตอบ
โดยไม่ไปไกลถึงขั้นขายรถของฉัน เพราะการขายรถคือตัวเลือกสุดโต่งที่ถูกตัดออก
chemically reactionally close: วลีที่สร้างขึ้นอย่างขบขัน
ในประโยคนี้ reactionally เป็นคำวิเศษณ์ที่ผู้พูดสร้างขึ้นเฉพาะหน้า โดยมาจาก reaction บวกกับ -ally รูปคำถูกทำให้สอดคล้องกับ chemically ดังนั้น chemically reactionally close จึงหมายถึง “ใกล้ชิดผ่านปฏิกิริยาเคมี” ถ้อยคำนี้จงใจให้ฟังแปลกและไม่ใช่ภาษาอังกฤษเชิงวิทยาศาสตร์มาตรฐาน คำวิเศษณ์สองคำที่วางขนานกันทำให้แนวคิดนามธรรมฟังเหมือนศัพท์เทคนิคเกินจริง จึงเกิดอารมณ์ขัน
แบบฝึกหัด
ตัดสินการใช้นี้: นักเรียนเขียนในรายงานเคมีที่เป็นทางการว่า "The samples became reactionally close."
- ขบขันและเข้าใจได้ แต่ไม่เหมาะเป็นถ้อยคำทางการมาตรฐาน
- เป็นธรรมชาติและเหมาะสมสำหรับงานเขียนวิทยาศาสตร์ที่เป็นทางการ
ดูคำตอบ
ขบขันและเข้าใจได้ แต่ไม่เหมาะเป็นถ้อยคำทางการมาตรฐาน
your father and mother's DNA are all working together in chemical ways to create you.
4:53DNA ของพ่อและแม่ทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการเคมีเพื่อสร้างคุณขึ้นมา
I guess what I'm trying to say is that: กรอบสำหรับสรุปอย่างระมัดระวัง
กรอบนี้จัดระเบียบข้อสรุปเป็นสองขั้น I guess ลดระดับความมั่นใจและทำให้คำกล่าวไม่ฟันธงเกินไป ส่วน what I'm trying to say is that ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะเรียบเรียงประเด็นหลักใหม่หลังจากคำอธิบายที่ซับซ้อน ในที่นี้ trying to say ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดออกเสียงคำพูดไม่ได้ แต่หมายถึงผู้พูดกำลังหาวิธีที่ชัดเจนที่สุดเพื่อรวบรวมเหตุผลก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปเดียว
แบบฝึกหัด
เติมบทสรุปที่กล่าวอย่างระมัดระวังด้วยกรอบเต็มจากบทเรียน: ____ we need one more week.
ดูคำตอบ
I guess what I'm trying to say is that
know for certain: รู้อย่างแน่นอน ไม่ใช่การเดา
know for certain หมายถึงมีหลักฐานหรือความรู้โดยตรงเพียงพอที่จะมั่นใจว่าบางสิ่งเป็นความจริง ในประโยคนี้ for certain เพิ่มระดับความแน่นอนให้ know โดยผู้พูดเสนอข้อสรุปว่าเป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่ใช่การเดาหรือความรู้สึกส่วนตัว หลังวลีนี้สามารถตามด้วยเนื้อหาที่ขึ้นต้นด้วย that, whether หรือคำแสดงคำถามได้ เช่น know for certain that... หรือ know for certain whether.... วลีนี้บอกว่าผู้พูดรู้เรื่องนั้นอย่างมั่นใจเพียงใด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่แสดงการรู้อย่างแน่นอน: The lab results are not back yet, so we can't ____ whether the treatment worked.
ดูคำตอบ
know for certain
come the closest to actually touching: เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด
come the closest to + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงอยู่ใกล้เป้าหมายมากที่สุดเมื่อเทียบกับคน สิ่งของ หรือความพยายามหลายรายการ ในประโยคนี้ พ่อแม่และลูกถูกนำเสนอว่าเป็นคนที่คุณเข้าใกล้การสัมผัสจริงมากกว่าคนอื่นทุกคน to ตรงนี้เป็นคำบุพบท ดังนั้นกริยาหลังจากนั้นต้องใช้รูป -ing คือ come the closest to touching ไม่ใช่ come the closest to touch ส่วน actually เน้นความหมายที่เคร่งครัดว่าเป็นการสัมผัสจริง โครงสร้างนี้เปรียบเทียบระดับความใกล้ แต่ไม่ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่าไปถึงเป้าหมายแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคที่สองด้วยโครงสร้างเป้าหมายในรูปอดีต: None of the teams solved the puzzle. Of all the teams, ours ____ finding the answer.
ดูคำตอบ
came the closest to
“And that's touching.”: คำชมเชิงอารมณ์ที่สะท้อนถึงการสัมผัสทางกาย
ในประโยคนี้ touching ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยหมายถึง “ทำให้ซาบซึ้งหรืออบอุ่นใจ” ผู้พูดกำลังบอกว่าแนวคิดก่อนหน้านี้ชวนให้อบอุ่นใจ เนื่องจากบทสนทนาเพิ่งใช้ touch ในความหมายทางกายภาพว่า “สัมผัส” touching จึงยังสะท้อนความหมายว่า “กำลังสัมผัสกันทางกาย” ด้วย ความหมายทางอารมณ์ช่วยปิดความคิดให้สมบูรณ์ ส่วนเสียงสะท้อนของการสัมผัสทางกายก็วกกลับไปยังหัวข้อและสร้างการเล่นคำอย่างอ่อนโยน ในบริบทอื่น ให้ดูว่าคำพูดใกล้เคียงกล่าวถึงการสัมผัสจริงจนเปิดทางให้ตีความได้อีกชั้นหรือไม่
แบบฝึกหัด
การตีความใดอธิบายการเล่นคำใน “And that's touching.” ได้ดีที่สุด
- ประโยคนี้เพียงรายงานว่าคนหรือวัตถุสองสิ่งกำลังสัมผัสกันทางกาย
- ประโยคนี้บอกว่าแนวคิดก่อนหน้านี้ชวนให้ซาบซึ้ง พร้อมทั้งสะท้อนถึงการสัมผัสทางกาย
- ประโยคนี้ขอให้ใครบางคนหยุดสัมผัสอีกคนหนึ่ง
ดูคำตอบ
ประโยคนี้บอกว่าแนวคิดก่อนหน้านี้ชวนให้ซาบซึ้ง พร้อมทั้งสะท้อนถึงการสัมผัสทางกาย