ทำไมคุณถึงจะแต่งงานกับคนผิด: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
685 คำ 200 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: บทความนี้เสนอเหตุผลแปดข้อที่ทำให้คนเลือกคู่ครองไม่เหมาะสม เช่น รู้จักตนเองน้อย กลัวการเป็นโสด เชื่อสัญชาตญาณเกินไป ขาดการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ และอยากตรึงหรือหนีความรู้สึกโรแมนติก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. กริยาวลี end up with เชื่อมหลายสาเหตุกับผลสุดท้ายที่มักไม่ได้ตั้งใจ เช่น สถานการณ์หรือปัญหาที่เหลือหลังการเลือก 2. กลุ่มคำสำเร็จรูป at peace with หมายถึงยอมรับความจริงที่ไม่น่าสบายใจอย่างสงบ ใช้กับความเหงา การตัดสินใจในอดีต หรือความไม่แน่นอนได้ 3. แบบแผนไวยากรณ์ stop having to think about love รวม stop + gerund กับ have to + กริยา เพื่อบอกว่าภาระสิ้นสุดลง ต่างจาก stop to think ที่หมายถึงหยุดเพื่อคิด

คำอธิบายในบทเรียนนี้

We're desperate to avoid it, of course, วลี

0:00

แน่นอนว่าเราพยายามหลีกเลี่ยงมันอย่างสุดความสามารถ

but we won't, for a lot of very good reasons.

0:02

แต่เราก็ยังทำพลาดด้วยเหตุผลดีๆ หลายประการ

วลี

การใช้ “desperate to avoid” เพื่อสื่อความต้องการที่เร่งด่วน

Desperate to avoid หมายถึง “ต้องการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงบางสิ่งอย่างมาก” ในประโยคนี้ desperate เน้นความรุนแรงและความเร่งด่วนของความต้องการ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดตกอยู่ในสถานการณ์ที่หมดหวังจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ be desperate to + กริยารูปพื้นฐาน กริยาหลัง to บอกการกระทำที่คนหนึ่งอยากทำอย่างเร่งด่วน เช่น desperate to leave, desperate to win หรือ desperate to avoid a mistake

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ต้องการป้องกันอย่างมาก”: The organizers are ____ any last-minute confusion.

ดูคำตอบ

desperate to avoid

Firstly,

0:05

ข้อแรก

we don't understand ourselves.

0:06

เราไม่เข้าใจตัวเอง

We're all crazy in very particular ways, วลี

0:07

เราทุกคนล้วนมีความบ้าบอในแบบเฉพาะตัว

neurotic, unbalanced, and immature,

0:09

ทั้งโรคประสาท ขาดความสมดุล และไม่มีวุฒิภาวะ

วลี

การใช้ “in very particular ways” เพื่อจำกัดความให้เฉพาะเจาะจง

In very particular ways หมายถึง “ในรูปแบบหรือแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจน” วลีนี้ช่วยจำกัดคำกล่าวกว้าง ๆ ว่า We're all crazy แทนที่จะบอกว่าทุกคนเหมือนกัน วลีนี้บอกว่าคำอธิบายทั่วไปดังกล่าวปรากฏผ่านลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งคำคุณศัพท์หลังจากนั้นเริ่มยกมาให้เห็น โครงสร้าง in + คำคุณศัพท์ + ways บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นจริงอย่างไรหรือในแง่มุมใด ในที่นี้ very ขยาย particular เพื่อเน้นความเฉพาะเจาะจงให้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

in very particular ways หมายถึงอะไรในประโยคนี้: People respond to stress in very particular ways?

  1. เพราะพวกเขาช่างเลือกในทุกเรื่อง
  2. ในรูปแบบหรือแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงมาก
  3. ด้วยมารยาทที่ดีเป็นพิเศษ
ดูคำตอบ

ในรูปแบบหรือแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงมาก

but we don't know the details

0:12

แต่เราไม่รู้รายละเอียด

because no one encourages us too hard to find out. กริยาวลี

0:13

เพราะไม่มีใครสนับสนุนให้เราค้นหามากนัก

กริยาวลี

find out: ค้นหาข้อมูล

Find out หมายถึงการค้นพบหรือได้รู้ข้อเท็จจริงด้วยการถาม ตรวจสอบ หรือสืบค้น ในประโยคนี้หมายถึงการเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาของเราเอง ไม่ใช่การหาสิ่งของที่จับต้องได้ มีการละกรรมไว้เพราะบริบทก่อนหน้าบอกอยู่แล้วว่าต้องค้นหาเรื่องอะไร ในภาษาอังกฤษสามารถใช้ find out โดยไม่ระบุกรรมได้เมื่อสิ่งที่ต้องการรู้นั้นชัดเจนจากบริบท

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ find out ในความหมายว่า “ค้นหาข้อมูล” ได้ถูกต้อง

  1. We need to find out why the lights went off.
  2. We need to find out the library beside the park.
  3. We need to find out our missing backpack under the desk.
ดูคำตอบ

We need to find out why the lights went off.

Our friends just want to be kind and have fun with us.

0:16

เพื่อนๆ ก็แค่อยากทำดีและสนุกสนานไปกับเรา

Our enemies don't want to waste the trouble.

0:19

ศัตรูก็ไม่อยากเสียเวลามาวุ่นวาย

So we end up with such a poor level of self-understanding. กริยาวลี

0:21

ดังนั้นเราจึงจบลงด้วยการมีความเข้าใจในตัวเองในระดับที่แย่มาก

กริยาวลี

end up with + นามวลี

End up with + นามวลี ใช้อธิบายผลลัพธ์สุดท้ายที่บุคคลหนึ่งได้รับหลังจากผ่านกระบวนการหรือเหตุการณ์หลายอย่าง มักสื่อว่าผลลัพธ์นั้นไม่ได้วางแผนไว้หรือไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ในประโยคนี้ with นำหน้าผลลัพธ์ ซึ่งก็คือระดับความเข้าใจตนเองที่ต่ำ ไม่ได้หมายถึงการอยู่กับใครบางคนในตอนจบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ end up with เพื่อแสดงผลลัพธ์สุดท้าย: After choosing the cheapest parts, we ____ a computer that barely worked.

ดูคำตอบ

ended up with

We have no clue of who we'd be compatible with. วลี

0:24

เราไม่รู้เลยว่าเราจะเข้ากันได้กับใคร

วลี

have no clue: ไม่รู้เลย

“Have no clue” หมายถึง “ไม่รู้เลย” หรือ “ไม่มีความคิดแม้แต่น้อย” ในที่นี้ clue ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่เป็นเบาะแส แต่หมายถึงข้อมูลหรือแนวทางที่จะช่วยให้รู้คำตอบ อนุประโยค who ที่ตามมาระบุสิ่งที่ไม่รู้ นั่นคือผู้พูดจะเข้ากันได้กับใคร ในบทสนทนาทั่วไป ใช้ “have no clue” เมื่อต้องการเน้นว่าไม่รู้คำตอบและไม่มีแนวทางเลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการสามคำที่มี “clue” และหมายถึง “ไม่รู้เลย”: I missed the update, so I ____ when the meeting starts.

ดูคำตอบ

have no clue

วลี

compatible with: เข้ากันได้หรือใช้งานร่วมกันได้กับ

“Compatible” ตามด้วย “with” ไม่ใช่ “to”: compatible with someone or something หมายถึงคนสองคน สิ่งของ หรือระบบสามารถอยู่หรือทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ในประโยคนี้ “compatible with” หมายถึงความเข้ากันได้ในความสัมพันธ์ คือเหมาะสมกันมากพอที่จะไปกันได้ในฐานะคู่รักหรือคู่ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ไม่มีความขัดแย้ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบุพบทมาตรฐานที่ตามหลัง “compatible”: This charger is compatible ____ my phone.

ดูคำตอบ

with

A standard question on any early dinner date should simply be,

0:27

คำถามมาตรฐานในเดตมื้อค่ำช่วงแรกๆ ควรจะง่ายๆ ว่า

"How are you mad?" น้ำเสียง/เจตนา

0:30

"คุณมีความบ้าบอเรื่องอะไรบ้าง?"

น้ำเสียง/เจตนา

“How are you mad?” ในฐานะคำถามท้าทายเชิงขำขัน

ในที่นี้ “How are you mad?” หมายถึง “คุณไม่มีเหตุผล แปลก หรือมีอารมณ์ยุ่งเหยิงในด้านใดบ้าง” คำว่า how ถามว่า “ความบ้า” นี้แสดงออกมาในรูปแบบใด ไม่ได้ถามถึงสาเหตุ ส่วน mad ใช้แบบกว้าง ๆ และติดตลก ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ และไม่ได้หมายถึง “โกรธ” ในประโยคนี้ ผู้พูดพูดเกินจริงว่านี่ควรเป็นคำถามในช่วงแรกของการออกเดต ถ้อยคำที่ยั่วยุเล็กน้อยสื่อว่าทุกคนมีข้อบกพร่อง และชวนให้อีกฝ่ายเปิดเผยตัวเองอย่างตรงไปตรงมาและมีอารมณ์ขัน แทนการคุยเรื่องทั่วไปตามมารยาท

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนาที่ล้อเล่นอย่างชัดเจน “How are you mad?” กำลังถามอะไร

  1. ทำไมคุณจึงได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์
  2. คุณไม่มีเหตุผลหรือแปลกในด้านใดบ้าง
  3. อะไรทำให้คุณโกรธ
ดูคำตอบ

คุณไม่มีเหตุผลหรือแปลกในด้านใดบ้าง

But it's so hard to know.

0:32

แต่มันยากมากที่จะรู้ได้

Secondly,

0:34

ข้อสอง

we don't understand other people.

0:35

เราไม่เข้าใจคนอื่น

It's as hard to work out the craziness of other people โน้ต

0:37

การพยายามเข้าใจความบ้าบอของคนอื่น

as it is our own.

0:39

มันยากพอๆ กับการเข้าใจตัวเราเอง

ไวยากรณ์

การเปรียบเทียบ as hard to ... as it is our own

โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + to-infinitive + as ใช้เปรียบเทียบสองสถานการณ์ว่ามีระดับเท่ากัน ในประโยคนี้ การทำความเข้าใจความบ้าของคนอื่นถูกกล่าวว่ายากเท่ากับการทำความเข้าใจความบ้าของผู้พูดเอง as ตัวที่สองนำเข้าส่วนอีกด้านของการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึง “เพราะว่า” ใน as it is our own มีการละคำว่า hard to work out และ our own ยังละคำนาม craziness ที่กล่าวซ้ำด้วย รูปเต็มของส่วนเปรียบเทียบคือ as it is hard to work out our own craziness

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบระดับเท่ากันด้วยโครงสร้างคู่ as ... as: “It's ____ difficult to recognize our own mistakes ____ it is to recognize other people's.”

ดูคำตอบ

as · as

กริยาวลี

work out ในความหมายว่า “คิดจนเข้าใจ”

ในประโยคนี้ work out หมายถึง “เข้าใจหรืออธิบายได้ด้วยการคิดอย่างรอบคอบ” กรรมของวลีนี้คือความบ้าคลั่งของคนอื่น จึงเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจพฤติกรรม ไม่ใช่การออกกำลังกาย ความหมายของ work out เปลี่ยนไปตามบริบทได้ เมื่อมีอนุประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย why, what หรือ how ตามหลัง มักหมายถึงการค้นพบหรือเข้าใจคำตอบ

แบบฝึกหัด

ใน “After reading the instructions twice, Lena finally worked out how the lock opened,” worked out หมายความว่าอะไร

  1. ออกกำลังกาย
  2. เข้าใจได้ด้วยการคิดอย่างรอบคอบ
  3. จบลงด้วยดี
ดูคำตอบ

เข้าใจได้ด้วยการคิดอย่างรอบคอบ

They put on such a good show at first. สำนวน

0:40

ในตอนแรกพวกเขาจะแสดงออกอย่างดีเยี่ยม

สำนวน

put on such a good show: สร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ

Put on such a good show หมายถึงจงใจสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่ดูน่าเชื่อถือมาก คำว่า show ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือคนเหล่านั้นดูเหมือนกำลังแสดงตัวตนในแบบที่ผ่านการขัดเกลา แทนที่จะเปิดเผยปัญหาของตน such a เน้นระดับของ a good show ส่วน at first จำกัดภาพลักษณ์นี้ไว้ที่ช่วงเริ่มต้น เมื่อรวมกันแล้ว ประโยคนี้แสดงความกังขา คือความประทับใจแรกดูดี แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่จริงใจ

แบบฝึกหัด

ใน “He put on a good show at the meeting, but later admitted that the project was in trouble,” put on a good show สื่อถึงอะไร

  1. เขาสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่น่าเชื่อถือ
  2. เขาแสดงการแสดงบนเวทีจริง ๆ
  3. เขาโอ้อวดความสำเร็จของตนอย่างเปิดเผย
ดูคำตอบ

เขาสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกที่น่าเชื่อถือ

What we'd ideally need is to send them and us ไวยากรณ์

0:42

ในอุดมคติ สิ่งที่เราต้องทำคือการส่งทั้งเขาและเรา

through a battery of psychological questionnaires การใช้คำ

0:45

ไปทำแบบสอบถามทางจิตวิทยาชุดใหญ่

and have four years of intensive psychotherapy,

0:47

และรับการบำบัดทางจิตอย่างเข้มข้นเป็นเวลาสี่ปี

individual and couples based,

0:49

ทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่

before reaching a decision. ไวยากรณ์

0:50

ก่อนจะตัดสินใจ

ไวยากรณ์

What we'd ideally need is ... เพื่อเน้นความต้องการในอุดมคติ

What we'd ideally need is ... เป็นโครงสร้างที่ใช้เน้นประเด็น อนุประโยค What we'd ideally need ทำหน้าที่เป็นประธานและหมายถึง “สิ่งที่เราน่าจะต้องการในสถานการณ์ที่ดีที่สุด” ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง ส่วนหลัง is ระบุความต้องการหลัก ในประโยคนี้ to send them and us through ... คือการกระทำที่เสนอ เมื่อเทียบกับ We need ... โครงสร้างนี้จะเน้นข้อเสนอมากกว่าและให้โทนที่เหมือนผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว would ใน we'd ทำให้ความต้องการมีลักษณะเป็นอุดมคติหรือสมมุติ ผู้พูดจึงกำลังอธิบายสิ่งที่ควรมีในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่แน่นอนและนำไปทำได้ทันที

แบบฝึกหัด

เติมข้อเสนอให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเน้นประเด็น What ... need is ...: For a fair decision, ____ more reliable evidence.

ดูคำตอบ

what we'd ideally need is

การใช้คำ

a battery of psychological questionnaires: แบบสอบถามทางจิตวิทยาชุดใหญ่

ใน a battery of ... คำว่า battery ไม่ได้หมายถึงอุปกรณ์ที่จ่ายพลังงานไฟฟ้า แต่หมายถึงกลุ่มหรือชุดการทดสอบหรือกระบวนการที่คล้ายกันซึ่งจัดไว้อย่างเป็นระบบและใช้ร่วมกัน ดังนั้น a battery of psychological questionnaires จึงหมายถึงแบบสอบถามทางจิตวิทยาหลายฉบับที่ใช้ร่วมกันเป็นการประเมินชุดเดียว วลีนี้มักสื่อถึงความครอบคลุมและละเอียดถี่ถ้วน ไม่ใช่เพียงจำนวนมากแบบไม่เป็นระบบ โครงสร้างนี้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติกับ a battery of tests, assessments หรือ experiments

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The lab ran a battery of tests,” คำว่า a battery of tests หมายถึงอะไร

  1. ชุดการทดสอบที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ
  2. การทดสอบสั้น ๆ เพียงครั้งเดียว
  3. การทดสอบที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่
ดูคำตอบ

ชุดการทดสอบที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ

ไวยากรณ์

before reaching a decision: โครงสร้าง before + -ing

ในประโยคนี้ before ตามด้วยวลี gerund คือ reaching a decision เพื่อบอกว่าการตัดสินใจเกิดหลังจากการทำแบบสอบถามและการบำบัด ส่วน reach a decision เป็นคำที่ใช้คู่กันตามธรรมชาติ หมายถึง “ตัดสินใจ” เมื่อ before ทำหน้าที่เป็นคำบุพบท ให้ตามด้วยคำนามหรือรูป -ing ไม่ใช่กริยารูปพื้นฐาน: ใช้ before reaching ไม่ใช่ before reach โครงสร้างแบบย่อนี้เป็นธรรมชาติเมื่อบริบทบอกชัดว่าใครเป็นผู้ทำกริยา -ing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูป before + -ing ของ reach a decision: We should review all the evidence before ____.

ดูคำตอบ

reaching a decision

By 2100, this will no longer sound like a joke.

0:52

ภายในปี 2100 เรื่องนี้จะไม่ได้ฟังดูเป็นเรื่องตลกอีกต่อไป

People will merely wonder why it took humanity so long to get us here. ไวยากรณ์

0:55

ผู้คนจะเพียงแค่สงสัยว่าทำไมมนุษยชาติถึงใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะมาถึงจุดนี้

ไวยากรณ์

why it took humanity so long to get us here: คำถามทางอ้อมด้วย it took

อนุประโยคนี้ใช้รูปแบบ it takes + บุคคลหรือกลุ่ม + ระยะเวลา + to-infinitive โดย it เป็นประธานสมมติและไม่ได้หมายถึงสิ่งใดโดยเฉพาะ humanity ระบุว่ากลุ่มใดต้องใช้เวลา ส่วน to get us here ระบุพัฒนาการที่ใช้เวลานาน เนื่องจากอนุประโยคตามหลัง wonder จึงเป็นคำถามทางอ้อมและใช้ why it took... ไม่ใช่ why did it take... ส่วน here ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงขั้นหรือสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่สถานที่จริง

แบบฝึกหัด

เลือกข้อความที่ถูกต้องตามไวยากรณ์เพื่อเติมหลัง “People will wonder...”

  1. why did it take the community so long to solve the problem?
  2. why did the community take so long to solve the problem.
  3. why it took the community so long to solve the problem.
ดูคำตอบ

why it took the community so long to solve the problem.

We aren't so used to being happy. ไวยากรณ์

0:59

เราไม่ได้คุ้นชินกับการมีความสุขมากนัก

ไวยากรณ์

used to being happy: โครงสร้าง be used to + รูป -ing

ใน be used to คำว่า used หมายถึง “คุ้นเคย” วลีนี้บอกว่าสภาวะหรือกิจกรรมนั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกคุ้นแล้ว ในประโยคนี้ aren't used to being happy หมายความว่า สำหรับคนที่กำลังกล่าวถึง การมีความสุขยังไม่ใช่สิ่งที่รู้สึกปกติหรือคุ้นเคย ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing: be used to something หรือ be used to doing something รูปของ be เปลี่ยนตามประธานและกาล

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่หมายความว่าตอนนี้การทำงานกลางคืนรู้สึกเป็นเรื่องปกติแล้ว

  1. I used to work at night.
  2. I am used to working at night.
  3. I am getting used to working at night.
ดูคำตอบ

I am used to working at night.

We think we want happiness,

1:01

เราคิดว่าเราต้องการความสุข

but what we really want is what we're used to, ไวยากรณ์

1:02

แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือสิ่งที่เราคุ้นเคย

and that usually doesn't involve too much happiness at all. วลี

1:05

และนั่นมักจะไม่ค่อยมีความสุขเข้ามาเกี่ยวข้องมากนักเลย

ไวยากรณ์

what we really want is what we're used to: อนุประโยค what สองส่วน

อนุประโยค what ทั้งสองส่วนทำหน้าที่เป็นนาม ไม่ใช่คำถาม what we really want เป็นประธานของ is ส่วน what we're used to เป็นส่วนเติมเต็ม ในแต่ละอนุประโยค what หมายถึง “สิ่งที่” หรือ “หลายสิ่งที่” รูปแบบ What X ... is what Y ... วางแนวคิดสองอย่างไว้คนละด้านของ is ใช้แก้ความเชื่อเดิมและดึงความสนใจไปยังคำตอบที่แท้จริง เนื่องจากอนุประโยคเหล่านี้อยู่ในประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า คือ what we want ไม่ใช่ what do we want

แบบฝึกหัด

เปลี่ยนข้อความที่กำหนดให้ตรงตัวคือ 'we need' และ 'the plan lacks' เป็นอนุประโยค what เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ is ____.

ดูคำตอบ

What we need · what the plan lacks

วลี

at all ที่ใช้เน้นคำปฏิเสธ

ในประโยคนี้ at all ช่วยเน้นความหมายปฏิเสธใน doesn't involve too much happiness โดยหมายถึง “ไม่มีในระดับที่มีนัยสำคัญ” และเน้นว่ามีความสุขเกี่ยวข้องอยู่น้อยมาก เมื่ออยู่หลังรูปปฏิเสธ at all ไม่ได้แปลว่า “ตลอดเวลา” แต่ช่วยขยายและเน้นความหมายว่า “ไม่ว่าในทางใด” “ไม่ว่าในระดับใด” หรือ “ไม่เลย” ตามบริบทของประโยค

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ทำให้คำปฏิเสธมีความหมายว่า “ไม่ว่าในทางใด”: The update didn't improve the app ____.

ดูคำตอบ

at all

Growing up, most of us had our love mixed in with other, darker stuff, สำนวน

1:08

เมื่อโตขึ้น ความรักของพวกเราส่วนใหญ่มักจะปะปนกับสิ่งอื่นๆ ที่มืดมนกว่า

being controlled, feeling humiliated,

1:12

เช่น การถูกควบคุม การรู้สึกอับอาย

being abandoned or abused, in short, suffering. ลำดับความ

1:14

การถูกทอดทิ้ง หรือการถูกทารุณกรรม สรุปก็คือความทุกข์ทรมาน

สำนวน

had our love mixed in with darker stuff ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

had our love mixed in with other, darker stuff บรรยายสภาพที่ความรักผสมหรือพันอยู่กับประสบการณ์ที่เจ็บปวด mixed in with ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของจริง ๆ มาผสมกัน โครงสร้าง have + กรรม + past participle สามารถแสดงว่าสิ่งหนึ่งอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งได้: had [our love] [mixed in with ...] วลีที่ตามมา ได้แก่ being controlled, feeling humiliated, being abandoned or abused อธิบายว่า darker stuff ที่ตั้งใจพูดอย่างคลุมเครือนั้นหมายถึงอะไร

แบบฝึกหัด

had our love mixed in with other, darker stuff ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ผู้คนนำความรักไปผสมกับวัตถุสีเข้มจริง ๆ
  2. ความรักเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประสบการณ์ที่เจ็บปวด
  3. ความรักปกป้องผู้คนจากประสบการณ์ที่เจ็บปวดทุกอย่าง
ดูคำตอบ

ความรักเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประสบการณ์ที่เจ็บปวด

ลำดับความ

ใช้ in short, เพื่อสรุปสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า

in short ใช้เกริ่นบทสรุปสั้น ๆ ของรายละเอียดที่เพิ่งกล่าวไป ในประโยคนี้ ประสบการณ์ของการถูกควบคุม รู้สึกอับอาย ถูกทอดทิ้ง หรือถูกทำร้าย ถูกรวมเป็นข้อสรุปเดียวคือความทุกข์ สำนวนนี้จัดข้อมูลแบบให้รายละเอียดก่อนแล้วจึงสรุป และบอกผู้ฟังว่าการไล่รายการกำลังจบลงก่อนจะตามด้วยข้อสรุปที่กระชับ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: The plan is costly, slow, and risky—in short, a bad idea. in short ทำหน้าที่อะไร?

  1. สรุปรายละเอียดก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปเดียว
  2. ตั้งชื่อย่อให้แผนนี้
  3. บอกว่าแผนนี้จะใช้เวลาเพียงช่วงสั้น ๆ
  4. ยกตัวอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
ดูคำตอบ

สรุปรายละเอียดก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปเดียว

And now, whatever we may say, ไวยากรณ์

1:17

และตอนนี้ ไม่ว่าเราจะพูดอะไร

that's what we're mostly still on the look out for. สำนวน

1:19

นั่นก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราส่วนใหญ่มองหาอยู่ดี

ไวยากรณ์

whatever we may say, ในฐานะอนุประโยคแสดงการยอมรับข้อแย้ง

whatever we may say หมายถึงไม่ว่าเราอาจพูดหรืออ้างอะไร ในโครงสร้าง whatever + ประธาน + may + กริยา คำว่า whatever ครอบคลุมคำพูดที่เป็นไปได้ทั้งหมด ส่วน may แสดงความเป็นไปได้ ไม่ได้ใช้ขออนุญาต อนุประโยคนี้แสดงการยอมรับข้อแย้ง กล่าวคือ ยอมรับก่อนว่าผู้คนอาจพูดอะไร แล้วประโยคหลักจึงบอกประเด็นที่ยังเป็นจริงอยู่ดี ในที่นี้ผู้พูดเปรียบต่างสิ่งที่คนพูดออกมากับสิ่งที่พวกเขายังคงมองหาอยู่จริง

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Whatever she may say, the deadline will not change. อนุประโยคตอนต้นทำหน้าที่อะไร?

  1. ขออนุญาตให้เธอพูด
  2. บอกว่าคำพูดของเธอจะสั้น
  3. ยอมรับทุกคำพูดที่เธออาจกล่าวก่อนเสนอประเด็นหลัก
  4. รายงานถ้อยคำที่เธอเลือกไว้อย่างตรงตัว
ดูคำตอบ

ยอมรับทุกคำพูดที่เธออาจกล่าวก่อนเสนอประเด็นหลัก

สำนวน

on the look out for: คอยสังเกตหาอะไรบางอย่าง

on the look out for หมายถึง “คอยสังเกตและรออย่างตั้งใจเพื่อให้เห็นหรือพบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” ในประโยคนี้ การมองหาเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือผู้คนยังคงถูกดึงดูดเข้าหาความสัมพันธ์แบบที่ตนคุ้นเคย ไม่ใช่กำลังมองหาสิ่งของจริง ๆ ในภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐาน คำนามนี้มักเขียนติดกันเป็นคำเดียวในโครงสร้างตายตัว be on the lookout for + คำนาม: We're on the lookout for volunteers.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปสะกดมาตรฐานของสำนวนในบทเรียน: The museum is ____ rare maps to add to its collection.

ดูคำตอบ

on the lookout for

It explains why we rejected all those candidates,

1:22

มันอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงปฏิเสธผู้สมัครเหล่านั้นทั้งหมด

the well-balanced, mature, reliable ones,

1:24

คนที่มีความสมดุล เป็นผู้ใหญ่ และพึ่งพาได้

as somehow a bit boring,

1:26

โดยมองว่าพวกเขาน่าเบื่อไปนิดหน่อย

and why we head instead with secret energy

1:28

และเหตุใดเราจึงมุ่งหน้าไปด้วยพลังงานลึกลับ

to those characters we unconsciously know

1:30

ไปหาคนเหล่านั้นที่เรารู้ในจิตใต้สำนึก

will mess us up in such cozily familiar ways. กริยาวลี

1:32

ว่าจะทำร้ายเราด้วยวิธีที่คุ้นเคยอย่างอบอุ่น

กริยาวลี

mess us up: สร้างบาดแผลทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Mess someone up เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงการทำลายสภาพอารมณ์ ความคิด หรือชีวิตของคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง ในที่นี้ mess us up หมายความว่าคนประเภทที่เราคุ้นเคยเหล่านั้นจะทำร้ายเราทางจิตใจ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะทำสถานที่ให้รกหรือก่อความผิดพลาดเล็กน้อยเพียงครั้งเดียว เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง mess กับ up: mess me up, mess us up, mess them up โครงสร้างนี้ใช้ในกาลอื่นได้ด้วย เช่น messed him up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ mess someone up และวางคำสรรพนามในตำแหน่งที่ถูกต้อง: Years of bullying ____ him ____ long after he changed schools.

ดูคำตอบ

messed · up

Four,

1:36

ข้อสี่

being single is so awful.

1:36

การเป็นโสดมันช่างเลวร้าย

You have to be very at peace with empty Saturday evenings, วลี

1:38

คุณต้องรู้สึกสงบสุขมากๆ กับค่ำคืนวันเสาร์ที่ว่างเปล่า

constant alienation, and sexlessness

1:41

ความรู้สึกแปลกแยกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการไม่มีเซ็กส์

in order to be choosy in the right way. ไวยากรณ์

1:43

เพื่อที่จะได้เลือกคู่ในทางที่ถูกต้อง

วลี

at peace with: การยอมรับอย่างสงบ

Be at peace with something หมายถึงการยอมรับบางสิ่งอย่างสงบ โดยไม่ต่อสู้กับสิ่งนั้นทางอารมณ์ต่อไป ในที่นี้ผู้พูดหมายถึง คนเราต้องอยู่กับความเหงาและการขาดความใกล้ชิดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างรอคู่ที่เหมาะสมให้ได้ วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องชอบหรือเห็นด้วยกับสถานการณ์นั้นเสมอไป แต่หมายถึงสภาวะที่ยอมรับได้จากภายใน ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ at peace with เพื่อสื่อถึงการยอมรับความจริงที่ยากลำบากอย่างสงบ

  1. Our country is at peace with its neighbor after the treaty.
  2. I am at peace with the possibility that the plan may fail.
  3. I am at peace to the possibility that the plan may fail.
ดูคำตอบ

I am at peace with the possibility that the plan may fail.

ไวยากรณ์

in order to be choosy: การบอกจุดประสงค์

In order to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำหรือสถานการณ์อย่างชัดเจน ในประโยคนี้ การยอมรับด้านที่ไม่สบายใจของการเป็นโสดถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเลือกคู่ครองอย่างรอบคอบ be เป็นกริยารูปพื้นฐานเพราะอยู่หลัง to ส่วน choosy บางครั้งอาจฟังดูเป็นการตำหนิ แต่ในที่นี้หมายถึงรอบคอบและเลือกอย่างมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ช่างเลือกอย่างไร้เหตุผล In order to บอกจุดประสงค์ ไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นถัดไปตามลำดับเวลา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมบอกจุดประสงค์สามคำจากบทเรียน: Rina closed the door ____ reduce the noise.

ดูคำตอบ

in order to

No wonder most of us just half shut our eyes and grab what's there. โน้ต

1:46

ไม่แปลกใจเลยที่พวกเราส่วนใหญ่แค่หลับตาข้างหนึ่งและคว้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ลำดับความ

No wonder ที่เชื่อมเหตุและผลลัพธ์

No wonder ใช้เปิดข้อสรุปที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติจากเหตุผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หมายถึง “ไม่น่าแปลกที่...” และมักวางไว้หน้าประโยคย่อยที่ระบุผลลัพธ์ ในประโยคนี้ วลีนี้ทำให้การเลือกอย่างรีบร้อนของผู้คนดูเป็นผลที่คาดได้ wonder ในรูปแบบนี้ไม่ได้แสดงความสงสัยใคร่รู้

แบบฝึกหัด

เติมผลลัพธ์ด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้: The roads are icy. ____ the school is closed.

ดูคำตอบ

No wonder

สำนวน

half shut our eyes and grab what's there ในฐานะอุปมาเรื่องการเลือกอย่างไม่รอบคอบ

การกระทำสองอย่างนี้สร้างภาพเดียวกัน คือคนคนหนึ่งมองเพียงคร่าว ๆ แล้วคว้าสิ่งแรกที่มีอยู่ ในประโยคนี้ ภาพดังกล่าวเป็นอุปมาและวิจารณ์คนที่รีบเลือกคู่โดยไม่พิจารณาให้ดี เพราะรู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องยาก what's there หมายถึง “ใครก็ตามที่พร้อมให้เลือก” ไม่ใช่วัตถุจริง ๆ ในความหมายที่กว้างขึ้น ภาพนี้ใช้บรรยายการตัดสินใจสำคัญโดยไม่ได้พิจารณาตัวเลือกทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน

แบบฝึกหัด

ภาพที่เน้นไว้ในประโยคนี้สื่อถึงอะไร?

  1. ผู้คนมองไม่เห็นเพราะห้องมืด
  2. ผู้คนค้นหาอย่างอดทนจนพบตัวเลือกที่ดีที่สุด
  3. ผู้คนรีบเลือกโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ
ดูคำตอบ

ผู้คนรีบเลือกโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ

Five,

1:50

ข้อห้า

instinct has too much prestige.

1:50

สัญชาตญาณมีหน้ามีตามากเกินไป

Marriage used to be a rational business, ไวยากรณ์

1:53

การแต่งงานเคยเป็นเรื่องของเหตุผล

all to do with your parents matching their bit of land with the neighbors. วลี

1:54

ล้วนเกี่ยวกับการที่พ่อแม่ของคุณจับคู่ที่ดินของตนกับเพื่อนบ้าน

ไวยากรณ์

used to be: สภาพในอดีตที่เปลี่ยนไปแล้ว

used to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกนิสัยหรือสภาพที่เคยเป็นจริงอยู่ช่วงหนึ่งในอดีต แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในประโยคนี้ used to be บอกว่าการแต่งงานเคยถูกมองเป็นเรื่องที่ใช้เหตุผล ซึ่งต่างจากมุมมองในปัจจุบัน คำที่ตามหลัง to ต้องเป็นกริยารูปพื้นฐาน จึงใช้ used to be ไม่ใช่ used to being โครงสร้างนี้สร้างความเปรียบต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แม้จะไม่ได้บอกสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสามคำที่บอกสภาพในอดีตซึ่งปัจจุบันไม่เป็นจริงแล้ว: This building ____ a cinema, but now it is a gym.

ดูคำตอบ

used to be

วลี

all to do with: อธิบายความเชื่อมโยงหลัก

all to do with หมายถึง “เกี่ยวข้องทั้งหมดกับ” หรือ “อธิบายได้ทั้งหมดด้วย” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าอะไรทำให้การแต่งงานเป็นเรื่องที่ใช้เหตุผล นั่นคือการจัดการนี้มุ่งให้พ่อแม่รวมที่ดินที่อยู่ติดกัน all to do with หลังเครื่องหมายจุลภาคเป็นส่วนเสริมที่ย่อไว้ รูปเต็มคือ it was all to do with ... โดย do ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ลงมือทำ” ให้เข้าใจทั้งวลีเป็นหน่วยเดียวที่ใช้ชี้ปัจจัยหรือหัวข้อซึ่งสิ่งหนึ่งเกี่ยวข้องด้วย

แบบฝึกหัด

all to do with ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร? "The delay was all to do with a missing permit."

  1. ความล่าช้านั้นเกี่ยวข้องทั้งหมดกับใบอนุญาตที่ขาดหายไป
  2. มีคนจำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาต
  3. ใบอนุญาตได้แก้ปัญหาความล่าช้าไปแล้ว
ดูคำตอบ

ความล่าช้านั้นเกี่ยวข้องทั้งหมดกับใบอนุญาตที่ขาดหายไป

It was horribly cold and calculating. วลี

1:57

มันช่างเย็นชาและเต็มไปด้วยการคำนวณที่น่ากลัว

วลี

cold and calculating: เย็นชาและเจ้าแผนการ

ในประโยคนี้ cold and calculating ใช้ตัดสินการจัดการแต่งงานนั้นว่าไร้ความรู้สึกและถูกวางแผนอย่างจงใจเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ cold หมายถึงการไม่มีความรู้สึกแบบมนุษย์ ไม่ใช่อุณหภูมิต่ำ ส่วน calculating หมายถึงการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของตน ไม่ใช่การคำนวณเลข คำคุณศัพท์สองคำนี้เสริมความหมายกัน: cold เน้นความห่างเหินทางอารมณ์ ส่วน calculating เพิ่มความหมายของการวางกลยุทธ์โดยตั้งใจ วลีนี้ใช้บรรยายคน การตัดสินใจ แผน หรือการกระทำที่ทั้งไร้หัวใจและเจ้าแผนการ

แบบฝึกหัด

cold and calculating ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. มันไร้อารมณ์และมุ่งหาผลประโยชน์ให้ตัวเองอย่างจงใจ
  2. มันเกิดขึ้นโดยไม่วางแผน แต่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรัก
  3. มันมีอุณหภูมิต่ำและเกี่ยวข้องกับการคำนวณเลขที่ยาก
ดูคำตอบ

มันไร้อารมณ์และมุ่งหาผลประโยชน์ให้ตัวเองอย่างจงใจ

So now we have romantic marriages.

2:00

ดังนั้นตอนนี้เราจึงมีการแต่งงานที่โรแมนติก

It's meant to be all about how you feel. ไวยากรณ์

2:02

มันควรจะเป็นเรื่องของความรู้สึกของคุณล้วนๆ

ไวยากรณ์

It's meant to be all about how you feel: ทุกอย่างควรเป็นเรื่องของความรู้สึกของคุณ

Be meant to be ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งถูกคาดหวังหรือควรจะเป็นอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ในที่นี้ผู้พูดกำลังกล่าวถึงอุดมคติของการแต่งงานสมัยใหม่ว่า การแต่งงานควรเป็นไปตามความรู้สึกส่วนตัว All about หมายถึงมุ่งเน้นทั้งหมดหรือเป็นหลักไปที่บางสิ่ง How you feel เป็นคำถามทางอ้อมที่ทำหน้าที่เป็นจุดเน้นหลัง about จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ลำดับคำแบบคำถาม ทั้งประโยคนำเสนออุดมคติทางสังคม พร้อมเปิดช่องให้สงสัยว่าความจริงตรงกับอุดมคตินั้นหรือไม่

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “ถูกคาดหวังให้มุ่งเน้นทั้งหมดไปที่” เพื่อเติมประโยค: A personal journal ____ how you feel.

ดูคำตอบ

is meant to be all about

You should never think too much.

2:04

คุณไม่ควรคิดอะไรมากเกินไป

To analyze the decision immediately feels unromantic. ไวยากรณ์

2:06

การวิเคราะห์การตัดสินใจจะทำให้รู้สึกไม่โรแมนติกในทันที

ไวยากรณ์

To analyze the decision ในฐานะประธานที่เป็นอนุประโยค infinitive

ในประโยคนี้ To analyze the decision เป็นอนุประโยค infinitive ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของ feels โดยระบุการกระทำที่ถูกประเมิน คือการวิเคราะห์การตัดสินใจ ซึ่งให้ความรู้สึกไม่โรแมนติก Immediately ขยาย feels หมายความว่าการวิเคราะห์นั้นทำให้รู้สึกไม่โรแมนติกขึ้นมาทันที ตรงนี้ to analyze ไม่ได้บอกจุดประสงค์ โดยทั่วไป อนุประโยค infinitive ใช้เปลี่ยนการกระทำให้เป็นหัวข้อเชิงนามธรรม แล้วให้ส่วนที่เหลือของประโยคประเมินการกระทำนั้น

แบบฝึกหัด

ใน “To question the plan now seems risky,” ส่วน “To question the plan” ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์อะไร

  1. วลีบอกจุดประสงค์ที่อธิบายว่าทำไมบางคนจึงตั้งคำถาม
  2. กรรมของ seems
  3. ประธานของ seems
ดูคำตอบ

ประธานของ seems

Indeed, the most romantic thing to do may just be to propose

2:10

จริงๆ แล้ว สิ่งที่โรแมนติกที่สุดที่ควรทำอาจเป็นแค่การขอแต่งงาน

really suddenly,

2:12

อย่างกะทันหันสุดๆ

perhaps after only a few weeks

2:13

อาจจะหลังจากเพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่สัปดาห์

in a chapel in Vegas at 3:00 a.m.

2:14

ในโบสถ์เล็กๆ ที่เวกัสตอนตี 3

The madness seems a paradoxical sign การใช้คำ

2:18

ความบ้าบอนั้นดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ย้อนแย้ง

that the marriage itself will be a sensible idea.

2:20

ว่าการแต่งงานจะเป็นความคิดที่สมเหตุสมผล

การใช้คำ

a paradoxical sign: สัญญาณที่ดูขัดแย้งในตัวเอง

Paradoxical ใช้อธิบายสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งในตัวเองหรือตรงข้ามกับสามัญสำนึก แต่ยังอาจเป็นจริงหรือมีความหมายได้ A paradoxical sign จึงเป็นสัญญาณที่ความหมายดูเหมือนขัดกับสถานการณ์ที่ทำให้สัญญาณนั้นเกิดขึ้น ในที่นี้ ความบ้าคลั่งกลับถูกมองเป็นหลักฐานว่าชีวิตแต่งงานจะสมเหตุสมผล การพลิกกลับเช่นนี้เฉพาะเจาะจงกว่าการบอกเพียงว่าสัญญาณนั้นแปลก เพราะประเด็นสำคัญคือความขัดแย้งที่เห็นอยู่ภายนอก

แบบฝึกหัด

งานวิจัยหนึ่งพบว่า คนที่ได้รับตัวเลือกมากขึ้นอาจพึงพอใจน้อยลง คำใดเหมาะที่สุดสำหรับอธิบายผลลัพธ์ที่ดูขัดแย้งในตัวเองแต่ยังเป็นไปได้นี้

  1. paradoxical
  2. predictable
  3. impossible
ดูคำตอบ

paradoxical

It won't be. ลำดับความ

2:23

แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้น

ลำดับความ

It won't be: การละคำเพื่อพลิกข้อสรุปก่อนหน้า

It อ้างถึง the marriage ส่วน be มีส่วนเติมเต็มที่เข้าใจได้จากบริบทคือ a sensible idea เนื่องจากส่วนเติมเต็มนี้เพิ่งกล่าวไป ภาษาอังกฤษจึงละไว้ได้โดยไม่ต้องพูดซ้ำทั้งข้อความ เมื่อเป็นประโยคเดี่ยวที่สั้นมาก It won't be จะปฏิเสธข้อสรุปที่ดูเหมือนสมเหตุสมผลในประโยคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการพลิกความหมายและปิดท้ายแบบประชด ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์อนาคตอย่างเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

อ่านสองประโยคนี้: The shortcut sounds like a sensible plan. It won't be. It won't be ทำหน้าที่อะไร?

  1. ถามว่าทางลัดนั้นเป็นแผนที่สมเหตุสมผลหรือไม่
  2. ปฏิเสธความคิดที่ว่าทางลัดนั้นจะเป็นแผนที่สมเหตุสมผล
  3. บอกว่าทางลัดนั้นจะไม่มีอยู่ในอนาคต
ดูคำตอบ

ปฏิเสธความคิดที่ว่าทางลัดนั้นจะเป็นแผนที่สมเหตุสมผล

Six,

2:25

ข้อหก

we don't go to schools of love. สำนวน

2:26

เราไม่ได้เข้าโรงเรียนสอนความรัก

สำนวน

schools of love ในฐานะอุปมาเรื่องการเรียนรู้ความสัมพันธ์

schools of love เป็นอุปมา ไม่ใช่ชื่อของสถาบันที่มีอยู่จริง วลีนี้จินตนาการว่าการเรียนรู้วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักเป็นเสมือนวิชาหนึ่งที่สอนในโรงเรียน การบอกว่าเราไม่ได้ไปโรงเรียนเช่นนั้นชี้ให้เห็นว่า ชีวิตด้านนี้ขาดการสอนอย่างเป็นระบบ คำแนะนำ และการฝึกฝนร่วมกัน รูปแบบ school(s) of + แนวคิดนามธรรม สามารถสร้างภาพเปรียบคล้ายกันได้เมื่อบริบททำให้เห็นชัดว่าเป็นอุปมา

แบบฝึกหัด

อ่าน: We learn math in class, but there are no schools of love. schools of love ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. กลุ่มศิลปินที่มีรูปแบบศิลปะเหมือนกัน
  2. สถานที่ในจินตนาการที่จะสอนผู้คนอย่างเป็นระบบให้สร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรัก
  3. มหาวิทยาลัยจริงที่มอบปริญญาด้านความรักโรแมนติก
ดูคำตอบ

สถานที่ในจินตนาการที่จะสอนผู้คนอย่างเป็นระบบให้สร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรัก

We don't have any information.

2:27

เราไม่มีข้อมูลอะไรเลย

We don't take classes.

2:29

เราไม่ได้เรียนคอร์สอะไร

We don't talk to married couples

2:30

เราไม่คุยกับคู่แต่งงาน

and we steer very clear of divorced ones. วลี

2:32

และเราจะหลีกเลี่ยงคนที่หย่าร้างไปแล้ว

วลี

steer very clear of: จงใจหลีกเลี่ยงอย่างจริงจัง

steer very clear of หมายถึงจงใจอยู่ให้ห่างจากคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก ๆ ในประโยคนี้ กลุ่มของผู้พูดบอกว่าพวกเขาตั้งใจหลีกเลี่ยงคนที่หย่าร้าง โดย steer เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการบังคับทิศทางรถ โครงสร้างคือ steer clear of + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing คำว่า very เน้นระดับของ clear จึงทำให้ steer very clear of สื่อถึงการหลีกเลี่ยงอย่างจริงจังเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้ โดยต้องใส่คำที่ใช้เพิ่มระดับด้วย: Because the website looked unsafe, I decided to ____ it.

ดูคำตอบ

steer very clear of

So we go into it without knowing why marriages really fail, ไวยากรณ์

2:34

เราจึงเข้าไปมีส่วนร่วมโดยไม่รู้เลยว่าทำไมการแต่งงานถึงล้มเหลวจริงๆ

ไวยากรณ์

without knowing why + ลำดับคำในคำถามแทรก

without knowing why อธิบายการทำสิ่งหนึ่งในขณะที่ไม่ทราบเหตุผล without เป็นคำบุพบท ดังนั้น knowing ต้องอยู่ในรูป -ing โดยใช้ without knowing ไม่ใช่ without know why marriages really fail เป็นคำถามแทรกในประโยคและทำหน้าที่เป็นเนื้อหาที่ไม่ทราบ คำถามแทรกใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า จึงใช้ why marriages fail ไม่ใช่ why do marriages fail

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ถูกหลักไวยากรณ์และใช้ without knowing why ได้ถูกต้อง

  1. They began the repair without knowing why had the machine stopped.
  2. They began the repair without knowing why the machine had stopped.
  3. They began the repair without know why the machine had stopped.
ดูคำตอบ

They began the repair without knowing why the machine had stopped.

beyond what we take to be just the simple stupidity ไวยากรณ์

2:37

นอกเหนือไปจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นแค่ความโง่เขลาล้วนๆ

of all those other couples we're not like at all.

2:40

ของคู่แต่งงานคู่อื่นๆ ที่เราไม่ได้เป็นเหมือนพวกเขาเลย

ไวยากรณ์

beyond what we take to be: มองให้ไกลกว่าข้อสันนิษฐาน

ในโครงสร้าง beyond what we take to be X คำว่า what หมายถึง “สิ่งที่...” ไม่ใช่คำแสดงคำถาม ส่วน take X to be Y หมายถึง “ตัดสินหรือสันนิษฐานว่า X คือ Y” ดังนั้น what we take to be X จึงชี้ไปที่การตีความของเรา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว beyond หมายถึง “ไกลกว่าหรือเกินขอบเขตของ...” ในประโยคนี้ ผู้พูดยังไม่ได้มองเลยข้อสันนิษฐานแบบผิวเผินเกี่ยวกับสาเหตุที่ชีวิตสมรสของคนอื่นล้มเหลว โครงสร้างนี้ใช้เพื่อบอกว่าคำอธิบายต้องไปไกลกว่าความเชื่อที่มีอยู่ในขณะนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้างเป้าหมาย beyond + what we take to be: The investigation must go ____ the obvious explanation.

ดูคำตอบ

beyond what we take to be

Seven,

2:45

ข้อเจ็ด

freezing happiness. สำนวน

2:46

การแช่แข็งความสุข

You want to make nice things permanent.

2:47

คุณต้องการทำให้สิ่งดีๆ คงอยู่ถาวร

สำนวน

freezing happiness: อุปลักษณ์ของการรักษาความสุขให้คงอยู่

Freezing happiness เป็นอุปลักษณ์ คำกริยานาม freezing เรียกการกระทำที่จินตนาการขึ้น และปฏิบัติต่อความรู้สึกนามธรรมอย่าง happiness ราวกับเป็นสิ่งของที่แช่แข็งและเก็บไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้ ในที่นี้หมายถึงการพยายามรักษาช่วงเวลาหรือความรู้สึกที่มีความสุข ไม่ใช่ทำให้มันเย็นหรือหยุดความสุข เนื่องจากเป็นวลีกริยานามสั้น ๆ ไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์ จึงทำหน้าที่เหมือนป้ายชื่อของแรงจูงใจที่อธิบายในประโยคถัดไป นั่นคือความต้องการให้สิ่งดี ๆ คงอยู่ถาวร

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The album was his way of freezing happiness before the summer ended.” คำว่า freezing happiness หมายถึงอะไร

  1. ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวในขณะที่มีความสุข
  2. ขัดขวางไม่ให้ผู้คนรู้สึกมีความสุข
  3. พยายามรักษาความรู้สึกหรือช่วงเวลาแห่งความสุขไว้
ดูคำตอบ

พยายามรักษาความรู้สึกหรือช่วงเวลาแห่งความสุขไว้

You're in Venice, on the lagoon,

2:49

คุณอยู่ที่เวนิส บนลากูน

with no responsibilities,

2:50

โดยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ

the evening sun throwing gold flakes across the sea, สำนวน

2:51

แสงแดดยามเย็นสาดประกายสีทองพาดผ่านท้องทะเล

สำนวน

อุปลักษณ์ด้านภาพใน throwing gold flakes across the sea

ในคำบรรยายนี้ throwing gold flakes across the sea เป็นอุปลักษณ์ด้านภาพ แสงอาทิตย์ยามเย็นทำให้เกิดประกายสะท้อนกระจายบนผิวน้ำ ซึ่งดูราวกับมีคนโปรยทองชิ้นเล็ก ๆ ลงไปทั่วผิวน้ำ ไม่ได้มีเกล็ดทองจริง ๆ คำกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหว throwing ทำให้แสงดูเหมือนกำลังกระทำบางอย่าง ส่วน gold flakes ทำให้ประกายสะท้อนมีสี รูปร่าง และพื้นผิวที่จับต้องได้ การใช้คำกริยาเชิงการกระทำร่วมกับภาพวัตถุที่เด่นชัดเช่นนี้ช่วยให้คำบรรยายทิวทัศน์มีชีวิตชีวา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อุปลักษณ์ด้านภาพแบบเดียวกับวลีที่เน้นไว้

  1. The sunset happened beside the lake.
  2. The sunset threw a red ribbon across the lake.
  3. The sunset was at six o'clock.
ดูคำตอบ

The sunset threw a red ribbon across the lake.

the prospect of dinner in a little fish restaurant,

2:54

นึกภาพอาหารค่ำในร้านอาหารซีฟู้ดเล็กๆ

and your beloved in a cashmere jumper in your arms.

2:56

และคนรักในเสื้อไหมพรมแคชเมียร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของคุณ

You get married to make that feeling permanent.

2:59

คุณแต่งงานเพื่อทำให้ความรู้สึกนั้นอยู่ถาวร

But it all goes, การใช้คำ

3:02

แต่มันก็หายไปหมด

and what is really permanent is the partner, ไวยากรณ์

3:03

และสิ่งที่ถาวรจริงๆ ก็คือคู่รักของคุณ

ไวยากรณ์

what is really permanent is the partner: สิ่งที่ยั่งยืนจริง ๆ คือคู่ชีวิต

ในประโยคนี้ what is really permanent เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม อนุประโยคทั้งหมดเป็นประธานของ is โดย what มีความหมายว่า “สิ่งที่” ดังนั้นจึงเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง รูปแบบ what + อนุประโยค + be + คำตอบ จะดึงความสนใจไปยังคำตอบที่อยู่ท้ายประโยค ที่นี่ผู้พูดกำลังแก้ความคาดหมายว่า ความรู้สึกชั่วคราวย่อมจางหาย แต่คู่ชีวิตต่างหากที่ถูกนำเสนอว่าเป็นสิ่งยั่งยืน

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายโครงสร้าง what is really permanent is the partner ได้ถูกต้อง?

  1. what is really permanent เป็นประธานในรูปอนุประโยคคำนาม และ the partner เป็นคำตอบที่ได้รับการเน้น
  2. what is really permanent เป็นคำถามโดยตรงที่ถาม the partner
  3. the partner หมายถึงความรู้สึกชั่วคราวที่หายไปแล้ว
ดูคำตอบ

what is really permanent เป็นประธานในรูปอนุประโยคคำนาม และ the partner เป็นคำตอบที่ได้รับการเน้น

but now in a very different mood.

3:06

แต่ตอนนี้กลับอยู่ในอารมณ์ที่ต่างกันมาก

การใช้คำ

it all goes: go ในความหมายว่า “หายไป”

ในที่นี้ it all goes หมายความว่าสภาพและความรู้สึกดี ๆ เหล่านั้นหายไปหรือสิ้นสุดลง Go ไม่ได้กล่าวถึงการเคลื่อนที่ไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่มีความหมายเชิงนามธรรมว่า “สูญหาย เลือนหาย หรือไม่เหลืออยู่อีกต่อไป” การนำไปเปรียบต่างกับ what is really permanent ช่วยให้ระบุความหมายนี้ได้ สิ่งชั่วคราวย่อมหายไป แต่คู่ของเรายังคงอยู่ ในบริบทอื่น ความหมายนี้มักใช้กับสิ่งที่จางลงหรือผ่านพ้นไปได้ เช่น ความเจ็บปวด ความตื่นเต้น ความอดทน หรือโอกาส

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ go ในความหมายว่า “หายไปหรือสิ้นสุดลง” แทนความหมายว่า “เคลื่อนที่”

  1. The swelling should go by tomorrow.
  2. We go to the library after school.
  3. Please go through the blue door.
ดูคำตอบ

The swelling should go by tomorrow.

Eight,

3:09

ข้อแปด

you want to stop thinking about love.

3:09

คุณต้องการหยุดคิดเรื่องความรัก

It's such a pain,

3:11

มันเจ็บปวดมาก

the heartache, the dating, the one-night stands. การใช้คำ

3:13

ทั้งความช้ำใจ การออกเดต และรักข้ามคืน

การใช้คำ

one-night stands: ความสัมพันธ์ทางเพศเพียงคืนเดียว

one-night stand หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่อง และโดยทั่วไปเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว รูปพหูพจน์คือ one-night stands ในรายการนี้ คำนี้กล่าวถึงประสบการณ์ความสัมพันธ์ระยะสั้นของผู้ใหญ่ stand เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงการยืนหรือเฟอร์นิเจอร์

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบายได้ตรงที่สุดว่าเป็น one-night stand?

  1. คนสองคนคบหากันหลายเดือนแล้วตัดสินใจแยกทาง
  2. ผู้ใหญ่สองคนมีเพศสัมพันธ์กันครั้งเดียวและไม่คาดหวังความสัมพันธ์ต่อเนื่อง
  3. นักเดินทางยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตลอดทั้งคืน
ดูคำตอบ

ผู้ใหญ่สองคนมีเพศสัมพันธ์กันครั้งเดียวและไม่คาดหวังความสัมพันธ์ต่อเนื่อง

You want shot of it all. สำนวน

3:15

คุณต้องการกำจัดมันให้หมด

สำนวน

want shot of it all: อยากหลุดพ้นจากทุกอย่าง

ในที่นี้ want shot of it all เป็นรูปละคำแบบไม่เป็นทางการในภาษาอังกฤษแบบบริติชของ want to be shot of it all ซึ่งหมายถึง “อยากหลุดพ้นจากทั้งหมดนั้น” คำว่า shot เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว be shot of จึงไม่ได้หมายถึงการยิง รูปถ่าย หรือเหล้าหนึ่งแก้ว คำว่า to be ที่หายไปสามารถเข้าใจได้จากบริบท ส่วน it all หมายถึงสถานการณ์ยุ่งยากทั้งหมด และวลีนี้ชี้ว่าความต้องการที่แท้จริงของผู้พูดคือการหนีออกจากสถานการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “After months of repairs, Mia wants shot of the old car,” คำว่า wants shot of หมายความว่าอย่างไร

  1. เธออยากได้รูปถ่ายของรถคันนั้น
  2. เธออยากกำจัดรถคันนั้น
  3. เธออยากให้ใครสักคนยิงรถคันนั้น
ดูคำตอบ

เธออยากกำจัดรถคันนั้น

You marry to stop having to think about love all the time. ไวยากรณ์

3:17

คุณแต่งงานเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องความรักตลอดเวลา

ไวยากรณ์

stop having to think: การสิ้นสุดหน้าที่ที่ต้องคิด

ใน stop having to think about love คำว่า stop ตามด้วย having ซึ่งเป็นรูป -ing ส่วน have to think หมายถึง “จำเป็นต้องคิด” ดังนั้น stop having to think จึงหมายถึงการสิ้นสุดความจำเป็นหรือหน้าที่ที่จะต้องคิดเรื่องความรักต่อไป โครงสร้างซ้อนกันเป็น stop + [having to + think] มีเพียง having ที่ใช้รูป -ing เพราะตามหลัง stop โดยตรง ส่วน think คงรูปพื้นฐานหลัง to ใน have to รูปแบบที่นำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้คือ stop having to + คำกริยารูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ stop + have to เพื่อแสดงว่าหน้าที่นั้นสิ้นสุดแล้ว: After we automated the report, I ____ it by hand every Friday.

ดูคำตอบ

stopped having to write

All of which is why you'll marry the wrong person, ลำดับความ

3:21

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่คุณจะแต่งงานกับคนที่ไม่ใช่

or perhaps have done so already. ไวยากรณ์

3:25

หรือบางทีคุณอาจจะทำไปแล้วก็ได้

ลำดับความ

All of which is why: รวมหลายเหตุผลเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์เดียว

All of which ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า แล้วรวมเหตุผลเหล่านั้นให้เป็นคำอธิบายเดียว ในที่นี้ which ไม่ได้อ้างถึงเพียงประโยคที่อยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้น is why ทำให้เหตุผลทั้งชุดนั้นเป็นสาเหตุของข้อสรุปที่ตามมา รูปแบบ All of which is why + ผลลัพธ์ ช่วยปิดข้อโต้แย้งที่ยาวขึ้นโดยเปลี่ยนจากเหตุผลสนับสนุนหลายข้อไปสู่ผลลัพธ์เดียว โดย is แสดงว่าผู้พูดมองเหตุผลทั้งหมดเป็นคำอธิบายโดยรวมหนึ่งชุด

แบบฝึกหัด

ถนนเป็นน้ำแข็ง ทัศนวิสัยไม่ดี และลมแรง ประโยคต่อใดรวมข้อเท็จจริงทั้งสามอย่างชัดเจน และนำเสนอการยกเลิกการแข่งขันว่าเป็นผลลัพธ์ร่วมของทั้งหมด

  1. Even so, the game was canceled.
  2. For example, the game was canceled.
  3. All of which is why the game was canceled.
ดูคำตอบ

All of which is why the game was canceled.

ไวยากรณ์

have done so already: ใช้แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

Have done so รวม present perfect ใน have done เข้ากับ so ซึ่งใช้แทนการกระทำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ marry the wrong person จึงมีความหมายว่า have married the wrong person โดยไม่ต้องพูดกริยาวลีทั้งหมดซ้ำ ในที่นี้ so ไม่ได้หมายถึง “ด้วยวิธีนั้น” already บอกว่าการกระทำนั้นอาจเกิดขึ้นก่อนเวลาปัจจุบัน ขณะที่ present perfect ยังเชื่อมการกระทำนั้นกับปัจจุบัน รูปแบบ have + done so จึงใช้ย้อนอ้างถึงการกระทำที่ระบุไว้ชัดเจนก่อนหน้าได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ใช้ have + do so และวาง already ไว้ท้ายประโยค เพื่อไม่ต้องพูด signed the form ซ้ำ: Several volunteers were asked to sign the form, and many ____.

ดูคำตอบ

have done so already

But it's not really your fault.

3:27

แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณจริงๆ หรอก

No one ever teaches us how to do this thing,

3:28

ไม่เคยมีใครสอนเราว่าต้องทำเรื่องนี้ยังไง

and so of course we crash.

3:30

และแน่นอนว่าเราจึงพังไม่เป็นท่า

We will, as a species,

3:32

ในฐานะมนุษย์เผ่าพันธุ์หนึ่ง เราจะ

eventually learn that careless madness can't go on. กริยาวลี

3:33

ได้เรียนรู้ในท้ายที่สุดว่าความบ้าบอที่สะเพร่านี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

กริยาวลี

can't go on: บอกว่าสถานการณ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

ในประโยคนี้ can't go on หมายถึง “ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้” โดย go on กล่าวถึงการดำเนินต่อของพฤติกรรมหรือสถานการณ์ที่ไม่รอบคอบ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่หรือไปที่ใดสักแห่ง วลีนี้ตัดสินว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่อาจดำรงต่อไปได้ จึงต้องหยุดหรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ได้เมื่อปัญหา นิสัย หรือความขัดแย้งดำเนินมานานเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้”: The constant interruptions ____; we need a quieter room.

ดูคำตอบ

can't go on

Too many people get hurt.

3:37

มีคนบาดเจ็บมากเกินไปแล้ว

In a few centuries, at least,

3:39

อย่างน้อยในอีกไม่กี่ศตวรรษ

we'll be getting the hang of it, สำนวน

3:40

เราจะเริ่มจับทางมันได้

for sure.

3:42

อย่างแน่นอน

สำนวน

getting the hang of it: ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไร

Be getting the hang of it หมายถึง “กำลังค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะทำหรือจัดการสิ่งนั้นอย่างไร” get the hang of เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่กล่าวถึงการได้ทักษะเชิงปฏิบัติจากประสบการณ์ โดย hang ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการแขวนจริง ๆ รูปกำลังกระทำ getting แสดงว่าการเรียนรู้ยังดำเนินอยู่และยังไม่สมบูรณ์ ในประโยคนี้ in a few centuries เป็นการพูดเกินจริงแบบขบขัน และสื่อว่ามนุษย์เรียนรู้ทักษะนี้ได้ช้ามาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “กำลังค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไร”: This editing tool felt difficult yesterday, but I'm ____ now.

ดูคำตอบ

getting the hang of it