ปรัชญา - ชาวสโตอิก: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
803 คำ 187 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: เรื่องของเซเนกาและมาร์คัส ออเรลิอัสแสดงให้เห็นว่าสโตอิกรับมือความวิตกและความโกรธด้วยการคาดหมายความยากลำบาก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. However intelligent they might otherwise be. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ “however + adjective + subject + might be” เพื่อยอมรับคุณสมบัติหนึ่งก่อนเสนอคำวิจารณ์ที่ตรงกันข้าม 2. rehearse worst case scenarios. — วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เข้าใจว่า rehearse หมายถึงการซ้อมสถานการณ์ในใจได้ ไม่ใช่แค่การซ้อมบนเวที 3. priced in. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: คำทางการเงินที่หมายถึงการรวมต้นทุนที่คาดไว้ กลายเป็นอุปมาของการยอมรับปัญหาล่วงหน้า

คำอธิบายในบทเรียนนี้

This is a film about Stoicism and why you need more of it in your life

0:07

นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับลัทธิสโตอิก และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องการมันมากขึ้นในชีวิตของคุณ

because as people seldom tell you but we will quietly.

0:11

เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยบอกคุณ แต่เราจะบอกคุณเงียบๆ

Stoicism was a philosophy that flourished for 480 years in ancient Greece and Rome

0:17

ลัทธิสโตอิกเป็นปรัชญาที่เฟื่องฟูอยู่ถึง 480 ปีในกรีกและโรมโบราณ

and was popular with everyone from slaves to the aristocracy ไวยากรณ์

0:22

และเป็นที่นิยมในหมู่ทุกคนตั้งแต่ทาสไปจนถึงชนชั้นสูง

ไวยากรณ์

from slaves to the aristocracy: ปลายสองด้านของช่วงชนชั้นทางสังคม

ใน everyone from slaves to the aristocracy โครงสร้าง from A to B ระบุปลายสองด้านที่ตรงข้ามกันของลำดับชนชั้นทางสังคม หมายความว่าความนิยมนั้นครอบคลุมทั้งผู้คนที่อยู่ตรงปลายทั้งสองด้านและกลุ่มที่อยู่ระหว่างกลาง from ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าคนหนึ่งเปลี่ยนสถานะไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง คำหลัง from และ to เป็นหมวดหมู่ที่ใช้เป็นปลายทั้งสองด้านของช่วงกว้าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ from A to B เพื่อแสดงช่วงที่กว้าง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนที่

  1. The museum attracts everyone from schoolchildren to retirees.
  2. Maya sent a message from Rome to Paris.
  3. Leo went from an intern to a manager in two years.
ดูคำตอบ

The museum attracts everyone from schoolchildren to retirees.

because unlike so much philosophy it was helpful.

0:25

เพราะไม่เหมือนปรัชญาอื่นๆ ส่วนใหญ่ มันมีประโยชน์

Helpful when we panic, want to give up, despair and rage at existence.

0:28

มีประโยชน์เวลาที่เราตื่นตระหนก อยากจะยอมแพ้ สิ้นหวัง และเกรี้ยวกราดต่อการมีชีวิตอยู่

We still honor this philosophy

0:33

เรายังคงยกย่องปรัชญานี้

whenever we think of someone as brave

0:34

ทุกครั้งที่เรานึกถึงใครสักคนที่กล้าหาญ

and without perhaps quite knowing why

0:36

และอาจจะไม่ค่อยรู้เหตุผลนักว่าทำไม

call them stoic. การใช้คำ

0:38

จึงเรียกพวกเขาว่าพวกสโตอิก

การใช้คำ

stoic: อดทนอย่างสงบโดยไม่แสดงอารมณ์มาก

stoic ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์ตัวพิมพ์เล็กที่บรรยาย them หลังคำกริยา call หมายถึงความสงบและสามารถทนต่อความเจ็บปวดหรือปัญหาได้โดยไม่บ่นหรือแสดงอารมณ์ออกมามาก ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้สึก และมีความหมายเฉพาะกว่า brave ความหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาจากการควบคุมตนเองที่เชื่อมโยงกับปรัชญาสโตอิก

แบบฝึกหัด

ในประโยค "After the accident, Noor stayed stoic while help arrived," คำว่า stoic หมายความว่าอะไร

  1. เธอไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย
  2. เธอยังคงสงบและไม่ได้แสดงความทุกข์ใจมากนัก
  3. เธอวิ่งเข้าหาอันตรายเพื่อพิสูจน์ว่าตนกล้าหาญ
ดูคำตอบ

เธอยังคงสงบและไม่ได้แสดงความทุกข์ใจมากนัก

There are two great philosophers of Stoicism.

0:40

มีนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิสโตอิกสองท่าน

The first is the Roman writer and tutor to Nero, Seneca.

0:42

ท่านแรกคือนักเขียนชาวโรมันและพระอาจารย์ของจักรพรรดิเนโร เซเนกา

He lived between AD 4 and AD 65.

0:46

เขามีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 4 ถึง ค.ศ. 65

That's right, tutor to Nero,

0:48

ใช่แล้ว พระอาจารย์ของเนโร

the infamous dictator who slept with his own mother,

0:50

เผด็จการผู้ฉาวโฉ่ที่หลับนอนกับแม่ของตัวเอง

raped young boys

0:53

ข่มขืนเด็กชาย

and just because he felt like it วลี

0:54

และเพียงเพราะเขานึกอยากทำ

วลี

felt like it: อยากทำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร

ในประโยคนี้ felt like it หมายถึง “อยากทำแบบนั้น” คำสรรพนาม it ย้อนกลับไปแทนการกระทำที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าสิ่งหนึ่งให้ความรู้สึกทางกายแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อใช้กับ just because วลีนี้แสดงว่าแรงอยากส่วนตัวเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียว เขาทำเพียงเพราะเขาอยากทำ โดยทั่วไป feel like it ใช้แทนการกระทำที่กล่าวถึงแล้วและเป็นสิ่งที่คนนั้นกำลังอยากทำได้

แบบฝึกหัด

ใน “Nora changed the playlist because she felt like it,” คำว่า “felt like it” หมายถึงอะไร?

  1. เธออยากเปลี่ยนในตอนนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอื่น
  2. เธอถูกบังคับให้เปลี่ยนเพลย์ลิสต์
  3. เธอคิดว่าเพลย์ลิสต์ให้ความรู้สึกคล้ายกับบางสิ่ง
ดูคำตอบ

เธออยากเปลี่ยนในตอนนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอื่น

asked his old tutor Seneca to commit suicide

0:55

ก็สั่งให้เซเนกา พระอาจารย์ชราของเขาฆ่าตัวตาย

in front of his own family.

0:58

ต่อหน้าครอบครัวของเขาเอง

And our other guide to Stoicism is

0:59

และผู้นำทางสู่ลัทธิสโตอิกอีกท่านของเราคือ

the kind and magnanimous Roman emperor Marcus Aurelius

1:01

จักรพรรดิโรมันผู้ใจดีและมีเมตตา มาร์คัส ออเรลิอุส

AD 121 to 180

1:04

ค.ศ. 121 ถึง 180

who was forced to spend most of his reign

1:06

ผู้ที่ถูกบังคับให้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในรัชสมัยของพระองค์

on the edges of the empire

1:07

อยู่ที่ชายแดนของจักรวรรดิ

fighting off invincible Germanic hordes กริยาวลี

1:09

เพื่อต่อสู้กับกองทัพชาวเยอรมันที่ไร้พ่าย

กริยาวลี

fighting off: ต่อต้านและขับไล่ภัยคุกคาม

Fight off หมายถึงต่อต้านผู้โจมตีหรือภัยคุกคามและป้องกันไม่ให้สิ่งนั้นเอาชนะเรา ในที่นี้ fighting off แสดงภาพกองทัพชนเผ่าเจอร์แมนิกว่าเป็นกำลังที่กำลังถูกต้านไว้หรือขับไล่ออกไป โดย off เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีนี้ โครงสร้างเดียวกันใช้กับภัยคุกคามที่ไม่ใช่มนุษย์ได้ เช่น fight off an infection หรือ fight off sleep รูป -ing อาจบรรยายความพยายามที่ยังดำเนินอยู่ จึงไม่ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่าภัยคุกคามหายไปหมดแล้ว

แบบฝึกหัด

ใน “The doctor said her body was fighting off the infection,” คำว่า “fighting off” หมายถึงอะไร?

  1. ต่อต้านการติดเชื้อและพยายามเอาชนะมัน
  2. หยุดการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมด
  3. ปล่อยให้การติดเชื้อแพร่กระจาย
ดูคำตอบ

ต่อต้านการติดเชื้อและพยายามเอาชนะมัน

but found time to write one of the greatest works of philosophy วลี

1:11

แต่ยังหาเวลาเขียนผลงานปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่ง

วลี

found time to + คำกริยา

Found time to เป็นรูปอดีตของ find time to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงสามารถจัดเวลาเพื่อทำบางอย่างได้ แม้ตารางจะยุ่งหรือสถานการณ์จะยากลำบาก คำว่า find ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการค้นพบเวลาบนนาฬิกาตามตัวอักษร สำนวนนี้แสดงว่าบุคคลนั้นพยายามหรือให้ความสำคัญกับกิจกรรมนั้นจนจัดเวลาให้ได้ ในประโยคนี้ but เน้นความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ที่หนักหนากับการที่เขายังคงเขียนผลงานได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่าใครบางคนสามารถจัดเวลาได้ท่ามกลางตารางที่ยุ่ง?

  1. Lena had time to visit her grandfather because her week was empty.
  2. Lena found the time of her grandfather's visit on the calendar.
  3. Although the week was packed, Lena found time to visit her grandfather.
ดูคำตอบ

Although the week was packed, Lena found time to visit her grandfather.

the Meditations

1:14

เมดิเทชันส์ (Meditations)

in his tent at night.

1:15

ในเต็นท์ของพระองค์ในตอนกลางคืน

There are two problems Stoicism can help us with in particular.

1:17

มีปัญหาสองประการที่ลัทธิสโตอิกสามารถช่วยเราได้เป็นพิเศษ

The first is anxiety.

1:20

ประการแรกคือความวิตกกังวล

When you're feeling anxious about something

1:22

เมื่อคุณรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง

most people are maddening.

1:23

คนส่วนใหญ่มักทำตัวน่าหงุดหงิด

They believe it's their duty to cheer you up. โน้ต

1:25

พวกเขาเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะทำให้คุณร่าเริงขึ้น

ไวยากรณ์

it's their duty to + คำกริยา

It's their duty to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำนั้นถูกมองว่าเป็นความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของพวกเขา Their ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วน to + คำกริยาบอกว่าพวกเขาคิดว่าต้องทำอะไร ซึ่งในที่นี้คือทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น กรอบการรายงาน They believe มีความสำคัญ เพราะแสดงว่านี่เป็นมุมมองของพวกเขาเองเกี่ยวกับหน้าที่ ไม่ใช่การยืนยันของผู้พูดว่าหน้าที่นั้นมีอยู่จริง ในบางบริบท การเว้นระยะเช่นนี้อาจสื่อถึงความสงสัยหรือการวิจารณ์

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ประโยค 'They believe it's their duty to cheer you up' ยืนยันโดยตรงว่าการทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นเป็นหน้าที่ของพวกเขาจริง ๆ

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

กริยาวลี

cheer you up: ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

Cheer someone up หมายถึงทำให้คนที่กำลังเศร้าหรือท้อใจรู้สึกดีขึ้นหรือมีกำลังใจมากขึ้น ในประโยคนี้ คนเหล่านั้นคิดว่าตนควรพยายามทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น ตัวกริยาวลีนี้มีความหมายเป็นกลาง แม้ว่าบริบทรอบ ๆ จะวิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าว Cheer ... up เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่างกริยากับคำเสริม: cheer you up, cheer her up หรือ cheer them up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย cheer up และวางคำสรรพนามให้ถูกตำแหน่ง: Mia felt sad, so I told a joke to ____.

ดูคำตอบ

cheer her up

However intelligent they might otherwise be. ไวยากรณ์

1:27

ไม่ว่าพวกเขาอาจจะฉลาดหลักแหลมในด้านอื่นสักแค่ไหน

ไวยากรณ์

However intelligent they might otherwise be = ไม่ว่าพวกเขาจะฉลาดเพียงใด

However + คำคุณศัพท์ + ประธาน + may/might be เป็นโครงสร้างแสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนจะกล่าวสิ่งที่ขัดกัน มีความหมายว่า “ไม่ว่า...เพียงใด” ในที่นี้ however intelligent they might otherwise be ยอมรับก่อนว่าคนเหล่านั้นอาจฉลาดมากในด้านอื่น แล้วจึงนำไปสู่คำวิจารณ์ที่ตรงข้ามกัน โดย otherwise หมายถึง “ในด้านอื่น” ในโครงสร้างนี้ however ขยาย intelligent โดยตรง ไม่ใช่คำวิเศษณ์เชื่อมประโยคที่แปลว่า “อย่างไรก็ตาม” ตัวอย่างนี้เป็นส่วนของประโยคที่ตั้งใจให้ต่อกับความคิดก่อนหน้า หากเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์ที่อยู่เดี่ยว ๆ อนุประโยคแสดงการยอมรับนี้มักมีประโยคหลักตามมา: However intelligent they might be, they can still be wrong.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ however ในความหมายว่า “ไม่ว่า...เพียงใด”

  1. You should, however, plan carefully before you begin.
  2. Something changed; however, we followed the plan.
  3. However carefully you plan, something may change.
ดูคำตอบ

However carefully you plan, something may change.

They say things like "It'll be okay. Don't worry."

1:30

พวกเขาพูดในทำนองว่า "มันจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ต้องกังวลนะ"

Even "Cheer up."

1:32

แม้กระทั่ง "ร่าเริงหน่อย"

The Stoics were appalled.

1:33

ชาวสโตอิกตกใจกับสิ่งนี้

They hated any kind of consolation

1:35

พวกเขาเกลียดการปลอบโยนใดๆ ก็ตาม

that aims to give the listener hope.

1:36

ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความหวังแก่ผู้ฟัง

Hope is the opium of the emotions สำนวน

1:39

ความหวังคือฝิ่นของอารมณ์

สำนวน

opium of the emotions ในฐานะอุปมาเชิงวิจารณ์

ใน opium of the emotions คำว่า opium เป็นอุปมาถึงสิ่งที่ทำให้ความเจ็บปวดด้านชา ให้ความสบายใจที่ชวนหลงใหล และอาจทำให้เกิดการพึ่งพา ประโยคนี้มองความหวังว่าเป็นการหลบหนีทางอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นโดยไม่เผชิญความจริง นี่คือการตัดสินที่รุนแรง ไม่ใช่คำจำกัดความที่เป็นกลางของ hope ข้อความนี้วิจารณ์ความหวังเฉพาะในเหตุผลชุดนี้เท่านั้น โดยทั่วไปในภาษาอังกฤษ hope มักมีความหมายเชิงบวกหรือเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

“opium of the emotions” สื่อถึงอะไรในประโยคนี้

  1. ความรู้สึกมีความหวังที่นำไปสู่การลงมือทำเสมอ
  2. ความสบายใจลวงที่ทำให้ความรู้สึกด้านชาและอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาทางอารมณ์
  3. ยาที่รักษาความเจ็บปวดทางอารมณ์ในทางกายภาพ
ดูคำตอบ

ความสบายใจลวงที่ทำให้ความรู้สึกด้านชาและอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาทางอารมณ์

and must be stamped out conclusively กริยาวลี

1:40

และจะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก

กริยาวลี

stamp out: กำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายให้หมดสิ้น

Stamp out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายหรือไม่พึงประสงค์ให้หมดสิ้น ในความหมายตามตัวอักษรอาจหมายถึงการเหยียบไฟเล็ก ๆ ให้ดับ แต่ตรงนี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงเพียง “เหยียบบางสิ่ง” ใน must be stamped out รูปประโยคถูกกระทำเน้นสิ่งที่ต้องถูกกำจัด ไม่ใช่ผู้ที่ลงมือกำจัด คำว่า must และ conclusively ทำให้ข้อเรียกร้องฟังดูเด็ดขาดและรุนแรง

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลีสองคำที่สร้างจาก stamp และหมายถึง “กำจัดให้หมดสิ้น” เพื่อเติมประโยค: The health campaign aims to ____ malaria in the region.

ดูคำตอบ

stamp out

for a person to stand any chance of inner peace วลี

1:43

เพื่อให้คนคนหนึ่งมีโอกาสได้รับความสงบในจิตใจ

วลี

stand any chance of: มีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด

ในประโยคนี้ stand any chance of หมายถึง “มีความเป็นไปได้แม้เพียงเล็กน้อยที่จะทำบางอย่างสำเร็จ” stand ไม่ได้หมายถึง “ยืน” ส่วน any เน้นความเป็นไปได้ในระดับต่ำที่สุด จึงสื่อว่าการมีความสงบภายในจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง โครงสร้างคือ stand a/any chance of + คำนามหรือรูป -ing เช่น stand a chance of success และ stand any chance of winning

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย stand any chance of: To ____ winning the final, the team must improve its defense.

ดูคำตอบ

stand any chance of

because hope only lifts you up higher สำนวน

1:46

เพราะความหวังมีแต่จะยกคุณขึ้นให้สูงขึ้น

for the eventual fall.

1:48

เพื่อการตกลงมาในบั้นปลาย

สำนวน

lifts you up higher ... eventual fall: อารมณ์ที่พุ่งขึ้นและตกลง

ประโยคนี้เปลี่ยนความหวังและความผิดหวังให้เป็นการเคลื่อนที่ในแนวตั้ง ความหวัง “ยกคุณให้สูงขึ้น” ด้วยการเพิ่มความรู้สึกและความคาดหวัง ส่วน “การตกลงมาในท้ายที่สุด” คือความผิดหวังที่เกิดภายหลังเมื่อความจริงไม่ตรงกับความหวัง การเคลื่อนที่ทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นจริงทางกายภาพ การวาง higher ตรงข้ามกับ fall ทำให้คำเตือนหนักแน่นขึ้น ยิ่งอารมณ์พุ่งสูง การตกลงมาในภายหลังก็อาจยิ่งเจ็บปวด รูปแบบขึ้นก่อนแล้วลงนี้มักใช้บรรยายการเปลี่ยนแปลงของความมั่นใจ ความหวัง หรืออารมณ์

แบบฝึกหัด

ภาพของการขึ้นและลงในประโยคนี้หมายถึงอะไร? 'Her hopes climbed after the audition, but the rejection felt like a sudden fall.'

  1. เธอปีนขึ้นไปยังสถานที่หนึ่งจริง ๆ แล้วตกลงมา
  2. การถูกปฏิเสธทำให้การคัดตัวของเธอประสบความสำเร็จมากขึ้น
  3. เธอมีความหวังมากขึ้น แล้วต่อมาก็รู้สึกผิดหวัง
ดูคำตอบ

เธอมีความหวังมากขึ้น แล้วต่อมาก็รู้สึกผิดหวัง

The Stoics advised us to take a different path.

1:50

ชาวสโตอิกแนะนำให้เราเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป

To be calm

1:52

เพื่อให้สงบสติอารมณ์ได้

one has to tell oneself something very dark. ไวยากรณ์

1:53

คนเราต้องบอกตัวเองในเรื่องที่มืดมนมากๆ

ไวยากรณ์

one ... oneself: ความสอดคล้องระหว่างสรรพนามกล่าวทั่วไปกับสรรพนามสะท้อนกลับ

ในที่นี้ one เป็นคำสรรพนามที่ใช้กล่าวถึงคนทั่วไป หมายถึง “ใครก็ตาม” ไม่ใช่เลข 1 หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทำให้ข้อความมีน้ำเสียงเป็นทางการและกล่าวในเชิงทั่วไป เนื่องจาก one เป็นประธานของ tell กรรมที่สะท้อนกลับไปยังประธานจึงต้องเป็น oneself: one has to tell oneself คำสรรพนามทั้งสองคำกล่าวถึงคนทั่วไปคนเดียวกันและต้องใช้ให้สอดคล้องกัน

แบบฝึกหัด

เติมข้อความทางการที่กล่าวถึงคนทั่วไปด้วยคู่คำสรรพนามที่สอดคล้องกัน: “____ can remind ____ to stay patient.”

ดูคำตอบ

One · oneself

It will be terrible.

1:56

มันจะต้องเลวร้ายแน่ๆ

I might have to go to prison.

1:57

ฉันอาจจะต้องเข้าคุก

The lump really could be malignant.

1:58

ก้อนเนื้อนั้นอาจเป็นเนื้อร้ายจริงๆ ก็ได้

I probably will be fired and humiliated.

2:00

ฉันคงจะถูกไล่ออกและทำให้อับอาย

My friends almost certainly will succeed.

2:02

เพื่อนๆ ของฉันจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

But a huge consoling stoic but one must keep in mind that one will nevertheless วลี

2:05

แต่คำว่า "แต่" ที่ยิ่งใหญ่และให้ความปลอบประโลมแบบสโตอิกคือ เราต้องจำไว้ว่าอย่างไรเสีย

be okay.

2:10

เราก็จะโอเค

วลี

keep in mind that: การเกริ่นคำเตือนสำคัญ

Keep in mind that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟังควรจดจำและนำมาพิจารณาอยู่เสมอ ในที่นี้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that นำเสนอความคิดที่ให้ความสบายใจว่า one will nevertheless be okay ในฐานะสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โครงสร้างคือ keep in mind that + อนุประโยค ใช้เมื่อข้อเท็จจริงที่ตามมาควรมีผลต่อความเข้าใจสถานการณ์ ความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ หรือการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นการเตือนถึงข้อเท็จจริงที่ควรมีผลต่อแผน?

  1. I made up my mind to take the last train at ten.
  2. Keep in mind that the last train leaves at ten.
  3. The last train came to mind at ten.
ดูคำตอบ

Keep in mind that the last train leaves at ten.

Okay because in the end

2:11

โอเคเพราะในท้ายที่สุด

as Marcus Aurelius said

2:13

ดังที่ มาร์คัส ออเรลิอุส กล่าวไว้

we are each of us stronger than we think.

2:14

เราทุกคนแข็งแกร่งกว่าที่เราคิด

Prison won't be fun

2:17

การติดคุกคงไม่สนุก

nor will losing one's job ไวยากรณ์

2:18

การตกงานก็เช่นกัน

ไวยากรณ์

Nor will ...: การกลับลำดับหลังข้อความปฏิเสธ

Nor เชื่อมต่อจาก won't ข้างหน้าเพื่อเพิ่มข้อสรุปเชิงปฏิเสธข้อที่สอง กล่าวคือ การอยู่ในคุกจะไม่สนุก และการตกงานก็จะไม่สนุกเช่นกัน เมื่อ nor ขึ้นต้นอนุประโยคที่สอง will จะวางไว้หน้าประธาน โดย losing one's job ทั้งวลีเป็นวลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วน be fun ละไว้เพราะเข้าใจได้จากข้อความก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เติมตัวเชื่อมสองคำและกริยาช่วยที่เพิ่มผลเชิงปฏิเสธข้อที่สองลงในประโยคทางการนี้: “Skipping the safety check won't speed up the launch, ____ rushing the final review.”

ดูคำตอบ

nor will

or being made a laughing stock สำนวน

2:19

หรือการถูกทำให้เป็นตัวตลก

สำนวน

Made a laughing stock: กลายเป็นที่หัวเราะเยาะ

A laughing stock หมายถึงคนหรือกลุ่มที่คนจำนวนมากหัวเราะเยาะอย่างเปิดเผยหรือมองว่าน่าขัน คำว่า stock ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับหุ้นหรือการเงิน Make someone a laughing stock หมายถึงทำให้คนนั้นกลายเป็นเป้าของการเยาะเย้ย ในวลีเต็ม being made a laughing stock ส่วน being made เป็นรูปถูกกระทำ คือคนนั้นถูกทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าวิดีโอที่แพร่หลายทำให้ Leo กลายเป็นเป้าของการเยาะเย้ย?

  1. The viral clip made Leo laugh.
  2. The viral clip made Leo a laughing stock.
  3. The viral clip made Leo a comedian.
ดูคำตอบ

The viral clip made Leo a laughing stock.

but one will get through it. กริยาวลี

2:20

แต่เราจะผ่านมันไปได้

กริยาวลี

get through it: ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก

Get through something หมายถึงอดทนและผ่านช่วงเวลาหรือประสบการณ์ที่ยากลำบากไปจนสิ้นสุด ในที่นี้ it รวมความยากลำบากที่กล่าวถึงก่อนหน้าไว้เป็นเรื่องเดียว คือแม้จะพบปัญหาร้ายแรง คนเราก็ยังผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ ความหมายตรงนี้เน้นการรับมือและเดินหน้าต่อ ไม่ได้หมายถึงการเดินผ่านสถานที่จริง ๆ หรือการโทรศัพท์ติด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียน: The first month may be hard, but we will ____ it together.

ดูคำตอบ

get through

Stoicism emboldens us against the worst fate can throw at us. สำนวน

2:23

ลัทธิสโตอิกทำให้เรากล้าเผชิญกับโชคชะตาที่เลวร้ายที่สุดที่อาจถาโถมเข้ามา

สำนวน

the worst fate can throw at us: คำเปรียบเทียบถึงความยากลำบาก

วลีนี้หมายถึง “สิ่งเลวร้ายที่สุดที่ชะตากรรมอาจนำมาให้เรา” โดยมอง fate เสมือนคู่ต่อสู้ที่โยนปัญหาใส่ผู้คน ดังนั้น throw at จึงเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การขว้างจริง ในนามวลี the worst fate can throw at us คำว่า the worst หมายถึงเหตุการณ์หรือความท้าทายที่เลวร้ายที่สุด มีการละสรรพนามเชื่อม that ไว้หน้า fate โดยรูปเต็มคือ the worst that fate can throw at us รูปแบบนี้ใช้กับ what life throws at you หรือ whatever life throws at you ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

“whatever life throws at us” หมายความว่าอย่างไรในประโยค “We are ready for whatever life throws at us”?

  1. เฉพาะเหตุการณ์ที่เราควบคุมได้
  2. ความยากลำบากใด ๆ ที่ชีวิตอาจนำมา
  3. สิ่งของที่มีคนขว้างจริง ๆ
ดูคำตอบ

ความยากลำบากใด ๆ ที่ชีวิตอาจนำมา

And if you really really can't take it

2:27

และถ้าคุณทนไม่ได้จริงๆ

suicide is always an option.

2:28

การฆ่าตัวตายก็เป็นทางเลือกหนึ่งเสมอ

The Stoics mentioned this repeatedly.

2:30

ชาวสโตอิกพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Here is Seneca.

2:32

นี่คือคำพูดของเซเนกา

Can you no longer see a road to freedom?

2:33

คุณมองไม่เห็นหนทางสู่อิสรภาพอีกแล้วหรือ?

It's right in front of you.

2:35

มันอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไง

You need only turn over your wrists. ไวยากรณ์

2:37

คุณแค่ต้องหงายข้อมือขึ้น

ไวยากรณ์

need only + กริยารูปพื้นฐาน

ในโครงสร้าง need only + กริยารูปพื้นฐาน คำว่า need ทำหน้าที่คล้ายกริยาช่วย ดังนั้นกริยาที่ตามมาจึงไม่มี to ประโยค You need only turn หมายถึง “การ turn เป็นการกระทำเพียงอย่างเดียวที่จำเป็น ไม่ต้องทำอย่างอื่นเพิ่ม” โครงสร้างนี้แสดงว่าการกระทำหรือเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ในคำกล่าวของลัทธิสโตอิกที่มีบริบททางประวัติศาสตร์นี้ ถ้อยคำที่สั้นกระชับทำให้ข้อความที่หม่นหมองเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายฟังดูแข็งกร้าวและเรียบง่าย ควรเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายทางปรัชญาโบราณ ไม่ใช่คำแนะนำให้นำไปปฏิบัติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างแบบเป็นทางการ need only + base verb: To unlock the archive, you ____ enter the code once.

ดูคำตอบ

need only

To build up an impression of one's own resilience

2:39

เพื่อสร้างความประทับใจในความยืดหยุ่นของตนเอง

the Stoics suggested one regularly rehearse worst case scenarios. วลี

2:42

ชาวสโตอิกแนะนำให้หมั่นซักซ้อมสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเป็นประจำ

วลี

rehearse worst-case scenarios: ฝึกซ้อมสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

ในที่นี้ rehearse หมายถึงการฝึกในใจหรือฝึกจริงว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์สมมติอย่างไร A worst-case scenario คือผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งมีความเป็นไปได้ ดังนั้น rehearse worst-case scenarios จึงหมายถึงการเตรียมรับมือความเป็นไปได้ที่เลวร้ายมากซ้ำ ๆ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ในบริบทของลัทธิสโตอิก การฝึกนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความตกใจและสร้างความยืดหยุ่นทางใจ วลีนี้ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว และ rehearse ก็ไม่ได้ใช้เฉพาะกับนักแสดงที่ซ้อมการแสดงเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ rehearse ในความหมายว่าเตรียมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่มันจะเกิดจริง?

  1. During the storm, the family realized the basement was flooding.
  2. Before the storm, the emergency team rehearsed a worst-case scenario.
  3. After the storm, the reporter described the damage that had already occurred.
ดูคำตอบ

Before the storm, the emergency team rehearsed a worst-case scenario.

For example twice a year

2:46

ตัวอย่างเช่น ปีละสองครั้ง

one should take off one's smart clothes,

2:47

คนเราควรถอดเสื้อผ้าสวยๆ ออก

get into some dirty rags,

2:49

สวมใส่เศษผ้าที่สกปรก

sleep on a rug in the kitchen floor

2:50

นอนบนพรมปูพื้นห้องครัว

and eat only stale bread and rainwater from an animal's bowl.

2:52

และกินแต่ขนมปังแข็งๆ กับน้ำฝนจากชามของสัตว์

And thereby you'll make an amazing discovery.

2:55

และด้วยเหตุนี้ คุณจะพบกับการค้นพบที่น่าอัศจรรย์

As Marcus Aurelius put it วลี

2:58

ดังที่มาร์คัส ออเรลิอุส ได้กล่าวไว้

วลี

As Marcus Aurelius put it: ระบุเจ้าของถ้อยคำ

โครงสร้าง As [person] put it ใช้นำคำพูดที่ยกมาโดยตรงหรือการถ่ายทอดความที่ใกล้เคียงต้นฉบับ พร้อมระบุว่าถ้อยคำหรือแนวคิดนั้นมาจากใคร ในที่นี้หมายถึง “ตามคำพูดของมาร์คัส ออเรลิอัส” ในสำนวนนี้ put หมายถึง “ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด” ไม่ใช่ “วาง” ส่วน it ชี้ล่วงหน้าไปยังข้อความที่จะตามมา

แบบฝึกหัด

เติมสองคำที่หายไปในโครงสร้างนำคำพูดนี้: As my grandfather ____, “Kindness costs nothing.”

ดูคำตอบ

put it

almost nothing material is needed for a happy life

3:00

แทบไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุใดๆ เลยเพื่อชีวิตที่มีความสุข

for he who has understood existence.

3:03

สำหรับผู้ที่เข้าใจการดำรงอยู่

Another subject of interest to the Stoics was anger.

3:06

อีกเรื่องหนึ่งที่ชาวสโตอิกสนใจคือความโกรธ

Romans were a bad tempered lot. การใช้คำ

3:09

ชาวโรมันเป็นพวกอารมณ์ร้าย

การใช้คำ

bad tempered lot: คำไม่เป็นทางการสำหรับกลุ่มคนอารมณ์ร้อน

ในประโยคนี้ bad tempered หมายถึงหงุดหงิดง่ายหรือโกรธง่าย ส่วน lot เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกกลุ่มคน เมื่อรวมกัน a bad-tempered lot จึงบรรยายชาวโรมันว่าเป็นกลุ่มคนอารมณ์ร้อน ประโยคนี้เป็นการเหมารวมแบบกว้าง ๆ ที่มีน้ำเสียงหยอกเล็กน้อยเพื่อเปิดหัวข้อเรื่องความโกรธ ไม่ใช่ข้อสรุปทางประวัติศาสตร์ที่แม่นยำ ในงานเขียนที่ผ่านการตรวจแก้ ปกติจะเขียน bad-tempered โดยมีเครื่องหมายยัติภังค์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบรรยายคนทั้งกลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติว่าโดยทั่วไปแล้วโกรธง่าย

  1. The new neighbors are a bad-tempered lot.
  2. The new neighbors are a bad lot.
  3. The new neighbors are in a bad mood today.
ดูคำตอบ

The new neighbors are a bad-tempered lot.

The Stoics wanted to calm them down กริยาวลี

3:11

ชาวสโตอิกต้องการทำให้พวกเขาสงบลง

กริยาวลี

calm them down: ตำแหน่งของคำสรรพนามที่เป็นกรรม

Calm someone down หมายถึงช่วยหรือทำให้คนหนึ่งรู้สึกทุกข์ใจ โกรธ ตื่นเต้น หรือกลัวน้อยลง ในที่นี้ them หมายถึงคนที่พวกสโตอิกต้องการทำให้สงบลง นี่เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่าง calm กับ down โดยใช้ calm them down ไม่ใช่ calm down them

แบบฝึกหัด

Mia is upset. จงเติมประโยคโดยเรียง calm, her และ down ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติ: Please ____.

ดูคำตอบ

calm her down

but they did so by an unusual route

3:13

แต่พวกเขาทำผ่านเส้นทางที่ไม่ปกติ

by intellectual argument.

3:15

ด้วยการโต้แย้งทางสติปัญญา

They proposed that getting angry isn't something you do by nature

3:17

พวกเขาเสนอว่าการโกรธไม่ใช่สิ่งที่คุณทำโดยธรรมชาติ

because you have a Latin temper

3:20

ไม่ใช่เพราะคุณมีอารมณ์แบบละติน

or are somehow inherently hot blooded. สำนวน

3:22

หรือเป็นคนเลือดร้อนมาแต่กำเนิด

สำนวน

hot blooded: อารมณ์รุนแรงและโกรธง่าย

Hot-blooded ใช้บรรยายคนที่อารมณ์พลุ่งพล่านเร็ว โดยเฉพาะคนที่โกรธ ตื่นเต้น หรือแสดงความหลงใหลได้ง่าย เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิจริงของเลือด ในประโยคนี้ inherently สื่อว่านิสัยดังกล่าวติดตัวมาแต่กำเนิดหรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของบุคคล ประเด็นโดยรวมคือคนเราเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสุขภาพ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Leo is hot-blooded and gets angry quickly,” คำว่า hot-blooded หมายถึงอะไร

  1. เขาเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด
  2. อุณหภูมิร่างกายของเขาสูงผิดปกติ
  3. เขามีอารมณ์พลุ่งพล่านหรือโกรธง่าย
ดูคำตอบ

เขามีอารมณ์พลุ่งพล่านหรือโกรธง่าย

It's the result of being stupid,

3:24

มันเป็นผลมาจากความโง่เขลา

of having the wrong ideas about life.

3:26

จากการมีความคิดที่ผิดเกี่ยวกับชีวิต

Anger stems when misplaced hope smashes into unforeseen reality. สำนวน

3:28

ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อความหวังที่วางไว้ผิดที่ปะทะกับความเป็นจริงที่ไม่คาดคิด

สำนวน

ความหวังที่วางไว้ผิดที่พุ่งชนกับความจริงที่ไม่คาดคิด

ในที่นี้ misplaced hope หมายถึงความคาดหวังที่ฝากไว้กับสิ่งที่ตามความเป็นจริงแล้วไม่สามารถรองรับความหวังนั้นได้ ส่วน unforeseen reality คือผลลัพธ์ที่เจ้าตัวไม่ได้คาดไว้ วลีกริยา smashes into ทำให้แนวคิดนามธรรมสองอย่างกลายเป็นเหมือนวัตถุที่พุ่งชนกัน ภาพที่รุนแรงนี้ย่อความสัมพันธ์เชิงเหตุผลว่า เมื่อความคาดหวังที่ไม่สมจริงพบกับข้อเท็จจริงที่ไม่คาดคิด แรงกระแทกทางความรู้สึกนั้นอาจก่อให้เกิดความโกรธ

แบบฝึกหัด

misplaced hope smashes into unforeseen reality ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ความหวังหายไปเพราะไม่มีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
  2. มีคนทำวัตถุแตกจริง ๆ หลังจากวางแผน
  3. ความคาดหวังที่ไม่สมจริงพุ่งชนกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
ดูคำตอบ

ความคาดหวังที่ไม่สมจริงพุ่งชนกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

We don't shout every time something bad happens to us ไวยากรณ์

3:33

เราไม่ได้ตะโกนโวยวายทุกครั้งที่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเรา

only when it's bad and unexpected.

3:36

แต่เป็นเฉพาะตอนที่มันเลวร้ายและไม่คาดคิดเท่านั้น

ไวยากรณ์

every time (ทุกครั้ง) ... only when (เฉพาะเมื่อ)

Every time กำหนดความถี่แบบกว้างที่สุด หมายถึงทุกโอกาสที่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ส่วน only when จำกัดเงื่อนไขให้แคบลง คือจะตะโกนเมื่อเหตุการณ์นั้นทั้งแย่และไม่คาดคิด ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเรื่องแย่เท่านั้น สองวลีนี้ร่วมกันสร้างความต่างแบบ “ไม่ใช่ทุกกรณี แต่เฉพาะกรณีพิเศษนี้” คำว่า only ครอบคลุม when-clause ทั้งหมด ดังนั้นเงื่อนไขที่ครบถ้วนคือ when it's bad and unexpected

แบบฝึกหัด

ใช้ every time และ only when อย่างละหนึ่งครั้ง: I don't bring a jacket ____ I leave home; I bring one ____ the weather is cold.

ดูคำตอบ

every time · only when

For example, you'd never shout just because it started raining

3:39

เช่น คุณจะไม่มีวันตะโกนเพียงเพราะฝนเริ่มตก

even though rain can be horrible

3:42

แม้ว่าฝนตกอาจเป็นเรื่องแย่มาก

because you've learned to expect rain.

3:44

เพราะคุณได้เรียนรู้ที่จะคาดหวังว่าฝนจะตก

The same should apply to everything. วลี

3:46

สิ่งเดียวกันนี้ควรนำไปใช้กับทุกอย่าง

วลี

apply to: บอกว่ากฎมีผลใช้กับสิ่งใด

ในที่นี้ apply to หมายถึง “เกี่ยวข้องหรือมีผลใช้กับ” กฎ แนวคิด หรือคำตัดสินจะอยู่หน้า apply ส่วนบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ที่กฎนั้นครอบคลุมจะอยู่หลัง to โครงสร้างนี้ช่วยขยายประเด็นจากกรณีหนึ่งไปสู่กลุ่มที่กว้างขึ้น: X applies to Y ในประโยคนี้ the same หมายถึงหลักการที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน everything ทำให้หลักการนั้นมีขอบเขตกว้างที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ apply to ในความหมายว่า “เกี่ยวข้องหรือมีผลใช้กับ”?

  1. Apply the paint to the dry wall.
  2. This rule applies to all players.
  3. Maya applied for a summer job.
ดูคำตอบ

This rule applies to all players.

Don't only expect rain,

3:48

อย่าคาดหวังแค่ว่าฝนจะตก

expect betrayal, infamy, sadism, theft, humiliation, lust, greed, spite.

3:50

จงคาดหวังการทรยศ ความอัปยศ การซาดิสม์ การขโมย การเหยียดหยาม ตัณหา ความโลภ ความแค้น

One will stop being so angry

3:55

คนเราจะเลิกโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น

when one learns the true facts of the misery of life.

3:56

เมื่อได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงที่แท้จริงของความทุกข์ยากในชีวิต

The wise person should aim to reach a state ไวยากรณ์

4:00

ผู้มีปัญญาควรตั้งเป้าที่จะไปให้ถึงสภาวะ

where simply nothing could suddenly disturb their peace of mind. วลี

4:03

ที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเข้ามารบกวนความสงบในจิตใจของพวกเขาได้อย่างกะทันหัน

ไวยากรณ์

aim to reach a state where + อนุประโยค: อธิบายสภาวะที่ต้องการไปให้ถึง

Aim to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ Reach a state หมายถึงไปถึงสภาวะหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่จริง ในประโยคนี้ เป้าหมายคือสภาวะที่ไม่มีสิ่งใดมารบกวนความสงบใจของคนฉลาดได้อย่างกะทันหัน Where นำหน้าอนุประโยคที่อธิบายว่าอะไรเป็นจริงในสภาวะนั้น ภาษาอังกฤษใช้ where หลังคำนามนามธรรม เช่น state, point หรือ situation ได้: aim to reach a state where + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายที่หมายถึง “พยายามไปให้ถึงสภาวะที่”: The school should ____ every child feels safe asking for help.

ดูคำตอบ

aim to reach a state where

วลี

peace of mind: ความสงบใจ

Peace of mind หมายถึงความรู้สึกสงบเพราะไม่มีความกังวลหรือความไม่แน่นอน ในประโยคนี้ ความปลอดภัยในอุดมคติสมบูรณ์มากจนไม่มีเหตุการณ์ฉับพลันใดมาพรากความสงบภายในของพวกเขาได้ สำนวนนี้เรียกสภาวะทางใจ ไม่ได้หมายถึงสันติภาพระหว่างคนหรือความเงียบของสถานที่รอบตัว รูปแบบที่พบบ่อยคือ give someone peace of mind และ do something for peace of mind

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึงความรู้สึกสงบเพราะปลอดภัย: The backup copy gave me ____.

ดูคำตอบ

peace of mind

Every tragedy should already be priced in. สำนวน

4:06

ทุกโศกนาฏกรรมควรถูกรวมไว้ในราคาที่ต้องจ่ายแล้ว

สำนวน

be priced in: ถูกสะท้อนไว้ในราคาแล้ว

To price something in หมายถึงการรวมเหตุการณ์หรือความเสี่ยงที่คาดไว้เข้าไปตอนกำหนดราคา ในโครงสร้างกรรมวาจก be priced in ประโยคจะบอกว่าผลกระทบนั้นถูกนำมาคิดไว้แล้ว ในที่นี้วลีนี้เป็นอุปมา โดยมองโศกนาฏกรรมเหมือนต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นและควรถูกรวมไว้ในความคาดหมายก่อนที่จะเกิดจริง Already เน้นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่ได้หมายความว่าโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นแล้วหรือถูกกำหนดราคาอย่างแท้จริง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Investors have already priced in the rate cut,” priced in หมายถึงอะไร?

  1. พวกเขาปฏิเสธที่จะประเมินการลดอัตราดอกเบี้ย
  2. พวกเขาเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นแล้ว
  3. พวกเขารวมการลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดไว้ในราคาปัจจุบันแล้ว
  4. พวกเขาจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว
ดูคำตอบ

พวกเขารวมการลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดไว้ในราคาปัจจุบันแล้ว

We're going to leave you with the most beautiful remark that Seneca made ลำดับความ

4:09

เราขอทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวที่งดงามที่สุดที่เซเนกากล่าวไว้

ลำดับความ

We're going to leave you with ... ในฐานะสัญญาณปิดท้าย

We're going to leave you with ... เป็นวลีเชื่อมเพื่อปิดท้าย โดยบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะจบด้วยแนวคิด คำถาม หรือคำกล่าวอ้างอิงสุดท้ายที่อยากให้จดจำ ในที่นี้ leave ไม่ได้หมายถึงการทิ้งใครไว้จริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ leave someone with + นามวลี ในประโยคนี้ you หมายถึงผู้ฟัง และ the remark คือข้อคิดสุดท้ายที่ฝากไว้

แบบฝึกหัด

เติมวลีเชื่อมปิดท้ายด้วยสำนวนจากบทเรียน: Before we finish, we're going to ____ one question: What can we improve tomorrow?

ดูคำตอบ

leave you with

just as Nero's guards were grabbing him and shoving him into a bathroom

4:12

ในขณะที่ทหารยามของเนโรกำลังจับตัวเขาและผลักเขาเข้าไปในห้องน้ำ

where he was meant to take a sharp knife and kill himself. ไวยากรณ์

4:15

ที่ซึ่งเขาตั้งใจจะเอามีดคมๆ มาปลิดชีพตนเอง

ไวยากรณ์

was meant to + คำกริยา สำหรับการกระทำที่ถูกคาดหวังจากภายนอก

Was meant to เป็นรูปอดีตของ be meant to + คำกริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้หมายถึงผู้มีอำนาจภายนอกคาดหวังหรือบังคับให้เขาทำการกระทำนั้น ไม่ได้นำเสนอว่าเป็นความตั้งใจของเขาเอง โครงสร้างนี้บอกถึงแผน การจัดเตรียม หรือความคาดหวัง ตัวโครงสร้างเองไม่ได้บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และในบริบทอื่น be meant to อาจหมายถึงจุดประสงค์หรือชะตากรรมได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าแผนหรือคำสั่งจากภายนอกคาดหวังให้ Maya โทร ไม่ใช่ว่า Maya ตั้งใจจะโทรเอง?

  1. Maya called the office at noon.
  2. Maya meant to call the office at noon.
  3. Maya was meant to call the office at noon.
ดูคำตอบ

Maya was meant to call the office at noon.

His wife Paulina and two children were panicking, weeping, clinging to his cloaks

4:18

ภรรยาของเขา พอลลินา และลูกสองคนกำลังตื่นตระหนก ร้องไห้ เกาะเสื้อคลุมของเขา

but Seneca turned to them, pulled a weary smile at them and simply said

4:22

แต่เซเนกาหันไปหาพวกเขา ยิ้มอย่างอ่อนล้าและพูดง่ายๆ ว่า

"What need is there to weep over parts of life? ไวยากรณ์

4:26

"มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องร้องไห้ให้กับบางส่วนของชีวิต?

ไวยากรณ์

What need is there to ...? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์แบบเป็นทางการ

รูปแบบ “What need is there to + กริยารูปพื้นฐาน ...?” ดูเหมือนเป็นคำถามว่าการกระทำนั้นจำเป็นหรือไม่ แต่ในประโยคนี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ซึ่งคาดว่าคำตอบคือ “ไม่จำเป็น” ดังนั้นทั้งประโยคจึงหมายความว่าไม่จำเป็นต้องร้องไห้ให้กับบางช่วงของชีวิต รูปคำถามแบบเป็นทางการนี้ใช้ปฏิเสธความจำเป็นของการกระทำ ไม่ได้ถามหาเหตุผลจากผู้ฟังจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “What need is there to argue over one small mistake?” ผู้พูดน่าจะหมายความว่าอย่างไร?

  1. ทุกคนต้องโต้เถียงกันทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด
  2. ไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะโต้เถียงกันเพราะความผิดพลาดเล็กน้อยเพียงครั้งเดียว
  3. ผู้พูดต้องการให้ใครสักคนอธิบายว่าทำไมจึงจำเป็นต้องโต้เถียง
ดูคำตอบ

ไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะโต้เถียงกันเพราะความผิดพลาดเล็กน้อยเพียงครั้งเดียว

The whole of it calls for tears." กริยาวลี

4:29

ชีวิตทั้งหมดเรียกร้องให้น้ำตาไหลอยู่แล้ว"

กริยาวลี

call for: เมื่อสถานการณ์ต้องการการตอบสนอง

ใน “The whole of it calls for tears” คำว่า call for หมายถึง “ต้องการ ทำให้มีเหตุผลรองรับ หรือทำให้เหมาะสม” ประธานคือชีวิตทั้งหมด จึงนำเสนอสถานการณ์นั้นเองว่าเหมาะที่จะได้รับการตอบสนองด้วยน้ำตา ในการใช้แบบนี้ call for ไม่ได้หมายถึงการโทรศัพท์ โครงสร้างคือ สิ่งของหรือสถานการณ์ + calls for + การกระทำ คุณสมบัติ หรือปฏิกิริยาที่จำเป็น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ call for: “A problem this serious ____ immediate attention.”

ดูคำตอบ

calls for

We have much to learn from the Stoics.

4:32

เรามีอะไรให้เรียนรู้มากมายจากชาวสโตอิก