วิธีทำให้งานเขียนของคุณตลกขึ้น - Cheri Steinkellner: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
678 คำ 160 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายวิธีเปลี่ยนข้อสังเกตธรรมดาในชีวิตประจำวันให้เป็นเรื่องตลก โดยใช้รายละเอียดที่เฉพาะเจาะจง จินตนาการ ความคาดไม่ถึง รูปแบบซ้ำ และการแก้ไขงานเขียน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. the more specific the details, the funnier the story. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจโครงสร้างเปรียบเทียบแบบสัมพันธ์ the more..., the... ซึ่งเชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างเข้าด้วยกัน คือยิ่งรายละเอียดเฉพาะเจาะจง เรื่องก็ยิ่งมีแนวโน้มจะตลกขึ้น ผู้เรียนสามารถนำไปใช้อธิบายว่าตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนตามอีกตัวแปรอย่างไรในการวิเคราะห์ การนำเสนอ และบทสนทนาได้ 2. Let it go. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ในบริบทการระดมความคิด วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการปล่อยสิ่งของตามตัวอักษร แต่ชวนให้ผ่อนการควบคุม ไม่รีบตัดสินความคิด และปล่อยให้จินตนาการพัฒนาต่อไป ขณะเดียวกัน ในบริบทอื่นยังอาจหมายถึงการวางเรื่องหนึ่งลง ก้าวต่อไป หรือเลิกครุ่นคิดถึงเรื่องนั้น 3. The rule of three, or zig, zig, zag. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: มองเห็นโครงสร้างมุกแบบคลาสสิกที่ใช้สองจังหวะคล้ายกันเพื่อสร้างแบบแผนที่ผู้ฟังคาดไว้ แล้วใช้จังหวะที่สามซึ่งต่างออกไปหักความคาดหมาย ความเข้าใจนี้ช่วยให้รู้ว่าเหตุใดความประหลาดใจจึงอยู่ตอนท้าย และนำจังหวะตั้งเรื่องแล้วพลิกกลับไปใช้ในมุก สุนทรพจน์ หรือเรื่องเล่าได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Did you ever notice how many jokes start with did you ever notice? ลำดับความ

0:06

คุณเคยสังเกตไหมว่ามุกตลกหลายมุกมักขึ้นต้นด้วย "คุณเคยสังเกตไหม"?

ลำดับความ

Did you ever notice...?: คำเปิดเพื่อชวนสังเกต

Did you ever notice...? ดูเหมือนคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่ที่นี่ใช้เป็นคำเปิดเพื่อชวนผู้ฟังนึกถึงรูปแบบที่คุ้นเคย ประโยคจัดข้อมูลโดยยกข้อสังเกตร่วมขึ้นมาก่อน แล้วผู้พูดจึงค่อยแสดงความคิดเห็นต่อ ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องตอบทันที มุกนี้พูดถึงตัวมันเอง ผู้พูดใช้คำเปิดที่พบได้บ่อยในงานตลก พร้อมกับหยิบคำเปิดนั้นเองมาเป็นสิ่งที่ให้สังเกต

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Did you ever notice how quiet the office gets after lunch?" คำเปิดนี้ทำหน้าที่หลักอะไร

  1. ทำแบบสำรวจอย่างเป็นทางการว่าแต่ละคนสังเกตเห็นอะไร
  2. ชวนผู้ฟังให้คิดถึงข้อสังเกตที่มีร่วมกัน
  3. เรียกร้องคำอธิบายเรื่องตารางเวลาของสำนักงาน
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังให้คิดถึงข้อสังเกตที่มีร่วมกัน

And what's the deal with what's the deal? วลี

0:10

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับคำว่า "มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"?

วลี

what's the deal with...: ใช้ถามถึงสิ่งที่ดูแปลก

What's the deal with...? เป็นคำเปิดแบบตายตัวที่ไม่เป็นทางการ มีความหมายประมาณว่า “……มันยังไงกันแน่?” หรือ “ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” ใช้ยกเรื่องที่ผู้พูดรู้สึกว่าน่าสงสัย ผิดปกติ หรือน่ารำคาญขึ้นมาพูด ในที่นี้ deal ไม่ได้หมายถึงข้อตกลงทางธุรกิจ ประโยคนี้นำตัวสำนวนเองมาเป็นหัวข้อ โดย what's the deal with ชุดแรกตั้งคำถามกับคำว่า what's the deal ที่พูดซ้ำ การอ้างถึงตัวเองเช่นนี้ทำให้สูตรเปิดมุกที่คุ้นเคยกลายเป็นตัวมุกเสียเอง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามแบบไม่เป็นทางการด้วยคำเปิดตายตัวจากบทเรียนนี้: ____ the printer that keeps making that strange noise?

ดูคำตอบ

What's the deal with

There's a lot of funny to be found

0:12

มีเรื่องตลกมากมายให้เราได้ค้นพบ

by simply noticing the ordinary everyday things you don't ordinarily notice everyday. ลำดับความ

0:14

เพียงแค่สังเกตสิ่งธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันที่คุณมักไม่ค่อยได้สังเกตเห็นทุกวัน

ลำดับความ

noticing the ordinary everyday things you don't ordinarily notice: การวางกรอบวิธีหลัก

วลียาวที่ขึ้นต้นด้วย noticing บอกวิธีการหลักของประโยคนี้ นั่นคือให้สังเกตสิ่งที่คุ้นเคยและพบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด แม้ปกติสิ่งเหล่านั้นจะถูกมองข้ามก็ตาม ในที่นี้ noticing ไม่ได้เป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ แต่บอกผู้ฟังว่าสามารถค้นพบความขบขันได้อย่างไร การนำ ordinary, ordinarily และ everyday มาใช้ติดกันเป็นการย้ำแนวคิดเรื่องชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดา การซ้ำนี้สร้างความแตกต่างที่น่าจดจำระหว่างสิ่งที่อยู่รอบตัวเราเสมอกับสิ่งที่เรามักมองไม่เห็น จึงช่วยเสริมใจความหลัก

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นไว้จัดวางใจความหลักอะไร?

  1. ควรตัดคำที่ซ้ำออกจากงานเขียนอธิบายทุกครั้ง
  2. มีเพียงเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาเท่านั้นที่ใช้เป็นเนื้อหาตลกได้
  3. อารมณ์ขันอาจเกิดจากการสังเกตสิ่งคุ้นเคยที่ผู้คนมักมองข้ามอย่างละเอียด
ดูคำตอบ

อารมณ์ขันอาจเกิดจากการสังเกตสิ่งคุ้นเคยที่ผู้คนมักมองข้ามอย่างละเอียด

So if you'd like to add a little humor to that story or speech or screenplay you're writing,

0:21

ดังนั้นหากคุณอยากเพิ่มอารมณ์ขันลงในเรื่องราว สุนทรพจน์ หรือบทภาพยนตร์ที่คุณกำลังเขียน

here are a few tips and tricks for finding the funny. การใช้คำ

0:26

นี่คือเคล็ดลับและเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการค้นหาความตลก

การใช้คำ

finding the funny: ใช้ funny เป็นแนวคิดที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม

ใน finding the funny คำว่า funny ทำหน้าที่เหมือนแนวคิดที่เป็นคำนามหลัง the โดย the funny หมายถึงส่วนที่ตลกหรือศักยภาพที่จะทำให้เกิดอารมณ์ขันในเรื่องหรือสถานการณ์ ไม่ได้หมายถึงคนหรือสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง วลีนี้ย่อ finding what is funny อย่างมีลูกเล่น ถ้อยคำสั้นกระชับนี้เหมาะกับการเกริ่นนำเคล็ดลับเรื่องการสร้างความขบขัน และเปลี่ยนคำคุณศัพท์ที่ผู้เรียนมักพบให้กลายเป็นสิ่งที่กำลังค้นหา

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The writer looked for the funny in an awkward family dinner," คำว่า the funny หมายถึงอะไร?

  1. ส่วนที่อาจพัฒนาให้ตลกได้
  2. คนคนหนึ่งที่มีบุคลิกตลก
  3. สิ่งของที่ต้องตามหา
ดูคำตอบ

ส่วนที่อาจพัฒนาให้ตลกได้

All great storytelling,

0:29

การเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมทั้งหมด

including comedy writing,

0:31

รวมถึงการเขียนบทตลก

consists of a handful of basic ingredients. วลี

0:33

ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานไม่กี่อย่าง

วลี

consists of a handful of basic ingredients: บอกส่วนประกอบที่มีจำนวนน้อย

ในประโยคนี้ consists of เชื่อมสิ่งที่เป็นภาพรวมเข้ากับส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา โครงสร้างคือ ภาพรวม + consist(s) of + ส่วนประกอบ a handful of หมายถึงจำนวนเล็กน้อย ไม่ได้หมายถึงหนึ่งกำมือจริง ๆ ส่วน ingredients ใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างบางสิ่ง ไม่ใช่วัตถุดิบทำอาหาร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ consist of: The emergency kit ____ a flashlight, water, and bandages.

ดูคำตอบ

consists of

Who, what, when, where, ลำดับความ

0:36

ใคร ทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

why, and how.

0:39

ทำไม และอย่างไร

ลำดับความ

Who, what, when, where, why, and how ในฐานะกรอบจัดระเบียบข้อมูล

ในที่นี้ คำแสดงคำถามทั้งหกคำทำงานร่วมกันเป็นรายการตรวจสอบ ไม่ใช่คำถามแยกหกข้อที่ต้องตอบทันที คำเหล่านี้จัดข้อมูลเป็นบุคคล เหตุการณ์ เวลา สถานที่ เหตุผล และวิธีการ กรอบนี้ช่วยให้ผู้พูดหรือผู้เขียนสร้างคำอธิบายที่ครบถ้วน และบอกว่าข้อมูลต่อไปจะจัดตามหมวดหมู่ใด

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ รายการ "Who, what, when, where, why, and how" ทำหน้าที่อะไร?

  1. เปลี่ยนทุกประโยคให้เป็นคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
  2. จัดข้อมูลสำคัญออกเป็นหกหมวดหมู่
  3. ถามเฉพาะเรื่องเวลาและสถานที่
ดูคำตอบ

จัดข้อมูลสำคัญออกเป็นหกหมวดหมู่

Writers have been asking these questions since at least the first century BC,

0:41

นักเขียนตั้งคำถามเหล่านี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลเป็นอย่างน้อย

yet none can be answered with a simple yes or no. ลำดับความ

0:45

แต่กลับไม่มีคำถามไหนที่ตอบได้ด้วยคำว่าใช่หรือไม่ใช่สั้นๆ

ลำดับความ

yet none can be answered...: ใช้ yet เพื่อแสดงความขัดแย้งและพัฒนาข้อโต้แย้ง

ในที่นี้ yet เชื่อมอนุประโยคสองส่วนและหมายถึง “แต่” หรือ “อย่างไรก็ตาม” ไม่ได้มีความหมายด้านเวลาว่า “จนถึงตอนนี้” อนุประโยคแรกบอกว่านักเขียนตั้งคำถามเหล่านี้มาเป็นเวลานานมาก ส่วน yet นำเข้าสู่ประเด็นที่ตรงข้ามว่าไม่มีคำถามใดมีคำตอบง่าย ๆ เพียงใช่หรือไม่ใช่ none ย้อนกลับไปหมายถึงคำถามที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เขียนยอมรับแนวคิดหนึ่งก่อน แล้วจึงพาข้อโต้แย้งไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด

yet ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. แสดงความขัดแย้งและพาจากข้อเท็จจริงที่มีมานานไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
  2. แสดงว่าทุกคำถามตอบได้ด้วยใช่หรือไม่ใช่
  3. หมายความว่านักเขียนยังไม่เคยถามคำถามเหล่านี้จนถึงตอนนี้
ดูคำตอบ

แสดงความขัดแย้งและพาจากข้อเท็จจริงที่มีมานานไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

They demand details,

0:48

มันต้องการรายละเอียด

and the more specific the details, ไวยากรณ์

0:50

และยิ่งรายละเอียดชัดเจนมากเท่าไหร่

the funnier the story.

0:52

เรื่องราวก็ยิ่งตลกมากขึ้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

the more specific..., the funnier...: โครงสร้าง the more..., the...

โครงสร้าง the + comparative..., the + comparative... แสดงว่าสองสิ่งเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน เมื่อสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลง อีกสิ่งก็เปลี่ยนตามไปด้วย ในที่นี้ ยิ่งรายละเอียดเจาะจงมากเท่าไร เรื่องราวก็ยิ่งตลกมากขึ้นเท่านั้น ส่วนแรกบอกเงื่อนไขที่กำลังเปลี่ยน ส่วนที่สองบอกผลที่เปลี่ยนตามกัน แนวคิดแบบเต็มเขียนได้ว่า the more specific the details are, the funnier the story is โดยรูปแบบย่อจะละ are และ is ไว้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อแสดงว่ายิ่งฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น ก็ยิ่งเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น: ____ carefully you listen, ____ clearly you understand the speaker.

ดูคำตอบ

The more · the more

Let's start with the who,

0:54

เริ่มกันที่คำว่า "ใคร"

the comedic character.

0:56

หรือก็คือตัวละครตลก

Think about the books, TV shows and movies that make you laugh.

0:58

ลองนึกถึงหนังสือ รายการทีวี และภาพยนตร์ที่ทำให้คุณหัวเราะ

They're usually filled with funny types or archetypes.

1:01

มักจะเต็มไปด้วยตัวละครประเภทตลกๆ หรือรูปแบบตัวละครที่เป็นที่จดจำ

The know-it-all, the lovable loser,

1:05

พวกอวดรู้ พวกขี้แพ้ที่น่ารัก

the bad boss, the neurotic, the airhead.

1:07

เจ้านายจอมโหด คนขี้กังวล คนหัวกลวง

Incidentally, these are all stock characters การใช้คำ

1:10

บังเอิญว่าตัวละครเหล่านี้ล้วนเป็นตัวละครสำเร็จรูป

found in commedia dell'arte วัฒนธรรม

1:13

ที่พบได้ในคอมเมเดีย เดลลาร์เต (commedia dell'arte)

การใช้คำ

stock characters: ตัวละครประเภทที่คุ้นเคยและปรากฏซ้ำ

ในประโยคนี้ stock characters หมายถึงตัวละครประเภทที่ผู้ชมคุ้นเคยและปรากฏซ้ำในเรื่องหรือการแสดงต่าง ๆ ตัวละครเหล่านี้มีลักษณะและบทบาทที่จดจำได้ง่าย ผู้ชมจึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเป็นตัวละครแบบใด stock ในที่นี้หมายถึง "เป็นแบบมาตรฐานและนำมาใช้ซ้ำ" ไม่ได้หมายถึง "เก็บไว้ในโกดัง" วลีนี้ใช้วิเคราะห์ตัวละครที่ปรากฏซ้ำในละครตลก ละครเวที ภาพยนตร์ และวรรณกรรมได้

แบบฝึกหัด

ข้อใดตรงกับความหมายของ stock characters ในประโยคนี้มากที่สุด

  1. ตัวละครประเภทที่คุ้นเคยและปรากฏซ้ำในเรื่องและการแสดง
  2. ตัวละครรองที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในนาทีสุดท้าย
  3. นักแสดงที่เก็บไว้ให้พร้อมใช้งานในโกดัง
ดูคำตอบ

ตัวละครประเภทที่คุ้นเคยและปรากฏซ้ำในเรื่องและการแสดง

or the artists' comedy of late Renaissance Italy,

1:15

หรือละครตลกของศิลปินในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนปลายของอิตาลี

วัฒนธรรม

commedia dell'arte: ประเพณีการละครอิตาลีที่ใช้บทบาทซ้ำและการด้นสด

Commedia dell'arte เป็นชื่อภาษาอิตาลีของประเพณีการละครที่พัฒนาขึ้นในอิตาลีและรุ่งเรืองในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้แสดงใช้ตัวละครประเภทที่จดจำได้ง่ายและโครงเรื่องที่เตรียมไว้ พร้อมกับด้นสดการกระทำและบทสนทนาส่วนใหญ่ ภูมิหลังนี้อธิบายว่าทำไมประโยคจึงเชื่อมโยง commedia dell'arte กับ stock characters ให้เข้าใจคำทั้งชุดว่าเป็นชื่อของประเพณีการละคร ไม่ใช่วลีภาษาอังกฤษทั่วไปที่ควรแปลทีละคำ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ commedia dell'arte เป็นชื่อของอะไร

  1. ละครตลกที่ประกอบด้วยมุกสั้น ๆ ที่เขียนไว้เท่านั้น
  2. ประเพณีการละครของอิตาลีที่เกี่ยวข้องกับการด้นสดและตัวละครประเภทที่ปรากฏซ้ำ
  3. วลีภาษาอังกฤษที่หมายถึงสัญญาศิลปะสมัยใหม่
ดูคำตอบ

ประเพณีการละครของอิตาลีที่เกี่ยวข้องกับการด้นสดและตัวละครประเภทที่ปรากฏซ้ำ

and they have yet to get old. วลี

1:19

และพวกมันก็ยังไม่ล้าสมัยเลย

วลี

have yet to get old: จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ล้าสมัย

โครงสร้าง have/has yet to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงบางสิ่งยังไม่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ ในที่นี้ they have yet to get old หมายถึงตัวละครตลกแบบดั้งเดิมเหล่านี้ยังไม่เชยหรือหมดประสิทธิภาพ ไม่ได้พูดถึงอายุจริงของตัวละคร get + คำคุณศัพท์ หมายถึงเปลี่ยนเป็นสภาพนั้น ในการประเมินนี้ get old ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า สูญเสียความสดใหม่หรือความน่าสนใจ โครงสร้างนี้มักเปิดความเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นในภายหลัง

แบบฝึกหัด

ใช้ have yet to + กริยา เพื่อบอกว่าตัวละครยังไม่ดูล้าสมัย: These cartoon characters ____ old, even after many years.

ดูคำตอบ

have yet to get

The commedia rule for creating comic characters

1:21

กฎของละครตลกในการสร้างตัวละครที่น่าขบขัน

is find the flaw,

1:24

คือการค้นหาจุดบกพร่อง

then play it up. กริยาวลี

1:26

แล้วเล่นใหญ่กับจุดนั้น

กริยาวลี

then play it up: จงใจเน้นจุดบกพร่องนั้น

play something up หมายถึงจงใจเน้นบางสิ่งเพื่อให้ดูเด่นชัดหรือสำคัญขึ้น ในที่นี้ it หมายถึงจุดบกพร่องที่เพิ่งพบ ผู้สร้างตัวละครควรทำให้จุดบกพร่องนั้นชัดและเกินจริงขึ้นเพื่อสร้างความตลก นี่เป็น phrasal verb ที่แยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำนาม จะวางหลัง up หรือระหว่าง play กับ up ก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำสรรพนามต้องวางตรงกลาง จึงใช้ play it up ไม่ใช่ play up it

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วย play ... up และวางคำสรรพนามให้ถูกตำแหน่ง: The product's durability is a real strength, so ____ in the presentation.

ดูคำตอบ

play it up

Or you can try playing with opposites.

1:28

หรือคุณอาจลองเล่นกับสิ่งที่ตรงกันข้าม

When the smartest guy in the room does the stupidest thing ลำดับความ

1:30

เมื่อคนที่ฉลาดที่สุดในห้องทำสิ่งที่โง่เขลาที่สุด

ลำดับความ

When the smartest guy ... does the stupidest thing: ความขัดแย้งแบบสุดขั้ว

อนุประโยคนี้วางรูปขั้นสุดสองส่วนคู่กัน คือ “the smartest guy in the room” และ “the stupidest thing” ส่วนแรกสร้างความคาดหวังว่าจะใช้วิจารณญาณที่ดี ส่วนที่สองกลับหักความคาดหวังนั้นด้วยผลลัพธ์ที่ตรงข้ามอย่างสุดขั้ว When ใช้เปิดสถานการณ์ที่จะนำไปสู่คำอธิบายเรื่องเสียงหัวเราะในส่วนถัดไป ดังนั้น อนุประโยคนี้จึงจัดข้อมูลเป็นรูปแบบความคาดหวังที่ตรงข้ามกับผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงรายงานว่าใครทำอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความขัดแย้งระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์แบบเดียวกัน

  1. A new chef burns the toast.
  2. The best chef follows a recipe.
  3. The best chef burns the toast.
ดูคำตอบ

The best chef burns the toast.

or the doofus outwits the brainiac,

1:33

หรือคนเซ่อซ่าเอาชนะคนอัจฉริยะได้

we tend to laugh because

1:35

เรามักจะหัวเราะเพราะ

we didn't see that coming. สำนวน

1:37

เราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้น

สำนวน

didn't see that coming: ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

ใน we didn't see that coming คำว่า see หมายถึง “คาดการณ์ล่วงหน้า” หรือ “คาดไว้” ไม่ใช่การมองเห็นด้วยตาตามตัวอักษร ส่วน That ย้อนถึงเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจซึ่งเพิ่งกล่าวถึง วลีนี้บอกว่าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ผู้พูดคาดไว้ ในที่นี้ใช้เพื่ออธิบายสาเหตุที่คนหัวเราะ แต่ถ้อยคำเดียวกันนี้ใช้ตอบสนองต่อความประหลาดใจได้หลายแบบ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “ฉันไม่คาดคิดถึงผลลัพธ์นั้น”: The ending changed everything, and I didn't see that ____.

ดูคำตอบ

coming

Ancient Greek funnyman Aristotle

1:39

อริสโตเติล ชายผู้มีอารมณ์ขันแห่งกรีกโบราณ

is said to have said, ไวยากรณ์

1:41

เล่ากันว่าเคยกล่าวไว้ว่า

ไวยากรณ์

is said to have said: การรายงานคำพูดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ใน is said to have said ส่วน is said to แสดงว่าข้อมูลมาจากคำบอกเล่าที่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา ไม่ใช่การยืนยันโดยตรงจากผู้พูด จึงช่วยให้ผู้พูดเว้นระยะจากการอ้างว่าใครเป็นเจ้าของคำพูด รูป infinitive แบบสมบูรณ์ to have said แสดงว่าการพูดของอริสโตเติลเกิดขึ้นก่อนการรายงานในปัจจุบัน โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ ประธาน + be said to have + past participle สำหรับรายงานการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรายงานการค้นพบที่เกิดขึ้นก่อนหน้า โดยไม่ได้อ้างว่าผู้พูดยืนยันเรื่องนี้ด้วยตนเอง?

  1. The scientist is said to discover the method by accident.
  2. The scientist has said to discover the method by accident.
  3. The scientist is said to have discovered the method by accident.
ดูคำตอบ

The scientist is said to have discovered the method by accident.

"The secret to humor is surprise." ไวยากรณ์

1:43

"ความลับของอารมณ์ขันคือความประหลาดใจ"

ไวยากรณ์

The secret to X is Y: การบอกหลักการสำคัญ

The secret to X is Y หมายความว่า Y คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ X ได้ผลหรือช่วยให้เข้าใจ X ในที่นี้ secret ไม่ได้หมายถึงข้อมูลลับ แต่หมายถึงหลักการสำคัญ ประโยคนี้เสนอว่าความประหลาดใจคือหัวใจของอารมณ์ขัน ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท X อาจเป็นคำนามหรือรูป -ing เช่น the secret to learning ส่วน Y ระบุวิธี เงื่อนไข หรือคุณสมบัติที่สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างเป้าหมายสมบูรณ์: The ____ learning a language is daily practice.

ดูคำตอบ

secret to

This surprise or incongruity theory of humor

1:47

ทฤษฎีความประหลาดใจหรือความไม่สอดคล้องกันของอารมณ์ขันนี้

says we laugh at things that seem out of place วลี

1:51

บอกว่าเราหัวเราะกับสิ่งที่ดูผิดที่ผิดทาง

or run up against our expectations, กริยาวลี

1:54

หรือสวนทางกับความคาดหวังของเรา

วลี

seem out of place: ดูไม่เข้ากับสถานการณ์

ใน seem out of place คำว่า seem หมายถึง “ดูเหมือน” ส่วน out of place หมายถึงไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม สถานการณ์ หรือความคาดหวัง เมื่อใช้รวมกัน วลีนี้บรรยายสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าไม่เหมาะกับสถานที่หรือเวลาที่ปรากฏ ไม่ได้หมายถึงแค่วัตถุที่อยู่ผิดตำแหน่งจริง ๆ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าทำไมบางสิ่งจึงอาจตลกได้ เพราะสิ่งนั้นไม่เข้ากับสถานการณ์หรือสิ่งที่ผู้ชมคาดไว้ คำว่า seem ทำให้เป็นการบอกความรู้สึกหรือภาพที่เห็น ไม่ใช่การยืนยันแน่นอนว่าสิ่งนั้นผิดอย่างเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ seem out of place เพื่อบรรยายสิ่งที่ไม่เข้ากับสถานการณ์แวดล้อม

  1. The comedian's silly costume was stored in the wrong place after the ceremony.
  2. The comedian's silly costume seemed out of place at the formal ceremony.
  3. The comedian's silly costume fit the formal ceremony perfectly.
ดูคำตอบ

The comedian's silly costume seemed out of place at the formal ceremony.

กริยาวลี

run up against our expectations: ขัดกับสิ่งที่เราคาดหวัง

Run up against เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการเผชิญอุปสรรค ขีดจำกัด หรือแรงต่อต้าน ในประโยคนี้ ความคาดหวังของเราถูกมองเป็นเส้นแบ่งทางความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงปะทะกับสิ่งที่ผู้ชมคาดการณ์ไว้ ไม่ได้หมายถึงการวิ่งตามตัวอักษร เมื่อใช้กับ expectations วลีนี้เน้นการปะทะหรือความไม่ตรงกัน ไม่ใช่เพียงการแตกต่างจากสิ่งที่คาดไว้ คำที่อยู่หลัง against ระบุอุปสรรค ขีดจำกัด หรือมาตรฐานที่ต้องเผชิญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ run up against ในความหมายว่าเผชิญอุปสรรค

  1. The research team ran up against a shortage of clean water.
  2. The research team worked around a shortage of clean water.
  3. The research team moved away from a shortage of clean water.
ดูคำตอบ

The research team ran up against a shortage of clean water.

like a frog dating a pig

1:56

อย่างเช่นกบออกเดทกับหมู

or a lizard selling insurance,

1:59

หรือกิ้งก่าขายประกัน

a baby disco dancing,

2:01

ทารกเต้นดิสโก้

a nun disco dancing,

2:03

แม่ชีเต้นดิสโก้

a cat disco dancing.

2:05

แมวเต้นดิสโก้

Actually,

2:07

อันที่จริง

a baby, a nun, or a cat

2:08

ทารก แม่ชี หรือแมว

doing pretty much anything,

2:09

ทำอะไรก็ตลกไปหมด

especially involving disco.

2:11

โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวกับการเต้นดิสโก้

One fun way to find incongruities

2:14

วิธีสนุกๆ วิธีหนึ่งในการค้นหาความไม่สอดคล้องกัน

is by drawing connections, ลำดับความ

2:17

คือการลากเส้นเชื่อมโยง

actually drawing them with a mind map.

2:19

วาดมันออกมาจริงๆ ด้วยแผนผังความคิด (mind map)

ลำดับความ

is by drawing connections, actually drawing them with a mind map: จากความเชื่อมโยงเชิงนามธรรมสู่การวาดจริง

โครงสร้าง one way to ... is by + -ing ใช้บอกวิธีทำบางสิ่ง ในที่นี้ is by drawing connections นำเสนอวิธีในเชิงนามธรรมก่อน คือการหาความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดต่าง ๆ จากนั้น actually drawing them with a mind map ทำให้ความหมายของ drawing ที่ใช้ซ้ำชัดเจนขึ้น โดยเปลี่ยนจากความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเชื่อมโยงแนวคิด ไปสู่การกระทำตามความหมายตรงตัว คือวาดความเชื่อมโยงเหล่านั้นลงบนกระดาษ actually ส่งสัญญาณถึงการขยายความนี้และเปลี่ยนแนวคิดกว้าง ๆ ให้เป็นขั้นตอนที่ทำได้จริง

แบบฝึกหัด

actually drawing them with a mind map ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. เป็นการเสนอวิธีที่สองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. เป็นการอธิบายว่าควรวาดความเชื่อมโยงเหล่านั้นลงในแผนผังความคิดจริง ๆ
  3. เป็นการบอกว่าการสร้างความเชื่อมโยงไม่ได้ช่วยหาความไม่เข้ากัน
ดูคำตอบ

เป็นการอธิบายว่าควรวาดความเชื่อมโยงเหล่านั้นลงในแผนผังความคิดจริง ๆ

Start small.

2:22

เริ่มจากเรื่องเล็กๆ

Pick a word.

2:23

เลือกมาสักหนึ่งคำ

I choose pickle.

2:24

ฉันเลือกแตงกวาดอง

Jot it down,

2:26

จดมันลงไป

then quick as you can,

2:27

จากนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้

try making connections.

2:28

ลองสร้างความเชื่อมโยงดู

What do pickles make me think of? วลี

2:29

แตงกวาดองทำให้ฉันนึกถึงอะไร?

วลี

make me think of: ความเชื่อมโยงที่บางสิ่งกระตุ้นให้เกิดขึ้น

make someone think of something หมายถึง คน สิ่งของ เสียง หรือประสบการณ์บางอย่างกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงหรือความทรงจำ ในที่นี้ pickles เป็นจุดเริ่มต้น และผู้พูดถามว่ามีอะไรผุดขึ้นมาในใจ think of ไม่ได้หมายถึงการศึกษาเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างคือ make + คน + คำกริยารูปพื้นฐาน จึงใช้ make me think ไม่ใช่ make me to think ในคำถามนี้ what แทนสิ่งที่ถูกเชื่อมโยงและย้ายมาไว้ต้นประโยค: What do pickles make me think of?

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง make someone think of เพื่อแสดงการเชื่อมโยง: This song ____ summer.

ดูคำตอบ

makes me think of

Who eats pickles?

2:31

ใครกินแตงกวาดอง?

What treasured pickle memories do I have from childhood?

2:31

ฉันมีความทรงจำที่มีค่าเกี่ยวกับแตงกวาดองจากวัยเด็กบ้างไหม?

Another great way to generate comedic material

2:35

อีกวิธีที่ดีเยี่ยมในการสร้างวัตถุดิบตลกๆ

is to shift from observation วลี

2:38

คือการเปลี่ยนจากการสังเกต

to imagination.

2:40

ไปสู่จินตนาการ

วลี

shift from observation to imagination: ใช้ shift from X to Y เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลง

shift from X to Y หมายถึงการเปลี่ยนทิศทาง จุดสนใจ วิธีการ หรือสภาวะ โดย X เป็นจุดเริ่มต้นและ Y เป็นทิศทางใหม่ ในที่นี้ shift หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนามธรรม ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ ในประโยคนี้ วิธีสร้างเรื่องตลกเปลี่ยนจากการสังเกตชีวิตจริงไปเป็นการสร้างความเป็นไปได้ต่าง ๆ ด้วยจินตนาการ โครงสร้างนี้ยังใช้พูดถึงการเปลี่ยนกลยุทธ์ ขั้นตอน หรือมุมมองได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน shift ที่ตรงกับโครงสร้างที่เรียน: The discussion needs to ____ complaints to solutions.

ดูคำตอบ

shift from

Try going from what is ลำดับความ

2:42

ลองเปลี่ยนจาก "สิ่งที่เป็นอยู่"

to what if.

2:43

ไปสู่คำว่า "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า"

ลำดับความ

going from what is to what if: การเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ด้วยโครงสร้างขนาน

going from X to Y จัดระเบียบคำแนะนำให้เป็นการเปลี่ยนทิศทางที่ชัดเจน ในที่นี้ what is เป็นป้ายสั้น ๆ แทนความเป็นจริงในปัจจุบัน ส่วน what if เป็นป้ายแทนการจินตนาการว่าเงื่อนไขเปลี่ยนไปและผลที่อาจเกิดขึ้น ทั้งสองส่วนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคำถามที่สมบูรณ์ การใช้ what ซ้ำและกรอบ from ... to ... ที่สมดุลทำให้สองขั้นตอนฟังดูขนานกันและจำง่าย วิธีนี้ย่อแนวคิดที่ยาวกว่า คือสังเกตความเป็นจริงแล้วจินตนาการทางเลือก ให้กลายเป็นคำแนะนำสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดอธิบายได้ดีที่สุดว่า from what is to what if จัดระเบียบแนวคิดอย่างไร

  1. มองว่า what is และ what if เป็นคำถามสมบูรณ์สองข้อที่ต้องตอบออกเสียง
  2. เปลี่ยนจากความเป็นไปได้ในจินตนาการกลับไปสู่การรายงานความเป็นจริงในปัจจุบัน
  3. เปลี่ยนจากการอธิบายความเป็นจริงในปัจจุบันไปสู่การจินตนาการทางเลือกที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากการอธิบายความเป็นจริงในปัจจุบันไปสู่การจินตนาการทางเลือกที่เป็นไปได้

Like, what if,

2:45

เช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้า

instead of a horse, for example,

2:46

สมมติว่าแทนที่จะเป็นม้า

you just had a pair of coconuts?

2:48

คุณกลับมีแค่มะพร้าวสองลูก?

Okay, let's think of some other memorable moments

2:51

เอาล่ะ ลองนึกถึงช่วงเวลาที่น่าจดจำอื่นๆ ดู

in history, literature, or film.

2:53

ในประวัติศาสตร์ วรรณกรรม หรือภาพยนตร์

Now, what if they featured coconuts?

2:55

ทีนี้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องราวเหล่านั้นมีมะพร้าวเข้ามาเกี่ยว?

Get wild.

2:57

คิดให้สุดเหวี่ยงไปเลย

Let it go. สำนวน

2:58

ปล่อยมันไป

สำนวน

Let it go.: ปล่อยให้ความคิดพัฒนาอย่างอิสระ

ในที่นี้ Let it go. เป็นการบอกให้ผู้ฟังหยุดควบคุมหรือตัดสินความคิดหนึ่ง แล้วปล่อยให้ความคิดนั้นพัฒนาไปอย่างอิสระ ไม่ได้หมายความว่าให้วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกไป ในบริบทอื่น สำนวนนี้อาจหมายถึงเลิกยึดติดกับปัญหาหรือความรู้สึก แล้วเดินหน้าต่อ คำพูดก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนให้คิดอย่างกล้าหาญทำให้เห็นว่า ในประโยคนี้หมายถึงการผ่อนการเซ็นเซอร์ตัวเอง

แบบฝึกหัด

ในบริบทของการคิดสร้างสรรค์ Let it go. ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. เลิกคิดเรื่องนี้เพราะมันไม่มีประโยชน์
  2. หยุดควบคุมทุกรายละเอียด แล้วปล่อยให้ความคิดพัฒนาต่อไป
  3. บอกให้ใครบางคนปล่อยวัตถุที่ถืออยู่
ดูคำตอบ

หยุดควบคุมทุกรายละเอียด แล้วปล่อยให้ความคิดพัฒนาต่อไป

Even if an idea seems overdone ไวยากรณ์

3:00

แม้ว่าไอเดียนั้นจะดูซ้ำซาก

or too obvious

3:02

หรือชัดเจนเกินไป

or just plain dumb,

3:03

หรืองี่เง่าเอามากๆ

try jotting it down anyway.

3:05

ก็ลองจดมันลงไปก่อน

ไวยากรณ์

Even if: เงื่อนไขเกิดขึ้นแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน

ในที่นี้ Even if ใช้นำเงื่อนไขเชิงยอมรับ แม้สถานการณ์ที่ตามหลังจะเกิดขึ้นจริง ก็จะไม่ขัดขวางหรือเปลี่ยนการกระทำในประโยคหลัก ในประโยคนี้ ไอเดียอาจดูซ้ำซาก ชัดเจนเกินไป หรือโง่มาก แต่ผู้พูดก็ยังบอกให้จดไว้ ต่างจาก if ธรรมดา even if เน้นว่า ผลลัพธ์ยังคงเดิมแม้จะมีเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย โครงสร้างพื้นฐานคือ even if + อนุประโยค แล้วตามด้วยประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่แสดงว่าเงื่อนไขที่ยังไม่แน่นอนจะไม่เปลี่ยนแผนให้สมบูรณ์: ____ the first plan fails, we will try again

ดูคำตอบ

Even if

What's obvious to you

3:07

สิ่งที่ดูชัดเจนสำหรับคุณ

may not be to the next person. ไวยากรณ์

3:08

อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นสำหรับคนอื่น

ไวยากรณ์

may not be to the next person: ละ obvious ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ในประโยคนี้ may not be to the next person หมายความว่า สิ่งนั้นอาจไม่ชัดเจนสำหรับคนอื่น คำคุณศัพท์ obvious เข้าใจได้จากส่วนต้นของประโยค เพราะมีการพูดถึงไว้แล้ว be ในที่นี้เป็น linking verb และส่วนเติมเต็มถูกละไว้เพื่อไม่ต้องพูดซ้ำ obvious ภาษาอังกฤษมักละส่วนเติมเต็มที่เข้าใจได้ชัดเจนจากบริบทและเคยกล่าวไปแล้ว ดังนั้นโครงสร้างที่มี be จึงไม่ได้ขาดคำโดยบังเอิญ

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ be ได้ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคำคุณศัพท์ easy ซ้ำ

  1. The setup seems easy to us, but it may not be to a first-time user.
  2. The setup seems easy to us, but it may not to a first-time user.
  3. The setup seems easy to us, but it may not do to a first-time user.
ดูคำตอบ

The setup seems easy to us, but it may not be to a first-time user.

And the opposite of the dumbest idea

3:11

และสิ่งที่ตรงข้ามกับไอเดียที่งี่เง่าที่สุด

might just turn out to be the smartest. กริยาวลี

3:13

อาจกลายเป็นไอเดียที่ฉลาดที่สุดก็ได้

กริยาวลี

turn out to be: ผลลัพธ์ที่มารู้ภายหลัง

turn out to be ใช้บอกสิ่งที่มารู้ชัดในภายหลังเกี่ยวกับคนหรือสิ่งของ หลังจากมีเหตุการณ์ การทดสอบ หรือการสังเกต หมายถึง ในที่สุดก็พบว่าเป็น ไม่ได้หมายถึงการหมุนหรือการเปลี่ยนทิศทางทางกายภาพ ในประโยคนี้ ประสบการณ์ภายหลังอาจแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดที่โง่ที่สุดคือความคิดที่ฉลาดที่สุด คำว่า idea เข้าใจได้หลัง smartest และ might แสดงว่านี่เป็นเพียงความเป็นไปได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ turn out to be เติมประโยคให้สมบูรณ์: The cheap camera ____ surprisingly reliable after a week of use.

ดูคำตอบ

turned out to be

What about all that dumb stuff that happens in real life?

3:16

แล้วเรื่องงี่เง่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงล่ะ?

Have you ever noticed how much comedy

3:19

คุณเคยสังเกตไหมว่ามีเรื่องตลกมากมายแค่ไหน

revolves around things that irritate, frustrate, and humiliate us? วลี

3:21

ที่วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ทำให้เราหงุดหงิด ขัดใจ และอับอาย?

วลี

revolves around ...:มีหัวข้อหลักเป็นศูนย์กลาง

ในที่นี้ revolves around ใช้ในความหมายเชิงนามธรรม หมายถึงมีบางสิ่งเป็นหัวใจสำคัญหรือดำเนินเรื่องโดยมีบางสิ่งเป็นศูนย์กลาง comedy หมายถึงเนื้อหาตลก และประโยคนี้บอกว่าหนังตลกจำนวนมากใช้ประสบการณ์ที่ทำให้เราหงุดหงิด คับข้องใจ และอับอายเป็นเนื้อหาหลัก ไม่ได้หมายความว่าหนังตลกหมุนรอบสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ โครงสร้างนี้ใช้บอกหัวข้อหลักของเรื่องราว การอภิปราย รายการ หรือกิจกรรมได้ โดยเน้นจุดศูนย์กลาง ไม่ได้หมายความว่าทุกรายละเอียดเกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ revolves around เพื่อบอกหัวข้อหลัก

  1. The podcast revolves around small acts of kindness.
  2. The podcast reports one small act of kindness at the end.
  3. The podcast is unrelated to small acts of kindness.
ดูคำตอบ

The podcast revolves around small acts of kindness.

Will Rogers said,

3:25

วิล โรเจอร์ส (Will Rogers) กล่าวไว้ว่า

"Everything's funny as long as it happens to somebody else." ไวยากรณ์

3:27

"ทุกเรื่องนั้นตลกตราบใดที่มันเกิดขึ้นกับคนอื่น"

ไวยากรณ์

as long as it ...:ตั้งเงื่อนไขโดยดูว่าใครเป็นผู้ประสบเหตุ

ในประโยคนี้ as long as it happens to somebody else ใช้บอกเงื่อนไขที่ทำให้ความเห็นของผู้พูดดูเป็นจริง นั่นคือ เหตุการณ์นั้นดูตลกเมื่อเกิดขึ้นกับคนอื่น ไม่ใช่ตัวผู้สังเกตเอง as long as ในที่นี้หมายถึง ตราบใดที่ หรือ โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ได้เกี่ยวกับความยาว it หมายถึงสถานการณ์ที่กำลังพูดถึง ส่วน somebody else แสดงว่าคนที่ประสบเหตุคือคนอื่น เงื่อนไขทั้งส่วนนี้จำกัดขอบเขตของความเห็น Everything's funny ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์นั้นดำเนินอยู่นานเท่าไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as long as เพื่อตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบเวลาหรือความยาว

  1. The concert lasted as long as the movie.
  2. You can borrow the tent as long as you return it on Sunday.
  3. The rope is as long as the pool is wide.
ดูคำตอบ

You can borrow the tent as long as you return it on Sunday.

So if you're having a crummy morning, การใช้คำ

3:31

ดังนั้นหากคุณกำลังมีเช้าที่ย่ำแย่

การใช้คำ

a crummy morning: คำบ่นแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ a crummy morning หมายถึงเช้าที่รู้สึกแย่หรือมีหลายอย่างไม่เป็นไปด้วยดี ซึ่งมักเกิดจากปัญหาเล็ก ๆ หลายเรื่อง คำว่า crummy ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการและมีความหมายเชิงลบไม่รุนแรงนัก คำนี้ช่วยให้ผู้พูดบ่นได้โดยไม่สื่อว่าเกิดเรื่องร้ายแรงมาก รูป crummy + คำนาม ใช้แบบสบาย ๆ เพื่อบอกว่าช่วงเวลา ประสบการณ์ สิ่งของ หรือผลลัพธ์นั้นไม่น่าพอใจได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ crummy ได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I've had a crummy morning because I missed the bus and spilled my drink.
  2. The doctor's official report describes a crummy heart condition.
  3. The school safety report identifies a crummy fire alarm.
ดูคำตอบ

I've had a crummy morning because I missed the bus and spilled my drink.

imagine it happening to a character you're writing about,

3:33

ลองจินตนาการว่ามันกำลังเกิดขึ้นกับตัวละครที่คุณกำลังเขียนถึง

and by afternoon,

3:36

และพอถึงตอนบ่าย

you may at least get a funny story out of it. วลี

3:38

อย่างน้อยคุณก็อาจจะได้เรื่องตลกๆ ออกมาจากเรื่องนั้น

วลี

get a funny story out of it: รูป get X out of Y

get X out of Y หมายถึงการได้ สร้าง หรือค้นพบ X จาก Y ในประโยคนี้ X คือ a funny story ส่วน Y คือ it ซึ่งหมายถึงประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจก่อนหน้านี้ ในรูปนี้ out of แสดงแหล่งที่มาของผลลัพธ์หรือคุณค่า ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกมาจากข้างใน โครงสร้างคือ get + ผลลัพธ์หรือคุณค่า + out of + ประสบการณ์หรือสถานการณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูป get X out of Y และให้ a useful lesson เป็น X: We can ____ this mistake.

ดูคำตอบ

get a useful lesson out of

Once you've got your characters and story,

3:41

เมื่อคุณได้ตัวละครและเรื่องราวของคุณแล้ว

here are a few quick and easy comedy writing tricks

3:43

นี่คือเคล็ดลับการเขียนบทตลกที่ง่ายและรวดเร็ว

to make them zing. การใช้คำ

3:46

ที่จะทำให้มันมีสีสันขึ้น

การใช้คำ

make them zing: ทำให้งานเขียนมีชีวิตชีวาขึ้น

ใน to make them zing คำว่า make ใช้โครงสร้างบอกเหตุ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย them หมายถึงตัวละครและเรื่องราวที่กล่าวถึงก่อนหน้า และ zing เป็นกริยารูปพื้นฐาน จึงไม่ใส่ to หน้า zing ในที่นี้ zing เป็นคำเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “มีชีวิตชีวา คมชัด และดึงดูดความสนใจ” เทคนิคเหล่านี้มีไว้เพื่อทำให้งานเขียนโดดเด่น ไม่ได้หมายถึงทำให้เกิดเสียงจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่กำหนด make + the article + zing: One vivid example can ____.

ดูคำตอบ

make the article zing

The rule of three, ลำดับความ

3:48

กฎแห่งเลขสาม (The rule of three)

or zig, zig, zag.

3:49

หรือ ซิก ซิก แซก

ลำดับความ

The rule of three หรือ zig, zig, zag: แบบแผน แบบแผน หักมุม

The rule of three ใช้จัดเนื้อหาเป็นสามจังหวะ ในรูปแบบตลกนี้ สองจังหวะแรกสร้างแบบแผนที่สังเกตได้ ส่วนจังหวะที่สามเปลี่ยนทิศทาง การทำลายความคาดหมายเช่นนี้สร้างความประหลาดใจและอาจทำให้เกิดมุกตลก Zig, zig, zag เป็นภาพเปรียบเทียบด้วยคำพูดแบบสั้น ๆ ของการจัดลำดับนี้ โดย zig ที่ซ้ำกันแทนแบบแผน ส่วน zag แทนการหักมุม ไม่ได้อธิบายการเคลื่อนที่จริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ zig, zig, zag ได้ดีที่สุด โดยมีสองจังหวะที่เป็นแบบแผนเดียวกัน แล้วตามด้วยจังหวะที่สามซึ่งน่าประหลาดใจ?

  1. For the trip, Mia packed socks, shirts, and shoes.
  2. For the trip, Mia packed a rubber chicken, socks, and shirts.
  3. For the trip, Mia packed socks, shirts, and a rubber chicken.
ดูคำตอบ

For the trip, Mia packed socks, shirts, and a rubber chicken.

Try setting up an expected pattern, ลำดับความ

3:51

ลองสร้างรูปแบบที่คาดเดาได้ขึ้นมา

zig, zig,

3:52

ซิก ซิก

then flip it,

3:53

แล้วพลิกแพลงมัน

zag.

3:54

แซก

ลำดับความ

set up an expected pattern ... then flip it: สร้างรูปแบบที่คาดไว้แล้วพลิกมัน

ประโยคนี้เสนอวิธีสร้างความประหลาดใจสองขั้นตอน ขั้นแรก set up an expected pattern เพื่อให้ผู้ฟังคิดว่ารู้แล้วว่าอะไรจะตามมา จากนั้น flip it ด้วยการทำลายรูปแบบนั้น คำว่า it หมายถึง expected pattern ไม่ใช่วัตถุจริง ลำดับ zig, zig, then zag แสดงวิธีนี้ให้เห็นโดยตรง การซ้ำสร้างความคาดหมาย ส่วนการเปลี่ยนในตอนท้ายทำลายความคาดหมายนั้น Try ... then ... เปลี่ยนหลักการตลกแบบนามธรรมให้เป็นขั้นตอนที่นักเขียนนำไปทำตามได้

แบบฝึกหัด

แผนใดทำตามวิธีที่อธิบายไว้ในประโยคนี้

  1. ใช้รายละเอียดที่คล้ายกันสองข้อเพื่อสร้างความคาดหมาย แล้วเพิ่มรายละเอียดข้อที่สามซึ่งคาดไม่ถึง
  2. ใช้รายละเอียดสามข้อที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพื่อไม่ให้เกิดรูปแบบ
  3. วางรายละเอียดที่คาดไม่ถึงไว้ก่อน แล้วตามด้วยรายละเอียดที่คล้ายกันสองข้อ
ดูคำตอบ

ใช้รายละเอียดที่คล้ายกันสองข้อเพื่อสร้างความคาดหมาย แล้วเพิ่มรายละเอียดข้อที่สามซึ่งคาดไม่ถึง

A rabbi, a priest, and a coconut walk into a bar. วัฒนธรรม

3:55

รับไบ บาทหลวง และมะพร้าวลูกหนึ่งเดินเข้าไปในบาร์

วัฒนธรรม

walk into a bar: รูปแบบเปิดเรื่องตลกที่คุ้นเคย

ในมุกตลกภาษาอังกฤษ X, Y, and Z walk into a bar เป็นรูปแบบเปิดเรื่องตลกที่คุ้นเคย รูปแบบนี้ทำให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีมุกเฉลยตามมา ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานว่าตัวละครหลายตัวเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ในประโยคนี้ a coconut อยู่ในตำแหน่งตัวละครตัวที่สาม จึงทำให้รายชื่อดูเหลวไหลตั้งแต่ก่อนเรื่องตลกจะดำเนินต่อ การจำรูปแบบนี้ได้ช่วยให้เข้าใจว่า walk into a bar ในที่นี้เป็นทั้งความหมายตามตัวอักษรและสัญญาณทางวัฒนธรรมว่าเรื่องตลกกำลังเริ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

ในมุกตลกภาษาอังกฤษ X, Y, and Z walk into a bar มักทำหน้าที่อะไร

  1. เป็นการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าตัวละครสามตัวเข้าไปในสถานที่ขายเครื่องดื่ม
  2. บอกผู้ฟังว่าตัวบาร์เองคือมุกเฉลย
  3. เป็นสัญญาณของการปูเรื่องตลกที่คุ้นเคยและสร้างความคาดหวังว่าจะมีมุกเฉลย
ดูคำตอบ

เป็นสัญญาณของการปูเรื่องตลกที่คุ้นเคยและสร้างความคาดหวังว่าจะมีมุกเฉลย

The punchline rule says

3:59

กฎของหมัดเด็ด (punchline) บอกไว้ว่า

put your punch at the end of the line. ลำดับความ

4:00

ให้ใส่หมัดเด็ด (punch) ของคุณไว้ที่ท้ายประโยค (line)

ลำดับความ

put your punch at the end of the line: เก็บแนวคิดที่ทรงพลังที่สุดไว้ตอนท้าย

Put your punch at the end of the line เป็นคำแนะนำเรื่องการจัดลำดับข้อมูล ในที่นี้ punch หมายถึงคำหรือแนวคิดที่น่าประหลาดใจหรือทรงพลังที่สุด ไม่ได้หมายถึงการชกจริง ๆ ส่วน the end of the line หมายถึงท้ายประโยคหรือท้ายบทพูด เริ่มจากการปูเรื่องก่อน แล้วค่อยเปิดเผยประเด็นสำคัญเป็นอย่างสุดท้าย เพราะตำแหน่งท้ายประโยคมักดึงความสนใจและรับน้ำหนักเสียงได้ดี การเก็บ punch ไว้ตรงนั้นจึงทำให้มุก สุนทรพจน์ หรืองานเขียนส่งผลได้แรงขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดทำตามคำแนะนำ put your punch at the end of the line ได้ดีที่สุด

  1. For the talent show, Mia packed tap shoes, a hat, and a rubber chicken.
  2. For the talent show, Mia packed a rubber chicken, tap shoes, and a hat.
  3. For the talent show, Mia packed three things.
ดูคำตอบ

For the talent show, Mia packed tap shoes, a hat, and a rubber chicken.

A rabbi, a priest, and a coconut walk into a disco.

4:03

รับไบ บาทหลวง และมะพร้าวลูกหนึ่งเดินเข้าไปในดิสโก้เทค

That brings up the rule of K.

4:07

นั่นนำมาซึ่งกฎของตัว K

For some reason,

4:10

ด้วยเหตุผลบางอย่าง

words with a k-sound catch our ears วัฒนธรรม

4:11

คำที่มีเสียง k มักจะดึงดูดหูของเรา

and are considered comical.

4:13

และถูกมองว่าเป็นคำตลก

วัฒนธรรม

words with a k-sound catch our ears: เหตุผลที่เสียง /k/ ฟังดูเด่น

ใน catch our ears คำว่า catch หมายถึง “ดึงดูดความสนใจ” วลีนี้บอกว่าคำที่มีเสียง /k/ อาจเด่นขึ้นมาเมื่อเราได้ยิน ไม่ได้หมายถึงมีอะไรมาจับหูจริง ๆ แนวคิดนี้อ้างถึง “กฎ K” ในการเขียนตลก ซึ่งเป็นหลักคร่าว ๆ ในงานสร้างสรรค์ที่มองว่าเสียง /k/ ที่สั้นและคมอาจฟังดูขบขันได้ k-sound หมายถึงเสียง /k/ ไม่ใช่แค่ตัวอักษร k ที่เขียนอยู่ เสียงนี้สะกดด้วย c ใน comic, k ใน kite หรือ ck ใน pickle ก็ได้ นี่เป็นเพียงแนวโน้มที่นักเขียนบางคนใช้ ไม่ได้รับประกันว่าทุกคำที่มี /k/ จะตลก

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย k-sound ในบริบทนี้ได้ถูกต้อง

  1. หมายถึงเฉพาะคำที่เขียนด้วยตัวอักษร k เท่านั้น
  2. รับประกันว่าคำใดก็ตามที่มี /k/ จะตลก
  3. k-sound หมายถึงพยัญชนะ /k/ ในคำอย่าง comic และ pickle
ดูคำตอบ

k-sound หมายถึงพยัญชนะ /k/ ในคำอย่าง comic และ pickle

Coconut,

4:15

มะพร้าว (Coconut)

disco,

4:16

ดิสโก้ (disco)

pickles.

4:17

แตงกวาดอง (pickles)

Crickets? สำนวน

4:18

จิ้งหรีด (Crickets) น่ะเหรอ?

สำนวน

Crickets? ใช้สื่อถึงความเงียบที่ชวนอึดอัด

ในที่นี้ Crickets? ไม่ได้เป็นคำถามจริง ๆ เรื่องแมลง ในบริบทตลกและสื่อ crickets หมายถึงความเงียบที่ไม่มีทั้งเสียงหัวเราะหรือคำตอบ ราวกับว่าห้องเงียบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีด เมื่อพูดคำนี้เดี่ยว ๆ ด้วยน้ำเสียงคำถาม จะเป็นการชี้ว่าปฏิกิริยาที่คาดไว้ไม่เกิดขึ้น ผู้พูดอาจใช้ล้อว่ามุกของตัวเองแป้ก หรือพูดถึงช่วงเงียบที่ชวนอึดอัด

แบบฝึกหัด

หลังจากมีคนเล่ามุกแล้วทั้งห้องเงียบ Crickets? น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. ไม่มีใครหัวเราะหรือตอบสนอง
  2. ได้ยินเสียงแมลงจริง ๆ อยู่ใกล้ ๆ
  3. ทุกคนกำลังรอมุกที่พูดเสียงดังกว่านี้
ดูคำตอบ

ไม่มีใครหัวเราะหรือตอบสนอง

Okay,

4:20

เอาล่ะ

so we don't always get the laugh.

4:21

เราไม่ได้สร้างเสียงหัวเราะได้เสมอไปหรอก

Humor is subjective.

4:23

อารมณ์ขันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

Comedy is trial and error.

4:25

เรื่องตลกคือการลองผิดลองถูก

Writing is rewriting. ลำดับความ

4:27

การเขียนคือการเขียนแก้ไปเรื่อยๆ

ลำดับความ

Writing is rewriting: เน้นว่าการแก้ไขคือหัวใจสำคัญ

Writing is rewriting. ใช้โครงสร้างสั้น ๆ แบบ X is Y เพื่อนำเสนอหลักคิดว่า การแก้ไขไม่ใช่ขั้นตอนเสริมหลังจากเขียนเสร็จ แต่เป็นส่วนสำคัญของการเขียนให้ดี ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่า writing และ rewriting มีความหมายตามพจนานุกรมเหมือนกันทุกประการ การที่ writing ปรากฏซ้ำอยู่ใน rewriting ทำให้เห็นความเชื่อมโยงได้ง่าย ส่วน re- เพิ่มความหมายว่าให้ทำอีกครั้ง ประโยคสั้นแบบคติพจน์นี้จึงใช้ปิดหรือสรุปการอภิปรายด้วยประเด็นเดียวที่จำง่าย

แบบฝึกหัด

ข้อความใดถ่ายทอดใจความของ Writing is rewriting. ได้ดีที่สุด

  1. การแก้ไขเป็นส่วนสำคัญของการสร้างงานเขียนที่ดี
  2. ควรเก็บร่างแรกไว้เหมือนเดิมทุกอย่าง
  3. การเขียนกับการแก้ไขเป็นทักษะที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
ดูคำตอบ

การแก้ไขเป็นส่วนสำคัญของการสร้างงานเขียนที่ดี

Just keep trying.

4:28

แค่พยายามต่อไป

Find the flaws,

4:30

ค้นหาจุดบกพร่อง

discover the details,

4:31

ค้นหารายละเอียด

insert incongruities,

4:32

แทรกความไม่สอดคล้องกันลงไป

incorporate k-words,

4:34

รวมคำที่มีเสียง K เข้าไป

and remember the most important rule of writing funny.

4:35

และจำกฎที่สำคัญที่สุดของการเขียนเรื่องตลกไว้

Have fun.

4:39

ขอให้สนุก

As Charles Dickens said,

4:40

ดังที่ ชาร์ลส์ ดิกคินส์ (Charles Dickens) กล่าวไว้ว่า

"There is nothing in the world

4:42

"ไม่มีอะไรในโลก

so irresistibly contagious ไวยากรณ์

4:43

ที่ติดต่อกันได้ยากที่จะต้านทาน

as laughter and good humor."

4:45

เท่ากับเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันที่ดี"

ไวยากรณ์

nothing ... so irresistibly contagious as laughter and good humor: การเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธแบบเป็นทางการ

ในประโยคนี้ nothing ใช้ร่วมกับ so + วลีคำคุณศัพท์ + as เพื่อสร้างการเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธ โดย there is nothing so irresistibly contagious as X หมายถึง “ไม่มีสิ่งใดแพร่ไปสู่ผู้อื่นอย่างยากจะต้านทานได้เท่า X” รูปปฏิเสธนี้ทำให้ X อยู่ในระดับสูงสุด จึงนำเสนอว่า laughter and good humor ส่งอิทธิพลต่อผู้คนได้มากกว่าสิ่งอื่นใด ปกติ contagious ใช้อธิบายสิ่งที่แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่ในที่นี้ใช้เชิงเปรียบเปรย หมายถึงเสียงหัวเราะและอารมณ์ที่ดีแพร่กระจายในฐานะความรู้สึกและส่งผลต่อผู้อื่น ส่วน irresistibly เน้นว่าอิทธิพลนั้นต้านทานได้ยากมาก

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธแบบเป็นทางการ so ... as เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nothing is ____ time.

ดูคำตอบ

so valuable as

And disco. ลำดับความ

4:48

และดิสโก้

ลำดับความ

And disco.: การย้อนมุกเดิมด้วยส่วนของประโยค

And disco. เป็นส่วนของประโยคที่ตั้งใจใช้ And ทำให้ disco เป็นสิ่งสุดท้ายที่เติมเข้ามา ส่วนความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์นั้นได้จากบริบทก่อนหน้า หน้าที่ของข้อความสั้นนี้ไม่ใช่การบอกความคิดใหม่ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการเติมความเห็นสั้น ๆ ท้ายประโยค ก่อนหน้านี้ disco เคยปรากฏเป็นองค์ประกอบที่สร้างเสียงหัวเราะแล้ว การกล่าวถึงอีกครั้งจึงเป็นการย้อนกลับไปหามุกเดิม ผู้ฟังต้องจำมุกก่อนหน้าได้จึงจะเข้าใจผลลัพธ์ ความสั้นอย่างฉับพลันหลังข้อความอ้างอิงที่ฟังดูจริงจังสร้างความแตกต่างและกลายเป็นมุกปิดท้าย

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ ส่วนของประโยค And disco. ทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นการย้อนถึงมุก disco ก่อนหน้าอย่างสั้น ๆ และเพิ่มความประหลาดใจครั้งสุดท้าย
  2. เป็นการเริ่มคำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับดิสโก้
  3. เป็นการแก้ไวยากรณ์ของข้อความอ้างอิง
ดูคำตอบ

เป็นการย้อนถึงมุก disco ก่อนหน้าอย่างสั้น ๆ และเพิ่มความประหลาดใจครั้งสุดท้าย