ทำไมเราถึงรัก? การสำรวจทางปรัชญา - Skye C. Cleary: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
801 คำ 158 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้เปรียบเทียบคำอธิบายเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความรักแบบโรแมนติก ตั้งแต่แนวคิดของเพลโตเรื่องการตามหาความสมบูรณ์ การวิจารณ์ในมุมชีววิทยา อัตถิภาวนิยม และพุทธศาสนา ไปจนถึงอุดมคติของซีมอน เดอ โบวัวร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ที่จริงแท้ซึ่งคนรักช่วยกันเติบโต ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. put ourselves through its emotional wringer? — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจภาพของการยอมให้ตนเองถูกบีบผ่านเครื่องรีดว่าเป็นการสื่อถึงความเจ็บปวด ความกดดัน และความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่เกิดจากความรักอย่างชัดเจน ไม่ใช่ตีความ wringer ว่าเป็นเครื่องจักรจริงเพียงอย่างเดียว 2. the Eightfold Path, และ Nirvana, — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจคำสำคัญสองคำในพุทธศาสนาและเห็นความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดที่ว่าความอยากกับความยึดติดก่อให้เกิดทุกข์ กับการปฏิบัติอย่างมีวินัยที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ความกระจ่าง ปัญญา และกรุณา 3. support each other in discovering themselves, reaching beyond themselves, and enriching their lives and the world together. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การใช้ support someone in แล้วตามด้วยรูป -ing หลายชุดที่วางขนานกัน เพื่ออธิบายกระบวนการสนับสนุนและเติบโตไปด้วยกันอย่างชัดเจนและลื่นไหล ดังที่ใช้บรรยายความรักที่จริงแท้ตามแนวคิดของโบวัวร์

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Ah, romantic love.

0:06

อา ความรักที่โรแมนติก

Beautiful and intoxicating.

0:08

สวยงามและน่าหลงใหล

Heartbreaking and soul crushing.

0:10

ทำให้ใจสลายและบดขยี้วิญญาณ

Often all at the same time.

0:13

และมักจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

Why do we choose to put ourselves through its emotional wringer? สำนวน

0:15

ทำไมเราถึงเลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไปในเครื่องคั้นอารมณ์นี้?

สำนวน

put ourselves through its emotional wringer: ให้ตัวเองเผชิญความทรมานทางอารมณ์

ในประโยคนี้ put ourselves through its emotional wringer หมายถึงการเลือกให้ตัวเองต้องทนกับความกดดันทางอารมณ์อย่างหนัก เดิม wringer คืออุปกรณ์ที่ใช้บีบน้ำออกจากเสื้อผ้าเปียก ภาพเปรียบนี้จึงสื่อถึงการถูกบีบคั้น ถูกทำให้หมดแรง และถูกทดสอบ ไม่ใช่การกระทำด้วยเครื่องจักรจริง ๆ สำนวนทั่วไปคือ put someone through the wringer ในที่นี้ its หมายถึงความรัก และ emotional ระบุว่าเป็นบททดสอบด้านอารมณ์ ส่วน ourselves เป็นทั้งผู้กระทำและผู้ได้รับผล จึงเน้นว่าเราเต็มใจเข้าสู่ประสบการณ์ที่อาจทำให้เราเจ็บปวด

แบบฝึกหัด

ในประโยค Why put yourself through the emotional wringer for a relationship that keeps hurting you? วลี put yourself through the emotional wringer หมายถึงอะไร?

  1. หมายถึงการซ่อนความรู้สึกของตัวเองจากคนอื่น
  2. หมายถึงการยุติความสัมพันธ์ก่อนที่จะจริงจัง
  3. หมายถึงการทำให้ตัวเองต้องทนกับความกดดันทางอารมณ์อย่างหนัก
ดูคำตอบ

หมายถึงการทำให้ตัวเองต้องทนกับความกดดันทางอารมณ์อย่างหนัก

Does love make our lives meaningful ไวยากรณ์

0:19

ความรักทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

or is it an escape from our loneliness and suffering? วลี

0:21

หรือมันคือการหลีกหนีจากความเหงาและความทุกข์ทรมานของเรา?

ไวยากรณ์

make our lives meaningful: make + กรรม + คำคุณศัพท์

Make our lives meaningful ใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ เพื่อบอกว่าบางสิ่งทำให้คนหรือสิ่งของอยู่ในสภาพหนึ่ง our lives เป็นกรรม และ meaningful เป็นส่วนเติมเต็มของกรรมที่อธิบายสภาพซึ่งเกิดขึ้น คำคุณศัพท์อยู่หลังกรรมเพราะใช้บรรยายผลที่เกิดจาก make โครงสร้างนี้ไม่เติม to be เช่น make the room brighter และ make people nervous ก็ใช้โครงสร้างเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ เพื่อบรรยายผลลัพธ์ได้ถูกต้อง?

  1. The new windows make brighter the room.
  2. The new windows make the room brighter.
  3. The new windows make the room brightly.
ดูคำตอบ

The new windows make the room brighter.

วลี

an escape from our loneliness and suffering: ทางหนีในเชิงนามธรรม

ใน an escape from X คำว่า escape เป็นคำนามเชิงนามธรรม หมายถึงวิธีหลีกออกจาก X หรือหยุดคิดถึง X ชั่วคราว ในประโยคนี้ ความรักถูกมองว่าอาจเป็นวิธีหลีกหนีความโดดเดี่ยวและความทุกข์ ไม่ได้หมายถึงการวิ่งหนีจริง ๆ คำบุพบท from ใช้นำหน้าสถานการณ์ที่ไม่ต้องการและอยากหลีกออกมา วลีนี้อาจหมายถึงเพียงความผ่อนคลายชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแก้ปัญหาได้จริง

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปเพื่อให้เป็นรูปแบบที่ถูกต้อง: For Maya, painting is an escape ____ the pressure of work.

ดูคำตอบ

from

Is love a disguise for our sexual desire สำนวน

0:24

ความรักคือการอำพรางความปรารถนาทางเพศของเรา

or a trick of biology to make us procreate? สำนวน

0:26

หรือเป็นกลอุบายทางชีววิทยาที่ทำให้เราสืบพันธุ์?

สำนวน

a disguise for our sexual desire: ภาพที่เห็นกับแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่

ใน X is a disguise for Y นั้น X คือภาพที่เห็นภายนอก ส่วน Y คือแรงจูงใจหรือความจริงที่ถูกซ่อนไว้ วลีนี้สื่อว่า X ทำให้คนมองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้ว Y คืออะไร ในประโยคนี้ คำถามชวนให้คิดว่าสิ่งที่คนเรียกว่าความรักอาจเป็นเพียงภาพภายนอกที่ปกปิดความต้องการทางเพศ นี่เป็นอุปลักษณ์เชิงแนวคิด ไม่ได้หมายถึงการสวมชุดปลอมหรือเปลี่ยนรูปลักษณ์จริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า friendly offer เป็นเพียงภาพภายนอก และ an attempt to control the group คือแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่?

  1. His friendly offer was disguised as an attempt to control the group.
  2. His attempt to control the group was a disguise for a friendly offer.
  3. His friendly offer was a disguise for an attempt to control the group.
ดูคำตอบ

His friendly offer was a disguise for an attempt to control the group.

สำนวน

a trick of biology to make us procreate: ทำให้ชีววิทยาดูเป็นพลังที่ชักจูงมนุษย์

ในที่นี้ a trick of biology ทำให้ biology ดูเหมือนเป็นบุคคลที่สามารถวางกับดักหรือชักจูงผู้คนได้ Biology หมายถึงแรงขับในการสืบพันธุ์และกลไกทางวิวัฒนาการ ส่วน trick หมายถึงกลไกที่ซ่อนอยู่ซึ่งทำให้คนลงมือทำบางอย่าง ไม่ใช่การแสดงมายากล to make us procreate บอกจุดประสงค์ที่สมมติขึ้นของกลลวงนั้น นั่นคือการผลักดันให้มนุษย์สืบพันธุ์ คำถามนี้จึงนำเสนอมุมมองที่เคลือบแคลงต่อความรักแบบโรแมนติก ไม่ได้กล่าวตามตัวอักษรว่าชีววิทยาคิดหรือวางแผนได้จริง

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย a trick of biology to make us procreate ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด?

  1. นักชีววิทยาใช้กลมายากลเพื่อสอนเรื่องการสืบพันธุ์
  2. แรงขับทางชีววิทยาถูกทำให้ดูเหมือนกลไกที่ซ่อนอยู่ซึ่งผลักดันมนุษย์ให้สืบพันธุ์
  3. นักวิทยาศาสตร์ควบคุมอย่างมีสติว่าผู้คนจะตกหลุมรักใคร
ดูคำตอบ

แรงขับทางชีววิทยาถูกทำให้ดูเหมือนกลไกที่ซ่อนอยู่ซึ่งผลักดันมนุษย์ให้สืบพันธุ์

Is it all we need?

0:30

มันคือทั้งหมดที่เราต้องการงั้นหรือ?

Do we need it at all?

0:32

เราต้องการมันจริงๆ หรือไม่?

If romantic love has a purpose,

0:34

หากความรักที่โรแมนติกมีจุดมุ่งหมาย

neither science nor psychology has discovered it yet. ไวยากรณ์

0:36

ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาต่างก็ยังไม่ค้นพบมัน

ไวยากรณ์

neither science nor psychology: ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาต่างก็ไม่

Neither A nor B หมายความว่าข้อความนั้นเป็นเชิงปฏิเสธสำหรับทั้ง A และ B ในประโยคนี้ วิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบจุดมุ่งหมายของความรักแบบโรแมนติก และจิตวิทยาก็ยังไม่ค้นพบเช่นกัน Neither นำหน้ารายการแรกที่ถูกปฏิเสธ ส่วน nor เชื่อมรายการที่สองพร้อมคงขอบเขตการปฏิเสธไว้ หากเข้าใจ nor เหมือน or ทั่วไป ความหมายว่า “ไม่ใช่ทั้งสิ่งแรกและสิ่งที่สอง” จะหายไป

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมคู่ที่หมายความว่าถนนทั้งสองสายใช้ไม่ได้: ____ the north road ____ the south road is open.

ดูคำตอบ

Neither · nor

But over the course of history, วลี

0:39

แต่ในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

some of our most respected philosophers have put forward some intriguing theories. กริยาวลี

0:41

นักปรัชญาที่ได้รับการเคารพอย่างสูงบางท่านได้เสนอทฤษฎีที่น่าสนใจบางอย่าง

วลี

over the course of history: เหตุการณ์ตลอดช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนาน

โครงสร้าง over the course of + ช่วงเวลา หมายถึง “ตลอดช่วงเวลานั้น” โดยเน้นว่าเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงเกิดและดำเนินไปครอบคลุมช่วงเวลาดังกล่าว ในประโยคนี้ over the course of history วางทฤษฎีเหล่านี้ไว้ตามจุดเวลาต่าง ๆ ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์อันยาวนาน course ตรงนี้หมายถึง “กระบวนการหรือความเป็นไป” ไม่ใช่ “รายวิชา” รูปแบบคือ over the course of + นามวลี เช่น over the course of a year

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาสิบปี”: The neighborhood changed greatly ____.

ดูคำตอบ

over the course of ten years

กริยาวลี

put forward: เสนอแนวคิดอย่างเป็นทางการ

Put forward เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ หมายถึงการเสนอแนวคิด ทฤษฎี ข้อเสนอ หรือข้อโต้แย้ง เพื่อให้ผู้อื่นพิจารณาหรืออภิปราย ในประโยคนี้ some intriguing theories เป็นกรรมของกริยาวลีนี้ เมื่อเทียบกับ say แล้ว put forward เน้นการนำข้อเสนอหรือข้ออ้างที่มีสาระเข้าสู่การอภิปราย ไม่ใช่เพียงบอกว่าใครบางคนพูด

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ put forward เติมประโยคให้สมบูรณ์: At yesterday's meeting, Nia ____ a practical solution to the parking problem.

ดูคำตอบ

put forward

Love makes us whole again.

0:46

ความรักทำให้เราสมบูรณ์อีกครั้ง

The ancient Greek philosopher Plato

0:49

เพลโต นักปรัชญากรีกโบราณ

explored the idea that we love in order to become complete.

0:51

ได้สำรวจแนวคิดที่ว่าเรารักเพื่อให้กลายเป็นคนที่สมบูรณ์

In his Symposium,

0:55

ในหนังสือ Symposium ของเขา

he wrote about a dinner party

0:56

เขาได้เขียนถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำ

at which Aristophanes, ไวยากรณ์

0:58

ซึ่งอริสโตฟานเนส

a comic playwright,

0:59

นักเขียนบทละครตลก

regales the guests with the following story. วลี

1:01

ได้เล่าเรื่องต่อไปนี้เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับแขกในงาน

ไวยากรณ์

at which: อนุประโยคสัมพันธ์แบบทางการที่ย้ายบุพบทมาไว้ข้างหน้า

ใน at which Aristophanes ... คำว่า which ย้อนกลับไปอ้างถึง a dinner party ส่วนบุพบท at แสดงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในงานเลี้ยงนั้น จึงสามารถขยายความอนุประโยคนี้เป็น “Aristophanes ... at the dinner party” ได้ นี่คืออนุประโยคสัมพันธ์ที่ย้ายบุพบทมาไว้ข้างหน้า มีโครงสร้างเป็น บุพบท + which + ประธาน + กริยา ทำหน้าที่เพิ่มข้อมูลให้คำนามก่อนหน้า และ which ตรงนี้ไม่ใช่คำแสดงคำถาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างอนุประโยคสัมพันธ์แบบทางการที่ย้ายบุพบทมาไว้ข้างหน้า: The museum hosted a reception ____ the artist answered questions.

ดูคำตอบ

at which

วลี

regales the guests with ...: รูปแบบ regale someone with something

Regales the guests with the following story ใช้รูปแบบ regale someone with something โดย the guests คือคนที่ได้รับความบันเทิง ส่วน the following story คือเนื้อหาที่ใช้ให้ความบันเทิงแก่พวกเขา Regale ให้ภาพชัดและมีอารมณ์มากกว่าคำกลาง ๆ อย่าง tell โดยทั่วไปสื่อถึงการเล่าเรื่องที่น่าสนใจหรือน่าขบขันอย่างมีสีสันเพื่อให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ regale someone with something ในรูปอดีต: During the long train ride, Omar ____ us ____ stories about his travels.

ดูคำตอบ

regaled · with

Humans were once creatures with four arms,

1:04

มนุษย์เคยเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสี่แขน

four legs, and two faces.

1:07

สี่ขา และสองหน้า

One day they angered the gods

1:10

วันหนึ่งพวกเขาทำให้เหล่าทวยเทพพิโรธ

and Zeus sliced them all in two.

1:12

และซุสก็ผ่าพวกเขาทั้งหมดออกเป็นสองซีก

Since then,

1:16

ตั้งแต่นั้นมา

every person has been missing half of him or herself. ไวยากรณ์

1:17

ทุกคนต่างก็สูญเสียครึ่งหนึ่งของตัวเองไป

Love is the longing to find a soulmate who will make us feel whole again. โน้ต

1:21

ความรักคือความโหยหาที่จะพบเนื้อคู่ที่จะทำให้เรารู้สึกสมบูรณ์อีกครั้ง

ไวยากรณ์

has been missing half of him or herself: การขาดหายที่ดำเนินต่อเนื่อง

รูป has been missing เป็น present perfect continuous: has been + missing โดยนำเสนอการขาดหายนี้ว่าเป็นสภาวะที่เริ่มหลังจากการถูกแยกออกจากกันในตำนาน และดำเนินต่อมาจนถึงมุมมองปัจจุบัน ในที่นี้ missing หมายถึง “ขาด” หรือ “ไม่มี” กรรม half of him or herself แสดงว่าแต่ละคนไม่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนเศร้าเพราะอีกคนไม่อยู่

แบบฝึกหัด

has been missing half of him or herself ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. หมายความว่าแต่ละคนมองไม่เห็นหรือไม่สังเกตอีกคนซ้ำ ๆ
  2. หมายความว่าแต่ละคนยังคงไม่สมบูรณ์เพราะขาดครึ่งหนึ่งของตนเอง
  3. หมายความว่าแต่ละคนคิดถึงคนที่ตนรักด้วยความอ่อนโยนมาโดยตลอด
ดูคำตอบ

หมายความว่าแต่ละคนยังคงไม่สมบูรณ์เพราะขาดครึ่งหนึ่งของตนเอง

การใช้คำ

longing to find a soulmate: ความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่จะพบคู่ในอุดมคติ

Longing คือความปรารถนาที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง มักมุ่งไปยังสิ่งที่ยังไม่มีหรือเข้าถึงได้ยาก ในโครงสร้าง longing to + คำกริยารูปพื้นฐาน ส่วน to find ระบุการกระทำที่หวังไว้ Soulmate หมายถึงคนที่เชื่อว่าเข้ากันได้อย่างลึกซึ้งเป็นพิเศษในด้านอารมณ์หรือจิตวิญญาณ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวสร้างภาพคู่รักในอุดมคติที่ทำให้คนหนึ่งรู้สึกสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เพื่อนหรือคู่รักทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ longing to find a soulmate อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อแสดงความปรารถนาที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง?

  1. She had a slight preference to find any available roommate.
  2. She happened to meet a stranger while waiting for the bus.
  3. She felt a deep longing to find a soulmate who shared her values.
ดูคำตอบ

She felt a deep longing to find a soulmate who shared her values.

สำนวน

make us feel whole again: กลับมารู้สึกสมบูรณ์ทางอารมณ์

ใน make us feel whole again โครงสร้าง make + คน + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงทำให้ใครบางคนเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ whole หมายถึงความรู้สึกสมบูรณ์ทางอารมณ์หรือในความเป็นตัวเอง ไม่ใช่การซ่อมแซมร่างกายจริง ๆ Again เชื่อมกลับไปยังภาพก่อนหน้าที่ว่ามนุษย์ขาดครึ่งหนึ่งของตัวเอง วลีนี้สื่อว่าการพบคู่แท้อาจฟื้นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือความสมบูรณ์ที่หายไปได้ แนวคิดนี้เป็นอุปมา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ feel whole again เพื่อบรรยายความสมบูรณ์ทางอารมณ์

  1. He added the missing page, and the book felt whole again.
  2. The mechanic replaced the tire, so the car felt whole again.
  3. After months of isolation, reconnecting with her friends helped her feel whole again.
ดูคำตอบ

After months of isolation, reconnecting with her friends helped her feel whole again.

Or at least that's what Plato believed a drunken comedian would say at a party. ลำดับความ

1:26

หรืออย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เพลโตเชื่อว่านักแสดงตลกขี้เมาจะพูดในงานปาร์ตี้

ลำดับความ

Or at least: แก้ไขคำกล่าวก่อนหน้า

Or at least เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังย้อนกลับไปแก้คำกล่าวก่อนหน้า โดยยังคงแนวคิดกว้าง ๆ เดิมไว้ แต่แทนที่ด้วยข้อความที่มีขอบเขตแคบกว่าหรือแม่นยำกว่า วลีนี้ช่วยจัดระเบียบความเข้าใจของผู้ฟังด้วยการบอกว่าสิ่งที่ตามมาคือข้อจำกัดของข้อความเดิม ไม่ใช่ทางเลือกใหม่ที่แยกออกมา ในที่นี้ ผู้บรรยายถอยจากการยกแนวคิดนั้นให้เพลโตโดยตรง และกล่าวให้แม่นยำขึ้นว่าเพลโตเชื่อว่านักแสดงตลกขี้เมาจะพูดเช่นนั้นในงานเลี้ยง การแก้นี้เพิ่มความถูกต้องและให้น้ำเสียงขบขันเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมาย or at least เพื่อแก้คำกล่าวแรก: The report is finished—____ the first draft is.

ดูคำตอบ

or at least

Love tricks us into having babies. ไวยากรณ์

1:32

ความรักหลอกให้เรามีลูก

ไวยากรณ์

tricks us into having babies: โครงสร้าง trick someone into doing something

โครงสร้าง trick + someone + into + doing something หมายถึงการทำให้ใครบางคนลงมือทำบางอย่างด้วยการหลอกหรือทำให้เข้าใจผิด ในที่นี้ into เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยกริยารูป -ing คือ having ไม่ใช่กริยารูปพื้นฐาน have ประโยคนี้ทำให้ love มีลักษณะเหมือนมนุษย์ ราวกับว่าความรักวางแผนได้ ความหมายคือความรักชักนำให้มนุษย์สืบพันธุ์โดยไม่ได้ตระหนักถึงแรงขับเบื้องหลังอย่างเต็มที่ ไม่ได้หมายถึงนักต้มตุ๋นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง trick someone into doing something และกริยา reveal เติมประโยคให้สมบูรณ์: The fake caller tricked Nina ____ her security code.

ดูคำตอบ

into revealing

Much, much later,

1:34

หลังจากนั้นอีกนานแสนนาน

German philosopher Arthur Schopenhauer

1:35

อาร์ทัวร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาชาวเยอรมัน

maintained that love, based in sexual desire,

1:38

ยังคงยืนยันว่าความรักซึ่งมีพื้นฐานมาจากความปรารถนาทางเพศ

was a voluptuous illusion. การใช้คำ

1:41

เป็นเพียงภาพลวงตาอันเย้ายวน

การใช้คำ

voluptuous illusion: ความคิดที่เย้ายวนแต่หลอกลวง

ในวลีนี้ voluptuous หมายถึงความเย้ายวนทางประสาทสัมผัสอย่างเข้มข้นและเกี่ยวข้องกับความสุขทางร่างกายหรือทางเพศ ส่วน illusion หมายถึงความคิดหรือภาพที่ไม่จริงหรือทำให้เข้าใจผิด ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่ดวงตามองผิดเท่านั้น เมื่อนำมารวมกัน voluptuous illusion นำเสนอความรักว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดอย่างมากเพราะความปรารถนาทางประสาทสัมผัส แต่ท้ายที่สุดก็หลอกลวงหรือไม่จริง ถ้อยคำที่เป็นทางการและมีลักษณะวรรณกรรมยิ่งเน้นมุมมองเชิงวิจารณ์และดูแคลนของผู้พูด

แบบฝึกหัด

voluptuous illusion ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. หมายถึงความคิดที่เย้ายวนและน่าดึงดูด แต่ท้ายที่สุดทำให้เข้าใจผิด
  2. หมายถึงคำอธิบายที่พิสูจน์แล้วว่าทำไมความรักจึงยืนยาว
  3. หมายถึงข้อผิดพลาดทางสายตาเล็กน้อยที่ไม่มีนัยทางอารมณ์
ดูคำตอบ

หมายถึงความคิดที่เย้ายวนและน่าดึงดูด แต่ท้ายที่สุดทำให้เข้าใจผิด

He suggested that we love

1:43

เขาเสนอว่าเรารัก

because our desires lead us to believe that another person will make us happy. วลี

1:45

เพราะความปรารถนาของเรานำให้เราเชื่อว่าอีกคนจะทำให้เรามีความสุข

วลี

lead someone to believe that...: ทำให้เกิดความเชื่อหรือข้อสรุป

lead someone to believe that... หมายถึงทำให้ใครบางคนเกิดความเชื่อหรือได้ข้อสรุปบางอย่าง โครงสร้างคือ lead + บุคคล + to believe + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that lead ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนำใครไปยังสถานที่จริง ๆ แต่หมายถึงความปรารถนาที่มีอิทธิพลต่อจิตใจจนทำให้เกิดความเชื่อว่าคนอีกคนจะนำความสุขมาให้ วลีนี้อาจสื่อว่าความเชื่อนั้นผิด แต่ไม่ได้หมายความในตัวเองว่ามีใครจงใจโกหก

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง lead someone to believe ให้สมบูรณ์: The error message led Maya ____ her account had been deleted.

ดูคำตอบ

to believe

But we are sorely mistaken.

1:49

แต่เราคิดผิดถนัด

Nature is tricking us into procreating,

1:52

ธรรมชาติกำลังหลอกให้เราสืบพันธุ์

and the loving fusion we seek is consummated in our children. การใช้คำ

1:54

และการหลอมรวมแห่งความรักที่เราแสวงหาได้บรรลุผลสำเร็จในตัวลูกๆ ของเรา

การใช้คำ

is consummated in our children: บรรลุความสมบูรณ์ผ่านลูก ๆ

consummate เมื่อเป็นคำกริยาหมายถึงทำให้บางสิ่งเสร็จสมบูรณ์หรือบรรลุผลอย่างเต็มที่ วลีรูปถูกกระทำ is consummated in our children สื่อว่าการหลอมรวมด้วยความรักที่คู่รักแสวงหานั้นได้รับการเติมเต็มหรือปรากฏเป็นรูปธรรมในลูก ๆ ของพวกเขา คำนี้ยังหมายถึงการทำให้การแต่งงานสมบูรณ์ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วย เนื่องจากประโยคกล่าวถึงความรักและการสืบพันธุ์ ความเชื่อมโยงที่เป็นที่ยอมรับนี้จึงเพิ่มนัยเรื่องการแต่งงานและเพศสัมพันธ์อย่างจงใจ โดยไม่ได้หมายถึง is consumed

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Their alliance was consummated in a final signed treaty," วลี was consummated in หมายถึงอะไร

  1. พันธมิตรถูกยกเลิกก่อนที่จะมีการลงนามสนธิสัญญา
  2. พันธมิตรบรรลุความสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายในสนธิสัญญาที่ลงนามแล้ว
  3. พันธมิตรถูกใช้จนหมดและทำลายโดยสนธิสัญญาที่ลงนามแล้ว
ดูคำตอบ

พันธมิตรบรรลุความสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายในสนธิสัญญาที่ลงนามแล้ว

When our sexual desires are satisfied,

1:58

เมื่อความปรารถนาทางเพศของเราได้รับการตอบสนอง

we are thrown back into our tormented existences กริยาวลี

2:00

เราก็จะถูกเหวี่ยงกลับไปสู่การมีพื้นที่เปี่ยมด้วยความทุกข์ทรมาน

and we succeed only in maintaining the species and perpetuating the cycle of human drudgery. ไวยากรณ์

2:04

และเราทำสำเร็จเพียงแค่รักษาเผ่าพันธุ์และสืบทอดวัฏจักรความเหนื่อยยากของมนุษย์ต่อไป

กริยาวลี

are thrown back into: ถูกพากลับไปอย่างกะทันหันและไม่เต็มใจ

Be thrown back into something หมายถึงการถูกบังคับหรือถูกพากลับไปสู่สภาวะหรือสถานการณ์เดิมอย่างกะทันหัน ในประโยคนี้ไม่มีใครถูกเหวี่ยงจริง ๆ แต่หมายถึงเมื่อความปรารถนาได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์ก็กลับไปอยู่ในสภาวะการดำรงอยู่ที่เจ็บปวดอีกครั้ง รูปถูกกระทำ are thrown เน้นการขาดอำนาจควบคุม ส่วน back แสดงว่าเป็นการกลับไปสู่สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเทียบกับ return to ที่เป็นกลาง วลีนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงดูฉับพลันและรุนแรงกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ throw someone back into ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อแสดงการกลับไปสู่สภาวะลำบากอย่างกะทันหันและไม่เต็มใจ

  1. The child threw the ball back into the box.
  2. The unexpected bill threw the family back into debt.
  3. After dinner, the family returned calmly to the living room.
ดูคำตอบ

The unexpected bill threw the family back into debt.

ไวยากรณ์

succeed only in maintaining ... and perpetuating ...: ความสำเร็จที่จำกัดและแฝงการประชด

Succeed in doing something หมายถึงการบรรลุผลที่อธิบายด้วยรูป -ing ในที่นี้ in ตามด้วยรูป -ing ที่วางขนานกันสองคำ คือ maintaining และ perpetuating ซึ่งเชื่อมด้วย and คำว่า only จำกัดคุณค่าของผลนั้น ประโยคเรียกสิ่งนี้ว่าความสำเร็จ แต่บอกว่าผลเพียงอย่างเดียวคือการรักษาเผ่าพันธุ์และทำให้งานตรากตรำของมนุษย์ดำเนินต่อไป ไม่ใช่การนำมาซึ่งความสุข ดังนั้น succeed จึงมีน้ำเสียงผิดหวังและประชด ไม่ใช่การเฉลิมฉลอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยควิจารณ์ด้วยรูป -ing ของ delay และ increase: The policy succeeded only in ____ the decision and ____ costs.

ดูคำตอบ

delaying · increasing

Sounds like somebody needs a hug. น้ำเสียง/เจตนา

2:11

ฟังดูเหมือนใครบางคนต้องการอ้อมกอดนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Sounds like somebody needs a hug: การปลอบใจและหยอกล้ออย่างขบขัน

ในที่นี้ Sounds like somebody needs a hug ไม่ใช่การวินิจฉัยอย่างจริงจังว่าใครต้องการอะไร แต่เป็นการนำความคิดเห็นที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปมาพูดใหม่อย่างขบขันว่า ผู้ที่พูดเช่นนั้นคงต้องการการปลอบใจ คำว่า somebody ที่ไม่ระบุชัดช่วยหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงบุคคลนั้นโดยตรง ประโยคนี้อาจช่วยผ่อนคลายช่วงเวลาที่หนักอึ้งอย่างอบอุ่น หรือหยอกล้อเบา ๆ ว่าคนนั้นคิดลบเกินไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ทำหน้าที่หลักอย่างไรในบริบทนี้?

  1. เป็นการวินิจฉัยทางคลินิกเกี่ยวกับสุขภาพจิตของบุคคลนั้น
  2. เป็นการหยอกล้อคนที่มองโลกในแง่ร้ายเบา ๆ พร้อมกับสื่อถึงการปลอบใจ
  3. เป็นการขอให้ใครสักคนระบุตัวบุคคลที่ต้องการอ้อมกอดตามความหมายตรงตัว
ดูคำตอบ

เป็นการหยอกล้อคนที่มองโลกในแง่ร้ายเบา ๆ พร้อมกับสื่อถึงการปลอบใจ

Love is escape from our loneliness.

2:13

ความรักคือการหลีกหนีจากความเหงา

According to the Nobel Prize-winning British philosopher Bertrand Russell,

2:16

ตามความเห็นของเบอร์ทรานด์ รัสเซลล์ นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ได้รับรางวัลโนเบล

we love in order to quench our physical and psychological desires. วลี

2:20

เรารักเพื่อดับความปรารถนาทางร่างกายและจิตใจของเรา

วลี

quench our physical and psychological desires: บรรเทาความปรารถนาอันแรงกล้า

ในประโยคนี้ quench รับ physical and psychological desires เป็นกรรม และหมายถึงการตอบสนองหรือทำให้แรงปรารถนาสงบลงจนมีความรุนแรงน้อยลง physical ครอบคลุมแรงปรารถนาทางร่างกาย ส่วน psychological ครอบคลุมความต้องการทางอารมณ์หรือจิตใจ quench มักอธิบายการทำให้สภาวะที่รุนแรงสิ้นสุดลง เช่น การดับกระหายหรือดับไฟ เมื่อใช้กับ desires คำนี้ใช้ภาพเดียวกันในการบรรเทาสิ่งที่เร่งเร้ารุนแรง ไม่ได้หมายถึงการวิเคราะห์ความปรารถนาหรือปฏิเสธว่าความปรารถนามีอยู่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ quench ในความหมายเชิงนามธรรมแบบเดียวกับตัวอย่าง?

  1. Winning the award did not quench her desire to learn.
  2. The firefighters quenched the flames before midnight.
  3. A glass of water quenched his thirst after the hike.
ดูคำตอบ

Winning the award did not quench her desire to learn.

Humans are designed to procreate,

2:24

มนุษย์ถูกออกแบบมาให้สืบพันธุ์

but without the ecstasy of passionate love, sex is unsatisfying. ไวยากรณ์

2:27

แต่หากปราศจากความปิติยินดีของความรักที่ดูดดื่ม เซ็กส์ก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจ

ไวยากรณ์

without the ecstasy of passionate love: การใช้ without + นามวลีเป็นเงื่อนไข

Without the ecstasy of passionate love เป็นวลีบุพบทที่กำหนดเงื่อนไขให้ข้อความหลัก ในที่นี้ without หมายถึง “ถ้าไม่มี” หรือ “ในกรณีที่ขาด……” ไม่ได้บอกความสัมพันธ์ด้านสถานที่ โครงสร้าง without + นามวลี ช่วยบอกอย่างกระชับว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสิ่งจำเป็นขาดหายไป และมักใช้แทนอนุประโยค if ... not ที่ยาวกว่าได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย without เพื่อแสดงว่าเงื่อนไขบางอย่างขาดหายไป: ____ a valid ticket, you cannot enter the concert.

ดูคำตอบ

Without

Our fear of the cold, cruel world สำนวน

2:32

ความกลัวของเราที่มีต่อโลกอันหนาวเหน็บและโหดร้าย

tempts us to build hard shells to protect and isolate ourselves. สำนวน

2:34

ล่อลวงให้เราสร้างเปลือกที่แข็งกระด้างเพื่อปกป้องและโดดเดี่ยวตัวเอง

Love's delight, intimacy,

2:39

ความเบิกบานใจ ความใกล้ชิด

and warmth helps us overcome our fear of the world,

2:40

และความอบอุ่นของความรักช่วยให้เราเอาชนะความกลัวโลกใบนี้

escape our lonely shells, and engage more abundantly in life. สำนวน

2:44

หลีกหนีจากเปลือกอันเปล่าเปลี่ยว และมีส่วนร่วมในชีวิตอย่างเต็มที่มากขึ้น

สำนวน

the cold, cruel world: cold ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเย็นชา

ใน the cold, cruel world คำว่า cold ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความเย็นชาทางอารมณ์หรือการขาดความอบอุ่น ส่วน cruel เพิ่มแนวคิดว่าโลกอาจทำร้ายผู้คนได้ คำคุณศัพท์ทั้งสองคำร่วมกันนำเสนอโลกว่าเป็นสิ่งคุกคามจากมุมมองของผู้พูด ภาพที่เต็มไปด้วยอารมณ์นี้ช่วยอธิบายแรงผลักดันให้คนปกป้องและแยกตัวเองออกจากผู้อื่น ไม่ใช่การกล่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุณหภูมิ

แบบฝึกหัด

ในวลี the cold, cruel world คำว่า cold หมายถึงอะไร?

  1. เงียบสงบและสบาย
  2. มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจริง
  3. เย็นชาทางอารมณ์และขาดความอบอุ่น
ดูคำตอบ

เย็นชาทางอารมณ์และขาดความอบอุ่น

สำนวน

build hard shells ในความหมายของการปกป้องตนเองทางอารมณ์

ในที่นี้ build hard shells เป็นอุปลักษณ์ของการสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ ความกลัวทำให้คนสร้างกำแพงแข็งกั้นระหว่างตนเองกับโลก เพื่อให้รู้สึกว่าเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายน้อยลง เปลือกในประโยคมีผลสองด้าน คือช่วยปกป้อง แต่ก็ทำให้โดดเดี่ยวด้วย ภาพเปรียบนี้จึงสื่อทั้งความปลอดภัยจากการปกป้องตนเองทางอารมณ์และสิ่งที่ต้องแลกมา

แบบฝึกหัด

build hard shells ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ผู้คนสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่ช่วยปกป้องตนเอง แต่ก็ทำให้ตัดขาดจากผู้อื่นด้วย
  2. ผู้คนสร้างที่พักจริงจากวัสดุแข็ง
  3. ผู้คนสวมเสื้อผ้าป้องกันอากาศหนาว
ดูคำตอบ

ผู้คนสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่ช่วยปกป้องตนเอง แต่ก็ทำให้ตัดขาดจากผู้อื่นด้วย

สำนวน

escape our lonely shells: ออกจากความโดดเดี่ยวทางอารมณ์

escape our lonely shells สานต่ออุปลักษณ์เรื่องเปลือกเดิม หมายถึงการออกจากความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ที่เกิดจากการปกป้องตนเอง ไม่ใช่การหนีออกจากภาชนะหรือสถานที่จริง คำว่า lonely แสดงให้เห็นว่าเหตุใดเปลือกจึงกลายเป็นปัญหา เปลือกช่วยกันความเจ็บปวดออกไป แต่ก็กีดกันความใกล้ชิดด้วย ในประโยคนี้ ความใกล้ชิดและความอบอุ่นของความรักช่วยให้คนเปิดใจกับผู้อื่นอีกครั้งและมีส่วนร่วมกับชีวิตอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ escape our lonely shells ในที่นี้มากที่สุด

  1. ผู้คนหลุดออกจากภาชนะจริง
  2. ผู้คนก้าวพ้นความโดดเดี่ยวทางอารมณ์และกลับมาเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่น
  3. ผู้คนเปลี่ยนอุปกรณ์ป้องกันชนิดหนึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

ผู้คนก้าวพ้นความโดดเดี่ยวทางอารมณ์และกลับมาเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่น

Love enriches our whole being,

2:49

ความรักทำให้ตัวตนทั้งหมดของเราสมบูรณ์

making it the best thing in life. ไวยากรณ์

2:51

ทำให้มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต

ไวยากรณ์

making it the best thing in life: เพิ่มผลลัพธ์ด้วย making

making it the best thing in life เป็นอนุประโยค participle รูป -ing ที่เพิ่มผลจากข้อความก่อนหน้า เพราะความรักทำให้ตัวตนทั้งหมดของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความรักจึงถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ในที่นี้ making ขึ้นอยู่กับกริยาหลัก enriches ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สองซึ่งเชื่อมแบบขนานกัน สรรพนาม it หมายถึง love โครงสร้างที่กระชับนี้ช่วยเพิ่มผลลัพธ์โดยไม่ต้องเริ่มประโยคใหม่

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ของ make เพื่อแสดงผลลัพธ์: The new schedule ends classes earlier, ____ it easier for students to get home before dark.

ดูคำตอบ

making

Love is a misleading affliction.

2:54

ความรักคือความทุกข์ระทมที่ชวนให้เข้าใจผิด

Siddhartha Gautama,

2:56

สิทธัตถะ โคตมะ

who became known as the Buddha or the enlightened one, วัฒนธรรม

2:57

ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามพระพุทธเจ้าหรือผู้รู้แจ้ง

probably would have had some interesting arguments with Russell. ไวยากรณ์

3:00

อาจจะมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจกับรัสเซลล์

วัฒนธรรม

became known as the Buddha or the enlightened one: สมญาและความหมาย

Siddhartha Gautama เป็นชื่อบุคคลที่ใช้ในที่นี้สำหรับบุคคลในประวัติศาสตร์ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ the Buddha ส่วน the Buddha เป็นสมญาทางศาสนา ไม่ใช่อีกคนหนึ่งหรือนามสกุลทั่วไป Buddha หมายถึง “ผู้ตื่นรู้” และในภาษาอังกฤษมักอธิบายว่า the enlightened one ในประโยคนี้ or เชื่อมสองวิธีที่ใช้ระบุบุคคลคนเดียวกัน วลีที่สองอธิบายความหมายของสมญาและให้ข้อมูลพื้นฐานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการเข้าใจการอภิปรายแนวคิดของเขา

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างชื่อและสมญาในประโยคได้ถูกต้อง?

  1. the enlightened one เป็นสมญาของ Russell
  2. the Buddha เป็นสมญาของ Siddhartha Gautama และ the enlightened one อธิบายความหมายของสมญานั้น
  3. the Buddha กับ Siddhartha Gautama เป็นคนละคนกัน
ดูคำตอบ

the Buddha เป็นสมญาของ Siddhartha Gautama และ the enlightened one อธิบายความหมายของสมญานั้น

ไวยากรณ์

would have had: ผลในอดีตที่สมมติขึ้น

Would have had ใช้โครงสร้าง would have + กริยาช่องที่สาม โดย had เป็นกริยาช่องที่สามของ have ในประโยคนี้ ข้อถกเถียงที่น่าสนใจถูกนำเสนอว่าเป็นผลที่น่าจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์สมมติในอดีตที่พระพุทธเจ้ากับรัสเซลล์อาจได้พบกัน ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าข้อถกเถียงเกิดขึ้นจริง Probably ทำให้ผลที่สมมติขึ้นมีความแน่นอนน้อยลง แต่ would have had ยังคงแสดงว่าเป็นความเป็นไปได้ที่ขัดกับความจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมผลในอดีตที่สมมติขึ้นด้วยรูปที่ถูกต้องของ would have + have: If the two thinkers had met, they probably ____ several lively arguments.

ดูคำตอบ

would have had

Buddha proposed that we love

3:03

พระพุทธเจ้าทรงเสนอว่าเรารัก

because we are trying to satisfy our base desires. การใช้คำ

3:05

เพราะเรากำลังพยายามสนองตัณหาเบื้องต่ำของเรา

Yet, our passionate cravings are defects

3:08

ทว่าความตัณหาอันแรงกล้าของเราคือข้อบกพร่อง

and attachments, even romantic love,

3:12

และความผูกพัน แม้กระทั่งความรักแบบโรแมนติก

are a great source of suffering. วลี

3:14

ล้วนเป็นบ่อเกิดอันยิ่งใหญ่แห่งความทุกข์

การใช้คำ

base desires: base ที่หมายถึงต่ำต้อยหรือไม่คู่ควร

ใน base desires คำว่า base เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึงต่ำต้อยในทางศีลธรรม ไม่สูงส่ง หรือไม่คู่ควร คำนี้เพิ่มการตัดสินเชิงลบให้กับ desires และสื่อถึงแรงกระตุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณระดับต่ำแทนที่จะเป็นเป้าหมายอันสูงส่ง Base ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “พื้นฐาน” หรือ “จำเป็น” วลีนี้สนับสนุนมุมมองเชิงวิจารณ์ของผู้พูดต่อความอยาก ไม่ใช่คำเรียกที่เป็นกลางสำหรับความต้องการทั่วไปของมนุษย์

แบบฝึกหัด

Base ใน base desires แสดงทัศนคติแบบใดในที่นี้?

  1. เป็นการตัดสินความปรารถนาในแง่ลบว่าต่ำต้อยหรือไม่คู่ควร
  2. เป็นการระบุอย่างเป็นกลางว่าความปรารถนานั้นจำเป็นต่อการอยู่รอด
  3. เป็นการบอกว่าความปรารถนานั้นเริ่มต้นที่ฐานแห่งหนึ่งจริง ๆ
ดูคำตอบ

เป็นการตัดสินความปรารถนาในแง่ลบว่าต่ำต้อยหรือไม่คู่ควร

วลี

a great source of suffering: การระบุสาเหตุสำคัญ

ในประโยคนี้ a great source of suffering หมายถึงสาเหตุสำคัญของความทุกข์ คือสิ่งที่ก่อให้เกิดหรือเพิ่มความทุกข์ขึ้นซ้ำ ๆ คำว่า great ในที่นี้เน้นขนาดหรือความสำคัญของผลกระทบ ไม่ได้หมายถึงยอดเยี่ยม a source of + คำนามนามธรรม เป็นรูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้ ใช้บอกว่าความรู้สึก สภาวะ หรือปัญหาหนึ่งมาจากอะไร เช่น a source of joy, a source of conflict หรือ a source of stress คำว่า source ในที่นี้หมายถึงสาเหตุหรือต้นกำเนิด ไม่ใช่หนังสือ เว็บไซต์ หรือแหล่งข้อมูลอื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย source of: Constant uncertainty can be a major ____ stress at work.

ดูคำตอบ

source of

Luckily, Buddha discovered the Eightfold Path, วัฒนธรรม

3:17

โชคดีที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมรรคมีองค์แปด

a sort of program for extinguishing the fires of desire สำนวน

3:20

ซึ่งเป็นเสมือนโปรแกรมสำหรับดับไฟแห่งตัณหา

so that we can reach Nirvana,

3:23

เพื่อให้เราเข้าถึงนิพพาน

an enlightened state of peace,

3:25

สภาวะการตื่นรู้แห่งความสงบสุข

clarity, wisdom, and compassion.

3:27

ความกระจ่างแจ้ง ปัญญา และความเมตตากรุณา

วัฒนธรรม

the Eightfold Path ... Nirvana: หนทางและเป้าหมาย

the Eightfold Path หมายถึงแนวทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่อธิบายตามธรรมเนียมผ่านหลักแปดประการที่เชื่อมโยงกัน ในประโยคนี้ แนวทางดังกล่าวถูกนำเสนอเป็นวิธีสงบความปรารถนาและก้าวไปสู่อิสรภาพจากความทุกข์ Nirvana หมายถึงสภาวะแห่งการหลุดพ้นหรือการตื่นรู้ที่แนวทางนี้มุ่งไปสู่ ไม่ใช่เพียงสวรรค์ทั่วไปหรือสถานที่ทางกายภาพ ประโยคอธิบายว่าเป็นสภาวะแห่งสันติ ความกระจ่าง ปัญญา และความกรุณา สองคำนี้จึงจัดความคิดเป็นวิธีการและเป้าหมาย: the Eightfold Path คือหนทาง ส่วน Nirvana คือสภาวะแห่งการหลุดพ้น

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคำที่เน้นทั้งสองคำในประโยคนี้ได้ดีที่สุด?

  1. the Eightfold Path และ Nirvana เป็นชื่อสองชื่อของสถานที่ทางกายภาพแห่งเดียวกัน
  2. Nirvana ถูกนำเสนอเป็นสวรรค์ทั่วไปที่ไปถึงได้หลังจากทำ the Eightfold Path จบแล้ว
  3. the Eightfold Path ถูกนำเสนอเป็นหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ Nirvana ซึ่งเป็นสภาวะแห่งการหลุดพ้นจากความปรารถนาและความทุกข์
ดูคำตอบ

the Eightfold Path ถูกนำเสนอเป็นหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ Nirvana ซึ่งเป็นสภาวะแห่งการหลุดพ้นจากความปรารถนาและความทุกข์

สำนวน

extinguishing the fires of desire ในฐานะอุปลักษณ์

ในประโยคนี้ the fires of desire เป็นอุปลักษณ์ โดยเปรียบความปรารถนาอันแรงกล้าเป็นไฟที่ลุกไหม้ ลามออกไป และก่อให้เกิดความทุกข์ Extinguishing them จึงหมายถึงการยุติความปรารถนาเหล่านั้นหรือทำให้มันหมดอำนาจ ไม่ใช่การดับเปลวไฟจริง ๆ วลีนี้ยังแสดงการใช้ extinguish ในความหมายเชิงนามธรรมด้วย โดยอาจหมายถึงการยุติสิ่งที่ถูกจินตนาการว่าเป็นเปลวไฟ เช่น ความปรารถนา ความหวัง หรือความกระตือรือร้น

แบบฝึกหัด

extinguishing the fires of desire ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. ดับเปลวไฟจริงที่เกิดจากไฟไหม้
  2. ยุติอำนาจของความปรารถนาอันแรงกล้า
  3. ตอบสนองทุกความปรารถนาทันทีที่เกิดขึ้น
ดูคำตอบ

ยุติอำนาจของความปรารถนาอันแรงกล้า

The novelist Cao Xueqin วัฒนธรรม

3:30

นักเขียนนวนิยาย เฉาเสวี่ยฉิน

illustrated this Buddhist sentiment that romantic love การใช้คำ

3:32

ได้ถ่ายทอดความรู้สึกทางพุทธศาสนาที่ว่าความรักที่โรแมนติก

is folly in one of China's greatest classical novels,

3:35

คือความโง่เขลาไว้ในหนึ่งในนวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน

Dream of the Red Chamber.

3:39

ความฝันในหอแดง

วัฒนธรรม

Cao Xueqin ... Dream of the Red Chamber: นักประพันธ์กับนวนิยาย

Cao Xueqin คือนักประพันธ์ชาวจีนที่กล่าวถึงในประโยค ส่วน Dream of the Red Chamber คือชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไปของนวนิยายที่เกี่ยวข้องกับเขา ชื่อเรื่องที่ท้ายประโยคขยายความ one of China's greatest classical novels และระบุชัดว่ากำลังอ้างถึงผลงานใด เป็นชื่อหนังสือ ไม่ใช่คำบรรยายความฝันธรรมดา การอ้างอิงนี้บอกว่าเรื่องตัวอย่างมาจากวรรณกรรมจีนชิ้นสำคัญ ไม่ใช่นิทานเปรียบเทียบทั่วไป

แบบฝึกหัด

Cao Xueqin กับ Dream of the Red Chamber มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?

  1. ชื่อทั้งสองหมายถึงส่วนต่าง ๆ ของอริยมรรคมีองค์แปด
  2. Cao Xueqin คือตัวละครในความฝัน และอีกวลีหนึ่งบรรยายความฝันของเขา
  3. Cao Xueqin คือนักประพันธ์ และ Dream of the Red Chamber คือนวนิยาย
ดูคำตอบ

Cao Xueqin คือนักประพันธ์ และ Dream of the Red Chamber คือนวนิยาย

การใช้คำ

romantic love is folly: การตัดสินอย่างเป็นทางการว่าสิ่งที่ไล่ตามนั้นไม่ฉลาด

ใน romantic love is folly คำว่า folly เป็นคำนาม หมายถึงการขาดวิจารณญาณอย่างร้ายแรงหรือแนวทางการกระทำที่ไม่ฉลาด ประโยคย่อยนี้มองความรักเชิงโรแมนติกว่าเป็นการไล่ตามสิ่งที่ผิดทาง ไม่ใช่เพียงเรื่องน่าขำหรือโง่เล็กน้อย ถ้อยคำนี้สื่อมุมมองแบบพุทธว่า ความยึดติดในความรักเชิงโรแมนติกอาจนำไปสู่ความทุกข์ โครงสร้าง X is folly ที่นำไปใช้ต่อได้ เป็นการตัดสินความคิดหรือสิ่งที่ไล่ตามอย่างหนักแน่นและมักมีเชิงปรัชญา

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ romantic love is folly ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. มองความรักเชิงโรแมนติกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดที่จะไล่ตาม
  2. บอกว่าความรักเชิงโรแมนติกต้องเก็บเป็นความลับ
  3. บอกว่าความรักเชิงโรแมนติกน่าขำแต่ไม่เป็นอันตราย
ดูคำตอบ

มองความรักเชิงโรแมนติกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดที่จะไล่ตาม

In a subplot,

3:41

ในโครงเรื่องรองเรื่องหนึ่ง

Jia Rui falls in love with Xi-feng

3:42

เจี่ยรุ่ย ตกหลุมรัก ซีเฟิง

who tricks and humiliates him.

3:45

ผู้ซึ่งหลอกลวงและทำให้เขาอับอาย

Conflicting emotions of love and hate tear him apart. สำนวน

3:47

อารมณ์ความรักและความเกลียดชังที่ขัดแย้งกันฉีกกระชากเขาออกจากกัน

สำนวน

tear him apart: ความทรมานทางอารมณ์อย่างรุนแรง

ใน tear him apart โครงสร้าง tear ... apart ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ความรู้สึกรักและเกลียดที่ขัดแย้งกันทำให้เขาเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง ราวกับกำลังดึงเขาไปคนละทิศทาง ไม่ได้หมายถึงการฉีกร่างกายจริง ๆ โครงสร้าง something tears someone apart ใช้บรรยายความขัดแย้ง การสูญเสีย ความรู้สึกผิด หรือประสบการณ์อื่นที่ทำลายสภาพอารมณ์ของคนคนหนึ่ง ความหมายรุนแรงกว่าการบอกว่าใครบางคนกังวลหรือไม่สบายใจมาก

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัว tear someone apart ให้สมบูรณ์เพื่อแสดงความทุกข์ทางอารมณ์อย่างรุนแรง: The conflict between loyalty and ambition was tearing her ____.

ดูคำตอบ

apart

So a Taoist gives him a magic mirror that can cure him

3:51

นักพรตเต๋าจึงมอบกระจกวิเศษที่สามารถรักษาเขาได้

as long as he doesn't look at the front of it. ไวยากรณ์

3:55

ตราบใดที่เขาไม่มองด้านหน้าของมัน

ไวยากรณ์

as long as: การนำเงื่อนไข

ในที่นี้ as long as ใช้นำเงื่อนไขที่ทำให้กระจกรักษาเขาได้ นั่นคือเขาต้องไม่มองด้านหน้าของกระจก วลีนี้หมายถึง “โดยมีเงื่อนไขว่า” หรือ “ตราบใดที่เป็นไปตามเงื่อนไข” ไม่ได้หมายถึง “ตลอดช่วงเวลาที่” โครงสร้างคือ ผลหลัก + as long as + อนุประโยคเงื่อนไข ซึ่งแสดงว่าผลที่กล่าวไว้ขึ้นอยู่กับการทำตามเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย as long as เพื่อนำเงื่อนไข: You can borrow my laptop ____ you return it by six.

ดูคำตอบ

as long as

But, of course,

3:57

แต่แน่นอนว่า

he looks at the front of it.

3:59

เขามองไปที่ด้านหน้าของมัน

He sees Xi-feng.

4:00

เขาเห็นซีเฟิง

His soul enters the mirror

4:02

วิญญาณของเขาเข้าไปในกระจก

and he is dragged away in iron chains to die.

4:03

และเขาถูกลากไปตายด้วยโซ่ตรวนเหล็ก

Not all Buddhists think this way about romantic and erotic love, ไวยากรณ์

4:08

ไม่ใช่ชาวพุทธทุกคนจะคิดแบบนี้เกี่ยวกับความรักที่โรแมนติกและอีโรติก

but the moral of this story ลำดับความ

4:12

แต่คติสอนใจของเรื่องนี้

is that such attachments spell tragedy and should, การใช้คำ

4:14

ก็คือความผูกพันดังกล่าวจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรม และควรจะ

along with magic mirrors,

4:17

ถูกหลีกเลี่ยง

be avoided.

4:19

พร้อมๆ กับกระจกวิเศษ

ไวยากรณ์

Not all Buddhists: การปฏิเสธบางส่วน

ใน Not all Buddhists คำว่า not มีขอบเขตการปฏิเสธครอบคลุม all ประโยคนี้ปฏิเสธคำกล่าวที่ว่าชาวพุทธทุกคนคิดเช่นนี้ ดังนั้นจึงมีชาวพุทธอย่างน้อยบางคนที่ไม่ได้คิดแบบนี้ นี่คือการปฏิเสธเพียงบางส่วน ประโยคยังเปิดความเป็นไปได้ว่าชาวพุทธบางคนอาจมีมุมมองนี้ และไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครมีมุมมองดังกล่าวเลย

แบบฝึกหัด

“Not all Buddhists think this way” หมายความว่าอย่างไร?

  1. ชาวพุทธทุกคนคิดเช่นนี้
  2. ชาวพุทธอย่างน้อยบางคนไม่ได้คิดเช่นนี้ แม้ว่าคนอื่นอาจคิดเช่นนี้ก็ตาม
  3. ไม่มีชาวพุทธคนใดคิดเช่นนี้
ดูคำตอบ

ชาวพุทธอย่างน้อยบางคนไม่ได้คิดเช่นนี้ แม้ว่าคนอื่นอาจคิดเช่นนี้ก็ตาม

ลำดับความ

the moral of this story: การเกริ่นข้อคิดของเรื่อง

the moral of this story เป็นกรอบการเล่าที่พาจากเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งเล่าจบไปสู่ข้อคิดทั่วไปที่ผู้ฟังควรได้จากเรื่องนั้น อนุประโยคที่มี that ซึ่งตามมาจะบอกเนื้อหาของข้อคิดนั้น ในที่นี้ moral เป็นคำนามที่หมายถึง “ข้อคิด” หรือ “สารเกี่ยวกับวิธีที่ควรประพฤติ” ไม่ใช่คำคุณศัพท์ที่หมายถึง “มีศีลธรรม” กรอบนี้ยังใช้สรุปนิทาน เรื่องเล่าสั้น ๆ หรือเหตุการณ์จริงได้ด้วย

แบบฝึกหัด

หลังจากเล่าเรื่องที่การปิดบังความผิดพลาดหนึ่งอย่างทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นอีกมาก ให้เติมกรอบเป้าหมายให้สมบูรณ์: The ____ is that admitting a mistake early can prevent a bigger problem.

ดูคำตอบ

moral of this story

การใช้คำ

spell tragedy: บ่งชี้หรือก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าเศร้า

ใน spell tragedy คำว่า spell หมายถึง “ก่อให้เกิด” หรือ “หมายถึงผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้น” ประโยคนี้บอกว่าความยึดติดเหล่านั้นคาดว่าจะนำไปสู่โศกนาฏกรรม โดย spell รับ tragedy เป็นกรรมตรง ความหมายที่กล่าวถึงผลลัพธ์นี้พบได้บ่อยเป็นพิเศษกับคำนามที่เป็นผลเสีย เช่น trouble, disaster, danger หรือ defeat และไม่เกี่ยวกับความหมายที่ว่า “สะกดคำทีละตัวอักษร”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ spell ในความหมายเกี่ยวกับผลลัพธ์แบบเดียวกับ spell tragedy?

  1. Another major delay could spell disaster for the launch.
  2. Can you spell the name of the launch site?
  3. She checked how to spell disaster correctly.
ดูคำตอบ

Another major delay could spell disaster for the launch.

Love lets us reach beyond ourselves. สำนวน

4:21

ความรักช่วยให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

Let's end on a slightly more positive note. ลำดับความ

4:23

เรามาจบด้วยเรื่องที่เชิงบวกขึ้นอีกนิดดีกว่า

สำนวน

reach beyond ourselves: ก้าวข้ามขีดจำกัดตามปกติของเรา

ในที่นี้ reach beyond ourselves หมายถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของความสามารถ มุมมองตามปกติ หรือการสนใจแต่ตัวเอง เป็นการพูดถึงการเติบโตทางตัวตนหรือทางศีลธรรม ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ โครงสร้าง reach beyond + ขีดจำกัดหรือขอบเขต นำเสนอขีดจำกัดนั้นว่าเป็นสิ่งที่คนเราก้าวข้ามได้ เมื่อใช้ ourselves ขอบเขตนั้นก็คือวิถีการเป็นตัวตนหรือวิธีคิดของคนคนนั้นในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

reach beyond ourselves ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. หมายถึงการเติบโตให้พ้นจากขีดจำกัดตามปกติหรือมุมมองที่สนใจแต่ตัวเอง
  2. หมายถึงการเคลื่อนที่ทางกายภาพไปยังสถานที่ที่อยู่เลยร่างกายของเราออกไป
  3. หมายถึงการหลีกเลี่ยงไม่เรียนรู้เรื่องใด ๆ เกี่ยวกับตัวเอง
ดูคำตอบ

หมายถึงการเติบโตให้พ้นจากขีดจำกัดตามปกติหรือมุมมองที่สนใจแต่ตัวเอง

ลำดับความ

Let's end on a slightly more positive note: ส่งสัญญาณถึงการจบที่มีความหวังมากขึ้น

ประโยคนี้ช่วยจัดลำดับการอภิปราย โดย Let's end ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเข้าสู่ช่วงสรุป ส่วน on a slightly more positive note บอกผู้ฟังว่าประเด็นสุดท้ายจะให้ความหวังมากกว่าสิ่งที่พูดมาก่อนหน้า ใน on a ... note คำว่า note หมายถึงน้ำเสียง บรรยากาศ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนจบ ไม่ใช่ข้อความที่เขียนไว้หรือเสียงดนตรี ส่วน slightly ทำให้การเปลี่ยนอารมณ์นุ่มนวลลง คือช่วงจบจะเป็นบวกขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้มองโลกในแง่ดีทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ส่งสัญญาณอะไรให้ผู้ฟัง

  1. ผู้พูดกำลังขอให้ทุกคนเขียนข้อความให้กำลังใจ
  2. การอภิปรายกำลังจะจบด้วยประเด็นที่ให้ความหวังมากขึ้นเล็กน้อย
  3. ผู้พูดกำลังเปลี่ยนหัวข้อไปเป็นเรื่องดนตรีก่อนจะหยุดพูด
ดูคำตอบ

การอภิปรายกำลังจะจบด้วยประเด็นที่ให้ความหวังมากขึ้นเล็กน้อย

The French philosopher Simone de Beauvoir

4:26

ซีมอน เดอ โบวัวร์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส

proposed that love is the desire to integrate with another การใช้คำ

4:29

เสนอว่าความรักคือความปรารถนาที่จะหลอมรวมกับอีกคนหนึ่ง

and that it infuses our lives with meaning. วลี

4:32

และมันเติมเต็มความหมายให้กับชีวิตของเรา

การใช้คำ

to integrate with another: ความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอีกคนหนึ่ง

ในที่นี้ to integrate with another หมายถึงการแสวงหาความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอีกคนหนึ่ง จนชีวิตหรือประสบการณ์ของคนสองคนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด คำว่า another เป็นสรรพนาม หมายถึง “อีกคนหนึ่ง” หรือคู่ชีวิต สำนวนนี้มีลักษณะเป็นนามธรรมและเชิงปรัชญา มีความหมายมากกว่าเพียงการอยู่ใกล้หรือใช้เวลากับใครสักคน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องหมายความว่าทั้งสองคนสูญเสียอัตลักษณ์ของตน

แบบฝึกหัด

to integrate with another ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. ใช้เวลาอยู่ใกล้ใครสักคนโดยไม่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
  2. ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งไว้ในอีกระบบหนึ่ง
  3. สร้างความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอีกคนหนึ่ง
ดูคำตอบ

สร้างความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอีกคนหนึ่ง

วลี

infuses our lives with meaning: โครงสร้าง infuse A with B

Infuses our lives with meaning ใช้โครงสร้าง infuse A with B ซึ่งหมายถึง “ทำให้ A เต็มไปด้วยคุณลักษณะ B” ในที่นี้ it หมายถึง love ดังนั้นประโยคจึงสื่อว่าความรักมอบความหมายให้ชีวิตและหล่อหลอมชีวิตโดยรวม นี่เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยนำเสนอ meaning ว่าเป็นคุณลักษณะที่แผ่ไปทั่วชีวิต ไม่ใช่สารทางกายภาพหรือการให้สารน้ำทางการแพทย์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ infuse และคำเชื่อมที่ขาดไป: A good leader ____ the team ____ confidence.

ดูคำตอบ

infuses · with

However,

4:35

อย่างไรก็ตาม

she was less concerned with why we love ไวยากรณ์

4:36

เธอกังวลน้อยลงว่าทำไมเราถึงรัก

and more interested in how we can love better.

4:38

และสนใจมากขึ้นว่าเราจะรักให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ไวยากรณ์

less concerned with ... and more interested in ...: การย้ายจุดสนใจ

โครงสร้างเปรียบเทียบแบบขนาน less concerned with A and more interested in B ใช้ย้ายจุดสนใจหลักจาก A ไปยัง B ในที่นี้ A คือ why we love ส่วน B คือ how we can love better โครงสร้างนี้เปรียบเทียบระดับความสนใจ ไม่ได้หมายความว่า A ไม่สำคัญเลย แต่หมายความว่า B ได้รับการเน้นมากกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้ concerned และ interested ในโครงสร้าง less ... more เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The interviewer was ____ rehearsed answers and ____ how I solved problems.

ดูคำตอบ

less concerned with · more interested in

She saw that the problem with traditional romantic love

4:42

เธอมองเห็นว่าปัญหาของความรักแบบโรแมนติกทั่วไป

is it can be so captivating that we are tempted to make it our only reason for being. โน้ต

4:46

คือมันอาจดึงดูดใจเสียจนเราถูกล่อลวงให้ยกมันเป็นเหตุผลเดียวในการมีชีวิตอยู่

ไวยากรณ์

so captivating that: ระดับที่นำไปสู่ผลลัพธ์

โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์ + อนุประโยค that เชื่อมระดับที่สูงเข้ากับผลที่เกิดขึ้น ใน so captivating that คำว่า captivating หมายถึง “น่าสนใจหรือน่าดึงดูดอย่างยิ่ง” และอนุประโยคหลัง that บอกสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะระดับความเข้มข้นนั้น ในประโยคนี้ ความรักโรแมนติกอาจน่าหลงใหลมากพอที่จะทำให้คนอยากยกมันเป็นเหตุผลเดียวของการมีชีวิตอยู่ that ในที่นี้นำหน้าอนุประโยคบอกผล ไม่ใช่อนุประโยคขยายคำนาม

แบบฝึกหัด

ใช้ captivating ในโครงสร้างบอกผล so ... that เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The lecture was ____ no one checked their phone.

ดูคำตอบ

so captivating that

การใช้คำ

our only reason for being: จุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่ของเรา

reason for being หมายถึงจุดมุ่งหมายพื้นฐานที่ทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งหรือสถาบันหนึ่งมีความหมาย ใน our only reason for being คำว่า being ทำหน้าที่เป็นคำนามและหมายถึง “การดำรงอยู่” ส่วน only ตัดแหล่งที่มาของจุดมุ่งหมายอื่นทั้งหมดออกไป โครงสร้าง make it our only reason for being หมายถึง “มองว่าสิ่งนั้นเป็นจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่ของเรา” ในที่นี้ it หมายถึงความรักแบบโรแมนติก สิ่งที่ถูกวิจารณ์ไม่ใช่การที่ความรักทำให้ชีวิตมีความหมาย แต่เป็นการทำให้ความรักกลายเป็นรากฐานทั้งหมดเพียงอย่างเดียวของความหมายนั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ our only reason for being หมายความว่าอะไร

  1. เหตุผลที่อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
  2. แหล่งที่มาเพียงหนึ่งเดียวของจุดมุ่งหมายในการดำรงอยู่ของเรา
  3. เหตุผลทั่วไปอย่างหนึ่งในการตัดสินใจ
ดูคำตอบ

แหล่งที่มาเพียงหนึ่งเดียวของจุดมุ่งหมายในการดำรงอยู่ของเรา

Yet, dependence on another to justify our existence การใช้คำ

4:51

แต่ทว่าการพึ่งพาอีกคนเพื่อพิสูจน์การดำรงอยู่ของเรา

easily leads to boredom and power games. วลี

4:55

มักนำไปสู่ความน่าเบื่อหน่ายและเกมอำนาจได้อย่างง่ายดาย

การใช้คำ

dependence on another to justify our existence: แสวงหาความหมายของการดำรงอยู่จากอีกคนหนึ่ง

dependence on another หมายถึงการพึ่งพาอีกคนหนึ่ง ส่วนวลี infinitive to justify our existence อธิบายว่าการพึ่งพานั้นมีไว้เพื่ออะไร นั่นคือเพื่อทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตและตัวตนของเรามีความหมาย มีคุณค่า หรือมีพื้นฐานที่สมเหตุสมผล ในที่นี้ justify ใช้ในความหมายเชิงนามธรรมและเชิงปรัชญา ไม่ได้หมายถึงการพิสูจน์ว่าเรามีตัวตนอยู่จริงทางกายภาพหรือการแก้ต่างให้เราในศาล ในบริบทของความสัมพันธ์ วลีนี้วิจารณ์การเรียกร้องให้คู่รักเป็นผู้ยืนยันคุณค่าพื้นฐานของเรา

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ dependence on another to justify our existence ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. ขอให้อีกคนหนึ่งอธิบายว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเพราะอะไร
  2. พึ่งพาอีกคนหนึ่งเพื่อให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามีความหมายและคุณค่า
  3. พึ่งพาใครบางคนให้พิสูจน์ในศาลว่าเรามีตัวตนอยู่จริงทางกายภาพ
ดูคำตอบ

พึ่งพาอีกคนหนึ่งเพื่อให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามีความหมายและคุณค่า

วลี

leads to boredom and power games: นำไปสู่ความเบื่อหน่ายและเกมอำนาจ

Leads to หมายถึง “ทำให้เกิด” หรือ “ส่งผลให้” ในประโยคนี้ dependence on another to justify our existence เป็นสาเหตุ ส่วน boredom and power games เป็นผลลัพธ์ ในโครงสร้างนี้ lead to ตามด้วยคำนาม กลุ่มคำนาม หรือรูป -ing Power games ไม่ใช่เกมที่เล่นเพื่อความสนุก แต่หมายถึงความพยายามที่จะได้อำนาจควบคุมหรือความได้เปรียบในความสัมพันธ์ เช่น การทดสอบ กดดัน หรือบงการอีกฝ่าย ประโยคนี้จึงกล่าวถึงทั้งความเบื่อหน่ายทางอารมณ์และการแย่งชิงอำนาจควบคุมว่าเป็นผลที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวว่าการสื่อสารที่ไม่ดีทำให้เกิดความพยายามควบคุมความสัมพันธ์?

  1. The couple played board games to make the evening less boring.
  2. Poor communication can result from power games in a relationship.
  3. Poor communication can lead to power games in a relationship.
ดูคำตอบ

Poor communication can lead to power games in a relationship.

To avoid this trap, ลำดับความ

4:58

เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักนี้

Beauvoir advised loving authentically, การใช้คำ

4:59

โบวัวร์แนะนำให้รักอย่างแท้จริง

which is more like a great friendship.

5:02

ซึ่งมันเหมือนกับมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่มากกว่า

ลำดับความ

To avoid this trap: การเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่ทางแก้

To avoid this trap เป็นวลีบอกจุดประสงค์ที่วางไว้ต้นประโยค หมายถึง “เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้” This trap ย้อนกลับไปกล่าวถึงรูปแบบปัญหาที่อธิบายไว้ก่อนหน้า คือการพึ่งพาคนอื่นเพื่อยืนยันความหมายของการมีอยู่ของตนเอง คำว่า trap ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่กับดักจริง การวางจุดประสงค์ไว้ก่อนช่วยเชื่อมปัญหาก่อนหน้าเข้ากับคำแนะนำที่ตามมา โครงสร้าง To + กริยารูปพื้นฐาน, ประโยคหลัก เป็นวิธีที่ชัดเจนในการเปลี่ยนจากความเสี่ยงไปสู่การกระทำที่มีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงนั้น

แบบฝึกหัด

เติมข้อความเชื่อมด้วยวลี To avoid this trap ให้ตรงทุกคำ: A free trial can become a paid subscription if you forget to cancel. ____, add the cancellation date to your calendar.

ดูคำตอบ

To avoid this trap

การใช้คำ

loving authentically: รักโดยเคารพเสรีภาพและความเป็นปัจเจก

ในประโยคนี้ loving authentically หมายถึงการรักในแบบที่ทั้งสองคนยังคงมีอิสระ ซื่อตรง และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ นี่เป็นวิธีรัก ไม่ใช่ป้ายชื่อสำหรับความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าสมบูรณ์แบบหรือถูกกำหนดโดยพรหมลิขิต ในบริบทปรัชญาอัตถิภาวนิยมของโบวัวร์ authentically หมายถึงการกระทำจากเสรีภาพของตนเอง พร้อมกับยอมรับว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนที่มีเสรีภาพเช่นกัน การเปรียบเทียบกับมิตรภาพอันลึกซึ้งเน้นความเคารพและการเติบโตร่วมกัน ไม่ใช่การครอบครอง การควบคุม หรือการสูญเสียความเป็นตัวเองในคู่รัก

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ loving authentically ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. ละทิ้งตัวตนของตนเองเพื่อทำให้คู่รักมีความสุข
  2. รู้สึกดึงดูดอย่างรุนแรงและมองว่าเป็นรักแท้ที่พรหมลิขิตกำหนด
  3. รักในแบบที่เคารพเสรีภาพและความเป็นปัจเจกของทั้งสองคน
ดูคำตอบ

รักในแบบที่เคารพเสรีภาพและความเป็นปัจเจกของทั้งสองคน

Lovers support each other in discovering themselves, ไวยากรณ์

5:04

คู่รักสนับสนุนซึ่งกันและกันในการค้นพบตัวเอง

reaching beyond themselves,

5:07

ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

and enriching their lives and the world together.

5:09

และร่วมกันทำให้ชีวิตของพวกเขาและโลกใบนี้ดีขึ้น

ไวยากรณ์

โครงสร้าง support each other in discovering ..., reaching ..., and enriching ...

support each other in doing something หมายถึงคนสองคนให้ความช่วยเหลือหรือกำลังใจกันภายในกิจกรรมหรือกระบวนการหนึ่ง ในที่นี้ in นำเข้าสู่ด้านต่าง ๆ ที่คนรักสนับสนุนกัน ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโครงสร้าง infinitive ที่ใช้ to discovering, reaching และ enriching เป็นรูป -ing ที่วางขนานกันหลัง in การใช้ทั้งสามคำในรูปเดียวกันช่วยจัดรายการยาวให้ชัดเจน ได้แก่ การค้นพบตัวเอง การก้าวข้ามตัวเอง และการร่วมกันทำให้ชีวิตกับโลกมั่งคั่งยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ support + คน + in + รูป -ing ที่ขนานกันได้ถูกต้อง

  1. Good mentors support identifying young people, building confidence, and thoughtful choices.
  2. Good mentors support young people in identifying their strengths, to build confidence, and making thoughtful choices.
  3. Good mentors support young people in identifying their strengths, building confidence, and making thoughtful choices.
ดูคำตอบ

Good mentors support young people in identifying their strengths, building confidence, and making thoughtful choices.

Though we might never know why we fall in love, ไวยากรณ์

5:14

แม้ว่าเราอาจจะไม่มีวันรู้ว่าทำไมเราถึงตกหลุมรัก

we can be certain that it'll be an emotional roller coaster ride. สำนวน

5:16

แต่เรามั่นใจได้เลยว่ามันจะเป็นเหมือนการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาทางอารมณ์

ไวยากรณ์

Though ... we can be certain: ยอมรับความไม่แน่นอนก่อนเสนอข้อสรุป

Though ใช้นำข้อมูลเชิงยอมรับข้อจำกัด ผู้พูดยอมรับก่อนว่าเราอาจไม่มีวันรู้เหตุผลที่คนเราตกหลุมรัก จากนั้นประโยคหลักใช้ we can be certain that เพื่อเปลี่ยนไปบอกสิ่งที่ยังยืนยันได้อย่างมั่นใจ รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ Though [สิ่งที่ไม่แน่นอนหรือข้อจำกัด], [ข้อสรุปที่มั่นใจ] รูปแบบนี้ยอมรับข้อจำกัดโดยไม่ลดน้ำหนักของใจความหลัก ในประโยคนี้ might never ทำให้คำตอบดูไม่แน่นอน ส่วน can be certain ทำให้ข้อสรุปหนักแน่นขึ้น Though แสดงความยอมรับข้อจำกัด ไม่ได้แสดงเหตุผล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายจากบทเรียน: ____ we may never know who wrote the anonymous diary, we ____ it was finished in 1920 because the final page is dated December 31.

ดูคำตอบ

Though · can be certain that

สำนวน

an emotional roller coaster ride: อารมณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรงและซ้ำ ๆ

An emotional roller coaster ride เป็นคำเปรียบเทียบถึงประสบการณ์ที่อารมณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรง โดยมักเปลี่ยนไปมาระหว่างความตื่นเต้น ความหวัง ความกลัว และความผิดหวัง ในประโยคนี้ใช้บรรยายประสบการณ์ความรัก ไม่ได้หมายถึงการนั่งเครื่องเล่นในสวนสนุกจริง ๆ ใจความสำคัญคืออารมณ์เปลี่ยนแปลงซ้ำ ๆ อย่างคาดเดายาก ไม่ใช่เพียงมีความรู้สึกรุนแรงแบบเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ an emotional roller coaster ride ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

  1. The week was an emotional roller coaster ride, swinging from hope to disappointment and back again.
  2. We rode a roller coaster at the amusement park and went home.
  3. The afternoon was peaceful, with one steady feeling of relief.
ดูคำตอบ

The week was an emotional roller coaster ride, swinging from hope to disappointment and back again.

It's scary and exhilarating.

5:20

มันน่ากลัวและน่าตื่นเต้น

It makes us suffer ลำดับความ

5:22

มันทำให้เราทรมาน

and makes us soar.

5:23

และทำให้เราโบยบิน

ลำดับความ

It makes us suffer and makes us soar: ผลลัพธ์ตรงข้ามในโครงสร้างขนาน

ประโยคนี้ใช้รูปแบบ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานซ้ำกัน: makes us suffer ... makes us soar การคง makes us ไว้ในทั้งสองส่วนทำให้เกิดโครงสร้างขนาน ให้น้ำหนักแก่ผลลัพธ์ทั้งสองเท่ากัน และทำให้ติดตามความแตกต่างได้ง่าย suffer หมายถึงการประสบความเจ็บปวด ส่วน soar ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงรู้สึกมีพลังใจสูงขึ้นหรือก้าวไปสู่สภาวะที่เข้มแข็งกว่า ไม่ได้หมายถึงบินจริง ๆ กริยาทั้งสองจึงแสดงผลกระทบที่ตรงข้ามกันจากประสบการณ์เดียวกัน

แบบฝึกหัด

การใช้ makes us ซ้ำในประโยคที่เน้นไว้มีผลอย่างไร?

  1. สร้างจังหวะแบบขนานและเน้นผลกระทบที่ตรงข้ามกันสองอย่างเท่า ๆ กัน
  2. เปลี่ยนประโยคให้มีประธานสองตัวที่ต่างกัน
  3. แสดงว่า soar หมายถึงการบินอยู่ในอากาศจริง ๆ
ดูคำตอบ

สร้างจังหวะแบบขนานและเน้นผลกระทบที่ตรงข้ามกันสองอย่างเท่า ๆ กัน

Maybe we lose ourselves. ลำดับความ

5:24

บางทีเราอาจจะสูญเสียตัวเองไป

Maybe we find ourselves.

5:26

บางทีเราอาจจะค้นพบตัวเอง

ลำดับความ

Maybe we lose ourselves ... Maybe we find ourselves: ความเป็นไปได้ที่ตรงข้ามกันอย่างสมดุล

ทั้งสองประโยคใช้กรอบเดียวกันคือ Maybe we + กริยา + ourselves การใช้ Maybe we ซ้ำทำให้ทั้งสองอนุประโยคมีน้ำหนักเท่ากัน ขณะที่ lose และ find สร้างความตรงข้ามอย่างชัดเจน การจัดวางแบบสมมาตรนี้นำเสนอผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สองแบบ โดยไม่ได้ยืนยันว่าแบบใดแบบหนึ่งจะเกิดขึ้น ในที่นี้ lose ourselves หมายถึงการสูญเสียความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวตนหรือทิศทางของตน ส่วน find ourselves หมายถึงการค้นพบหรือเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร ทั้งสองสำนวนไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งทางกายภาพของบุคคล

แบบฝึกหัด

ประโยคคู่ใดเลียนแบบรูปแบบเดิมที่นำเสนอความเป็นไปได้สองด้านที่ตรงข้ามกันอย่างสมดุลได้ดีที่สุด?

  1. Maybe courage matters, and confidence can change.
  2. Maybe we lose confidence. Maybe we find courage.
  3. We may lose confidence because difficult days are hard.
ดูคำตอบ

Maybe we lose confidence. Maybe we find courage.

It might be heartbreaking ไวยากรณ์

5:28

มันอาจจะทำให้ใจสลาย

or it might just be the best thing in life.

5:29

หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ได้

ไวยากรณ์

It might be ... or it might just be ...: วางสองความเป็นไปได้ที่ยังเปิดกว้างไว้คู่กัน

รูปแบบซ้ำ It might be A or it might be B วางผลลัพธ์ที่ต่างกันสองแบบไว้คู่กันในฐานะความเป็นไปได้ คำว่า might แสดงความไม่แน่นอน ผู้พูดจึงเปิดข้อสรุปไว้โดยไม่ได้ทำนายว่าผลลัพธ์ใดจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในส่วนหลัง just ให้ความรู้สึกว่า “บางทีสุดท้ายแล้วอาจกลายเป็นแบบนั้นจริง ๆ” จึงเน้นความเป็นไปได้เชิงบวกที่น่าประหลาดใจ ไม่ได้ลดความหมายให้เป็น “เพียงแค่สิ่งที่ดีที่สุด”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย might be และ might just be: The overnight hike ____ exhausting, or it ____ the highlight of our summer.

ดูคำตอบ

might be · might just be

Will you dare to find out? น้ำเสียง/เจตนา

5:32

คุณจะกล้าค้นหาคำตอบไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

dare to find out?: คำเชิญให้สำรวจที่มีน้ำเสียงท้าทาย

ใน dare to find out โครงสร้าง dare to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีความกล้ามากพอที่จะทำบางอย่าง” ดังนั้นคำถามนี้จึงไม่ได้ถามเพียงว่าผู้ฟังจะค้นพบคำตอบหรือไม่ แต่ยังทำให้การค้นหานั้นดูเหมือนก้าวหนึ่งไปสู่สิ่งที่ไม่แน่นอนหรือมีความเสี่ยงทางอารมณ์ เมื่อใช้เป็นคำถามปิดท้าย Will you dare to ... ทำหน้าที่ทั้งท้าทายและเชิญชวน ในที่นี้ find out หมายถึงการค้นพบผลลัพธ์ผ่านประสบการณ์ของตนเอง ไม่ใช่เพียงค้นหาข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ผู้พูดจบการไตร่ตรองเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตที่ยังไม่รู้ผลด้วยคำถาม “Will you dare to find out?” คำถามนี้มีจุดประสงค์หลักในการสื่อสารอย่างไร

  1. สั่งให้ผู้ฟังเขียนคำตอบทันที
  2. ตรวจสอบอย่างเป็นกลางว่าผู้ฟังรู้คำตอบที่เป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้วหรือไม่
  3. ท้าทายและกระตุ้นให้ผู้ฟังค้นพบคำตอบผ่านประสบการณ์ของตนเอง
ดูคำตอบ

ท้าทายและกระตุ้นให้ผู้ฟังค้นพบคำตอบผ่านประสบการณ์ของตนเอง